หลังจากที่ Toyota Motor Thailand ได้นำนโยบายรถซิ่ง Gazoo Racing มาแทนที่
TRD ในปี 2020 จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาของ Gazoo Racing ที่พยายามเอากลิ่นอายของสนามแข่ง
ในยุคของ Akio Toyota ซึ่งเป็นประธานคนปัจจุบันของ Toyota Motor Corperation จนมาวันนี้ Toyota Motor Thailand ได้นำ Hilux Revo GR Sport Hi-Floor หรือรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาให้ทาง Carsideteam
มาทำการทดสอบและเล่าให้คุณผู้อ่านได้ตัดสินใจว่า “จะอยู่ที่ Hilux Revo Rocco หรือไปต่อกับ
Hilux Revo GR Sport ดี”
วันนี้ ขอให้ทางเราเป็นคนเล่า แล้วเอาข้อมูลไปตัดสินใจกันครับ รออะไร
เลื่อนมาได้เลยครับ


ภายนอก : เปลี่ยนแปลงไปหลายจุด สะดุดตาทุกสายตาที่มอง
มิติรถ
กว้าง : 1900 มม.
ยาว : 5325 มม.
สูง : 1815 มม.
ความยาวฐานล้อ : 3085 มม.
ระยะต่ำสุดจากพื้น : 217 มม.
ความจุถังน้ำมัน : 80 ลิตร

ด้านหน้า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือกระจังหน้าที่ถูกแทนที่ด้วยตัวอักษร TOYOTA
และมี Badge GR เล็กๆ อยู่ตรงด้ายซ้ายของรถ พร้อมกับฝังกล้อง 360 องศาและ Sensor รับสัญญาณ
เพื่อให้ระบบ Toyota Safety Sense สามารถทำงานได้ กรอบนอกอยู่กระจังหน้าในรุ่น GR Sport จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ไฟหน้าเป็นแบบ Projector พร้อม DRL เหมือนกัน Revo Rocco และช่องไฟตัดหมอก ตัดด้วยสีดำเงา

ด้านข้าง มีโป่งข้างทรงเดียวกันกับ Revo Rocco แต่เป็นสีเดียวกันกับตัวรถที่ท่านเลือก มีการตัดแถบดำ
ตรงกลางโป่ง กระจกมองข้ามพร้อมไฟเลี้ยวและกล้อง 360 องศาอยู่ที่บริเวณใต้กระจกมองข้าง
ตรงประตูหน้า Badge GR ถูกแทนที่คำว่า HILUX และขนาดความจุเครื่องยนต์ ชายประตูมีสติกเกอร์
ตัดสีดำ-แดง บันไดข้างทรงถาด สื่อบางเจ้าอาจ Comment เรื่องการดูแลทำความสะอาด
แต่ในความเห็นของทางเรา กลับมองว่าบันไดข้างแบบนี้ สะดวกต่อการเหยียบขึ้น-ลงรถมากกว่า
ล้อขนาด 18 นิ้วลายใหม่แบบ 6 ก้านคู่เรียว สงวนไว้เฉพาะรุ่น GR Sport เท่านั้น พร้อมยางขนาด 265/60/18
บริเวณะกระบะ มี Sport bar เหมือนกัน Revo Rocco แต่ชิ้นครีบตรงระหว่างหัวเก๋งและกระบะ
ถูกทำเป็นสีดำเงาเหมือนกับตัวชิ้น Sport bar

ด้านหลัง สิ่งที่แตกต่างจาก Revo Rocco คือการสติกเกอร์ลายดำ-แดง แบบเดียวกับด้านข้างรถ
อยู่ฝั่งขวาของตัวรถ มี Badge GR อยู่ใต้คำว่า HILUX กันชนท้ายเปลี่ยนวัสดุบริเวณ Sensor
กะระยะถอยจอด เพื่อให้ระบบ RCTA สามารถส่งสัญญาณในการตรวจจับวัตถุบริเวณท้ายรถ
ขณะถอยได้ นอกนั้น ไม่ว่าจะไฟท้าย ไฟเบรกดวงที่ 3 มือเปิดประตู ยังคงเหมือนกัน Revo รุ่น High
เพียงแค่มือเปิดฝาท้าย เปลี่ยนจากโครเมี่ยมเป็นสีดำเงาเท่านั้นเอง
หากท่านชอบการตกแต่งที่เน้นแบบ Less is more ท่านอาจจะถูกใจ Hilux Revo GR Sport
คันนี้ก็เป็นได้ครับ
สำหรับสีของ Hilux Revo GR Sport มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี
– สีขาว White Pearl Crystal สีของรถทดสอบ (เพิ่ม 10,000 บาท)
– สีดำ Attitude Black Mica
– สีแดง Emotional Red (เพิ่ม 10,000 บาท)

