ตั้งแต่ Mercedes-Benz เปิดตัวซีรีย์ EQ เพื่อทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆในปี
2016 ก็มีรถให้เลือกมากมายตามกระแสรถยนต์ EV ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้ง
EQC (GLC แบบไฟฟ้า),EQV (รถตู้ V-Class เวอร์ชั่นไฟฟ้า),EQA (รถเล็ก A-Class เวอร์ชั่นไฟฟ้า)
และล่าสุด ก็ได้เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นท็อปสุดอย่าง EQS ที่สร้างบนพื้นฐาน S-Class พร้อมเทคโนโลยี
ที่มีมากกว่า EQ รุ่นอื่นๆ โดยเปิดตัวเมื่อ 15 เมษายน 2021 ที่ผ่านมา

งานออกแบบภายนอกเริ่มด้วยไฟหน้า LED แบบ Digital Light สามารถควบคุมการกระจายแสงได้
หลายสถานการณ์ ทำงานร่วมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่หลายอย่าง ซึ่งยาวต่อเนื่องกับแผงสีดำเงา
เสริมด้วยจุดสีน้ำเงินที่เรียงเป็นบานเกล็ด พร้อมแถบโครเมียมด้านบน กันชนหน้ามาพร้อมช่องดักลม
สีดำเงา และช่องไฟตัดหมอกหน้าที่คาดด้วยสีดำ

ด้านข้างมาพร้อมแนวกระจกที่ยาวต่อเนื่องเป็นทรงโค้ง พร้อมคิ้วกระจกหน้าต่างแบบโครเมียมส่วนครึ่งบน
กระจกมองข้างติดกับประตูพร้อมไฟเลี้ยวที่ดูล้ำสมัย มือจับประตูมาในลักษณะเดียวกับ S-Class นั่นคือ
เป็นแบบซ่อนรูป และยืดออกมาเมื่อเข้าใกล้รถ และเปิดอัตโนมัติ เส้นสายตัวรถมาเป็นแบบเส้นเรียบ
อีกทั้งสีทูโทนของรุ่นนี้จะกินพื้นที่ฝากระโปรง ซุ้มล้อหน้า บนหลังคา เสาประตู กระจกมองข้าง รวมถึง
ฝากระโปรงหลังส่วนด้านบนของไฟท้าย (ซึ่งต่างจากรถหลายๆรุ่นที่กินพื้นที่เฉพาะบนหลังคาและเสารถ)

ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายที่ยาวต่อเนื่องกันส่วนที่อยู่นอกฝากระโปรงจะเป็นแบบ LED ที่แบ่งเป็นช่องๆ
และในฝากระโปรงจะเป็นแบบเส้นเดียว ส่วนกันชนหลังจะมีการเว้นช่องตกแต่งเล็กๆไว้ขนาบทั้งสองข้าง
ส่วนที่เป็นสีดำจะเป็นตำแหน่งของแผงทับทิมและช่องของทะเบียนรถ พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว
ล้ออัลลอยที่มีขนาด 19-22 นิ้ว พร้อมหลังคา Panoramic Moonroof ที่ปรับแสงของกระจกได้

นอกจากนี้มีการตกแต่งพิเศษให้เลือก 3 รูปแบบคือ

  • AMG Package : ตกแต่งกันชนหน้าบริเวณช่องดักลมและไฟตัดหมอกสีดำเงาผสมโครเมียมเช่นเดียวกับ
    ชายกันชนหลังเพิ่มเสกิร์ตข้างสีดำเงา และล้ออัลลอยลายเฉพาะ AMG
  • AMG Night Package : ยกชุดแต่งจากรุ่น AMG แต่เปลี่ยนส่วนที่เป็นโครเมียมเป็นแบบรมดำ
  • Electric Art : ตกแต่งกันชนหน้าและหลังด้วยสีเงิน/โครเมียมเช่นเดียวกับเสกิร์ตข้าง
    และล้ออัลลอยมีขนาด 20 นิ้ว

ขนาดตัวถังมีดังนี้

  • ความยาว 5,216 มิลลิเมตร (เวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกายาว 5,265 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,926 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,512 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 5,216 มิลลิเมตร
  • พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระ 610 ลิตรเมื่อไม่พับเบาะ

