[Interest]All New Honda Accord : 4 จุดเด่นของ D-Segment ตัวเด็ดประจำค่าย

210

หลังจาก Honda ประกาศราคา All New Accord อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้
หลายๆคนก็ให้ความสนใจกันว่า จุดเด่นของ Honda Accord ที่ทำให้น่าจับจองวันนี้มีอะไรบ้าง
ทาง Carsideteam จึงขอนำเสนอ 4 จุดเด่นสำคัญของรุ่นดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางสำหรับ
คุณผู้อ่านกันครับ

1.งานออกแบบที่ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน

แน่นอนว่างานออกแบบโดยรวมมีการเปลี่ยนใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน ที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง
จากแบบหรูหรามาเป็นสปอร์ตตามแนวทางการออกแบบ D-Segment ที่เอาใจลูกค้าชาวอเมริกัน
เป็นหลัก (เช่นเดียวกับ Teana และ Camry ที่สลัดความหรูหราไปก่อนหน้านี้แล้ว)

เริ่มจากงานออกแบบภายนอก ด้านหน้ามาพร้อมกับไฟหน้า LED ทรงเกล็ดปลาที่ปรับปรุงงานออกแบบ
ให้ทันสมัยขึ้น กระจังหน้าโครเมียมที่มีแถบด้านบนที่หนาขึ้น รวมทั้งมีเส้นโครเมียมที่กินพื้นที่บริเวณไฟหน้า
พร้อมกระจังหน้าและแผงดักลมสีดำยกชุด ส่วนกันชนหน้า มีการเสริมไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED พร้อม
แถบโครเมียมมาให้ (เฉพาะรุ่น Hybrid เท่านั้น)

ด้านข้างมีการปรับแนวทางการออกแบบใหม่ เริ่มจากแนวกระจกที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 6 หน้าต่าง
เสริมด้วยคิ้วโครเมียมบริเวณแนวบน ส่วนเส้นสายด้านข้างมีการปรับให้มีความพริ้วไหวกว่าเดิม
รวมถึงเสริมคิ้วโครเมียมบริเวณชายประตู ส่วนล้ออัลลอยมีให้เลือก 2 แบบคือ

รุ่น 1.5 Turbo มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลาย 5 ก้านคู่พร้อมยางขนาด 225/50 R17
รุ่น 2.0 Hybrid มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลาย 5 ก้านพร้อมยางขนาด 235/45 R18

ด้านหลังปรับงานออกแบบใหม่ให้ดูแปลกตาขึ้น เริ่มจากไฟท้ายที่มาในสไตล์ตัว C พร้อมหลอด LED
เฉพาะไฟท้ายหลักเท่านั้น ส่วนไฟเบรก ไฟเลี้ยว และไฟถอยมายังคงเป็นหลอดไส้ ฝากระโปรงหลัง
มีการทำเส้นระหว่างโลโก้ตัว H เพื่อให้ดูมีมิติขึ้น กันชนหลังมีการเสริมรายละเอียดให้หรูหราขึ้น
อาทิ ไฟทับทิมที่ลากเส้นคิ้วโครเมียมยาวถึงฐานล้อ พร้อมชายล่างที่มาการขึ้นลายเพื่อความสวยงาม
ส่วนบนหลังคามีการเสริมด้วยมูนรูฟไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Tech) และเสาอากาศที่เปลี่ยนเป็นแบบครีบปลา

ขนาดตัวถังของ Honda Accord มีดังต่อไปนี้

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,894 มิลลิเมตร (สั้นลงกว่าเดิม 36 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร (กว้างขึ้นกว่าเดิม 12 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,450 มิลลิเมตร (เตี้ยลงกว่าเดิม 15 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,830 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 55 มิลลิเมตร)

สำหรับสีตัวรถมีให้เลือก 4 สี

  • ขาวมุก Platinum White Pearl
  • ดำ Crystal Black Pearl
  • เงิน Lunar Silver Metallic
  • เทา Modern Steel Metallic