ภายใน : ดูเรียบง่าย แต่ใส่ความซิ่งพอประมาณ 


สิ่งที่ Hilux Revo GR Sport เปลี่ยนแปลงไปมีดังนี้
– พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมเดินด้ายตะเข็บคู่สีแดง และมีคาดวัดรอบพวงมาลัยสีแดงตรงกลางและโลโก้ GR
ตรงด้านล่างของพวงมาลัย พร้อม Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
– ปุ่ม Push Start สกรีนคำว่า GR
– หน้าปัดแบบเข็มสีแดงตัดกรอบสีเงิน พร้อมจอ MID ขึ้นโลโก้ GR เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์
– แป้นคันเร่งและเบรกแบบอลูมิเนียม
– เบาะหน้าแบบหนังสลับผ้า Suede (อ่านว่า ซู-เวท) เดินด้ายสีแดง พร้อมปักคำว่า GR ตรงหัวหมอนรองศรีษะ
– บาะหน้าแบบหนังสลับผ้า Suede (อ่านว่า ซู-เวท) เดินด้ายสีแดง
– แผงประตูหุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดง

และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทั้ง Revo GR Sport และ Revo Rocco MY2021 เพิ่มขึ้นมาคือ
ระบบแอร์แบบแยกฝั่ง ทำให้สามารถปรับอุณหภูมิได้แยกกันระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
นอกนั้น หากถามว่าในเรื่องการใช้งานเปลี่ยนไปหรือไม่ ก็ขอตอบว่า “ยังคงความเป็น User Friendly ได้ดี”
เพียงแต่เพิ่มความเป็น Sport ในรูปแบบของ Gazoo Racing ไปเท่านั้นเอง

ระบบความบันเทิงในรถ ยังคงเป็นเครื่องเสียงแบบ 2 DIN รองรับการเชื่อมต่อทั้ง AppleCarplay
และ Android Auto แต่ยังไม่รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย หน้าตาการใช้งาน ไม่ได้ต่างกับ Revo
Rocco เลย เพียงแต่การเชื่อมต่อครั้งแรกกับโทรศัพท์ ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาในเชื่อมต่อหาก
แต่หากเชื่อมต่อแล้ว เพียงแค่เสียบสาย ก็หาโทรศัพทเจอและใช้งานได้ทันที อาการหลุดเป็นครั้งคราว
ไม่มีเลยหลังจากเชื่อมต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าติหนิอย่างแรงคือ คุณภาพเสียงที่ลดลงอย่างชันเจนจาก
Revo Rocco MY2020 ซึ่งมิติเสียงบางส่วน หายไปอย่างชัดเจนเมื่อใช้เพลงเดียวกันในการฟัง
ซึ่งจากการทดลองโดยใช้เพลง Le Mans 66 ที่เป็น OST. Ford V Ferrari บน Spotify ที่
Bit rate เท่ากัน พบว่า มิติเสียงบางส่วน Drop ลงอย่างชัดเจน ตรงนี้ใครเป็นนักฟังเพลงหูทอง
ก็แนะนำให้เปลี่ยนลำโพงครับ

สำหรับการนั่ง การที่ผ้าบริเวณพนักพิงหลังเปลี่ยนผ้าหุ้มเป็นแบบ Suede ทำให้เมื่อรถเหวี่ยงหรือโค้ง
สามารถช่วงรั้งตัวผู้นั่งเบาะได้เพิ่มขึ้นจากปีกข้างเบาะที่มีอยู่แล้วด้วย นอกนั้น ทั้งรองน่อง พนักพิงหลัง
และหมอนรองศรีษะ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปกติแต่อย่างใดครับ และยังคงความนั่งสบายที่สุดในกลุ่มครับ

