ก่อนที่จะประกาศแผนอย่างเป็นทางการนั้น ได้มีข่าวลือหนาหูมาว่า Nissan เตรียมยุติทำตลาดที่ยุโรป
เพื่อไปเน้นบางตลาดเป็นหลัก และยิ่งทยอยลดรุ่นที่จำหน่ายไปเยอะเข้า ข่าวดังกล่าวยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้น
รวมไปถึง Renault ที่มีข่าวว่าจะล้มหายตายจาก ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในที่สุด
ข่าวลือทั้งหมดถูกกลบหมด เพราะสหภาพ Renault Mitsubishi Nissan ประกาศว่า จะไม่มีค่ายไหน
ที่หายไปทั้งนั้นในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งนำเสนอกลยุทธ์ใหม่ในการทำตลาดที่เริ่มใช้แล้ววันนี้

แผนการดังกล่าวนี้ไม่ใช่การถอดยี่ห้อรถค่ายใดค่ายหนึ่งออกไปจากตลาดบางประเทศ แต่เป็นการใช้ประโยชน์
จากข้าวของในบริษัทและความสามารถของการผลิตมรแต่ละค่ายให้คุ้มค่าโดยใช้ชื่อว่า leader-follower
(ผู้นำ-ผู้ตาม) ซึ่งมีการดำเนินการดังนี้

  • ผลักดันกลยุทธ์เพื่อตั้งมาตรฐานใหม่ในทุกระดับ (ล่างสุดไปถึงบนสุด)
  • ในแต่ละ Segment จะโฟกัสไปที่รถยนต์รุ่นหลัก (หรือที่เรียกว่า Leader Car) โดยตัวรถจะใช้
    พื้นฐานร่วมกันเพื่อสร้างรถรุ่นแยกย่อยออกมา  (โดยเรียกว่า Follow Car)(ตัวอย่างเช่น ถ้า กระบะ A เป็นรุ่นหลักในการทำตลาด รุ่น B และ C จะนำพื้นฐานงานวิศวกรรมของ
    รุ่น A มาใช้ ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังและเทคโนโลยีต่างๆร่วมกัน แต่เปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนออกไป)
  • รถที่เป็นทั้ง Leader และ Follower จะตั้งกลยุทธ์การแข่งขัน (ทำตลาด) ตามสไตล์ของตนเอง รวมถึง
    ตั้งกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาดให้เหมาะสมในแต่ละรุ่น
  • เริ่มแผนการทำรถเพื่อการพาณิชย์ร่วมกัน โดยใช้วิธี Leader-Follower (นั่นหมายความว่า รถกระบะ
    Navara-Triton-Alaskan จะใช้พื้นฐานร่วมกันทั้งหมด แต่ส่วนอื่นจะปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม)

นอกจากนี้ ยังอ้างอิงตามภูมิภาคต่างๆเพื่อทำตลาดได้อย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น

  • Nissan เน้นไปที่จีน อเมริกาเหนือ และญี่ปุ่นเป็นหลัก
  • Renault เน้นไปที่ตลาดยุโรป รัสเซีย อเมริกาใต้ และแอฟริกาเป็นหลัก
  • Mitsubishi เน้นทำตลาดในอาเซียนและโอเซเนีย (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) เป็นหลัก

แผนดังกล่าวเริ่มใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อาทิ

  • C-SUV ที่จะเปิดตัวในปี 2025 เริ่มทำตลาดโดย Nissan ส่วน B-SUV เพื่อเจาะตลาดยุโรปจะให้
    Renault ดูแลในส่วนนี้แทน
  • ในตลาดละตินอเมริกา Renault และ Nissan จะพัฒนาพื้นฐานของรถยนต์ B-Segment
    ให้เป็น 4 รุ่นในงานวิศวกรรมเดียวกัน และจะผลิตทั้ง 2 โรงงานอีกด้วย
    (ตัวอย่างเช่น Renault Clio และ Nissan Juke โฉมล่าสุด)
  • สำหรับตลาดญี่ปุ่นและอาเซียน จะยังคงพัฒนารถร่วมกันทั้ง Nissan และ Mitsubishi อาทิ K-Car
    (Dayz และตระกูล eK) หรือ Livina กับ Xpander ในตลาดอินโดนิเซียอีกด้วย
  • สำหรับ CMF-C/D และ CMF-EV มีแผนที่จะผลิตเร็วๆนี้

ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆจะมีรายละเอียดความรับผิดชอบดังนี้

  • ระบบขับขี่อัตโนมัติ : Nissan
  • เทคโนโลยีการเชื่อมต่อภายในรถยนต์ : Renault ใช้ก่อนโดยมีพื้นฐานจากระบบ Android
    และ Nissan ในประเทศจีน
  • E-body และพื้นฐานสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า : Renault
  • ระบบส่งกำลัง e-PowerTrain (ePT) และพื้นฐานตัวรถ CMF-A/B – Renault
  • พื้นฐานตัวรถ CMF-EV  – Nissan
  • รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก PHEV สำหรับ C/D segment: Mitsubishi Motors

ซึ่งแผนนี้จะช่วยลดเวลาการทำรถยนต์ถึง 40% กำไรต่อคันเพิ่มขึ้น และช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายร่วมกันมากขึ้น
เพื่อบริหารของที่มีอยู่ในมือให้คุ้มค่า โดยแผน leader-follower เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ ส่วนตัวรถที่พัฒนา
ในแผนดังกล่าวจะเริ่มให้เห็นได้ในปี 2025 สำหรับประเทศไทย เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารถกระบะรุ่นต่อไป
จะใช้พื้นฐานร่วมกันทั้ง Triton และ Navara แต่จะมีความคืบหน้าอย่างไรนั้น โปรดติดตามกันต่อไป

ที่มา : Nissan