ทันทีที่เปิดตัว Nissan Kicks E-Power ทำให้ตัวรถกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง เพราะอุปกรณ์ที่ให้มา
นับว่าค่อนข้างจัดเต็ม ขุมพลังที่แปลกใหม่สำหรับตลาดในปรเทศไทย รวมถึงราคาที่สามารถจับต้องได้
แน่นอนว่ากว่าตัวรถจะส่งมอบต้องรอถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งระหว่างนั้น มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

งานออกแบบภายนอกที่เปลี่ยนไป

Nissan Kicks ที่ทำตลาดในประเทศไทยนั้น เป็นประเทศแรกที่ทำตลาด Kicks พวงมาลัยขวา
ในเวอร์ชั่นที่ทำตลาดทั่วโลก (ส่วนเวอร์ชั่นอินเดียนั้น รายละเอียดจะกล่าวในภายหลัง) ซึ่งประเทศ
ที่ทำตลาด Kicks นั้น ไม่ว่าจะเป็นบราซิล สหรัฐอเมริกา จีน และไต้หวัน ล้วนเป็นพวงมาลัยซ้าย
ด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีแผนส่งกลับไปทำตลาดที่ญี่ปุ่นอีกด้วย (ส่วนประเทศอื่นๆคาดว่า
จะมาทำตลาดที่หลัง)

สำหรับ Nissan Kicks ที่เปิดตัวในประเทศไทย ไม่ใช่แค่วางเครื่องยนต์ E-Power แล้วจะจบเลย
แต่มาในฐานะรุ่นปรับโฉมครั้งแรกในตลาดโลกอีกด้วย ความแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนไมเนอร์เชนจ์
มีอยู่หลายรายการซึ่งมีดังต่อไปนี้

  • ไฟหน้า
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ -ไฟหน้าแบบฮาโลเจน มีขนาดใหญ่กว่า
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – ไฟหน้าแบบ Full LED แต่มีขนาดเล็กกว่า
  • กระจังหน้า
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ – ลายตาข่ายเสริมด้วยกรอบโครเมียม มีขนาดเล็กกว่า
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – เส้นแนวนอนตกแต่งลายบานเกล็ด เสริมด้วยเส้นโครเมียมและแถบสีดำเงาขนาดใหญ่
  • กันชนหน้า
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ – กรอบไฟตัดหมอกหน้ากับช่องดักลมอยู่ในระนาบเดียวกัน พร้อมไฟตัดหมอก
      เป็นดวงเหลี่ยม
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – ช่องดักลมมีขนาดเล็กลงจากกระจังหน้า กรอบไฟตัดหมอกเป็นแนวตั้ง
      พร้อมดวงไฟมีขนาดกลมขึ้นแต่สั้นลง
  • ล้ออัลลอย (เทียบกับขนาด 17 นิ้วเท่ากัน)
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ – 5 ก้านคู่ปัดเงาพร้อมโลโก้ตรงดุมล้อสีดำ
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – 5 ก้านแบบเพรียวบางเสริมด้ยแถบสีดำ ดุมล้อสีเงิน
  • ไฟท้าย
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ – ไฟท้ายแบบธรรมดา พร้อมแถบไฟเลี้ยวไม่เต็ม (มีกรอบสีแดงอยู่)
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding พร้อมแถบไฟเลี้ยวแบบเต็ม
  • กันชนหลัง
    • ก่อนไมนอร์เชนจ์ – กันชนหลังสีดำทั้งชิ้น เสริมสีตัวรถเฉพาะแถบที่เหนือแผ่นสะท้อนแสง
    • หลังไมเนอร์เชนจ์ – พ่นสีเดียวกับตัวรถ แต่ตกแต่งแถบสีดำบริเวณที่ต่อเนื่องกับคิ้วขอบล้อ

