ย้อนตำนาน 40 ปีกระบะ Mitsubishi ก่อนเปิดตัว Triton Minorchange เร็วๆนี้

812

อีกไม่นานนี้เราจะได้เห็น Mitsubishi Triton Minorchange ครั้งใหญ่ ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2018
แต่ก่อนที่จะไปพบกับคันจริง เรามาย้อนประวัติกันว่า ตลอดเวลา 40 ปีที่ทำตลาดรถกระบะทั้ง 5 โฉม
มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างน่าสนใจอยู่พอสมควร รายละเอียดจะเป็นอย่างไร เชิญอ่านได้เลยครับ

รุ่นที่ 1 (1978-1986)

เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำตลาดกระบะของค่ายสามเพชร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 1978 เริ่มทำตลาด
ในประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ชื่อว่า Forte ส่วนตลาดต่างประเทศ(รวมถึงประเทศไทย)ใช้ชื่อว่า L200 มีให้
เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ (ที่ตามมาในปี 1981) แน่นอนว่าประเทศไทยได้เอาเข้า
มาจำหน่ายด้วยเช่นกัน ยอดผลิตในโรงงานที่ประเทศญี่ปุ่นทำได้ราวๆ 657,000 คัน และยังส่งให้ Dodge
ค่ายรถดังจากอเมริกา ไปขายในชื่อ Dodge Ram 50 อีกด้วย

หน้าตาภายนอกออกแบบต่อยอดมาจาก Galant Sigma (D-Segment ในยุคนั้น) ให้ดูกว้างขึ้นมาพร้อมกับ
ไฟหน้าดวงกลมคู่ กระจังหน้าเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กถึง 16 ช่อง กันชนหน้าจะยื่นออกมาข้างหน้าเสริม
ด้วยไฟหรี่และไฟเลี้ยว พร้อมไฟเลี้ยวด้านข้างบริเวณใกล้กับกันชนหน้า ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายทรงยาว
เรียงกันเป็น 3 ชั้น (ไฟเลี้ยว ไฟท้ายหลัก และไฟถอย)

เนื่องจากว่ารุ่นแรกมีให้เลือกแค่แบบตอนเดียวเท่านั้น ดังนั้นการตกแต่งจะมาในสไตล์กระบะตอนเดียวที่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มตะขอเกี่ยวกระบะ มือเปิดกระบะด้านหลังเปิดแบบสองด้านพร้อมยี่ห้อรถที่สลักบนฝากระบะท้าย

ขนาดตัวถัง

  • ความยาว 4,690 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,650 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,560–1,645 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ
    • ตัวถังสั้น 2,780-2,790 มิลลิเมตร
    • ตัวถังยาว 3,035 มิลลิเมตร

ภายในยังคงรวมทุกอย่างไว้ในแผงด้านหน้าเช่นเดียวกับรถในยุคเดียวกัน โทนสีบนแผงคอนโซลตกแต่งด้วย
สีดำหรือสีชามัวร์ ฝั่งซ้ายเป็นช่องเก็บของจุดเดียวภายในรถ คอนโซลกลางมาพร้อมกับวิทยุอย่างเดียวและ
ระบบปรับอากาศ (แต่ช่องแอร์อยู่บริเวณใต้ที่เขี่ยบุหรี่ ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกันนะ) มาตรวัดเป็นแบบสี่เหลี่ยม
ขนาดใหญ่ 3 ช่อง ไม่มีมาตรวัดรอบมาให้ ส่วนพวงมาลัยถึงแม้ว่าจะเป็นรถมาจากปี 1981แต่มีการหุ้มหนังจริง
มาให้ทั้งตัววงและครอบแตร (แถมยังเป็นตะเข็บจริงอีกด้วย)

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 92 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อ (เวอร์ชั่นไทยใช้เครื่องยนต์นี้)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 86 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 110 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 93 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (สำหรับตลาดนอกญี่ปุ่น)
  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร 73 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (สำหรับตลาดนอกญี่ปุ่น)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 73 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อ

งานวิศวกรรมเบื้องต้นยังคงใช้ช่วล่างด้านหน้าแบบทอร์ชั่นบาร์ ด้านหลังใช้ช่วงล่างแบบแหนบ
พวงมาลัยยังคงใช้ระบบลูกปืนหมุนวน ไม่มีเพาเวอร์ช่วย (ในสมัยนั้นพวงมาลัยเพาเวอร์
ยังเป็นของใหม่อยู่) ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกหน้า ดรัมเบรกหลัง

หลังจากนั้นก็มีการปรับโฉมรอบหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมที่ไฟหน้าเปลี่ยนเป็นทรงเหลี่ยม
กระจังหน้าเปลี่ยนเป็นแนวนอนเส้นสีดำ รวมทั้งเพิ่มกระจกมองข้าง เปิดตัวครั้งแรกในปี 1983

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดผลิตค่อนข้างสูงขนาดไหน สุดท้าย Forte ก็ได้ยุติการทำตลาดไปในปี 1986
ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดทางให้กับรุ่นต่อไปนี้


รุ่นที่ 2 (1986-1996)

สำหรับรุ่นดังกล่าวนั้น ในประเทศไทยรู้จักกันดีในชื่อของ L200 Cyclone การพัฒนาครั้งนี้นอกจากจะมี
หน้าตาใหม่แล้ว ยังมีตัวถังให้เลือกมากขึ้น โดยเพิ่มรุ่น Aerobody Cab ที่เพิ่มแค็ปขนาดเล็กเข้าไป
(ความแคบนั้น ให้นึกถึงแค็ปหลังของ Nissan NV จะเห็นภาพได้ดีที่สุด) และแบบ 4 ประตู ในหลายๆประเทศ
เริ่มเปลี่ยนชื่อรุ่นมาเป็น Triton,Strada,Colt ซึ่งเป็นชื่อรุ่นที่สาวก Mitsubishi คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
และยังคงประกอบในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับรุ่นแรก มียอดผลิตถึง 1,146,000 คัน

