Nissan ได้เปิดตัวกระบะใหม่ในช่วงกลางปี 2014 ในช่วงแรกๆยังใช้ชื่อว่า NP300 Navara
ตามชื่อของรถเพื่อการพาณิชย์ของค่าย แต่หลังจากนั้นก็หั่นชื่อเหลือแค่ Navara เพียงอย่างเดียว
พร้อมทั้งการกระตุ้นตลาดจากสารพัดกลวิธี ทั้งดึงแบงค์ วงแคลช หญิงลี และฌอห์น จินดาโชติ
เป็นพรีเซนเตอร์,ปรับอุปกรณ์ทั้งเพิ่มกล้องมองภาพรอบทิศทาง เปลี่ยนชุดเครื่องเสียงใหม่
เพิ่มรุ่นแต่งพิเศษทั้ง Black Edition และ Sportech รวมถึงลดราคาบางรุ่นร่วมแสน

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำตลาดหน้าตาเดิมๆอยู่ละก็ อาจจะเสียท่าให้กับสารพัดคู่แข่งที่กระหน่ำเปิดตัว
รถกระบะหลายๆรุ่น ดังนั้น จึงมีแผนที่จะปรับโฉม Navara ครั้งใหญ่ในรอบ 6 ปี โดยมีหน้าตา
ที่ถอดแบบจากรุ่นพี่อย่าง Nissan Titan พร้อมรายละเอียด บางส่วนที่พอจะบอกได้ ณ ​เวลาดังกล่าว
ก่อนที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่วัน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากภายนอกมีดังต่อไปนี้

  • ไฟหน้าใหม่
    • โคมฮาโลเจนรมดำทั้งโคม
    • โคม LED เปลี่ยนชุดใหม่เป็น 4 ดวง ไฟหรี่/Daylight บางลงแต่แบ่งเป็น 2 เส้น
  • กระจังหน้าใหม่ เพิ่มเส้นโครเมียมที่หนาพิเศษ พร้อมลายตาข่าย 3 ชั้น สลักชื่อรุ่น
  • ไฟตัดหมอกเปลี่ยนเป็น LED ลดกรอบให้เล็กลง ตัดโครเมียมออก
  • กันชนหน้าใหม่ปรับช่องดักลมให้เหลี่ยมขึ้นตกแต่งด้วยสีดำ
  • ล้ออัลลอยลายใหม่
    • ขนาด 16 นิ้วจะรมดำ
    • ขนาด 17 หรือ 18 นิ้วเปลี่ยนลายใหม่
  • ปรับรายละเอียดไฟท้ายใหม่ เสริมด้วยเส้น LED
  • ฝากระบะท้ายสลักชื่อรุ่น (Frontier/Navara) พร้อมทำสปอยเลอร์หลังควบกัน
  • ปรับกันชนหลังเป็นสีเดียวกับตัวรถ เสริมแท่นเหยียบเยอะขึ้น

ส่วนภายในแม้ว่ายัวไม่มีรูปหลุดออกมา แต่คาดว่าจะเปลี่ยนรายละเอียดส่วนอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ
พวงมาลัย 3 ก้าทรงใหม่ (เหมือนกับรถรุ่นอื่นๆจากค่ายเดียวกัน) มาตรวัดปรับรายละเอียดใหม่
ฝั่งซ้ายเปลี่ยนเป็นจอแสดงผลเช่นเดียวกับ Leaf,Kicks และ Almera หรือเปลี่ยนการตกแต่ง
บางส่วนให้ดูดีขึ้น

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร รหัส YD25DDTi 4 สูบ 16 วาล์วแบบ VGS Turbo อินเตอร์คูลเลอร์
    มีความแรงอยู่ที่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 403 นิวตัน-เมตรอยู่ที่
    2,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร รหัส YS23DDT จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล Twin Turbo
    อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร
    ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ พร้อม Manual Mode และ
    เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ (เครื่องยนต์เดียวกับ Nissan Terra ในปัจจุบัน)

ส่วนงานวิศวกรรมด้านอื่นๆ คาดว่าจะปรับปรุงคุณภาพบางส่วนให้ดีขึ้นทั้งเบรก ช่วงล่าง พวงมาลัย
แต่จะถึงขั้นเปลี่ยนแปลงแบบ ดิสก์เบรก 4 ล้อ,พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าหรือไม่ ต้องรอชมต่อไป

ส่วนระบบความปลอดภัยคาดว่าจะเพิ่มให้พอทัดเทียมกับคู่แข่งหลายๆค่ายที่ติดตั้งมา
โดยมีดังต่อไปนี้ (อ้างอิงจาก Nissan ที่ขายในประเทศไทย คาดว่าจะมาเป็นบางรายการ)

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ IEB (Intelligent Emergency Brake)
  • ระบบช่วยลดความเร็วอัตโนมัติในขณะถอนคันเร่ง AEB
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSW (Blind Spot Warning)
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างอัตโนมัติ (Intelligent Cruise Control)
  • ไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist)
  • กล้องรอบคัน Around View Monitor พร้อมระบบตรวจจับวัตถุ
  • กระจกมองหลังถ่ายทอดภาพจากด้านหลัง Intelligent Rear View Monitor
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง : ด้านหน้า 2 จุด ด้านข้าง 2 จุด ม่านนิรภัย 2 จุด หัวเข่า 1 ตำแหน่ง

รุ่นย่อยอาจจะยังคงใช้ชื่อ S E EL V VL เช่นเคย แต่จะมีรุ่นย่อยพิเศษมาจากกระบะรุ่นพี่อย่าง Titan
ในชื่อว่า PRO-4X (โปร โฟร์ เอ็กซ์) โดยแนวทางการตกแต่งจะมาในโทนเดียวกับรุ่นท็อปหลายๆรุ่น
อาทิ Hilux Revo Rocco,Ford Ranger Wildtrak และ Mitsubishi Triton Athlete อาทิ รมดำ
ตามจุดต่างๆ อาทิ มือเปิดประตู กระจกมองข้าง รวมถึงลายล้อใหม่ แต่จะเปลี่ยนงานวิศวกรรมหรือไม่
ยังไม่ทราบแน่ชัด

กำหนดการเปิดตัวอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ประเทศแรกที่เปิดตัวจะเป็นประเทศเม็กซิโก
สำหรับประเทศไทยจะตามหลังจากนั้นไม่นานนัก ส่วนความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ที่มาของภาพ : autotest.com.ar