Nissan Skyline เป็นรถยนตซ์ซีดานรุ่นดังประจำค่ายที่ออกมานานตั้งแต่ปี 1957 และมีรูปโฉมถึง
13 เจนเนอเรชั่น โดยโฉมปัจจุบันเปิดตัวตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งมีการปรับรายละเอียดให้ดูพรีเมียมขึ้น
และเป็นครั้งแรกที่ใช้โลโก้ Infiniti ล่าสุด ได้ปรับโฉมเป็นครั้งที่ 2 (หลังจากปรับครั้งแรกไปแล้วในปี
2017) มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ ขุมพลังใหม่ และนอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ Propilot เวอร์ชั่นใหม่
เป็นครั้งแรกอีกด้วย

หน้าตาภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งจะมาในแนวทางเดียวกับ GT-R โดยมีรานละเอียดใหม่ดังนี้

  • กระจังหน้าทรงใหม่เชื่อมรวมกับชายล่าง คั่นด้วยแถบสีดำพร้อมคิ้วโครเมียมรูปตัว V
  • กันชนหน้าทรงใหม่ พร้อมออกแบบกรอบไฟตัดหมอกหน้าใหม่
  • เปลี่ยนโลโก้ด้านหน้าและด้านหลังจาก Infiniti กลับมาเป็น Nissan
  • ไฟท้าย LED ปรับรายละเอียดในโคมใหม่ โดยเปลี่ยนหลอด LED  เป็นวงกลม
  • ปรับกันชนหลังใหม่ เสริมรายละเอียดด้วยสีดำแถวท่อไอเสีย

สีตัวรถมีให้เลือกดังนี้

  • สีแดง Carmine Red
  • สีน้ำเงินมุก Aurora Flare Blue Pearl
  • สีน้ำตาล Imperial Amper
  • สีฟ้า Hagane Blue
  • สีแดง Radaiant Red
  • สีขาวมุก Brilliant White Pearl
  • สีดำมุก Meteor Flake Black Pearl
  • สีดำ Super Black
  • สีเงิน Brilliant Silver
  • สีเทา Dark Metal Grey

การออกแบบภายในเปลี่ยนจากเดิมไม่มากนัก ซึ่งมีจุดต่างกันดังนี้

  • รุ่น Hybrid เพิ่มจอแสดงผลบนกระจกหน้า HUD (Head-Up Display)
  • จอแสดงผลการขับขี่แบบสีขนาด 7 นิ้วปรับเมนูใหม่

อย่างไรก็ตาม ออปชั่นเด่นๆของ Skyline มีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอสัมผัสแบบคู่ (ด้านบน 8 นิ้ว ด้านล่าง 7 นิ้ว)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto
  • ลำโพงจาก Bose 16 ตัว พร้อม SurroundStage และ AudioPilot
  • หน่วยความจำสำหรับเบาะนั่ง ตำแหน่งพวงมาลัย และกระจกมองข้าง
  • เบาะหลังพับได้แบบแยกฝั่ง 60/40 พร้อมที่พักแขนสามารถเปิดทะลุได้
  • ระบบควบคุมเสียงรบกวนภายในรถ Adaptive Noise Control
  • รองรับการฟอกอากาศภายในรถ Plasma Cluster
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายใน Ambient Light

ขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร V6 รหัส VR30DDTT ให้กำลังสูงสุด 304 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-5,200 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะพร้อม
    Manual Mode มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (ในรุ่นธรรมดา) (เครื่องยนต์ใหม่)
  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร V6 รหัส VR30DDTT ให้กำลังสูงสุด 405 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-5,200 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะพร้อม
    Manual Mode มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (ในรุ่น 400R) (เครื่องยนต์ใหม่)
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 3.5 ลิตร V6 รหัส VQ35HR ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที พร้อมแบตเตอรี่รหัส HM34 แบบลิเธียม-ไอออน
    ให้กำลังสูงสุด 68 แรงม้าแรงบิด 290 นิวตัน-เมตร รวมกันแล้วมีพละกำลังสูงสุด 359 แรงม้า จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติแบบไฟฟ้าพร้อมล็อกอัตราทด 7 จังหวะ (Manual Mode) มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง
    และขับเคลื่อน 4 ล้อ

ระบบที่เกี่ยวข้องการขับขี่จะมีดังต่อไปนี้

  • ระบบควบคุมสเถียรภาพของช่วงล่างอัตโนมัติ Intelligent Dynamic Suspension
  • ระบบควบคุมการตอบสนองของพวงมาลัยแบบแปรผัน Direct Adaptive Steering

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง Propilot 2.0 ที่เป็นการต่อยอดจากเวอร์ชั่น 1.0 ที่ออกมา
ในปี 2016 โดยเวอร์ชั่นแรก ระบบจะสามารถควบคุมโดยเบรกและเร่งเองตามการจราจรเท่านั้น แต่เวอร์ชั่นใหม่
จะพัฒนาระบบต่างๆให้สามารถทำได้ดังนี้

  • ขับรถแบบปล่อยมือออกจากพวงมาลัยได้ขณะขับรถบนเลนเดียว (เมื่อเปิดระบบ)
  • สามารถเแลี่ยนเลนไปทางควาได้อัตโนมัติเมื่อระบบตรวจจับว่ารถว่าง
  • ทำงานร่วมกับแผนที่ 3 มิติบนระบบนำทางและระบบตรวจจับรอบคัน
  • ติดตั้งระบบตรวจจับคนขับ เมื่อคนขับไม่สามารถตอบสนองกับรถ ระบบจะเปิดไฟฉุกเฉินพร้อมลดความเร็ว
    และหยุดรถ และจะโทรศัพท์ไปยังเบอร์ฉุกเฉิน (SOS) โดยอัตโนมัติ

ระบบความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างอัตโนมัติ ICC (Intelligent Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนจากรถข้างหน้า FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบหยุดรถอัตโนมัติเมื่อเกิดสิ่งกีดขวางข้างหน้า
  • ไฟสูงเปิด/ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟหน้าเลี้ยวตามพวงมาลัย Adaptive AFS
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างรถ BSI (Blind Spot Infomation)
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลน
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง BUI
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง AVM (Around View Monitor)
  • ระบบเตือนเมื่อมีสิ่งกีดขวางด้านหน้ารถ
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง พร้อมยางแบบ Run Flat
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (หน้า 2 + ข้าง 2 + ม่านนิรภัย 2)

Nissan Skyline มีให้เลือก 10 รุ่นย่อย (รุ่น Hybrid 6 รุ่นย่อย + รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 4 รุ่นย่อย)
สนนราคาอยู่ที่ 4,274,640 – 6,048,000 บาท (ราวๆ 1,224,000 – 1,731,000 บาท)
เริ่มทำตลาดประมาณเดือนกันยายน สำหรับประเทศอื่นๆจะได้ทำตลาดในชื่อ Infiniti Q50 หรือไม่
ต้องติดตามชม

ที่มา : Nissan Official JP

Facebook Comments