หน้าตาภายนอกมีดีไซน์ที่ดูเเหลี่ยมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่มาแบบเบ้าลึกที่รวมไฟต่ำกับไฟสูง
ไว้ในโคมเดียวกัน กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีช่องสี่เหลี่ยมถึง 24 ช่อง เสริมด้วยโครเมียม
ยกแผง กันชนหน้าสองชั้นที่ออกแบบให้ทันสมัยขึ้นซึ่งจะเหลือแค่ไฟเลี้ยวเท่านั้น เพราะไฟหรี่ย้าย
มาไว้อยู่ที่โคมด้านบนสุด ด้านข้างเสริมด้วยเส้นที่ลากจากล้อหน้าไปยังกระบะด้านหลัง แนวกระจก
ที่ดูหนาขึ้น พร้อมแถบสีดำที่ติดไว้ด้านหลังประตูที่เป็นเอกลักษณ์ (สามารถเปิดออกมาระบายอากาศได้)

ด้านหลังมาพร้อมกับฝากระบะท้ายที่มีเส้นสายเพิ่มขึ้น พร้อมกับคำว่า MITSUBISHI ที่ตัวอักษร
ดูสูงขึ้นกว่าเดิม ส่วนไฟท้ายปรับดีไซน์ให้เหลี่ยมขึ้น ย้ายไฟถอยมาไว้ระหว่างไฟเลี้ยวและไฟท้ายหลัก
พร้อมล้อมกรอบด้วยโครเมียม

ขนาดตัวถัง

  • ความยาว
    • Single Cab – 4,500 มิลลิเมตร
    • Aerobody Cab – 4,920 มิลลิเมตร
    • Double Cab – 4,990 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง
    • ขับเคลื่อน 2 ล้อ – 1,655 มิลลิเมตร
    • ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 1,740 มิลลิเมตร
  • ความสูง
    • Single Cab – 1,485 มิลลิเมตร
    • Aerobody Cab – 1,506 มิลลิเมตร
    • Double Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 1,770 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ
    • Single Cab – 2,680 มิลลิเมตร
    • Aerobody Cab/Double Cab – 2,950 มิลลิเมตร

ภายในออกแบบให้ดูมีมิติมากขึ้น โดยใช้โทนสีน้ำตาลในการตกแต่งเป็นหลัก แผงคอนโซลด้านหน้าออกแบบ
ให้มีช่องเว้นสำหรับเป็นถาดวางของไปในตัว พร้อมช่องเล็กๆที่อยู่ด้านบน (บางรุ่นเป็นตำแหน่งนาฬิกาดิจิตอล)
ระบบปรับอากาศปรับสวิตซ์ใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ชุดเครื่องเสียงเริ่มทำเป็นแบบ 2DIN กันมาบ้างแล้ว
(แต่ฟังก์ชั่นยังมีแค่วิทยุเทปตามเคย) มาตรวัดมีขนาดเล็กลงและเริ่มออกแบบมาตรวัดความเร็วให้โค้งมนขึ้น
บางรุ่นติดตั้งวัดรอบให้อีกด้วย พวงมาลัยแบบ 2 ก้านที่ตัวก้านและครอบแตรหนากว่าเดิม และสามารถ
ปรับสูง/ต่ำได้อีกด้วย รวมถึงกระจกหลังสามารถเปิดออกมาเพื่อหยิบของด้านหลัง หรือรับลมได้อีกด้วย

สมรรถนะของเวอร์ชั่นไทย ในช่วงแรก เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร DOHC 84 แรงม้า แรงบิด 201 นิวตัน-เมตร
จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนงานวิศวกรรมมาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ
ปีกนกสองชั้น คอย์ลสปริง ด้านหลังเป็นแบบแหนบพร้อมโช้คอัพไขว้ พวงมาลัยเป็นลูกปืนเฟืองตัวหนอน
(ยังไม่มีเพาเวอร์มาให้เช่นเคย) ระบบเบรกเปลี่ยนด้านหน้าดิสก์เบรก และด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก

หลังจากนั้นมีการปรับโฉมในปี 1993 ซึ่งเปลี่ยนที่กระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ ซึ่งกระจังหน้าเปลี่ยนมาเป็น
เส้นแนวนอนหลัก กันชนหน้าที่เป็นชิ้นเดียวกันพร้อมร่องเพิ่มเติม เปลี่ยนล้ออัลลอยเป็นแบบ 5 ก้านคู่
พร้อมสติ๊กเกอร์คาดด้านข้าง พร้อมเพิ่มเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเทอร์โบ 98 แรงม้า

นอกจากนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่นได้นำกระบะเข้าไปทำตลาดอีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า Strada แต่วางตำแหน่งการตลาด
เป็นรถยนต์ตรวจการณ์ RV แทน เปิดตัวในปี 1991 และยังมีการตกแต่งที่ดูเป็นรถลุยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
เสริมการ์ดกันชนหน้า เพิ่มโป่งล้อ คิ้วกันกระแทก บันไดข้าง ทำเสาประตูเป็นสีดำ เสริมโครเมียมบริเวณ
กระจกมองข้างและมือเปิดประตู (ในรุ่นปรับโฉมเพิ่มกระจกมองมุมมาให้)

ส่วนภายในมีการตกแต่งเพิ่มเติมที่เบาะผ้าลายใหม่ เพิ่ม RV Meter บริเวณคอนโซลหน้า พวงมาลัย 3 ก้าน
มาตรวัดที่ดูโค้งมาขึ้นพร้อมมาตรวัดรอบ เบาะผ้าลายใหม่ที่ดูดีกว่าเวอร์ชั่นประเทศไทย พนักพิงศรีษะ
เป็นแบบเจาะรู 4 ตำแหน่ง เพิ่มกระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก วิทยุเทปพร้อมกรอบด้านล่างสำหรับ
แปลงเป็น 2DIN ส่วนรุ่นไมเนอร์เชนจ์ปรับที่ RV Meter เปลี่ยนเป็นแบบ 3 ช่อง หัวเกียร์ทรงใหม่

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร Cyclone ให้กำลัง 85 แรงม้า แรงบิด
20 กิโลกรัม-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part Time

