[Interest]All New Toyota Corolla Sedan/Altis : 4 จุดเด่นของซีดานที่ทุกๆคนรอคอย

89

แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมา Toyota ได้เปิดตัว Corolla เวอร์ชั่นซีดาน (ซึ่งในประเทศไทยและอาเซียน
จะใช้ชื่อว่า Altis) อย่างเป็นทางการทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และทวีปยุโรป หลายๆคน
อยากจะรู้ว่ารถรุ่นดังกล่าวมีอะไรน่าสนใจบ้าง วันนี้เราพามาแนะนำ 4 การเปลี่ยนแปลงหลักๆของรุ่นนี้
มาให้รู้จักกันครับ

1.หน้าตาภายนอกมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่นเช่นเคย

แน่นอนว่าเมื่อ Camry จะกลับมาทำเป็นเวอร์ชั่นเดียวสำหรับทำตลาดทั่วโลกแล้วแต่สำหรับ Corolla
ยังคงทำเป็น 2 เวอร์ชั่นด้วยเหมือนกัน ทั้งสองรุ่นมีการออกแบบร่วมกันแค่ด้านข้าง โดยแนวกระจก
ที่ลากไปจนถึงเสา C พร้อมตกแต่งด้วยสีดำ รวมถึงชายล่างที่มาการตกแต่งลวดลายให้ดูฉวัดเฉวียนขึ้น
นอกนั้นจะมีความแตกต่างกันดังนี้

  • Sporty (สำหรับจำหน่ายในประเทศจีน (จำหน่ายในชื่อ Levin) ญี่ปุ่น และบางประเทศ)
    เป็นการนำเวอร์ชั่น Hatchback มาต่อยอด โดยปรับที่กันชนหน้าให้มีเส้นสายที่เหลี่ยมสันขึ้น
    ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED แบบเส้นยังคง
    ใช้โคมเดิม ส่วนด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้าย LED บริเวณไฟเบรกและไฟท้าย) ตกแต่งกันชนหลัง
    ให้ดูตื่นตาขึ้นจากการเสริมแถบสีดำ ลายล้อเวอร์ชั่นอเมริกามีให้เลือกทั้งล้ออัลลอยและฝาครอบล้อ
    16 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)

สำหรับเวอร์ชั่นอเมริกา ในรุ่นแต่งสปอร์ต XSE และ SE มีการปรับรายละเอียดบริเวณกันชนหน้า
ที่มีช่องดักลมลายตาข่ายขนาดใหญ่ต่อเนื่องกับไฟตัดหมอกหน้า LED กระจังหน้าย้ายโลโก้สามห่วง
จากบริเวณกระจังหน้ามาไว้ด้านใน ส่วนกันชนหลังมีแผงทับทิมแนวตั้งขนาบข้างกับช่องตกแต่ง
ลายตาข่ายและท่อไอเสียคู่ และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่น LE กับ XLE คาดว่าจะเหมือนกับ
เวอร์ชั่น Sporty ทุกประการ

  • Prestige (จำหน่ายในประเทศจีน ยุโรป และบางประเทศ)
    ปรับการออกแบบใหม่ยกชุด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่มีลักษณะคล้ายๆกับโฉมปัจจุบัน (รุ่นปี 2016)
    กระจังหน้าเสริมด้วยเส้นโครเมียมเล็กๆ พร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยเส้นแนวนอน พร้อมกับ
    ไฟตัดหมอกหน้าและตัวกรอบที่ยาวขึ้น ที่มีภาพรวมคล้ายกับ Camry โฉมใหม่ กับ Corolla Altis รุ่นปัจจุบัน
    มาผสมกันให้เรียบหรูขึ้น ส่วนด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายแบบ LED เสริมด้วยคิ้วโครเมียม พร้อมขยาย
    ช่องป้ายทะเบียนให้ใหญ่ขึ้น ส่วนกันชนหลังเปลี่ยนทรงแผงทับทิมเป็นแนวนอนและปรับเส้นสายให้
    เรียบง่ายขึ้น