ในส่วนของเบาะหลัง มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผ้าหุ้มแบบเดียวกันกับด้านหน้า ให้สัมผัสที่ดี
แต่ในส่วนขององศาการเอนของเบาะ ก็ยังคงชันและไม่ได้นั่งสบายหากต้องเดินทางไกล และสำหรับ
บ้านที่มีลูกเล็ก ทาง Toyota ก็ยังมี ISOFIX มาให้เหมือนเดิมครับ

เครื่องยนต์ : เดินเนียนเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเกียร์นุ่มนวลกว่าเดิม 

ใต้ฝากระโปรงของ Hilux Revo GR Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV ความจุ 2,755 ซีซี
หรือ 2.8 ลิตร ความจุกระบอกสูบxระยะชัก 92.0 x 103.6 มม. ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Commonrail
พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันแบบ Ball Bearing และอินเตอร์คูลเลอร์
กำลังสูงสุด 204 แรงม้าที่ 3400 รอบ/นาที และแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1600-2800 รอบ/นาที

มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +- อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อัตราทด 3.600 :1
เกียร์ 2 อัตราทด 2.090 :1
เกียร์ 3 อัตราทด 1.488 :1
เกียร์ 4 อัตราทด 1.000 :1
เกียร์ 5 อัตราทด 0.687 :1
เกียร์ 6 อัตราทด 0.580 :1
เกียร์ถอยหลัง อัตราทด 3.732 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 3.909 : 1

สำหรับการตอบสนองนั้น ถึงแม้ว่า Toyota จะแจ้งว่า ไม่ได้มีการปรับอะไรก็ตาม แต่หากท่านได้มีโอกาสขับ
Hilux Revo 2.8 MY2020 จะพบว่า ในส่วนของเกียร์ จาก 1>2 ต่อได้เร็วขึ้น มีกระชากนิดเดียว
แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าต่อเกียร์ขึ้นหรือลง เร็วขึ้นจากเดิมมาก และนุ่มนวล และจาก 2<1 มีกระชากแบบ
เดียวกันกับ 1>2 แต่ไม่มาก และยอมให้ผู้ขับขี่ลากรอบ ไม่ว่าจะกดครึ่งคันเร่งหรือเต็มคันเร่ง ECU จะยอมให้
ลากรอบขึ้นไป แล้วค่อยต่อเกียร์ขึ้นไปเกียร์ถัดไป ซึ่งเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้สนุกตามใจผู้ขับขี่มากขึ้น
ในส่วนของเครื่องยนต์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก มีแค่ Top Speed ที่เพิ่มขึ้นจาก 190 กม./ชม.
เป็น 195 กม./ชม. เพียงเท่านั้นเองครับ

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : เสือทางเรียบ เฉียบทุกโค้ง โดดสะท้านน้อยลง

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ
แหนบแผ่นซ้อน พร้อมโช๊คอัพ โดยในส่วนของแหนบในรุ่น GR Sport  4×4 มีการเพิ่มจำนวนแผ่นแหนบ
จาก 3 แผ่นในรุ่น Rocco เป็น 5 แผ่น และโช๊คอัพ เปลี่ยนจาก Twintube หรือแบบ 2 ห้อง
เป็นแบบ Monotube หรือแบบห้องเดี่ยว เพื่อให้สามารถรับแรงกระแทกได้มากขึ้นจากเดิม โดย KYB
สำหรับอาการในช่วงความเร็วต่ำ รู้สึกได้เลยว่า อาการสะท้านจากด้านหลังลดลงอย่างชัดเจนจาก Hilux Revo Rocco และเมื่อวิ่งในทางเรียบ อาการเต้นออกไปย้วย เบาลงอย่างชัดเจนและสามารถควบคุมรถในโค้งได้ดีขึ้น
แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง อาการสะท้านจากด้านหลัง ขึ้นมาอย่างชัดเจน และชัดขึ้นเมื่อผ่านรอยต่อบนถนนหรือทางด่วน
จนสะท้านขึ้นมาบริเวณเอวของคนขับอย่างชัดเจน แต่เบากว่า Rocco แบบรู้สึกได้ ส่วนการซับแรงทางด้านหน้า
อยู่หมัด พอดี หากสามารถลดอาการสะท้านให้เบาลงได้เท่า Navara Pro4X ทุกอย่างจะดีแบบจบเลยครับ