สำหรับ L200 Cyclone เป็นการพัฒนาจากรุ่นเดิมไปแทบจะทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ
ที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ภายในที่มีการเล่นระดับให้ดูน่าสนใจขึ้น ออปชั่นภายในรถแม้ว่า
ในประเทศไทยอาจจะปรับไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ในต่างประเทศเริ่มมีข้าวของให้เห็นกันเยอะ
ทั้งเรื่องความสะดวกสบาย และการตกแต่งภายนอก อย่างไรก็ตาม ก็ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมหลังจากนี้…


รุ่นที่ 3 (1996 – 2005)

สำหรับรุ่นนี้เริ่มปรับรายละเอียดต่างๆให้ทันสมัยกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่ทันสมัยขึ้น ข้าวของภายใน
มากขึ้นรวมถึงความปลอดภัยที่ดีขึ้น นอกจากนี้รุ่น Aerobody ได้ถูกแทนที่ด้วย Mega Cab ที่มีพื้นที่
ห้องโดยสารใหญ่กว่าเดิม (ถึงขนาดที่คลมว่ากว้างกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน) นอกจากนี้ ในประเทศไทย
มีการเปลี่ยนชื่อรุ่นมาเป็น L200 Strada สำหรับตัวถังนี้เท่านั้น (ก่อนที่จะถอดชื่อ L200 ไปอย่างเงียบๆ
ในภายหลัง) ซึ่งรุ่นนี้มียอดการผลิตอยู่ที่ 1,046,000 คัน

หน้าตารถออกแบบให้มีความโค้งมนมากขึ้น (จนมีสโลแกนเรียกว่า ลบเหลี่ยมรถกระบะอย่างมีชั้นเชิง)
ไฟหน้าที่ยังคงแยกออกมาเป็นดวงเดี่ยวๆ พร้อมเบ้าตาที่ค่อนข้างลึก กระจังหน้าที่เสริมด้วยโครเมียม
บริเวณเส้นแนวนอนและฐานกระจังหน้าเพื่อความดุดัน กันชนหน้าที่มีเส้นสายทันสมัยขึ้น แต่ไฟเลี้ยวกับ
ไฟหรี่กลับมาอยู่ในตำแหน่งกันชนหน้าเหมือนรุ่นแรกเสียอย่างนั้น

ด้านข้างยังคงเส้นสายจากรุ่นที่แล้วอยู่ แต่ปรับรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นแนวกระจกที่ไม่มีช่อง
ระบายอากาศอีกแล้ว เส้นตัวรถที่เพิ่มเส้นที่ลากจากกันชนหน้าผ่านมายังมือเปิดประตู ซึ่งนอกจากจะ
ทำให้ดูสวยงามแล้ว ยังเป็นอณาเขตของสีทูโทนอีกด้วย (สมัยนั้นสีทูโทนยังแบ่งตามเส้นตัวถัง
ไม่ได้แบ่งแบบตัวถังกับหลังคาเหมือนรถยุคปัจจุบัน)

ด้านท้ายปรับให้ดูลงตัวขึ้น พร้อมเส้นแบ่งให้ดูเป็นสัดส่วนและยังเป็นโฉมแรกที่ให้ไฟเบรกดวงที่สาม
และมือเปิดกระบะท้ายจุดเดียวทุกตัวถัง (แม้ว่าจะเป็นตอนเดียวก็ตาม) ไฟท้ายแบ่งออกเป็นสามชั้น
เช่นเคย แต่ตัวโคมมีรูปทรงที่ทันสมัยขึ้น ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมีการยกตัวรถให้สูงขึ้น พร้อมสติ๊กเกอร์
ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำรุ่น

ขนาดตัวถัง

  • ความยาว
    • Single Cab/Double Cab – 4,995 มิลลิเมตร
    • Mega Cab – 5,110 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง
    • ขับเคลื่อน 2 ล้อ – 1,695 มิลลิเมตร
    • ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 1,775 มิลลิเมตร
  • ความสูง
    • ขับเคลื่อน 2 ล้อ – 1,595 – 1,610 มิลลิเมตร
    • ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 1,765 – 1,770 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ
    • ขับเคลื่อน 2 ล้อ – 2,950 มิลลิเมตร
    • ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 2,960 มิลลิเมตร

ภายในปรับรายละเอียดให้มีมิติมากขึ้น เริ่มจากรูปทรงคอนโซลหน้าที่โค้งมนกว่าเดิม โดยแบ่งเป็น
ช่องแอร์พร้อมสวิตซ์ปรับอากาศด้านล่างที่มีคำว่า Mitsubishi แปะไว้อยู่ในจุดดังกล่าว (ทว่า
ยังปรับได้แค่น้ำยาแอร์กับความแรงลมเท่านั้น) ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบวิทยุเทป พร้อมที่วางแก้ว
ด้านบนแบบพับเก็บได้ รวมทั้งเบรกมือที่เปลี่ยนมาเป็นแบบดึงด้านข้าง

มาตรวัดปรับหน้าตาให้ทันสมัยขึ้น มาพร้อมกับพื้นดำเข็มสีส้ม พวงมาลัยเปลี่ยนเป็นแบบ 4 ก้าน
พร้อมครอบแตรที่ค่อนข้างอ้วน สามารถปรับสูงต่ำได้ รวมทั้งเพิ่มอุปกรณ์ความสะดวกสบายหลายรายการ
ไม่ว่าจะเป็น กระจกไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อก อย่างไรก็ตามก็ยังมี จุดที่น่าฉงนใจเล็กน้อยคือ

  • ช่องเก็บของที่ใกล้กับฐานเกียร์ที่ทำแยกออกมาต่างทาง สิ่งที่อยากให้เป็นคือ ย้ายมาไว้บริเวณ
    ด้านล่างของวิทยุเพื่อให้รองรับการติดตั้งชุดเครื่องเสียงแบบ 2DIN เผื่อไว้ดีกว่า
  • ที่หุ้มด้ามเกียร์ธรรมดาที่มาแบบพลาสติกขึ้นรูป ซึ่งแปลกกว่าค่ายอื่นที่เป็นแบบหนังหุ้มฐานเกียร์
  • แผงสวิตซ์กระจกไฟฟ้าที่น่าจะทำให้ต่อเนื่องกับที่พักแขนบริเวณประตูไปเลย (พอทำมาแยกกันแล้วดูแปลกๆ)