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,640 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,780 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 5 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,435 มิลลิเมตร (เตี้ยลงกว่าเดิม 45 มิลลิเมตร)
  • ฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตรเท่าเดิม

ส่วนสีตัวรถในเวอร์ชั่นอเมริกามาพร้อมกับสีรถดังต่อไปนี้

  • สีเทา Celestite Grey Metallic
  • สีขาวมุก Blizzard Pearl
  • สีขาว Super White
  • สีเงิน Classic Silver Metallic
  • สีดำ Black Sand Pearl
  • สีแดง Barcelona Red
  • สีน้ำเงิน Blue Crush Metallic

2.ภายในใช้แผงคอนโซลเดียวชุดเดียวกันทั้งตระกูล

แน่นอนว่าภายในมีหน้าตาเหมือนกับเวอร์ชั่น Hatchback และ Sport Wagon ออกแบบภายใต้แนวคิด
Sensuous Minimalism ตัวแผงคอนโซลมีการเสริมลายตะเข็บเยอะขึ้นกว่าเดิมรวมทั้งแถบสีเงินตามจุดต่างๆ
และสีดำเงา ส่วนสีภายในท่อนบนเป็นสีดำ ส่วนท่อนล่างเลือกได้ทั้งสีดำล้วน,สีดำแซมน้ำเงิน สีเทา หรือสีเบจ
(แล้วแต่รุ่น)

ชุดเครื่องเสียงจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามฟังก์ชั่นที่รองรับ สำหรับเวอร์ชั่นอเมริกาทุกรุ่นมาพร้อมกับ
หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วในรุ่น L (ตัวเริ่มต้น) ส่วนรุ่นอื่นๆขยายหน้าจอเป็น 8 นิ้วรองรับ Entune 3.0
ซึ่งรองรับฟังก์ชั่นต่างๆดังนี้

  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay
  • Amazon Alexa
  • Entune 3.0
    • ระบบเรียกรถฉุกเฉิน Safety Connect
    • ระบบเช็คสภาพรถและการซ่อมบำรุง Service Connect
    • ระบบควบคุมการล็อกรถผ่านแอป Remote Connect
    • ระบบช่วยเหลือการใช้งานระบบนำทาง Destination Assist Connect
    • ระบบตรวจสอบที่ตั้งแบบ Real time Dynamic Navigation
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wifi
  • ระบบสั่งงานด้วยเสียง Siri Eyes Free
  • รองรับการเชื่อมต่อ AUX USB (รุ่น LE และ SE มีให้ 2 ตำแหน่ง) และ Bluetooth
  • รองรับวิทยุ AM/FM
  • รองรับการเล่น MP3/WMA
  • รองรับ HD Radio (ในรุ่น XSE,XLE และมีให้เลือกใน SE CVT)
  • รายงานสภาพการจราจรและอากาศ SiriusXM (ในรุ่น XSE,XLE และมีให้เลือกใน SE CVT)
  • ลำโพง JBL 800 วัตต์ (มีให้เลือกในรุ่น SE CVT)

ส่วนเวอร์ชั่นยุโรปมาพร้อมกับ Toyota Touch 2 รวมถึง T-Connect ในหลายๆประเทศ
(สำหรับประเทศไทยแน่นอนว่ามาพร้อมกับ T-Connect Telematics)

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติที่มีทั้งปรับอุณหภูมิแบบฝั่งเดียว หรือแบบแยกฝั่ง โดยระบบปรับอากาศกับ
ชุดเครื่องเสียงจะรวมเป็นชุดเดียวกัน แผงคอนโซลกลางตกแต่งด้วยลายตะเข็บ พร้อมช่องเก็บของจุกจิกด้านหน้า
แผงควบคุมเกียร์เปลี่ยนจากรางหยักมาเป็นรางตรง พร้อมปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่ปรับได้หลากหลาย

ออปชั่นอื่นๆมาพร้อมกับระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Qi,ที่วางแก้วที่สามารถปรับขนาดให้รองรับแก้วหลายๆขนาดได้
ไฟส่องสว่างบริเวณที่วางแก้ว แผงประตูหน้า และที่ถาดวางของด้านหน้า และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

