การเปิดตัวของ Toyota Corolla Cross สร้างความสนใจให้กับลูกค้าชาวไทยเป็นจำนวนมาก  ขณะที่รถรุ่นนี้กำลังมาแรงจน  Toyota C-HR  เหมือนถูกทิ้งร้าง มันก็เหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลง

ด้วยตัวรถที่มีขนาดใหญ่ และความอเนกประสงค์ที่มากกว่าในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย เป็นเครื่องยืนยันว่ากลุ่มตลาด SUV/Crossover Subcompact มีแนวโน้มที่เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจทำให้ตลาดรถยนต์นั่ง 4 ประตูขนาด B-Segment และ C-Segment ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่การมาของ Toyota Corolla Cross นั้น นำมาซึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยพอสมควรว่า แล้ว C-HR จะเอายังไงต่อ? เพราะการมาของ Toyota C-HR เป็นการบุกเบิกสายการผลิตรถยนต์ที่ใช้งานวิศวกรรมอย่าง TNGA (Toyota New Global Architechture) ในประเทศไทย และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งสื่อมวลชนสายยานยนต์ และลูกค้าทั่วไปว่ามีสมรรถนะการขับขี่ที่เกินคาดและแตกต่างจาก Toyota ที่เคยจำหน่ายมา

แต่กลับมีจุดด้อยที่เห็นชัดคือพื้นที่ด้านหลังที่คับแคบ มืด จนหลายคนไม่ประทับใจและยอมหนีไปซบค่ายอื่นโดยปริยาย ทำให้ยอดขายของ Toyota C-HR ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ จนสุดท้ายเมื่อจุดด้อยหลักคือพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังไม่สามารถปรับแก้ไขได้มาก จึงแก้เกมด้วยการส่ง Corolla Cross

ชะตากรรมของ C-HR กำลังเปลี่ยนไป เพราะล่าสุดแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ยืนยันแล้วว่า Toyota ได้ยุติการผลิต C-HR ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร Dual VVT-i ได้แก่ 1.8 Entry และ 1.8 MID เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อดัน Corolla Cross อย่างเต็มกำลัง ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า Toyota กำลังทำอะไรอยู่? วันนี้เราจึงมีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการยุติการผลิตของ C-HR กันครับ

สัดส่วนยอดขายรุ่น Hybrid เยอะกว่าเบนซินเกือบ 80%
แม้ว่า Toyota C-HR จะมีขุมพลังหลักให้เลือก 2 แบบ คือ เบนซิน 1.8 Dual VVT-i และ เบนซิน 1.8 Hybrid แต่ต้องยอมรับว่าการตั้งราคาของ Toyota C-HR มีลักษณะใกล้เคียงในทุกรุ่นย่อย ยกตัวอย่าง รุ่น 1.8 MID ราคา 1,039,000 บาท ขณะที่รุ่น 1.8 HV MID มีราคา 1,069,000 บาท มีส่วนต่าง 30,000 บาท ทั้งที่ออพชั่นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย ABS/VSC/TRC มีให้เช่นกัน ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่า “เพิ่มเงินอีกนิดก็ได้ข้าวของและขุมพลังที่ดีกว่า” จากการพูดคุยและสอบถามกับแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ยอดขายของ C-HR ในรุ่น Hybrid มีสัดส่วนมากถึง 80% ส่วนลูกค้าใหญ่จะมองรุ่นท็อปสุดอย่าง HV Hi เนื่องจากได้อุปกรณ์ที่ครบครัน อีกทั้งส่วนต่างจากรุ่นย่อยอื่นของ C-HR ไม่สูงมากจึงตัดสินใจไม่ยาก ในขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน กลุ่มลูกค้าที่ซื้อจะเป็นกลุ่มผู้ให้เช่ารถ (Fleet Car) เป็นหลัก มีลูกค้าบางส่วนที่ไม่ชอบระบบ Hybrid ยังแฮปปี้กับอัตราเร่งของระบบเครื่องยนต์สันดาป และกังวลในเรื่องค่าบำรุงรักษา แม้จะมีกลุ่มที่ซื้อรุ่นเบนซินอยู่ แต่ต้องยอมรับมีสัดส่วนที่น้อยกว่าและนับวันรุ่น Hybrid มียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จนนำไปสู่การยุบรุ่นย่อยเบนซิน 1.8 ลิตร เหลือเพียงรุ่น HV MID และ HV Hi พร้อมลดกำลังผลิต เพื่อเปิดทางให้กับ Corolla Cross ที่คาดว่าจะมียอดขายสูงกว่าที่ทาง Toyota คาดการณ์ไว้ ส่วนใครที่สนใจเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตรใน C-HR ต้องบอกกับคุณผู้อ่านว่าอาจต้องสอบถามกับทางผู้แทนจำหน่าย Toyota ทั่วประเทศ เพราะบางแห่งยังมีสต๊อกเหลืออยู่ พร้อมแคมเปญพิเศษ แต่บางแห่งสต๊อกรถหมดเป็นที่เรียบแล้ว

ปรับตำแหน่ง C-HR ให้มีราคาลดลงเพื่อจับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
การมาของ Corolla Cross ทำให้ราคาของ C-HR มีความทับซ้อนกัน ดังนั้น Toyota จึงจำเป็นที่ลดระดับของ C-HR ให้ไปจับกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมมากขึ้น และด้วยสัดส่วนรุ่น Hybrid ที่มีมากทำให้ Toyota อาจตัดสินใจปรับอุปกรณณืบางตัวออก เพื่อให้ C-HR สามารถทำราคาได้ถูกลงกว่าปัจจุบัน หาก Toyota คิดเช่นนั้น จะมีสถานการณ์เดียวกันกับที่ Mazda ได้ลดราคาและปรับอุปกรณ์ให้กับ CX-3 เพื่อหลีกทางให้กับ CX-30 ที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าที่โตกว่านั้นเอง

นี่เป็นบทวิเคราะห์เบื้องต้นของ Toyota C-HR ที่หลังจากนี้จะต้องรับมือการแข่งขันของตลาดรถยนต์ SUV/Crossover Subcompact จะดุเดือดและรุนแรงมากขึ้น ทั้งผู้ผลิตรายเดิมและผู้เล่นรายใหม่ที่พร้อมตบเท้าเข้าร่วมสมรภูมิในตลาดนี้ คงต้องรอดูว่าการปรับกลยุทธ์ของ Toyota C-HR จะสามารถเพิ่มยอดขายและครองใจลูกค้าชาวไทยได้มากขึ้นหรือไม่


เผยแพร่ครั้งแรก www.ridebuster.com
วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 
เรียบเรียงบทความ : Naow27

Facebook Comments