Toyota Prius Minorchange : ลดความล้ำลงพร้อมเพิ่มระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD-e

91

หลังจากที่เปิดตัว Toyota Prius โฉมที่ 4 เมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหลายๆคนจะชื่นชม
ในเรื่องการขับขี่ที่ดีขึ้นเนื่องมาจาก Platform ใหม่ TNGA แต่ก็มีเสียงตำหนิจากการออกแบบที่
ดูประหลาดไป ล่าสุด Toyota ในสหรัฐอเมริกาได้เผนโฉม Prius เวอร์ชั่น Minorchange ออกมา
พร้อมเสริมเทคโนโลยีต่างๆพอสมควร โดยเปิดตัวแล้วในสหรัฐอเมริกา

หน้าตาภายนอกปรับรูปทรงให้ลดความแปลกตาลง อาทิ

  • ไฟหน้า Bi-LED ทรงสามเหลี่ยมที่ดูยาวขึ้นพร้อมรวมไฟเลี้ยวไว้ในโคมเดียวกัน (จากเดิมที่เป็นติ่งแยกออก)
  • เพิ่มไฟหน้าแบบเลี้ยวตามพวงมาลัย (มีให้เลือกในรุ่น XLE,ติดตั้งมาให้ในรุ่น Limited)
  • ไฟตัดหมอกหน้า LED ทรงกลม (จากเดิมเป็นทรงสามเหลี่ยม)
  • กันชนหน้าเพิ่มช่องทึบบริเวณแก้มข้าง
  • ไฟท้ายใหม่ที่ลากเส้นออกไปด้านข้าง (จากเดิมลากเส้นตรงยาวลงมาถึงกันชนหลัง)
  • กันชนหลังเสริมแผงทับทิม
  • ฝาครอบล้ออัลลอย 15 นิ้วสีทูโทน
  • เพิ่ม 2 สีใหม่
    • แดง Supersonic Red
    • น้ำเงิน Electric Storm Blue

สำหรับภายในเรียกได้ว่า แทบจะยกมาจากรุ่นเสียบปลั๊ก PHV (หรือ Prime ในสหรัฐอเมริกา)
พร้อมปรับรายละเอียดเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น

  • แผงคอนโซลหน้าลายคาร์บอน
  • แผงคอนโซลเกียร์ตกแต่งด้วยสีดำเงา
  • จอแสดงผลการขับขี่ MID ที่เพิ่มเมนูแสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD-e
  • ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัส
    • หน้าจอขนาด 6.1 นิ้วรองรับ AM/FM/CD รองรับการเชื่อมต่อ AUX/USB/Bluetooth
      พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยเสียง และกล้องมองหลัง
    • หน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว รองรับ App Suite,Entune และระบบนำทาง พร้อมลำโพง
      Premium JBL (ในรุ่น Limited)
  • เบาะนั่งและพวงมาลัยหุ้มหนังแบบ SofTextrimmed
  • ฮีทเตอร์สำหรับเบาะนั่งคู่หน้า พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่สามารถเปิดลมเฉพาะฝั่งคนขับได้ (S-FLOW)

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Toyota Safety Connect ที่เป็น Package สำหรับใช้ในกรณีเกิดเรื่อง
ฉุกเฉิน ซึ่งใช้ได้ฟรีถึง 3 ปี ประกอบไปด้วยดังนี้

  • ระบบเรียกรถพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • ระบบแจ้งเตือนพร้อมติดตามเมื่อรถโดนขโมย
  • ระบบเรียกรถยกในกรณีรถมีปัญหา

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร 4 สูบ พร้อมวาล์วแปรผัน VVT-i ให้กำลังสูงสุด
95 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า
ที่มีกำลัง 71 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร (รวมกันแล้วมีพละกำลังสูงสุด 121 แรงม้า)
พร้อมระบบส่งกำลัง ECVT ขับเคลื่อนล้อหน้า จับคู่กับแบตเตอรี่แบบ Lithium Ion

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบไฟฟ้า AWD-e  ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ไฟฟ้าแบบเดิม (หรือ E-Four) ซึ่งระบบดังกล่าวจะตรวจจับสภาพถนนเพื่อเปิดโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อโดยอัตโนมัติ
โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไร้แม่เหล็กเพื่อส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อรองรับการลุยในทุกสถาพถนน

ในรุ่น e-AWD มาพร้อมกับแบตเตอรี่เป็นแบบ Nickel-Metal Hydride (Ni-MH) ที่มีขนาดเล็กลงและ
ย้ายแบตเตอรี่มาไว้ที่ใต้เบาะหลัง ทำให้มีพื้นที่สัมภาระเพิ่มขึ้นเป็น 65.5 ลูกบาศก์-ฟุต (1,854 ลิตร)
เมื่อพับเบาะทั้งหม (ระบบดังกล่าวมีเฉพาะรุ่น LE และ XLE เท่านั้น)

และแน่นอนว่า Prius สร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA Platform ที่มาพร้อมกับตัวถังที่แข็งแรงขึ้นจากการใช้เหล็ก
คุณภาพสูง ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเปลี่ยนเป็นแบบอิสระ Multi-Link รวมถึง
ปรับปรุงการขับขี่ให้สนุกขึ้น พร้อมทั้งห้องโดยสารที่เงียบขึ้น

ระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับ Toyota Safety Sense P ทุกรุ่นย่อยและออปชั่นอื่นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ระบบรักษาความเร็วและระยะห่างหน้ารถ Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน Pre-Collision System
    with Pedestrian Detection
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลยพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert with Steering Assist
  • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beams
  • ระบบสร้างเสียงสำหรับเตือนคนเดิน VPNS (Vehicle Proximity Notification System)

Toyota Prius มีให้เลือก 4 รุ่นย่อยคือ L Eco,LE,XLE และ Limited พร้อมวางจำหน่ายในปี 2019
สำหรับตลาดโลกเตรียมพบกับเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ของ Prius ได้ในปี 2019

ที่มา : Toyota Official

Comments
Loading...