เมื่อดูจากหลายรายการแล้วพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเยอพอสมควร อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็น e-Power
แต่นอกจากโลโก้ตรงประตูหลังและประตูข้างรถแล้ว Nissan ไม่มีการตกแต่งอะไรที่แปลกจากเดิมเลย
อาทิ เสริมกระจังหน้าสีฟ้า ไฟหน้ากรอบสีฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูเวอร์ชั่นต่างประเทศว่าจะมีอะไร
เปลี่ยนไปบ้าง

ปล.เวอร์ชั่นต่างประเทศมือเปิดประตูจะเป็นโครเมียม แต่บ้านเราเป็นสีเดียวกับตัวรถทุกรุ่น

(ภาพจากเวอร์ชั่นอินเดีย)

งานออกแบบไม่ใช่ Kicks เวอร์ชั่นอินเดีย

ช่วงก่อนเปิดตัว หลายๆคนได้เห็น Kicks เวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาที่ทำตลาดในอินเดียจากเวปไซต์บางแห่ง
ถึงแม้ว่าจะใช้ชื่อเดียวกันแต่รายละเอียดตัวรถต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต่างกับรุ่น
ก่อนไมเนอร์เชนต์ดังนี้

  • กระจังหน้าช่องตาข่ายถี่ขึ้น
  • กันชนหน้าทรงใหม่ เพิ่มช่องตกแต่งเสริม
  • ไฟเลี้ยวในกระจกมองข้างคนละแบบ (เวอร์ชั่นอินเดียจะใหญ่กว่า แต่ไม่เป็นแบบ LED)
  • แนวกระจกเพิ่มช่องเสริมบราิเวณประตูหน้า และเสาหลังปรับต่างกันเล็กน้อย
  • ราวหลังคายกขึ้นจากตัวถัง (รุ่นปกติเป็นแบบแนบกับตัวถัง)
  • กันชนหลังปรับคนละทรง

ภายในจะต่างกันโดยสิ้นเชิง ชิ้นส่วนต่างๆจะใช้ร่วมกับ Renault เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเสียง
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบไม่มีจอแสดงผล พวงมาลัยและมาตรวัดที่มีงานออกแบบต่างจาก Nissan
หรือแม้กระทั่งกุญแจรีโมทที่เป็นแบบการ์ดมากกว่า แม้กระทั่งเครื่องยนต์ที่มีแค่เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร
เท่านั้น อย่างไรก็ตาม Kicks เวอร์ชั่นนี้จะทำตลาดเฉพาะในอินเดียเท่านั้น ส่วนประเทศอื่นจะใช้แบบ
เดียวกับที่ขายในประเทศไทย

ขนาดตัวถัง

  • ความยาว 4,290 มิลลิเมตร (Juke โฉมปัจจุบันยาวที่ 4,210 มิลลิเมตร)
    (เทียบกับ Juke ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วมีขนาดที่ 4,135 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,760 มิลลิเมตร (Juke โฉมปัจจุบันกว้างที่ 1,800 มิลลิเมตร)
    (เทียบกับ Juke ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วมีขนาดที่ 1,765 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,615 มิลลิเมตร (Juke โฉมปัจจุบันสูงที่ 1,595 มิลลิเมตร)
    (เทียบกับ Juke ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วมีขนาดที่ 1,580 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,615 มิลลิเมตร (Juke โฉมปัจจุบันยาวที่ 2,636 มิลลิเมตร)
    (เทียบกับ Juke ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้วมีขนาดที่ 2,520 มิลลิเมตร)

เมื่อเทียบกับ Juke รุ่นปัจจุบันที่ทำตลาดในยุโรปแล้วพบว่า ขนาดตัวรถยาวกว่า แค่นั้น ส่วนมิติอื่นๆ
เล็กกว่ากันหมด แม้กระทั่งฐานล้อ แต่ถ้าเทียบกับ Juke ที่เคยจำหน่ายในบ้านเราพบว่า มีขนาด
กว้างกว่าเล็กน้อย นอกนั้น Kicks เหนือกว่าทุกด้าน