เบรกด้านหน้าเป็นแบบ Disc Brake แบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมสีของ Caliper เป็นสีแดง
และติดโลโก้ GR และด้านหลังเป็นแบบ Drum Brake ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
สำหรับ Feeling ของแป้นเบรก เมื่อท่านเหยียบลงไปราว 20% รถจะเริ่มหน่วงความเร็วลงทันที
และใช้ความเร็วสูง เมื่อต้องเหยียบเบรกแรงๆติดกัน อาการ Fade ของเบรกก็ไม่ได้เกิดขึ้น เรียกได้ว่า
จุดนี้ ดีเท่า Ford Ranger T6 อย่างชัดเจนแบบที่เราเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ถ้าใครขับดุมากๆ
ผ้าเบรกและจานเบรก Upgrade ก็เพียงพอแล้วครับ

พวงมาลัยยังคงเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบเพาเวอร์ไฮดรอลิก วงเลี้ยวแคบสุด 6.4 เมตร
พร้อมกับระบบ VFC (Variable Flow Control) ที่สามารถปรับน้ำหนักของพวงมาลัยได้ตามความเร็ว
น้ำหนักที่ช่วงความเร็วต่ำ คล่องตัวในเมืองและใช้แรงสาวน้อยเหมือนกัน Revo Rocco MY2020
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่น Rocco อีกหนึ่งอย่างคือ On Center Feeling ที่นิ่งขึ้นจากเดิม และเวลาเลี้ยว
แม่นยำขึ้นกว่า แต่ความแม่นยำนั้น Revo ในรุ่นปี 2015 ยังมีการตอบสนองได้ดีกว่า แต่ระยะฟรีของพวงมาลัย
ในHilux Revo GR Sport อยู่เกณฑ์ที่กำลังพอดีสำหรับการใช้งานทั่วไป และอาการคัดของพวงมาลัย
ก็ลงลงจาก Hilux Revo Rocco MY2020

ระบบความปลอดภัย : มีเหมือน Revo Rocco เพิ่มขึ้นมาคือกล้องรอบคัน

ในเรื่องระบบความปลอดภัย ใน Revo GR Sport ระบบ Active Safety มาครบ ดังนี้
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
– ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
– ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC
– ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS (เฉพาะรุ่น 4 ประตู)
– ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (เหมือนใน Ford Ranger Wildtrak)
และระบบ Passive Safety มีดังนี้
– โครงสร้างนิรภัย GOA
– คานเหล็กนิรภัยด้านข้าง
– ถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS คู่หน้า/ด้านข้าง/ม่านด่านข้าง/หัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ใบ
แต่สิ่งที่ถูกสงวนให้กับ Revo GR Sport และ Revo Rocco รุ่น 4 ประตูเท่านั้น
ก็คงจะเป็นระบบ Toyota Safety Sense
ที่มาช่วยระบบการทำงานดังต่อไปนี้ สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำขึ้น
– ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA
– ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS
– ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
– กล้อง 360 องศา พร้อมแสดงผลโดยอัตโนมัตเมื่อความเร็วต่ำกว่า 20 กม./ชม.

หลังจาก Revo GR Sport ออกมา ได้มีการปรับความไวและการดึงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติของให้เบาลงจาก
Revo Rocco MY2020 แต่หากในอนาคต อยากให้ระบบดังกล่าวทำงานได้แม่นยำขึ้น คงหนีไม่พ้นพวงมาลัย
เพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าครับ

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Hilux Revo GR Sport เนื่องจากงานวิศวกรรมในส่วนของเครื่องยนต์ รวมทั้งขนาดยางไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจาก Revo Rocco แต่อย่างใด ทาง Carsideteam จึงใคร่ขอนำอัตราสิ้นเปลืองจาก Revo Rocco มาอ้างอิงในบทความนี้ครับ

