หลังจากที่สถานการณ์ในเครือ Nissan Mitsubishi และ Renault อาจจะยังทรงๆ แต่ก็สามารถ
ที่จะอยู่ในตลาดได้เรื่อยๆ หลังจากที่ประกาศแผนการตลาดเมื่อกลางปี 2020 ที่ผ่านมา ล่าสุด
ได้เผยกลยุทธ์ทางการตลาดอีกครั้ง ชูนโยบายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักพร้อมพื้นฐานใหม่
ทั้ง 5 แบบ พร้อมเผยข่าวแบบเล็กๆว่า Mitsubishi RVR และ Nissan Micra เตรียมมีรุ่นใหม่แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid State ที่ใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมการบริการที่สนับสนุน
ในเชิงธุรกิจ และมีการพัฒนาระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ โดยในปี 2030 จะมีรถเปิดตัวถึง 35 รุ่น

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มบริษัท Renault–Nissan–Mitsubishi Alliance ประกอบไปด้วย
บริษัท Renault Group, Nissan Motor Co., Ltd. และ Mitsubishi Motors Corporation ได้ประกาศ
แผนการทำตลาดของกลุ่มบริษัทดังกล่าว หลังจากที่ประสบความสำเร็จหลังจากที่ประกาศแผนในช่วงเดือน
พฤษภาคม 2020 ที่ผ่านมา ที่สยบข่าวลือในเวลานั้นว่าจะยุติการร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งทุกค่ายสามารถ
เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น จึงมีการประกาศแผนใหม่ดังนี้

โดยแผนการตลาดในปี 2030 จะเน้นไปที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ พร้อมกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ
และการลงทุนเพื่อเป็นประโยชน์ระหว่าง 3 บริษัทกับลูกค้าอีกเช่นกัน โดยตลอดเวลา 22 ปีได้สร้างเอกลักษณ์
มาโดยตลอดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทอีกด้วย และหลังจากนั้นจะสร้างบริษัทร่วมกันเพื่อสร้าง
Carbon Neutral (ความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ตามนโยบายแต่ละประเทศ)

นโยบายที่เริ่มใช้ในขณะนี้คือ นโยบายผู้น้ำ-ผู้ตาม ซึ่งจะใช้งานวิศวกรรมร่วมกันทั้งพื้นฐานตัวรถ
โรงงานผลิต ระบบส่งกำลัง หรือ ตำแหน่งการตลาด แต่จะแยกกันใช้งานออกแบบและบอดีส่วนบน
ซึ่งได้ใช้วิธีนี้ไปแล้วใน Mitsubishi Outlander,Nissan X-Trail,Renault Austral รวมถึง
บรรดารุ่นใหม่ๆที่ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งวิธีดังกล่าว จะยังใช้ในรุ่นอื่นๆรวมเป็น 90 รุ่นภายในปี 2026
เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน พร้อมลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็นอีกด้วย

สำหรับในตลาดยุโรปนั้น Mitsubishi ได้เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย All-New RVR
ที่จะสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Renault อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้พื้นฐาน CMF-B เช่นเดียวกับ Nissan Juke
และ Renault Arkana อีกด้วย คาดว่าจะประกอบในโรงงาน Renault เช่นกัน

สำหรับฝั่งรถยนต์ไฟฟ้านั้นได้ลงทุนราวๆ 1 พันล้านยูโร (ราวๆ 371,251 ล้านนาท) เพื่อเจาะตลาดหลัก
ทั้งยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น โดยโรงงานทั้ง 15 แห่งในเครือได้พร้อมผลิตชิ้นส่วน มอเตอร์ แบตเตอรี่
สำหรับรถยนต์ถึง 10 รุ่นและตั้งเป้าผลิตมากกว่า 1 ล้านคัน ทั้งนี้ในอีก 5 ปีต่อมาได้เตรียมลงทุนราวๆ
2.3 หมื่นล้านยูโร (ราวๆ 853,931 ล้านบาท) เพื่อเปิดตัวรถยนต์ EV ราวๆ 35 รุ่นภายในปี 2030
โดยรถที่เปิดตัวกว่า 90% จะสร้างขึ้นบนพื้นฐานทั้ง 5 แบบดังนี้

  • CMF-AEV เป็น Platform ที่เน้นทำราคาเป็นหลัก สร้างขึ้นบนพื้นฐาน Dacia Spring
  • KEI-EV เป็นพื้นฐานสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กพิศษ (K-Car) เพื่อขายในญี่ปุ่นเท่านั้น
  • LCV-EV เป็นพื้นฐานสำหรับทำตลาพรถครอบครัว หรือรถเพื่อการพาณิชย์ดังเช่น Renault Kangoo
    หรือ Nissan Townstar
  • CMF-EV เป็นพื้นฐานสำหรับผลิตรถ EV ที่ครอบคลุมรถยนต์แบบทั่วไปเช่น Nissan Ariya และ
    Renault Megane E-Tech ซึ่งใช้พื้นฐานและงานวิศวกรรมร่วมกันระหว่าง 3 ยี่ห้อ อีกทั้ง ยังพัฒนา
    ชิ้นส่วนและระบบต่างๆสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
    และแบตเตอรี่ที่มีขนาดบางลง โดยในปี 2030 จะมีรถที่ใช้พื้นฐานดังกล่าว 15 รุ่น และผลิตเป็นจำนวน
    1.5 ล้านคัน/ปี
  • CMF-BEV เป็น Platform, รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้นสำหรับรถยนต์ขนาด Compact Car
    ขนาดระมาณ Nissan March/Micra หรือ Sunny/Almera นั่นเอง โดยมีความลุ่ลม และสามารถ
    วิ่งได้ไกลถึง 400 กิโลเมตร โดยจะลดต้นทุนจาก Renault Zoe ถึง 33% และประหยัดกว่า 10%
    โดยจะผลิตรถยนต์ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันราวๆ 250,000 คัน/ปี