สีตัวรถ

สีตัวถังของ Kicks มีให้เลือกดังนี้

  • สีส้ม Monarch Orange (รุ่น VL หลังคาเป็นสีดำ ส่วนแบบหลังคาปกติมีเฉพาะรุ่น V)
  • สีแดง Radiant Red (รุ่น VL หลังคาเป็นสีดำ ส่วนแบบหลังคาปกติมีเฉพาะรุ่น V)
  • สีเทา Gun Metallic (รุ่น VL หลังคาเป็นสีดำ)
  • สีขาว Storm White (รุ่น VL หลังคาเป็นสีดำ)
  • สีดำ Black Star
  • สีเงิน Brilliant Silver

เมื่อดูจากทางเลือกแล้วพบว่า สีรถทั้งหมดยกมาจาก Nissan Almera โฉมปัจจุบันมา“ทั้งหมด”
เพียงแต่ว่ารุ่น VL จะมีหลังคาสีดำมาให้ 4 สีตามที่ได้บอกไปข้างบน ส่วนรุ่นอื่นๆนั้น สีตัวรถจะยังมี
4 สี Gray Scale (ขาว ดำ เงิน เทา) สำหรับใครที่เบื่อสีคลาสสิก ต้องไปเล่นรุ่น V เท่านั้น

ส่วนถ้าใครเห็น Kicks แปลกๆไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง หรือสีน้ำเงินเข้มนั้น ข่าวร้าย สีดังกล่าวยังคง
สงวนให้เวอร์ชั่นญี่ปุ่น (ในเวลานี้) แต่โอกาสที่ได้ใช้นั้น ยังคงมีอยู่บ้างในการปรับอุปกรณ์ครั้งต่อไป
รวมไปถึงหลังคาสีส้มในบางประเทศอีกด้วย

ภายใน

หลายๆคนดูเวอร์ชั่นต่างประเทศพบว่า ความแตกต่างของเวอร์ชั่นประเทศไทยกับต่างประเทศอยู่ที่
มาตรวัดที่เพิ่มเติมการแสดงผลการใช้ปริมาณไฟฟ้า (ซึ่งฝังอยู่ในจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว)
ปุ่มสตาร์ทสีฟ้า คันเกียร์เป็นแบบโยกพร้อมปุ่มควบคุมการขับขี่ ที่พักแขนแบบติดตายพร้อมช่องเสียบ
USB ถึง 2 จุด และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold

แต่ในความเป็นจริงนั้น ความแตกต่าง(เกือบ)ทั้งหมดจะเป็นจุดที่แตกต่างกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาป
กับเครื่องยนต์ E-Power อยู่แล้ว (ซึ่งเป็นจุดแตกต่างของ Note และ Serena E-Power ในญี่ปุ่นเช่นกัน)
ดังนั้น จุดที่ปรับจริงๆอยู่ที่ เบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold และ ที่พักแขนแบบติดตายพร้อมช่องเสียบ
USB ถึง 2 จุด (ซึ่งเวอร์ชั่นก่อนจะเป็นที่พักแขนเล็กๆสามารถพับขึ้นไปได้) มากกว่า

(ภาพภายในมาจากเวอร์ชั่นไต้หวัน)