ภายในมาพร้อมกับแผงคอนโซลหน้าสุดแปลกตา ตกแต่งด้วยลายไม้ เร่ิมจากช่องแอร์ที่มีขนาดเรียวยาว
พร้อมไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light หลายๆจุด เช่น บริเวณคอนโซลด้านบนเหนือช่องแอร์ใต้แผงจอ
ด้านล่าง บริเวณมือจับประตูและแผงปรับเบาะ ข้างๆแผงสวิตซ์กระจกไฟฟ้า ใต้คอนโซลกลาง ไฟส่องพื้น
ช่องเก็บของบริเวณแผงประตู และไฟอ่านแผนที่  สามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 64 สี

นอกจากนี้ ปุ่มต่างๆเปลี่ยนเป็นแบบสัมผัสเกือบทั้งหมด เช่น บริเวณไฟอ่านแผนที่ แผงควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง (เช่น ปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ไฟฉุกเฉิน และปุ่มสตาร์ท) และปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย พร้อมช่องแอร์ทรงกลม
ที่ขนาบข้างทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร และโทนสีภายในมีให้เลือก 8 สี เบาะนั่งมาในสไตล์ลายข้าวหลามตัด
สามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำทุกที่นั่ง เบาะคู่หน้ามาพร้อมระบบเป่าลมร้อน/เย็น ส่วนเบาะหลัง
ติดตั้งที่พักแขนพร้อมหน้าจอสัมผัสควบคุมระบบต่างๆภายในรถ

จุดเด่นใหญ่ๆที่ทำให้ทุกคนสะดุดตาคือ จอแสดงผลแบบ OLED ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมา
โดยแบ่งเป็น 3 จอคือ ฝั่งผู้โดยสารมีขนาด 12.3 นิ้ว,จอแสดงผลตรงกลางขาด 17.7 นิ้ว และจอมาตรวัด
ที่มีขนาด 12.3 นิ้วเช่นกัน ส่วนด้านหลังมีจอแสดงผลคู่ขนาด 11.6 นิ้วควบคุมด้วยระบบสัมผัส และยังสามารถ
แก้เพื่อใช้งานไปข้างนอกได้เหมือน Tablet ทั้งนี้  ยังมาพร้อมกับ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุดเช่นเดียวกับ S-Class

ฟังก์ชั่นของระบบ Infotainment ดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

  • ระบบสั่งงานด้วยเสียง โดยพูดคำว่า Hey Mercedes เพื่อเปิดใช้งาน สามารถสั่งได้จากหน้ารถหรือหลังรถ
  • รองรับระบบนำทาง Navigator พร้อม Electric Intelligence คำนวณระยะทางจากไฟฟ้าที่เหลืออยู่
  • รองรับการเล่นเพลงแบบออนไลน์ผ่านแอปต่างๆ อาทิ Spotify, Amazon Music, TuneIn และ TIDAL
  • ระบบแจ้งเตือนวันเกิดและสิ่งที่ต้องทำ
  • รองรับ Mercedes me Account สำหรับการใช้งานฟังก์ชั่นอื่นๆภายในรถ
  • ฟังก์ชั่น Plug & Charge สามารถชาร์จอัตโนมัติเมื่อถึงสถานี
  • ฟังก์ชั่นการอัพเดตระบบต่างๆ ภายในรถแบบ OTA (Over-The-Air)
  • ฟังก์ชั่นตรวจจับตำแหน่งรถและแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกจุดที่ตั้งไว้
  • ชุดเครื่องเสียงของ Burmester สามารถปรับโทนเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารถึง 2 แบบคือ Silver Waves และ Vivid Flux และระบบตัดเสียงรบกวน

รายละเอียดอื่นๆมีทั้งพวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้านตกแต่งด้วยสีเงิน ฝาปิดกล่องคอนโซลหน้าขนาดใหญ่
ที่พักแขนแบบแยกฝั่ง ช่องเก็บของด้านล่างบริเวณคอนโซลกลาง