มาตรวัดในรุ่นสูงสุดเป็นแบบจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วสำหรับวัดความเร็ว แสดงผลข้อมูลต่างๆ และบรรดาไฟเตือน
ทั้งหลาย (ส่วนมาตรวัดรอบ ปริมาณน้ำมันและความร้อนยังเป็นแบบเข็มเช่นเดิม) ส่วนรุ่นรองลงมา มาตรวัดความเร็ว
ยังคงเป็นแบบเข็ม พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID ที่ลดเหลือ 4.2 นิ้วพร้อมกราฟิกที่ปรับให้สวยงามขึ้น รวมทั้ง
พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ระบบความปลอดภัยและจอแสดงผล MID ที่แอบคล้ายกับ
Camry รุ่นล่าสุด เสริมด้วยจอแสดงผลการขับขี่แบบ MID

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบใหม่ที่ปรับทรงใหม่ให้นั่งสบายขึ้น โดยรุ่น XLE กับ LE มาพร้อมกับเบาะนั่งทรงธรรมดา
ส่วนรุ่น XSE และ SE ตัวเบาะจะมาในสไตล์ Bucket Seat ที่ดูสปอร์ตและโอบกระชับกว่าเดิม วัสดุหุ้มเบาะ
มีให้เลือกทั้งเบาะผ้า และเบาะหนัง SofTex ส่วนเบาะหลังออกแบบให้นั่งสบายขึ้นมาพร้อมกับที่พักแขน
และคาดว่า เบาะหลังยังคงพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่เหมือนกับรุ่นที่ผ่านมา

(ภาพจาก Corolla Sport เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)

3.งานวิศวกรรมใหม่พร้อมเครื่องยนต์ที่หลากหลาย

สำหรับ Corolla มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FAE พร้อมวาล์วแปรผัน Dual VVT-i และ Valvematic
    (ซึ่งแรงม้ากับแรงบิดยังไม่ประกาศในขณะนี้ แต่รุ่นปัจจุบันมีความแรงอยู่ที่ 140 แรงม้าที่
    6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 126 ลูกบาศ์ก-ฟุต (171 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบต่อนาที
    จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ (สำหรับทำตลาดในอเมริกา)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Dynamic Force รหัส M20A-FKS มาพร้อมกับตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กและ
    เบากว่าเดิม พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง D4-S และวาล์วแปรผันแบบไฟฟ้า VVT-iE กับ VVT-i
    ให้กำลังสูงสุด 169 แรงม้าที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 151 ลูกบาศ์ก-ฟุต (205 นิวตัน-เมตร)
    ที่ 4,800 รอบต่อนาที (สำหรับทำตลาดในอเมริกา)
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร 122 แรงม้า ส่วนแรงบิด แบตเตอรี่และพละกำลังรวมยังไม่ทราบในขณะนี้
    อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 4.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (23.26 กิโลเมตร/ลิตร) ปล่อยไปเสียอยู่ที่ 98 กรัม/กิโลเมตร
    (สำหรับทำตลาดในยุโรปและจีน)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 132 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 6.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (16.39 กิโลเมตร/ลิตร) ปล่อยไปเสียอยู่ที่139 กรัม/กิโลเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ CVT
    (สำหรับทำตลาดในยุโรป)

(อัตราสิ้นเปลืองและการปล่อยไอเสียอ้างอิงจากมาตรฐาน WLTP)

ระบบส่งกำลังมาพร้อมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบ iMT (Intelligent Manual Transmission)
มาพร้อมกับสวิตซ์ควบคุม โดยระบบจะการกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่
(สำหรับประเทศไทยระบบนี้คุ้นเคยกันดีใน Hilux Revo 2.8 ลิตร)

และเกียร์อัตโนมัติแบบ Dynamic-Shift CVT ที่ปรับปรุงการออกตัวให้ดีขึ้น โดยปรับปรุงการออกตัวให้ดีขึ้น
จากการเพิ่มเกียร์ 1 สำหรับออกตัวให้เหมือนกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป หลังจากนั้นจะทำงานในสไตล์เกียร์ CVT
พร้อมล็อกอัตราทดถึง 10 จังหวะสำหรับเล่นเกียร์ใน Sport Mode เพื่อความสนุกในการขับขี่