โทนสีที่นำมาตกแต่งพบว่า หลายประเทศมีภายในทั้งสีดำล้วน หรือน้ำตาล แต่ที่ประเทศไต้หวันและจีนจะ
มีโทนสีส้มอิฐแบบเดียวกับรุ่น VL ในประเทศไทย แต่ต่างกัน ตรงโทนสีเบาะนั่ง โดยเวอร์ชั่นไต้หวันและจีน
เบาะนั่งจะเป็นสีส้มอิฐ  “ล้วนๆ” แต่เวอร์ชั่นไทยจะเป็นสีทูโทน ส้มอิฐ/ดำ ทว่า โทนสีส้มอิฐจะมีให้เลือก
ในรุ่น VL ทุกสี (แต่ต้องจ่ายเพิ่ม 10,000 บาท) “ยกเว้น” สีทูโทนแดงหลังคาดำ ที่ไม่มีให้เลือก
ส่วนรุ่นย่อยอื่น มีเฉพาะภายในสีดำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลายๆคนมองว่า การจัดวางของแผงคอนโซลหน้า รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆยกมาจาก Almera
ราวๆ 40% แต่มีความแตกต่างอยู่ที่ การเดินลายตะเข็บที่ตั้งตรงและต่อเนื่องกว่า กรอบช่องแอร์ที่แยกช่อง
จากแผงคอนโซล (Almera ใช้ชุดเดียวกัน) บริเวณคอนโซลเกียร์บุนุ่มบริเวณที่รองขา แผงประตูตกแต่งด้วยสีเงิน
รวมไปถึงช่องเสียบ USB เป็น 2 ช่อง

ตัวเบาะนั่งมีการปรับรูปทรงใหม่จาก Almera โดยเย็บช่องเพิ่มเติมเพื่อให้ดูสวยงามขึ้น ตัวเบาะยังคงปรับ
ด้วยมือเช่นเคย ส่วนเบาะนั่งสามารถพับแยกส่วน 60/40 พร้อมพนักพิงศรีษะทุกที่นั่ง รวมถึงห้องสัมภาระ
ด้านหลังที่กว้างถึง 342 ลิตร

ขุมพลัง

อีกจุดหนี่งที่เป็นไฮไลท์เด็ดนั่นคือ ขุมพลังแบบ E-Power ซึ่งมีมาตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2016 ในรุ่น Note
และตามมาด้วย Serena ในปี 2018 ซึ่ง Kicks จะเป็นรถยนต์รุ่นที่ 3 ของ Nissan ทั่วโลกที่ใช้เครื่องยนต์
ดังกล่าว (ในปัจจุบันนี้) เครื่องยนต์และมอเตอร์มีให้เลือกขนาดเดียวเท่านั้น โดยเสปคของเวอร์ชั่นไทยมีดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร แบบ E-Power พร้อมแบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion และมอเตอร์ไฟฟ้า
    รหัส EM57 ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 103 นิวตัน-เมตรที่ 3,200 –
    5,200 รอบต่อนาที (มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 129 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติแบบไฟฟ้าพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

แล้ว  E-Power คืออะไร?

อธิบายแบบง่ายๆคือ มันเป็นระบบ Hybrid เช่นเดียวกับรุ่นที่คุ้นเคยอย่างที่ผ่านมา เพียงแต่!! มีการเปลี่ยน
บทบาทใหม่ โดยให้เครื่องยนต์นั้นลดบทบาทมาเป็นตัวปั่นไฟให้กับแบตเตอรี่เท่านั้น ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า
เป็นกำลังหลักของการขับขี่แทน ถึงแม้ว่าโฆษณาจะบอกว่า เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ต้องชาร์จไฟ
แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการเป็นเชื้อเพลิงของระบบการทำงานของเครื่องยนต์แทน ซึ่งถ้าใครยัง
มองไม่ออกว่าเรามากราฟิกการใช้พลังงานของเครื่องยนต์แบบต่างๆให้ดูกันครับ

จะเห็นได้ว่า เครื่องยนต์สันดาปเพียวๆจะใช้น้ำมันล้วนๆ โดยไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเลย แต่พอมาเป็น
ระบบ Mild Hybrid (รวมไปถึง S-Hybrid ของ Serena ที่จำหน่ายในญี่ปุ่นอีกด้วย) ระบบไฟฟ้าได้เข้ามา
เป็นบทบาทรองในการทำงาน ซึ่งจะช่วยเข้ามาปั่นไฟเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับช่วยขับเคลื่อน (แต่จะเน้นลดการ
ปล่อยไอเสียมากกว่าเสริมกำลัง)