ทั้งนี้เป็นที่แน่นอนว่า Nissan March/Micra โฉมต่อไปจะมาเป็นเวอร์ชันพลังงานไฟฟ้า
ตัวรถออกแบบโดย Nissan มาพร้อมงานออกแบบที่กลับมาดูน่ารักอีกครั้ง หลังจากที่พลิกแนว
เป็นแบบโฉบเฉี่ยวในโฉม K14 เมื่อปี 2016 มาพร้อมไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลม พร้อมไฟ LED
เสริมที่กันชนหน้าที่มีเอกลักษณ์ ส่วนด้านข้างยังคงเส้นสายทรงเหลี่ยม แต่จะมาในสไตล์ Retro

และงานวิศวกรรมจาก Renault บนพื้นฐาน CMF-BEV ตามที่ได้กล่าวไว้ ทั้งนี้ยังไม่มีประกาศว่า
จะใช้ขุมพลังแบบไหน และมีพละกำลังเท่าไหร่ และผลิตที่โรงงานจาก Renault Electricity
ตอนเหนือของฝรั่งเศส เตรียมบุกตลาดยุโรปเร็วๆนี้ แต่นอกตลาดยุโรปต้องรอดูอีกทีว่า
จะทำตลาดประเทศไหนบ้าง

สำหรับแบตเตอรี่จะพัฒนาใหม่ มีกำลังแบตเตอรี่รวมอยู่ที่ 220 กิกะวัตต์/ชั่วโมงซึ่งจะตรงกับความต้องการ
ของลูกค้า โดยชูจุดเด่นหลักเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ใช้พท้นฐานร่วมกัน พร้อมใช้ Supplier ร่วมกันระหว่าง
Renault และ Nissan ในตลาดหลักๆ ซึ่งช่วยให้ลดต้นทุนในแบตเตอรี่ราวๆ 50% ในปี 2026 และ
ยังขยาย เป็น 65% ภายในปี 2028 อีกทั้งในปี 2030 จะมีกำลังไฟสูงขึ้นตามที่ได้กล่าวไว้

นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Solid-State (ASSB) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมใช้ของเหลาวในแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น และสามารถขยายระบะทางการวิ่งให้มากขึ้น อีกทั้งยังเสริม
ให้แรงขึ้น และขับสนุกกว่าเดิมด้วย โดยจะเริ่มผลิตจริงในช่วงกลางปี 2028 ซึ่งช่วยลดต้นทุนระยะหนึ่ง
พร้อมใช้ Software และ Hardware ที่ควบคุมการผลิต 100% เพื่อให้พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะรุกตลาดทางฝั่งธุรกิจด้วย Mobilize Power Solutions ซึ่งจะมีการเสนอให้กับ
ลูกค้ากลุ่ม B2B (เน้นผู้ประกอบการเป็นหลัก) สำหรับใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมบริการที่เน้นครอบคลุม
ตั้งแต่การออกแบบโครงการ,ติดตั้ง,บำรุงรักษา และการจัดการเกี่ยวกับสถานีชาร์จเพื่อตอบรับความต้องการ
ในเชิงธุรกิจ โดยได้จับมือผ่านพัธมิตรอย่าง Ionity ในการเพิ่มการเข้าถึงที่สถานีชาร์จไวในราคาพิเศษ
โดยมีประสบการณ์กับพันธมิตรร่วม 10 ปีทำให้มีความรู้เกี่ยวกับนำแบตเตอรี่ใช้แล้ว ทั้งแบตเตอรี่สำรอง
การรีไซเคิล รวมถึงการดูแลรักษาอายุแบตเตอรี่จนกว่าจะหมดอายุการใช้งานเป็นต้น

สำหรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS และระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติก็มีการพัฒนาให้ช่วยเหลือได้ดีขึ้ย
แน่นอนว่าตัวอย่างที่อธิบายได้ดีสุดคือ ProPilot ของ Nissan (หรื MI-Pilot ของ Mitsubishi)
และมีแผนจะติดตั้งร่วมๆ 45 รุ่นเป็นจำนวน 10 ล้านคันในปี 2026 ซึ่งทุกวันนี้รถในเครือได้ติดตั้ง
ระบบ Cloud เพื่อเก็บข้อมูลการขับขี่ร่วมๆ 3 ล้านคัน และในปี 2026 จะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านคัน
เพื่อเปิดตัวระบบ Google Ecosystem ในระบบอีกด้วย

โดยจะใช้ชิ้นส่วนและโครงสร้างของ ระบบไฟฟ้าร่วมกันเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายสูงสุด โดย Software
ใหม่จะออกมาในปี 2025 พร้อมระบบ OTA เพื่ออัพเดตฟังก์ชั่นและปรับปรุงระบบต่างๆให้ดีขึ้น
พร้อมบริการใหม่ๆอีกด้วย เพื่อทำให้ Allilance ดังกล่าวชูจุดเด่นในเรื่องระบบบดิจิตอล

ทั้งนี้ต้องรอดูว่า นโยบายดังกล่าวจะมีเสียงตอบรับไปในทิศทางไหน และประเทศไทยจะมีนโยบายไหน
ที่จะได้ใช้ในอนาคต โปรดติดตามความคืบหน้าได้ที่ Carsideteam ครับ

ที่มา : Renault Nissan Mitsubishi Alliance Official