ตั้งแต่ Porsche Cayenne เปิดตัวโฉมใหม่ในปี 2018 ก็มีรุ่นย่อยและเครื่องยนต์หลากหลายแบบ
ล่าสุด ก็ได้เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ในชื่อ Porsche Cayenne Turbo GT ที่มีขุมพลังแรงกว่าแบบอื่นๆ
รวมทั้งการตกแต่งที่ดูสปอร์ตแฝงด้วยความหรูหรา พร้อมจำหน่ายเร็วๆนี้

การตกแต่งภายนอกมาพร้อมกับไฟหน้า LED 3 ดวง กระจังหน้าขนาดใหญ่พิเศษพร้อมช่องแนวนอน
8 ช่องเสริมด้วยเส้นไฟ LED คู่ รวมทั้งช่องดักลมด้านล่างแบบยาวพร้อมช่องตกแต่งทรงทึบ ด้านข้าง
มาพร้อมแนวกระจกที่โค้งมนชัดเจน ตกแต่งคิ้วขอบล้อสีดำพร้อมล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้วที่หน้ากว้าง
1 นิ้วพร้อมยาง Pirelli P Zero Corsa สเปคพิเศษ

ด้านหลังมาพร้อมไฟท้าย LED รมดำประตูหลังที่ลาดลงมา ชายกันชนหลังสีดำที่กินพื้นที่ช่องใส่
ป้ายทะเบียน รวมถึงเสริมสปอยเลอร์หลังคู่และท่อไอเสียอกกลางทำจากไทเทเนียม ทำให้น้ำหนัก
เบาลง 40 กิโลกรัม (เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ)

ภายในมาพร้อมกับแผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยหนังกลับ Alcantara เช่นเดียวกับแผงประตู ที่พักแขน
และที่รองขา โดยหน้าจอตรงกลางมีขนาดใหญ่สะใจถึง 13.4 นิ้วสำหรับควบคุมระบบภายในรถ
มาตรวัดที่แยกออกมาเป็น 5 วงพร้อมกราฟิกลายพิเศษสีทอง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน
หุ้มด้วยหนังกลับ Alcantara พร้อมตกแต่งสีเหลืองบริเวณด้านบน ปุ่มควบคุมตกแต่งด้วย
สีดำเงา บางส่วนเป็นระบบสัมผัส

เบาะนั่งเป็นแบบหนังสลับผ้าตกแต่งด้วยตะเข็บสีทอง Neodyme ปรับไฟฟ้าคู่หน้า พนักพิงศรีษะทุกที่นั่ง
จะเขียนว่า Turbo GT  เบาะหลังแยกพับในอัตราส่วน 60/40 ส่วนแถวกลางจะเป็นที่วางของและ
ที่พักแขน โดยมีเข็มขัดนิรภัยสีทองมาให้อีกด้วย

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบเดียวกับ Cayenne Coupe ที่มีสเปคดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 631 แรงม้า แรงบิด 849 นิวตัน-เมตร
    ที่ปรับชิ้นส่วนใหม่ให้มีประสิทธิภาพขึ้น  จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะที่ตอบสนองไวขึ้น พร้อมระบบ
    Traction Management system ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงราวๆ 3.1 วินาที
    ความเร็วสูงสุด 299 กิโลเมตร/ชั่วโมง

งานวิศวกรรมได้ลดความสูงลงมา 17 มิลลิเมตร ช่วงล่างถุงลมยกสูงขึ้น 15% ขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่
พร้อมระบบต่างๆอาทิ Active Suspension Management, Dynamic Chassis Control
และ Torque Vectoring Control ระบบเบรกมาพร้อมจานเบรกทำจาก Ceramic

Porsche Cayenne Turbo GT เตรียมวางจำหน่ายในปี 2022 สนนราคาอยู่ที่ $180,800
(หรือราวๆ 5,796,000 บาท) ส่วนประเทศไทยจะมีขายหรือไม่ รอติดตามกันต่อไป