สำหรับงานวิศวกรรมใหม่แน่นอนว่ามาพร้อมกับพื้นฐานโครงสร้าง TNGA (Toyota New Global Architecture)
เช่นเดียวกับ Prius รุ่นที่ 4 และ C-HR ที่มีการปรับจูนให้ขับสนุกยิ่งขึ้น รวมถึงเก็บเสียงจากภายในรถให้เงียบกว่าเดิม
จุดศูนย์ถ่วงต่ำ,รองรับการบิดตัวได้ดี พร้อมทั้งตัวถังทำจากเหล็กคุณภาพสูงที่บิดตัวได้ดีกว่ารุ่นเดิมถึง 60%

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson strut ด้านหลังเปลี่ยนช่วงล่างจากแบบคานบิด Torsion Beam
เป็นแบบ Multi-Link รวมถึงปรับจูนพวงมาลัยให้ขับสนุกกว่าเดิม พร้อมระบบกันสะเทือนที่ทำให้ตัวรถ
ที่นุ่มนวลและหนักแน่นเป็นอย่างดี


(ภาพจาก Corolla iM เวอร์ชั่นอเมริกา)

4.ความปลอดภัยมาแบบเต็มพิกัดพร้อม Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นใหม่

แน่นอนว่ารถปี 2018 นั้นแค่ระบบควบคุมการทรงตัว VSC,ระบบป้องกันลื่นไถล TRC และระบบช่วยขึ้นเขา HSA
และถุงลมนิรภัย 6-7 ตำแหน่งถือว่าเป็นออปชั่นพื้นฐานไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ Corolla จะมาพร้อมกับ
Toyota Safety Sense 2.0 ที่มีการอัพเกรดระบบต่างๆดังนี้

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System (PCS)
  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถ Dynamic Radar Cruise Control (DRCC) (มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ)
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert (LDA)
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในตรงกลางเลนอัตโนมัติแม้เส้นถนนไม่ชัดเจน Lane Tracing Assist (LTA)
    (มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ)
  • ไฟสูงเปิด/ปิดอัตโนมัติ Auto High Beam (AHB)
  • ระบบอ่านป้ายจราจรอัตโนมัติ Road Sign Assist (RSA)

สำหรับตลาดอเมริกาเหนือจะติดตั้งมาให้ทุกรุ่นย่อย ส่วนตลาดบางประเทศอาจจะติดตั้งมาให้ในรุ่นสูงๆ
หรือทุกรุ่นย่อย (ขึ้นอยู่กับประเทศที่จำหน่าย) นอกจากนี้ระบบความปลอดภัยเสริมมามีมาให้ดังนี้

  • ไฟหน้าเลี้ยวตามพวงมาลัย Adaptive Front-lighting System (AFS)
  • กล้องมองหลัง (ทุกรุ่นย่อย)
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitor
  • เบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold

กำหนดการวางจำหน่าย

สำหรับ Toyota Corolla เริ่มวางจำหน่ายในอเมริกาในช่วยไตรมาสแรกของปี 2019 เช่นเดียวกับฝั่งยุโรป
ที่จำหน่ายในช่วงเดียวกัน (ซึ่งจะผลิตในโรงงานในประเทศตุรกี) ส่วนประเทศจีนจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลัง
ของปี 2019 ส่วนประเทศญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวภายในปี 2019 มาพร้อมกับตัวถังซีดานและแวกอน
(ในชื่อ Axio และ Fielder) พร้อมปรับตัวรถให้เข้ากับรสนิยมคนญี่ปุ่นมากขึ้น

สำหรับเวอร์ชั่นไทยอาจจะมาในช่วงปี 2019 แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไร เตรียมพบกันได้ใน
Coming Up! เร็วๆนี้


ที่มา : Toyota (USA,Europe,Newsroom)

 

Comments
Loading...