การออกแบบภายในลดความซับซ้อนจากเดิมชัดเจน ตกแต่งภายในด้วยลายไม้และโทนสีดำเป็นหลัก
ชุดเครื่องเสียงที่ยุบรวมกันเป็นจอเดียวพร้อมเปลี่ยนปุ่มใหม่เป็นแบบกด (จากเดิมเป็นแบบสัมผัส)
เปลี่ยนเมนูใหม่ให้มีสีสันขึ้นกว่าเดิม (จากเดิมมีเฉพาะสีน้ำเงินเป็นหลัก) สำหรับฟังก์ชั่นต่างๆ
มีมาให้แบบครบครันทั้ง

  • รองรับระบบนำทาง Navigator
  • รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplay
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri
  • รองรับการเชื่อมต่อ Honda Connect

ส่วนระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมกับแบบแยกฝั่งพร้อมจอแสดงผลดิจิตอลเฉพาะอุณหภูมิและแรงลม
ถัดมาเป็นฝาปิดขนาดใหญ่ที่มีช่องสำหรับเสียบ USB ปลั๊กไฟ 12 โวลต์และช่องชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

มาตรวัดมาพร้อมกับจอแสดงผลการขับขี่ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้วแต่ทีนี้มาตรวัดรอบและมาตรวัดกำลังเครื่องยนต์
ไฮบริดได้ยุบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของจอแสดงผลการขับขี่ไปด้วยเช่นกัน พร้อมลูกเล่นเล็กน้อยนั่นคือ เวลาสตาร์ท
เข็มมาตรวัดจะกวาดไปจนสุดแล้วกลับมาอยู่ที่เดิมแบบเดียวกับรถหลายๆรุ่น สำหรับรุ่น Hybrid Tech ยังมี
มาตรวัดเสริมบนกระจกมาให้อีกต่างหาก ทางด้านพวงมาลัยเปลี่ยนทรงใหม่จาก 4 ก้านเป็นแบบ 3 ก้าน
พร้อมปุ่มต่างๆที่เรียงเป็นระเบียบขึ้น และกุญแจอัจฉริยะที่เพิ่มฟังก์ชั่น Walk Away Lock Control
(ล็อกรถอัตโนมัติเมื่อเดินจากรถ) และระบบสตาร์ทรถด้วยรีโมท

ทางด้านเบาะนั่งให้มาเป็นหนังแท้ผสมหนังสังเคราะห์ที่มีให้เลือก 3 สีคือ ดำ (ทุกรุ่น),เบจ (รุ่น Hybrid และ Turbo)
และสีน้ำตาล (ในรุ่น Hybrid Tech) สำหรับเบาะคู่หน้ามาพร้อมกับไฟฟ้า (คนขับปรับได้ 8 ทิศทางและผู้โดยสาร
คู่หน้าปรับได้ 4 ทิศทาง) พร้อมเบาะคนขับเลื่อนอัตโนมัติเมื่อดับเครื่อง และปุ่มปรับเบาะผู้โดยสารหน้าด้านข้าง
(ในรุ่น Hybrid และ Hybrid Tech) ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้ทั้งแผงเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ เสริมด้วยที่พักแขน
พร้อมที่วางแก้วและช่องสำหรับเปิดทะลุ


2.ขุมพลังใหม่ทั้งแบบเทอร์โบและไฮบริด

Honda Accord มีขุมพลังใหม่ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที
    แรงบิด 243 นิวตัน-เมตรที่ 1,500 – 5,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม
    Sport Mode รองรับน้ำมัน E85 แทนที่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 และ 2.4 ลิตรเดิม
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.0 ลิตร เวอร์ชั่นใหม่ i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบไฮบริดแบบ
    i-MMD (Intelligent Multi Mode Drive) เสริมด้วยแบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด
    145 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 175 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้า
    มีกำลัง 184 แรงม้าที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 315 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที
    เมื่อรวมแล้วจะได้กำลังที่ 215 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT
    รองรับน้ำมัน E20

ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นรถยนต์ D-Segment รุ่นเดียว ณ เวลานี้ที่ไม่มีเครื่องยนต์เบนซินแบบสันดาปปกติให้เลือก
และเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบมีให้เลือกเพียงแค่รุ่นย่อยเดียวเท่านั้น