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร 90 แรงม้า (รุ่นหลังๆเหลือแค่ 77 แรงม้า) แรงบิด 158 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร 101 แรงม้า (รุ่นหลังๆเหลือแค่ 97 แรงม้า) แรงบิด 198 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ

งานวิศวกรรมมาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น คอย์ลสปริงเช่นเคย แต่มาพร้อมกับ
เหล็กกันโคลงมาให้ ด้านหลังเป็นแบบแหนบพร้อมโช้คอัพไขว้เหมือนเดิม ระบบพวงมาลัยเปลี่ยนมาเป็น
ลูกปืนหมุนวน และมีเพาเวอร์คอยช่วยเป็นโฉมแรกในประเทศไทย ระบบเบรกยังคงเป็นหน้าดิสก์เบรก
หลังดรัมเบรกมาให้เช่นเคย

หลังจากนั้นมีการปรับอุปกรณ์อยู่หลายครั้ง ดังนี้

ในปี 1999 ปรับกระจังหน้าใหม่เป็นแบบแนวตั้งรูปตัว V ไฟหน้ามัลติรีเฟลคเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ล้ออัลลอยเปลี่ยนเป็นแบบลายใบพัดในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เปลี่ยนสีกรอบไฟเลี้ยวในไฟท้ายเป็นสีขาว
เพิ่มเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเป็นทางเลือกเสริม ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเพิ่มมาตรวัดพิเศษบนคอนโซลหน้า
ที่วัดทั้งความลาดเอียง อุณหภูมิภายนอก และกำลังไฟฟ้าแบตเตอรี่ รวมทั้งเพิ่มระบบเบรก ABS และ
ถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับมาให้อีกด้วย (ซึ่งตัวพวงมาลัยมีความสวยงานและกระชับมาก) แต่ทว่าในรุ่น
Mega Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อได้ถอดสติ๊กเกอร์ที่คาดด้านข้างตัวรถออกไป

นอกจากนี้ ยังเพิ่มรุ่นสี่ประตูเป็นทางเลือกโดยใช้ชื่อว่า Grandis ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกในรถมินิแวน
ขนาดใหญ่ในตลาดโลก ซึ่งรุ่นสุดท้ายทำตลาดจนถึงปี 2010 (บ้านเราคุ้นเคยกันดีในชื่อ
Space Wagon นั่นเอง และเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ชื่อนี้อีกด้วย)

ซึ่งโฉมดังกล่าวมีหน้าตาเดียวกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่มีอุปกรณ์ใกล้เคียงกับบ้านเรา แต่มีการเพิ่มทั้ง
กระจกมองมุม ที่ล้างไฟหน้า โรลบาร์ กระจกหลังสามารถเปิดได้ ชุดเครื่องเสียงรองรับ CD
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เบาะผ้าลายใหม่ และเกียร์อัตโนมัติในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ต่อมา ปี 2001 ปรับกระจังหน้าลายเดิมให้ดูหรูหราขึ้น กันชนหน้าใหม่ที่ตัดกรอบทึบด้านล่างออกไป
ปรับล้ออัลลอยลายใหม่ให้ทันสมัยขึ้นทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ เพิ่มนาฬิกาดิจิตอล
ปรับวิทยุเทปเป็นแบบใหม่ เปลี่ยนลายผ้าเบาะนั่งใหม่เป็นสีทูโทน และไฟเลี้ยวข้างเป็นแบบใส

หลังจากที่ทนเสียงลูกค้าบ่นเรื่องเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างอืดไม่ไหว Mitsubishi จึงเริ่มที่จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่
เริ่มจากเปลี่ยนเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรให้เป็นแบบเทอร์โบแปรผัน VG Turbo เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น
กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ (116 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา
5 จังหวะ เท่านั้น พร้อมเสริมสคูปดักลมบนฝากระโปรงหน้ามาให้เช่นกัน

ส่วนตัวรถมีการปรับปรุงที่ไฟเลี้ยวบนกันชนหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาว เปลี่ยนกระจกเป็นแบบกรองแสง
พร้อมไล่ฝ้ากระจกหลัง เปลี่ยนล้ออัลลอยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ 16 นิ้ว (คนละลายกับรุ่น GLX)
เพิ่มกันชนหลังโครเมียมพร้อมแผงทับทิมรูปวงกลม และถอดคำว่า L200 บริเวณแผงประตูออกไป

ส่วนภายในเปลี่ยนแผงคอนโซลหน้าและแผงสวิตซ์กระจกไฟฟ้าเป็นลายไม้ เปลี่ยนพื้นมาตรวัดเป็นสีขาว
พนักพิงศรีษะเป็นแบบเจาะรูเปลี่ยนมือเปิดประตูภายในเป็นโครเมียม เพิ่มอุปกรณ์ความสะดวกสบาย
อาทิ ที่เก็บเหรียญ กุญแจรีโมท ที่พักแขนคอนโซลกลาง เปลี่ยนวิทยุ/เทปใหม่ เพิ่มที่วางของใต้เบาะนั่ง
ผู้โดยสารหน้า และรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อมีสีทูโทนเป็นทางเลือก

หลังจากที่เครื่อง 2.5 ลิตร ได้เทอร์โบแปรผันแล้ว คราวนี้ 2.8 ก็ได้เหมือนกับเขาบ้างโดยมีชื่อว่า
Rally Master ให้กำลังสูงสุด 92 กิโลวัตต์ (125 แรงม้า) แรงบิด 292 นิวตัน-เมตร จับคู่กับ
เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อม Auto Mode ส่วนออปชั่นเหมือนกับ
รุ่นปรับเครื่องยนต์ VG Turbo ทุกประการ