ฟังก์ชั่นเด่นๆของ EQS มีดังต่อไปนี้

  • ระบบหน่วยความจำที่ล็อกตำแหน่งผ่านการแสกนลายนิ้วมือ
  • เซ็นเซอร์รอบคัน 350 จุดพร้อมระบบ AI สำหรับควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ
  • ENERGIZING COACH ระบบตรวจจับสภาพของผู้ขับขี่เชื่อมต่อผ่าน Smartwatch
  • มาตรวัดเสริมบนกระจก HUD แสดงผลแบบ AR และปรับรูปแบบการแสดงได้ถึง 2 รูปแบบ
  • ระบบควบคุมระบบปรับอากาศภายในรถ ENERGIZING AIR CONTROL พร้อมระบบกรองอากาศ
    HEPA ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 และไวรัสบางชนิด
  • ระบบสร้างเสียงขณะการขับขี่ ENERGIZING NATURE มีให้เลือก 3 แบบคือ Forest Glade (เสียงป่า)
    Sounds of the Sea (เสียงทะเล) และ Summer Rain เสียงฝน g
  • Power Nap ระบบจะปรับเบาะเมื่อคนขับต้องการหลับในรถระยะสั้นๆ
  • กระจกรถกันเสียงแบบพิเศษ

ขุมพลังมีให้เลือกดังนี้

  • มีกำลัง 245 กิโลวัตต์ (333 แรงม้า) แรงบิด 568 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อหลังในรุ่น EQS 450+
  • มีกำลัง 385 กิโลวัตต์ (523 แรงม้า) แรงบิด 855 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ในรุ่น EQS 580

ทั้งคู่มาพร้อมแบตเตอรี่ 2 ก้อนมีกำลัง 107.8 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 200kW
ทำความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุดถึง 770 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP เสริมด้วย
โหมดการขับขี่ Sport/Eco และ Individual

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ 4-Link ด้านหลังเป็นแบบ Multilink พร้อมระบบถุงลมแบบแปรผัน AIRMATIC
สามารถลดควมสูงลงเมื่อความเร็วอยู่ที่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเลี้ยวสี่ล้อ
ล้อหลังเลี้ยวได้ตั้งแต่ 4.5 องศาถึง 10 องศา (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)

 

ความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยการขับขี่มากันแบบจัดหนัก โดยมีระบบดังต่อไปนี้

  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ Drive Pilot
  • ระบบรักษาระยะห่างและความเร็วอัตโนมัติ DISTRONIC
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Safe
  • ระบบเบรกอัตโนมัติสามรถเตือนเมื่อข้ามแยกได้ Active Brake Assist with cross-traffic function
  • ระบบช่วยตามรถคันข้างหน้าแม้ไม่มีเส้นถนน Active Steering Assist
  • ระบบเตือนและช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Active Lane Keeping Assist
  • ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ Active Lane Change Assist
  • ระบบช่วยเบี่ยงเลนอัตโนมัติ Evasive Steering Assist
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Traffic Sign Assist
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างรถขณะขับขี่และออกจากรถ Active Blind Spot Assist and exit warning function
  • ระบบเตือนมุมอับขณะเดินหน้า/ถอยหลัง
  • ระบบตรวจจับอาการคนขับผ่านกล้องหน้าผู้ขับขี่ Attention Assist
  • ระบบสัญญาณเสียงขณะขับขี่บนความเร็วต่ำ Acoustic Vehicle Alert System
  • ถุงลมนิรภัย 14 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 + ด้านข้าง 4 + คู่หลัง 2 + ม่านนิรภัย 2 + หัวเข่า 1
    ระหว่างเบาะคู่หน้า 1 + ในเข็มขัดนิรภัย 2)
  • ไฟส่องสว่างภายในกระพริบสามารถกระพริบเตือนได้ Active Ambient Lighting
  • ระบบช่วยหยุดรถฉุกเฉินอัตโนมัติ Active Emergency Stop Assist
  • ระบบถอยจอดอัตโนมัติแบบไร้คนขับ Intelligent Parking Pilot
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist
  • ระบบควบคุมการจอดระยะไกล Remote Parking Assist
  • ระบบจดจำวิธีการจอด Memory Parking Assist
  • ระบบช่วยออกจากช่องจอด Drive Away Assist
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง

Mercedes-Benz EQC เริ่มทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 โดยจะทยอยทำตลาดในยุโรป
สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และตลาดอื่นๆตามมา ส่วนประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายช่วงไหน
โปรดติตตามได้เร็วๆนี้