Toyota C-HR Minorchage (Japan Spec.) : ปรับหน้าตาใหม่พร้อมเวอร์ชั่น GR Sport

357

หลังจากที่ Toyota C-HR เปิดตัวรุ่นปรับโฉมในตลาดอเมริกาเหนือ และยุโรปอย่างเป็นทางการ มาคราวนี้
ถึงคิวของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นบ้าง นอกจากจะมีหน้าตาใหม่แล้ว ยังมีเวอร์ชั่นแต่งพิเศษในชื่อ GR-Sport รวมทั้ง
ปรับชุดเครื่องเสียงใหม่และระบบความปลอดภัยต่างๆมากมาย เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

หน้าตาภายนอกมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • ไฟหน้า LED มีให้เลือก 2 แบบ
    • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED รวมไฟเลี้ยวและไฟหรี่ LED ไว้ในโคมเดียวกัน
      (ยกเลิกไฟเลี้ยวแบบกระพริบไล่จากซ้ายไปขวา)
    • ไฟหน้า LED แบบ 3 ช่องพร้อมปรับตำแหน่งใหม่ (แทนไฟหน้าโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนเดิม)
  • กันชนหน้าทรงใหม่ พร้อมย้ายตำแหน่งไฟตัดหมอกหน้า LED ไว้ที่ด้านข้างของช่องกันชนหน้า
  • ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ (ส่วนขนาด 18 นิ้วใช้ลายเดิม)
  • ไฟท้าย LED ปรับรายละเอียดใหม่พร้อมไฟเลี้ยวไล่จากซ้ายไปขวา เสริมด้วยเส้นสีดำที่เป็นสปอยเลอร์ในตัว
  • สปอยเลอร์หลังดีไซน์ใหม่
  • ปรับสีตัวถังใหม่
    • เพิ่มสีส้ม Orange Metallic
    • ยกเลิกสีเขียว Radiant Green Mica
    • เปลี่ยนโทนสีแดงใหม่เป็น Emotional Red II
    • เปลี่ยนโทนสีน้ำตาลเป็น Oxide Bronze Mica Metallic
    • เพิ่มสีทูโทน สีน้ำเงิน Nebula Blue Metallic หลังคาดำ
    • เพิ่มสีทูโทน สีส้ม Orange Metallic หลังคาดำ
    • เพิ่มสีทูโทน สีแดง Emotional Red II หลังคาดำ
    • เพิ่มสีทูโทน สีน้ำตาล Oxide Bronze Mica Metallic หลังคาเทา Metal Stream Metallic

นอกจากนี้มาพร้อมเวอร์ชั่น GR Sport ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นธรรมดาดังนี้

  • กันชนหน้าทรงใหม่ พร้อมกรอบไฟตัดหมอกหน้าเป็นเส้นแนวนอน
  • ไฟหน้ารมดำ
  • เพิ่มชายล่างสีดำด้านหน้า
  • กระจกมองข้างสีดำเงา
  • คาลิปเปอร์เบรกสีขาว
  • สัญลักษณ์ GR Sport 3 จุด (กันชนหน้า,แก้มข้าง,ประตูหลัง)
  • ย้ายไฟถอยมาที่กันชนหลัง
  • ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วลาย 5 ก้านคู่
  • แป้นเหยียบอลูมิเนียม
  • ภายในตกแต่งด้วยสีดำ/เทา
  • มาตรวัดดีไซน์ใหม่ พื้นสีดำพร้อมโลโก้ GR Sport
  • พวงมาลัยทรงใหม่และหัวเกียร์หุ้มหนังด้ายสีเงิน
  • เบาะนั่งหุ้มหนังพร้อมโลโก้ GR Sport
  • ปุ่มสตาร์ทเป็นสัญลักษณ์ GR Sport
  • กุญแจเพิ่มสัญลักษณ์ GR Sport
  • ปรับจูนช่วงล่างใหม่

ภายในและออปชั่นมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • เปลี่ยนโทนภายในดำ/น้ำตาลใหม่เป็น Orchid Brown
  • ถอดนาฬิกาดิจิตอลบริเวณชุดเครื่องเสียงออก
  • มาตรวัดและจอแสดงผลการขับขี่ใหม่
  • ติดตั้งชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth/USB
    พร้อมฟังก์ชั่น Miracast รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto
  • เพิ่มระบบสื่อสารกับตัวรถ DCM

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.2 ลิตร รหัส 8NR-FTS 4 สูบให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้าที่ 5,200 -5,600
    รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตรที่ 1,500 -4,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
    พร้อมระบบ i-MT และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า
    และขับเคลื่อน 4 ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE 4 สูบให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
    แรงบิด 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า แรงบิด
    163 นิวตัน-เมตร (รวมกันแล้วมีพละกำลังถึง 122 แรงม้า) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT ขับเคลื่อนล้อหน้า
    เปลี่ยนแบตเตอรี่จากนิกเกิล เมทัลไฮดรายด์เป็นลิเธียม ไอออน

ระบบความปลอดภัยมามีการปรับเปลี่ยนดังนี้

  • ปรับระบบ Radar Cruise Control เป็นแบบ All Speed (ทำงานทุกย่านความเร็ว)
  • ปรับระบบ Pre-Crash Safety System ให้ใช้งานได้ตอนกลางคืน
  • เพิ่มเซ็นเซอร์อัจฉริยะ Intelligent Clearance Sonar
  • เพิ่มระบบเบรกอัตโนมัติด้านหลังเมื่อตรวจพบสิ่งกีดขวาง
  • เพิ่มกล้องมองภาพรอบทิศทาง Panoramic View Monitor

Toyota C-HR เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมีให้เลือกถึง 10 รุ่นย่อยสนนราคาอยู่ระหว่าง 2,367,0003,095,000 เยน
(ราวๆ 661,000 – 865,000 บาท) ตั้งเป้ายอดขายที่ 3,600 คัน/เดือน เริ่มทำตลาดแล้ววันนี้สำหรับประเทศไทย
คาดว่าจะได้เจอกันในปี 2020 ซึ่งจะปรับอะไรบ้างโปรดติดตามกันต่อไป

Comments
Loading...