แต่พอมาเป็น Full Hybrid ทั้งแบบธรรมดาและแบบเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid) ระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วย
กับเครื่องยนต์มากขึ้นโดยจะให้แบตเตอรี่ช่วยการออกตัวไปก่อน พอถึงความเร็วที่กำหนดเครื่องยนต์จะเข้ามา
เสริม และจะทำงานร่วมกันเมื่อต้องใช้กำลังการขับขี่สูง และชาร์จกลับเมื่อถอนคันเร่ง แม้จะมีหลักการเหมือน
Mild Hybrid แต่มีการทำงานที่เห็นผลชัดเจนกว่า

พอมาเป็นระบบ E-Power มอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มมาทำงานแทนที่เครื่องยนต์ธรรมดาเกือบทั้งหมด โดยยังเหลือ
บทบาทให้มาช่วยปั่นไฟส่งที่มอเตอร์ไฟฟ้าแทน การเติมเชื้อเพลิงยังคงใช้น้ำมันอยู่ ส่วนเครื่องยนต์ EV
ระบบเกี่ยวกับเครื่องยนต์ถูกถอดออกทั้งหมด เหลือแค่ระบบไฟฟ้าเท่านั้น ในแง่ดีคือลดไอเสียได้มากที่สุด
แต่ก็มีปัญหาเรื่องระยะทางที่ยังน้อยเกินไป รวมถึงเวลาเติมเชื้อเพลิง(ไฟฟ้า)ที่นานกว่าปกติ

สำหรับช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบคานบิดทอร์ชั่นบีม คอย์ลสปริง
เสริมด้วยเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกมาเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ และพวงมาลัย
เพาเวอร์แแบบไฟฟ้า

ระบบความปลอดภัย

แม้ตอนเปิดตัวทาง Nissan ได้บอกไว้ว่ามีอยู่ถึง 14 ระบบ แต่เมื่อนับกันจริงๆแล้ว จะมีอยู่ด้วยกันถึง
10 ระบบเด่นๆ ด้วยกัน ส่วนที่เหลือ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์สมัยใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อย อาทิ
ระบบเบรก ABS/EBD/BA ระบบควบคุมการทรงตัว VDC/TCS,ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัย
สูงสุด 6 ตำแหน่ง (ซึ่งแต่ละรุ่นมีจำนวนถุงลมไม่เหมือนกัน) โดยระบบต่างๆมีดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Intelligent Cruise Control
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Emergency Brake System
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor
  • ระบบตรวจจับมุมอับรอบคัน Moving Objective Detection
  • ระบบตรวจจับมุมอับด้านข้าง Blind Spot Warning
  • ระบบตรวจจับมุมอับด้านหลัง Rear Cross Traffic Alert
  • ระบบเตือนเมื่อคนขับเกิดอาการเหนื่อยล้า Driving Alert Attention
  • กระจกมองหลังถ่ายทอดภาพจากด้านหลัง Intelligent Rear View Monitor
  • ระบบควบคุมรถขณะขับบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control
  • ระบบควบคุมรถให้เข้าโค้งดีขึ้น Intelligent Trace Control

รุ่นย่อยและอุปกรณ์มาตรฐาน

สำหรับ Nissan Kicks E-Power มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย โดยมีอุปกรณ์ต่างกันดังนี้