ในช่วงต้นปี 2004 มีการปรับน้าตาเล็กน้อย เริ่มจากกระจังหน้าที่เปลี่ยนเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู
พร้อมลายตาข่าย ภายในเปลี่ยนลายเบาะใหม่ เปลี่ยนแผงคอนโซลหน้าเป็นสีเงินเมทัลลิก
ระบบปรับอากาศเพิ่มฟังก์ชั่นเป่าเท้าและปุ่ม A/C และเพิ่ม ABS และถุงลมนิรภัยด้านคนขับ
ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเรียกรุ่น 4 ประตูว่า G-CAB

ส่งท้ายด้วยรุ่นปรับอุปกรณ์ในปี 2005 ที่ปรับกระจังหน้าเป็นทรงปิรามิดสีเดียวกับตัวรถ+โครเมียม
ที่ดูลงตัวขึ้นมากพร้อมช่องด้านล่างเหมือนกับรุ่นแรกๆ ปรับลายล้ออัลลอยใหม่เป็นแบบ 6 ก้าน
(รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อเป็นแบบลายก้านตรง ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อปรับก้านให้หนาขึ้น)
เพิ่มไฟตัดหมอกหน้าในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ภายในปรับแค่หนังหุ้มพวงมาลัยเป็นสีทูโทน
เบาะนั่งที่เปลี่ยนโทนสีเป็นดำล้วนและตัดรุ่น Mega Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อออกไป

สำหรับ Strada รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่โค้งมนกว่าเดิม
ภายในที่กว้างขึ้นพร้อมตัวถังที่เป็นสากลโลกมากขึ้น สมรรถนะที่มีทางเลือกเครื่องยนต์มากขึ้น
อุปกรณ์ความสะดวกสบายมีเยอะขึ้น และที่สำคัญ เป็นโฉมแรกที่มีเวอร์ชั่น 5 ประตูในชื่อว่า
Challenger ในตลาดโลก แต่ในประเทศไทยนำมาปรับด้านหน้าให้เหมือนเวอร์ชั่นกระบะ
และขายในชื่อว่า Strada G-Wagon ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมอาจจะมาเล่าในภายหลัง


รุ่นที่ 4 (2005 – 2014)

สำหรับรุ่นที่ 4 เป็นการพลิกโฉมกระบะจาก Strada ไปเยอะพอสมควร ซึ่งมีหน้าตาที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่ากันมาก
ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงสมรรถนะที่มีการพัฒนาให้แรงขึ้น นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทยได้เปลี่ยนชื่อ
จาก L200/Strada มาใช้ชื่อว่า Triton มาจนถึงปัจจุบันนี้ และยังคงใช้ประเทศไทยในการผลิตรถกระบะ
ไปจำหน่ายในทั่วโลกอีกด้วย

สำหรับชื่อ Triton นั้นมาจาก Tri ที่แปลว่า 3 (ซึ่งก็คือสามเพชรจากโลโก้ Mitsubishi นั่นแหละ) กับคำว่า Ton
ที่มาจาก ตัน เมื่อรวมๆกันกลายเป็น กระบะหนึ่งตันจากค่ายมิตซูบิชิ (ฟังดูแล้วเหมือนตั้งชื่อกันง่ายๆเลยทีเดียว)

หน้าตาภายนอกปรับให้ดูเฉียบคมขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าฮาโลเจนที่ออกแบบทรงครึ่งวงกลม
ที่จับไฟหรี่ ไฟเลี้ยว และไฟใหญ่มารวมกันเป็นโคมเดียว (เสียที) กระจังหน้ายังคงใช้ทรงปิรามิด
ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำค่ายในช่วงนั้น กันชนหน้าออกแบบช่องดักลมลายรังผึ้ง เสริมด้วยช่องสำหรับ
ติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า (ซึ่งในประเทศไทยไม่ได้ติดตั้งมาให้ แม้จะเป็นรุ่นท็อปก็ตาม)

ด้านข้างเปลี่ยนเส้นสายจากรุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง เริ่มจากแนวกระจกและประตูหลังออกแบบสไตล์ J-Line
เพื่อความค้งมน เสริมด้วยโครเมียมบนกระจกมองข้างและมือเปิดประตูในบางรุ่น และสำหรับรุ่นยกสูง
มาพร้อมกับโป่งล้อสีเทาพร้อมแผ่นกังโคลนแบบขึ้นรูป ส่วนล้ออัลลอยมีให้เลือก 2 แบบคือ รุ่นตัวเตี้ย
ให้ล้ออัลลอยขนาด 15 ก้าน ลาย 5 ก้านที่ดูเรียบๆ ส่วนรุ่นยกสูงให้มาขนาด 16 นิ้วลาย 6 ก้าน
ที่ดูปราดเปรียวขึ้น (จนชวนให้นึกถึงล้อของ Hilux Vigo ในยุคเดียวกันเล็กน้อย)

ด้านท้ายปรับฝาท้ายกระบะให้ดูราบเรียบขึ้น รวมไฟเบรกดวงที่สามและมือเปิดกระบะให้ดูเป็นชุดเดียวกัน
มาพร้อมกับไฟท้ายที่โค้งมนขึ้น จัดเรียงเป็นแนวตั้ง 3 ชั้น ส่วนแผงทับทิมแยกไว้ต่างหาก แม้ว่าในรุ่นแรกๆ
จะไม่มีกันชนหลังมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่มีออปชั่นที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน (แม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน)
นั่นคือ

กระจกบังลมหลังสามารถเลื่อนขึ้น/ลงได้นั่นเอง หลักการทำงานเหมือนกับกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน
เพียงแต่ว่า บริเวณแผงไล่ฝ้ากระจกหลังจำกัดไว้เฉพาะกระจกที่เลื่อนขึ้น/ลงเท่านั้น (ไม่ได้เต็มบาน
เหมือนกับรุ่นที่ไม่มีออปชั่นนี้มาให้) เหมาะสำหรับหยิบของมาจากด้านหลังหรืออยากเปิดกระจก
รับลมเพิ่มเติม