ช่วงล่างมีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท แต่มีการเพิ่ม
เหล็กกันโคลงมาให้ทุกรุ่น ส่วนด้านหลังยังคงเป็นแบบอิสระ มัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง
มาให้เช่นเคย ส่วนพวงมาลัยเปลี่ยนจาก แร็ค แอนด์ พีเนียนมาเป็นดูอัลพีเนียนพร้อม
เพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS มาให้เช่นเดียวกับ Honda ยุคใหม่ๆหลายรุ่น


3.ระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มที่สุดในกลุ่ม

แน่นอนว่าระบบความปลอดภัยในกลุ่ม D-Segement นั้นถ้าจะมีแค่ระบบพื้นฐานอย่างเช่น ระบบเบรก ABS
ระบบกระจายแรงเบรก EBD,ระบบเสริมแรงเบรก BA,ระบบควบคุมการทรงตัว VSA,ระบบป้องกันลื่นไถล TCS
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA รวมถึงกล้องมองภาพด้านข้าง Honda Lanewatch และถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง
มันก็กะไรอยู่ เพราะจุดเด่นสำคัญอยู่ที่

ระบบความปลอดภัย Honda Sensing ที่ติดตั้งมาให้ในเวอร์ชั่น Hybrid “ทุกรุ่น” โดยระบบต่างๆมีมาให้ดังต่อไปนี้

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ
    (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation with
    Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

และถ้ายังไม่สะใจ ในรุ่น Hybrid Tech ยังมีระบบเพิ่มเติมมาให้ถึง 3 อย่าง ดังนี้

  • ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)
  • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor)

เรียกได้ว่าจัดออปชั่นความปลอดภัยมาให้เยอะที่สุดในกลุ่ม บางออปชั่นยังมีมาให้เฉพาะ Accord เท่านั้น
อาทิ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ และระบบควบคุมความเร็วขณะแปรผันที่ความเร็วต่ำ

ขณะที่คู่แข่งเจ้าหลักยังไม่มีกล้องมองภาพรอบทิศทาง และระบบควบคุมความเร็วแปรผันที่เริ่มทำงาน
ในความเร็วที่สูงกว่านี้ ส่วนอีกเจ้าหนึ่งมีมาให้แค่ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและระบบเตือนรถออกนอกเลน
มาให้เท่านั้น สรุปคือ Honda Accord รุ่น Hybrid Tech เป็นรถที่ให้ออปชั่นความปลอดภัยเยอะที่สุดในตลาด
(ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2562)


4.ราคารุ่นไฮบริดที่ถูกลงกว่าเดิม

และแล้ว สิ่งที่ทุกคนอยากรู้ที่สุดนั่นคือ ราคาจำหน่ายนั่นเอง โดย Honda Accord มีราคาดังต่อไปนี้

1.5 Turbo EL CVT  1,475,000 บาท
2.0 Hybird       1,639,000 บาท
2.0 Hybird Tech.   1,799,000 บาท

สำหรับราคารุ่น Turbo อาจจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2.0EL และ 2.4EL เดิมตามแนวทางที่วางไว้ว่า
เป็นตัวแทนของรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 และ 2.4 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจรณาราคารุ่น Hybrid พบว่า

Hybrid ราคาถูกกว่ารุ่นเดิม 20,000 บาทและรุ่น Hybrid Tech ถูกกว่ารุ่นเดิม 50,000 บาท

เมื่อเทียบกันแล้วมีสิ่งที่ได้เพิ่มจากรุ่นเดิมหลายอย่างอาทิ ตัวรถที่มีความสดใหม่ อุปกรณ์ภายใน
ที่ให้มาเยอะขึ้น ขุมพลังที่ปรับปรุงสมรรถนะใหม่ (และทำให้อัตราการเสียภาษีจาก 8% เหลือ 4%)
รวมถึงระบบ Honda Sensing ที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เรียกได้ว่า ตัวรถดีขึ้นทุกด้าน
ในราคาที่ถูกลง


และนี่คือ 4 จุดเด่นหลักของ Honda Accord ใครที่สนใจรุ่นนี้สามารถไปชมตัวเป็นๆได้ที่
โชว์รูม Honda ทั่วประเทศ แต่ถ้าใครลังเลว่าจะเอารุ่นไหนนั้น โปรดติดตาม คันต่อคัน
ซึ่งจะมาช่วงไหน โปรดติดตามกันต่อไปครับ

Comments
Loading...