รุ่น S – 889,000 บาท

  • ไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่าง Daytime Running Light ปรับระดับเอง
  • ไฟตัดหมอกหน้า LED
  • กระจังหน้าสีดำเงา/โครเมียม
  • กันชนหน้า/หลังสีเดียวกับตัวรถ
  • แผงกันกระแทกด้านข้างสีดำ
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีเดียวกับตัวรถ ปรับ/ไฟฟ้าฟ้า พับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อกรถ
  • มือเปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ราวหลังคาสีเงิน
  • เสาอากาศแบบครีบปลา Shark Fin
  • ล้ออัลลอยพร้อมยางขนาด 205/55R17
  • ที่ปัดน้ำฝนหน้า/หลับแบบตั้งเวลาได้
  • ภายในสีดำ
  • เบาะนั่งและแผงประตูหุ้มด้วยผ้าสีดำ
  • ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งคู่หน้า
  • ตกแต่งวัสดุภายในรอบคันสีดำ
  • เบาะหลังแยกพับได้ 60/40
  • พนักพิงศรีษะ 5 ตำแหน่ง
  • มาตรวัดเรืองแสง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมชุดเครื่องเสียง จอแสดงผลการขับขี่ โทรศัพท์
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • ปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ทั้งแบบธรรมดา/EV
  • เบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold
  • ระบบขับขี่ด้วยคันเร่งอันเดียว
  • วิทยุ/ซีดี 1 แผ่นพร้อมช่องต่อ AUX/USB
  • ลำโพง 4 ตำแหน่ง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบฝั่งเดียว
  • กระจกมองหลังตัดแสงด้วยก้านปรับ
  • แผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่องสว่างทั้ง 2 ข้าง
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า พร้อมไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร
  • ไฟส่องสว่างห้องสัมภาระด้านหลัง
  • ที่วางแก้วน้ำด้านหน้า 2 ตำแหน่ง + แผงประตู 4 ตำแหน่ง
  • มือจับบนหลังคา 4 ตำแหน่ง
  • ปลั๊กไฟ 12 โวลต์
  • ระบบควบคุมรถขณะขับบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control
  • ระบบควบคุมรถให้เข้าโค้งดีขึ้น Intelligent Trace Control
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VDC/TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • กุญแจนิรภัย Immobilizer
  • สัญญาณกันขโมย

รุ่น E – 949,000 บาท

  • พวงมาลัยหุ้มหนัง
  • เซนเซอร์ถอยหลัง
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ Emergency Brake System
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Intelligent Cruise Control
  • ระบบตรวจจับมุมอับด้านข้าง Blind Spot Warning
  • ระบบตรวจจับมุมอับด้านหลัง Rear Cross Traffic Alert
  • ระบบเตือนเมื่อคนขับเกิดอาการเหนื่อยล้า Driving Alert Attention

รุ่น V – 999,000 บาท

  • ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ
  • แผงกันกระแทกด้านข้างสีดำ/เงิน
  • เบาะนั่งและแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีดำ
  • กรอบช่องแอร์สีดำเงา
  • มือจับประตูด้านในโครเมียม
  • ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor
  • ระบบตรวจจับมุมอับรอบคัน Moving Objective Detection
  • ถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง (คู่หน้า + ด้านข้าง จุดละ 2 ตำแหน่ง)

รุ่น VL – 1,049,000 บาท

  • ภายในสีดำ/ส้มอิฐ
  • เบาะนั่งและแผงประตูหุ้มด้วยหนังสีดำ/ส้มอิฐ
  • แผงคอนโซลหน้าหุ้มหนัง
  • แผงปิดสัมภาระด้านหลัง
  • กระจกมองหลังแสดงภาพจากกระจกมองหลัง I-RVM
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า + ด้านข้าง + ม่านนิรภัยจุดละ 2 ตำแหน่ง)

ถึงแม้ว่า Nissan Kicks e-Power เปิดให้รับจองแล้ววันนี้ แต่พร้อมส่งมอบได้ต้องรอไปถึงเดือนมิถุนายน
ส่วนการรับประกันแบตเตอรี่สูงสุด 10 ปี และ ระบบไฟฟ้าอีก 5 ปี ตัวรถรับประกันสูงสุด 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ส่วนการลองขับจะเป็น อย่างไร โปรดติดตามได้เร็วๆนี้ทั้ง Try และ Long ครับ

Facebook Comments