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว
    • Single Cab ช่วงสั้น 4,830 มิลลิเมตร
    • Single Cab ช่วงยาว 5,030 มิลลิเมตร
    • Mega Cab ตัวเตี้ย 5,010-5,095 มิลลิเมตร
    • Mega Cab ยกสูง 5,145-5,220 มิลลิเมตร
    • Double Cab ตัวเตี้ย 5,185-5,275 มิลลิเมตร
    • Double Cab ยกสูง 5,070-5,285 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง
    • ตัวเตี้ย 1,750 มิลลิเมตร
    • ยกสูง 1,800 มิลลิเมตร
  • ความสูง
    • ขับเคลื่อน 2 ล้อ 1,655-1,660 มิลลิเมตร
    • Plus/ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,780 มิลลิเมตร
    • Single Cab เบนซินตัวเตี้ย 1,775 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ
    • Single Cab ช่วงสั้น 2,800 มิลลิเมตร
    • Single Cab ช่วงยาว/Mega Cab/Double Cab ตัวเตี้ย 3,000 มิลลิเมตร

ภายในเปลี่ยนหน้าตาคอนโซลหน้าให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มีการเพิ่มความโค้งมนในหลายๆมุม โดยใช้โทนสีดำ/เทา
ในการตกแต่งเป็นหลัก พร้อมทั้งมีการกัดลายพลาสติกให้สัมผัสดีขึ้น ข้าวของต่างๆดูแปลกตาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
มาตรวัดที่ใช้กราฟิกพื้นสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยกรอบสีเงิน พวงมาลัยหุ้มหนังด้ายสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยสีเงิน
และที่สำคัญ ยังมาพร้อมกับจอพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะคือ RV Meter

RV Meter คืออะไร อธิบายง่ายๆ มันคือจอแสดงผลการขับขี่ MID ที่เราคุ้นเคยกันดีนี่แหละ เพียงแต่ว่า
มีการเพิ่มฟังก์ชั่นแปลกๆไม่ว่าจะเป็นเข็มทิศ ความกดอากาศ และความสูงจากระดับน้ำทะเล และฟังก์ชั่น
พื้นฐาน(ของรถในปัจจุบัน) เช่น อัตราสิ้นเปลือง อุณหภูมิภายนอก มาพร้อมกับจอกราฟิกสีน้ำเงิน

ออปชั่นอื่นๆที่โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งคนขับสามารถปรับด้วยไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา
วิทยุซีดี 1 แผ่น (ใช้จอแสดงผลร่วมกับ RV Meter) เบาะหนังมีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว และอื่นๆอีกมากมาย

สมรรถนะของรุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร SOHC 4 สูบ 8 วาล์ว 90 แรงม้า แรงบิด 196 นิวตันเมตร
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Hyper Commonrail 116 แรงม้า
    แรงบิด 247 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและอัตโนมัติ 4 จังหวะ
    ขับเคลื่อน 2 หลัง
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Hyper Commonrail อินเตอร์คูลเลอร์
    140 แรงม้า แรงบิด 321 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.2 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Hyper Commonrail อินเตอร์คูลเลอร์
    165 แรงม้า แรงบิด 351 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ

ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น คอย์ลสปริงเช่นเคย เสริมด้วยเหล็กกันโคลงมาให้
ด้านหลังเป็นแบบแหนบพร้อมโช้คอัพไขว้ ระบบพวงมาลัยเปลี่ยนมาใช้แร็คแอนด์พีเนียน
เสริมด้วยเพาเวอร์ ระบบเบรกยังคงเป็นหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรกมาให้เช่นเคย

หลังจากนั้นในปี 2006 ตลาดกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงก็มียอดขายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากลูกค้า
ส่วนใหญ่อยากได้การตกแต่งเท่ๆ แต่ไม่อยากได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ดังนั้น จึงเปิดตัว Triton Plus
ตามมาพร้อมดึงนักแสดงสายบู๊อย่าง จา พนม ยีรัมย์ เป็นพรีเซนเตอร์อยู่ระยะหนึ่ง

การตกแต่งจากรุ่นเดิมมีการเพิ่มไฟตัดหมอกหน้าและกันชนหลัง (เสียที) รวมทั้งติดตั้งเครื่องเล่น DVD
พร้อมวิทยุใหม่รองรับการเชื่อมต่อ AUX และกุญแจรีโมท ซึ่งออปชั่นคร่าวๆ มีเพียงเท่านี้

ปี 2008 ปรับอุปกรณ์ในรุ่นย่อยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มเครื่องยนต์ 116 แรงม้าในรุ่นกระบะตอนเดียว
เปลี่ยนชุดเครื่องเสียงเป็นวิทยุ/ซีดี 1 แผ่น เพิ่มไฟตัดหมอกหน้า พวงมาลัยตกแต่งสีเงิน (แต่ไม่หุ้มหนัง)
เพิ่มรุ่น ABS/Airbag ในรุ่นตัวเตี้ย เพิ่มกุญแจรีโมทในรุ่นยกสูง ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
เพิ่มแอร์อัตโนมัติมาให้

หลังจากนั้นก็มีการปรับโฉม แต่ทว่า ไม่ได้ปรับพร้อมกันทุกรุ่น คราวนี้ให้สิทธิ์เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อตัวเตี้ย
และรุ่น Mega Cab Plus ก่อน โดยปรับที่ไฟเลี้ยวทั้งบนไฟหน้าและด้านข้างเป็นแบบใส กระจังหน้าเปลี่ยนเส้น
เป็นแนวนอนเสริมด้วยโครเมียม 2 ชั้น กันชนหน้าทรงใหม่พร้อมกรอบไฟตัดหมอกหน้าเพิ่มขอบกระบะท้าย
ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ย้ายโลโก้จากด้านบนมาไว้ที่ด้านล่าง ส่วนภายในเปลี่ยนมาตรวัดเป็นพื้นสีดำ คอนโซลกลาง
ออกแบบใหม่ให้ดูดีขึ้น เพิ่มกุญแจรีโมทในรุ่นตัวเตี้ย และมาพร้อมกับขุมพลังใหม่

  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 128 แรงม้า แรงบิด 194 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
    และเป็นกระบะรุ่นแรกที่มีเวอร์ชั่นติดตั้งด้วยก๊าซ CNG เป็นรายแรกในตลาด

