ถึงแม้ว่า Toyota จะมี C-HR ทำตลาดในฐานะ Crossover แล้ว แต่ด้วยรูปทรงต่างๆจะมาแนวเฉพาะกลุ่ม
มากไปพอสมควร ดังนั้น Toyota จำเป็นต้องมี Crossover ไว้สักรุ่นสำหรับทำตลาดประกบกับ C-HR
แต่จะเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ทั้งการขับขี่ งานออกแบบที่ดูเป็นมิตรกับทุกคนขึ้น พร้อมอุปกรณ์ที่มากขึ้น
โดยใช้ชื่อว่า Corolla Cross ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2020


ราคาและรุ่นย่อย

  • 1.8 HV Premium Safety 1,199,000 บาท
  • 1.8 HV Premium 1,089,000 บาท
  • 1.8 HV Smart 1,019,000 บาท
  • 1.8 Sport 959,000 บาท (ราคาพิเศษ จากปกติ 989,000 บาท ถึง 30 กันยายนนี้)

หน้าตาภายนอกเป็นการนำเส้นสายของ RAV4  มาต่อยอด เริ่มจากไฟหน้าแบบ Full LED ทรงยาวที่มาพร้อม
ไฟหรี่และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED แบบยาว เสริมด้วยสีฟ้าบริเวณด้านล่างของตัวโคมในรุ่น Hybrid
กระจังหน้าบานเกล็ดขนาดใหญ่พร้อมขอบสีดำเงา/โครเมียม ส่วนกันชนหน้ามาพร้อมการ์ดขนาดใหญ่ติดด้วย
ช่องใส่ป้ายทะเบียน อีกทั้งไฟตัดหมอกหน้ามารวมในช่องดักลม พร้อมเส้นแนวนอน 3 เส้น

ด้านข้างมาพร้อมกับกรอบกระจกหน้าต่างเสริมโครเมียมด้านบนยาวจรดกระจกหลัง เส้นสายตัวถังมีการ
ลากแบบโค้งเข้าหากัน พร้อมชายล่างและคิ้วขอบล้อสีดำ ประตูหลังเป็นแบบไฟฟ้าสามารควบคุมด้วย
ระบบเตะเปิดด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ และหลังคา Moonroof

ขนาดตัวถัง
  • ความยาว 4,360 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,825 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,615 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร
สีตัวรถ
  • สีขาวมุก Platinum White Pearl (ภายในแดง)
  • สีดำ Attitude Black Mica (ภายในแดง)
  • สีแดง Red Mica Metallic
  • สีเทาอมฟ้า Celestine Grey Metallic (สีเดียวกับ Corolla Altis) (ภายในแดง)
  • สีบรอนซ์เงิน Metal Stream Metallic (สีเดียวกับ C-HR)
  • สีเทาอมน้ำตาล Graphite Metallic (สีเดียวกับ Camry)
  • สีน้ำเงิน Nebula Blue (สีเดียวกับ Revo ก่อนไมเนอร์เชนจ์)


ภายใน
เป็นการนำเค้าโครงของ Corolla Altis มาปรับเส้นสาย อีกทั้งได้รับการตกแต่งด้วยโทนสีดำ-แดง Terra Rossa ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วรองรับการใช้งาน USB และ Bluetooth พร้อมระบบ Apple Carplay และ Android Auto เสริมด้วยลำโพง 6 ตำแหน่ง พร้อมระบบ T-Connect Telematics ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง พร้อมระบบกรองอากาศ Nano-e มาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วแบบ TFT และพวงมาลัย 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ จอแสดงผลการขับขี่ MID ด้านพื้นที่ภายในห้องโดยสาร สามารถพับเบาะหลังได้แบบ 60 :40 พร้อมพับราบแบบพื้นเรียบได้ และสามารถเอนหลังได้ 2 ระดับ

 

ขุมพลัง
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 2ZR-FBE พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า
    ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 177 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร 2ZR-FXE มีพละกำลังสูงสุด 97 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
    แรงบิดมีกำลัง 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที ส่วนแบตเตอรี่ มีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิดมีกำลัง
    163 นิวตัน-เมตรที่ (รวมกันแล้วมีกำลังสูงสุด 121 แรงม้า) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT

งานวิศวกรรมอื่นๆมาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังที่อาจจะเป็นทอร์ชั่นบีม
ผิดจากเพื่อนร่วมแพลตฟอร์ม TNGA ที่ใช้ช่วงล่างแบบ Double Wishbone พร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อ
และพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า

ระบบความปลอดภัย

  • ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense 2.0
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันทุกย่านความเร็ว DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ (Pre Collision System)
    • ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลนตรงกลาง LTA (Lane Tracing Assist)
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam)
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ด้านหน้าปรับสูง/ต่ำได้
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง PVM (Panoramic View Monitor)
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System)

สัมผัสคันจริงและทดลองขับได้ในงาน Bangkok International Motor Show 2020 วันที่ 15-26 กรกฎาคม 2563 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี และลงโชว์รูมทั่วประเทศ 24 กรกฎาคม เป็นต้นไป

Facebook Comments