ตามมาด้วยรุ่น Double Cab ยกสูงที่เปลี่ยนกระจังหน้าเป็นแบบลายรังผึ้ง กรอบไฟตัดหมอกหน้าสีเดียวกับตัวรถ
ลายล้ออัลลอยที่สวยขึ้น ภายในเปลี่ยนหน้าตาปุ่มแอร์อัตโนมัติเป็นสีดำ พร้อมกับ RV Meter เวอร์ชั่นใหม่
เปลี่ยนจากจอสีน้ำเงินเป็นสีดำ เปลี่ยนปุ่มวิทยุใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น

ในปี 2554 ได้เพิ่มเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร พร้อมนำเทอร์โบแปรผัน VG Turbo นำมาติดตั้งอีกครั้ง
เพิ่มพละกำลังเป็น 178 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 350 – 400 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
และอัตโนมัติที่เปลี่ยนจาก 4 จังหวะเป็น 5 จังหวะพร้อมโหมดบวกลบ ส่วนเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร
ย้ายมาติดตั้งในรุ่นตอนเดียว จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น ขายในจำนวนไม่มากนัก

ส่วนตัวรถได้เพิ่มขนาดกระบะให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนจอชุดเครื่องเสียงใหญ่ขึ้น รวมทั้งนำนักร้อง
และนักวิ่งชื่อดังอย่าง ตูน บอดี้สแลมป์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ตลอดจนหมดอายุตลาด

ปี 2555 มีการเพิ่มออปชั่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง 1DIN ในรุ่นธรรมดาให้รองรับ AUX และ USB
กระจกมองข้างเสริมไฟเลี้ยวพร้อมปรับ/พับไฟฟ้าในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ปรับชุดเครื่องเสียงใหม่ให้รองรับ
USB พร้อมเมนูใหม่ พวงมาลัยใหม่เสริมด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
Cruise Control และเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ และปรับอุปกรณ์ส่งท้ายในปี 2556 ที่เปลี่ยนแค่เพิ่มระบบนำทาง
Navigator และรุ่น Double Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อที่เปลี่ยนชุดเครื่องเสียงเช่นเดียวกับรุ่น Plus
(แต่ยกเลิกออปชั่น RV Meter และกระจกหลังเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้าออกไป)

สำหรับรุ่นนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่โค้งมนขึ้น เพิ่มออปชั่นใหม่ๆ
ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นกระจกหลังที่สามารถเปิด/ปิดได้ เบาะคนขับปรับไฟฟ้าและแอร์อัตโนมัติ
รายแรกของประเทศไทย ชุดเครื่องเสียงที่ใช้ DVD เป็นเจ้าแรก สำหรับเครื่องยนต์เป็นรายแรกที่ใช้ขนาด
3.2 ลิตร และเป็นรุ่นแรกในค่ายที่มาพร้อมกับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงจนเป็นรุ่นขายดีประจำค่าย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2014 ก็ได้เวลาเปลี่ยนโฉม แต่ระยะแรกเปิดตัวเฉพาะรุ่น Double Cab และรุ่นตอนเดียว
ส่วน Mega Cab ยังคงทำตลาดเรื่อยๆไปจนถึงมีนาคม 2015 (โดยเหลือเพียง 3 รุ่นย่อยเท่านั้น)


รุ่นที่ 5 (2014 – ปัจจุบัน)

ก่อนที่รุ่นปัจจุบันจะเปิดตัวนั้น ได้มีรูป Spyshot ออกมา ทว่า เสียงตอบรับจากคนภายนอกเบื้องต้น
กลับไปในทางลบ เนื่องจากเส้นสายในรูปไม่ค่อยสวยนัก โดยเฉพาะกระจังหน้า หลังจากนั้นก็ได้เปิดตัว
ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ซึ่งการออกแบบเป็นไปอย่างในรูปดังกล่าวทั้งหมด พร้อมดึงพระเอกรุ่นดัง
ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้อีกด้วย

ด้านหน้าออกแบบให้ดูใหญ่โตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่เปลี่ยนมาใช้โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่ LED
ที่รับกับโคมไฟหน้า กระจังหน้ามาแบบเส้นแนวตั้งในรุ่นพื้นฐานเป็นพลาสติกสีดำที่ดูบึกบึน แต่รุ่นอื่นๆ
เป็นโครเมียมทั้งชิ้นนพร้อมช่องที่ดูเล็กลง (ซึ่งเป็นจุดที่หลายๆคนครหามากที่สุด) กันชนหน้าที่รวบ
ไฟตัดหมอกกับช่องดักลมไว้ในที่เดียวกัน

ด้านข้างเกลาเส้นสายจากรุ่นเดิมให้เฉียบแหลมขึ้น กระจกหน้าต่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โป่งล้อที่เปลี่ยนจากสีเทา
มาเป็นสีเดียวกับตัวรถเกลาเส้นระหว่างกระบะให้ดูเรียบเนียนขึ้น ส่วนด้านท้ายออกแบบไฟท้ายให้มีการลากหาว
ให้ยาวขึ้น ฝากระบะท้ายเพิ่มเส้นสายให้เฉียบคมขึ้น ไฟเบรกเปลี่ยนเป็นแบบ LED ที่แยกตัวกับมือเปิดกระบะ
โดยสิ้นเชิง (ซึ่งตัวมือจับเปลี่ยนมาใช้วัสดุโครเมียมแทนสีตัวรถ) และกันชนหลังสีเงินที่ออกแบบให้ทันสมัยขึ้น

ขนาดตัวถัง

  • ความยาว
    • Single Cab – 5,705 มิลลิเมตร
    • Mega Cab – 5,190 – 5,270 มิลลิเมตร (ต่างกันที่กันชนหลัง)
    • Double Cab – 5,200 – 5,280 มิลลิเมตร (ต่างกันที่กันชนหลัง)
  • ความกว้าง
    • ตัวเตี้ย – 1,785 มิลลิเมตร
    • Plus/ขับเคลื่อน 4 ล้อ – 1,815 มิลลิเมตร
  • ความสูง
    • Single Cab – 1,655 มิลลิเมตร
    • Mega Cab ตัวเตี้ย – 1,645 มิลลิเมตร
    • Double Cab ตัวเตี้ย – 1,645 มิลลิเมตร
    • Plus/ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทุกตัวถัง – 1,780 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 3,000 มิลลิเมตร ทุกรุ่น

ภายในมีความเรียบง่ายกว่ารุ่นเดิมชัดเจน โทนสีที่ใช้เป็นสีดำ/เทาที่เข้มขึ้น ตกแต่งแผงคอนโซลด้วยสีดำเงา
และสีเงิน Piano Black ชุดเครื่องเสียงเปลี่ยนมาเป็นแบบ 2 DIN แบบจอสัมผัส รองรับการเล่น DVD
USB และระบบนำทาง Navigator ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติที่หันมาใช้แบบปุ่มกดพร้อมจอดิจิตอล
และสามารถปรับอุณหภูมิแยกฝั่งได้ มาตรวัดเป็นแบบวงกลม 2 วงพร้อมจอแสดงผล MID เช่นเดียวกับรถยนต์
ในยุคปัจจุบัน พวงมาลัย 3 ก้านที่มีรูปทรงที่คุ้นเคยจาก Mirage/Attrage พร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง
และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control เบาะนั่งที่ยังคงหุ้มหนัง และปรับไฟฟ้าได้เช่นเดียวกับรุ่นเดิม

ระบบความปลอดภัยได้ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัวมาให้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นครั้งแรกในค่าย รวมถึง
ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้คู่หน้าทุกรุ่นย่อย (แต่หลังจากนั้นรุ่นท็อปสุดมีรุ่นถุงลมนิรภัย 7 ลูกให้เลือก)

สมรรถนะมีการเปลี่ยนแปลงกังนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร DI-D คอมมอนเรล 128 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อเท่านั้น
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร MIVEC Clean Diesel 181 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและอัตโนมัติ 5 จังหวะ จับคู่กับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหรือ 4 ล้อ
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 128 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
    มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อเท่านั้น

ในตอนแรกทำตลาดเฉพาะรุ่นกระบะตอนเดียวและรุ่นสี่ประตูมาก่อน หลังจากนั้นรุ่น Mega Cab ตามมา
ซึ่งตัวแค็ปสามารถเปิดได้เหมือนกับชาวบ้านช้าวช่อง (เสียที) พร้อมพ่วงชื่อต่อท้ายว่า Super Frame

หลังจากนั้นมีการปรับอุปกรณ์ประจำปีตามสไตล์ของค่ายนี้

เดือนกุมภาพันธ์ 2016 มีการเพิ่มรุ่นฐานล้อสั้น ชุดเครื่องเสียงที่ถอดระบบนำทางออก (แต่สามารถซื้อ
SD Card เพิ่มได้) เปลี่ยนพวงมาลัยให้เป็นแบบเดียวกับ Pajero Sport พร้อมทั้งเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน
4 ล้อเป็นแบบ Super Select 4WD II พร้อมรองรับ Diff Lock ตัดรุ่นเครื่องยนต์เบนซินให้เหลือแค่
รุ่นตอนเดียวพร้อมทั้งลดราคาในหลายๆรุ่น

ต่อมา เดือนตุลาคม 2016 มีการปรับแค่รมดำบริเวณไฟหน้า กระจังหน้า และล้ออัลลอย เปลี่ยนบันไดข้างใหม่
ปรับกราฟิกบนมาตรวัดใหม่ ปรับทรงกุญแจรีโมทในรุ่นตัวเตี้ย เพิ่มระบบล็อกประตูอัตโนมัติ และเบาะหลัง
ที่เพิ่มพนักพิงศรีษะ 3 ตำแหน่งพร้อมจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX

เดือนพฤศจิกายน 2017 เป็นช่วงที่ตลาดกระบะแต่งลุยเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น Mitsubishi จึงเอากับเขาด้วย
โดยใช้ชื่อว่า Athlete เป็นการนำรุ่นธรรมดามาเสริมสติ๊กเกอร์สีส้มตามจุดต่างๆ อาทิ กันชนหน้า ชายล่างด้านข้าง
ขอบกระบะ และกันชนหลัง พร้อมด้วยเสกิร์ตด้านหน้า และเปลี่ยนกระจกมองข้าง โป่งล้อ มือจับประตูเป็นสีดำทั้งหมด

ส่วนภายในเสริมด้วยสีส้มบริเวณเบาะนั่งและแผงประตู พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังตะเข็บสีส้ม ชุดเครื่องเสียง
รองรับ Apple Carplay ในระยะแรกๆมีเฉพาะรุ่น Double Cab เท่านั้น ต่อมาก็มีการเพิ่มรุ่น Mega Cab
แต่ไม่มีเบาะหนัง และโรลบาร์มาให้

40 ปีที่ผ่านมา Mitsubishi มีวิวัฒนาการกระบะค่ายตัวเองกันมากขึ้น จากรถกระบะตอนเดียวที่ใช้สำหรับ
บรรทุกของ มาเป็นรถกระบะที่มีทางเลือกหลากหลายสำหรับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆที่อยากได้กระบะสำหรับ
ใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือใช้สำหรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตัวรถถูกพัฒนาทั้งการออกแบบที่ทันสมัยขึ้น
ความสะดวกสบายมีเยอะขึ้น (จนเทียบเท่ากับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในยุคปัจจุบัน) สมรรถนะที่แรงขึ้น
และความปลอดภัยที่มากขึ้นเพื่อรองรับมาตรฐานที่เข้มงวดในปัจจุบัน

หลังจากนี้เรามาจับตาดูกันว่า จะมีพัฒนาการอะไรจากรุ่นเดิมบ้าง โปรดติดตามกันต่อไป

ที่มารูปภาพ : article.autoua.net,route0030.blog.fc2.com,autoc-one.jp,kuaibao.qq.com
Redbook,โบรชัวร์จาก Machingweb,Mitsubishi Official

Comments
Loading...