โดยผลที่ได้มีดังนี้

>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.74 กม./ลิตร<<
ด้านอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานทั่วไป จะอยู่ประมาณ 13.2 กม./ลิตร น้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ประมาณ 700 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพการจราจรในการใช้งานจริง

รวบให้ฟังหลังขับ : ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าไม่ขับเดิม ลงไปหา Revo Rocco ดีกว่า

ฟังดูอาจจะใจร้าย แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Hilux Revo GR Sport เหมาะกับคนที่ซื้อรถแล้วจบ
ไม่เอาไปซนเปลี่ยนช่วงล่างเพิ่ม และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนทางเรียบเสียมากกว่าเข้าป่า นอกนั้น ไม่มีความต่าง
กับ Revo Rocco เท่าใดนัก ส่วนข้อดีข้อเสียนั้น Carsideteam สรุปให้ด้านล่างครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.เกียร์ต่อนุ่มนวลขึ้น และรวดเร็วทันใจ 
ถึงแม้ว่าทาง Toyota จะแจ้งกับสื่อว่า “เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ไม่ได้ทำการปรับแต่อย่างใด” แต่หลังจากที่
ทาง Carside ได้ใช้ชีวิตอยู่กับ Hilux Revo GR Sport ก็ค้นพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการเปลี่ยนเกียร์
ที่รวดเร็วขึ้น แต่มาพร้อมกับความนนุ่มนวล และอาการอมแรงบิดแล้วบ้วนออก แทบไม่มีเลย และในบางจังหวะ
ที่รู้ว่าผู้ขับขี่ต้องการกำลัง เกียร์ก็ยอมให้ลากรอบขึ้นไปอีกแล้วค่อยต่อเกียร์ขึ้น ตรงนี้ใช้คำว่า Perfect Shifting
เลยก็ว่าได้ครับ

2.วัสดุหุ้มเบาะคู่หน้า ใช้ได้ดีและนั่งสบาย  
อาจจะเป็นข้อดีเล็กๆ แต่เป็นรายละเอียดที่ทำให้ Hilux Revo GR Sport น่าใช้สำหรับคนที่ชอบขับรถและไม่คิด
จะแต่งอะไรเพิ่ม ผ้าตรงกลางที่ชื่อว่า Suede (อ่านว่า ซู-เวท) ที่คล้ายกับหนังกลับ ถึงแม้ว่าทรงเบาะจะเหมือนเดิม
แต่ด้วยเนื้อผ้าดังกล่าว สามารถช่วย Support แผ่นหลังให้อยู่กับเบาะได้ดีกว่าหนังปกติ จึงทำให้การขับขี่
นั่งสบายและรองรับแผ่นหลังได้อย่างเต็มที่ครับ

3.ภายในที่ดูไม่ฉูดฉาด สวยลงตัว 
Less is more คงเป็นคำที่เหมาะสมกับ Hilux Revo GR Sport คงไม่ผิดนัก ถึงแม้จะมีการตกแต่งให้สวยงาม
แต่ในความสวยงามและดู Sporty จาก Hilux Revo Rocco กลับอยู่บนความเรียบง่าย ไม่เน้นความฉูดฉาด
และใช้วัสดุหนังหุ้มพวงมาลัย เบาะนั่ง และการเดินตะเข็บด้ายที่ใส่ใจลงไป หากท่านใดที่ไม่ชอบ Ambilent Light ใน Hilux Revo Rocco อาจจะมีโอกาสมาจบกับ Hilux Revo GR Sport ก็เป็นได้ครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.ช่วงล่างหลังที่ยังดีดสะท้านเมื่อต้องผ่านรอยต่อถนน
ถึงแม้ระบบช่วงล่างจะดี เกาะ เอาอยู่ที่ทุกย่านความเร็ว แต่อาการสะท้านจากด้านท้าย ถึงแม้จะเบาลง
แต่ก็ไม่ได้เบาหากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ถึงแม้ว่าจุดชูโรงจะเป็นช่วงล่าง แต่เหมือนการ Setting
จะเน้นการใช้งานบนทางเรียบยาวๆ แบบ Motorway เสียมากกว่าทางฝุ่นหรือสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวยครับ

2.ระบบเครื่องเสียง ที่การเชื่อมต่อยุ่งยากและคุณภาพเสียงดรอปลงอย่างชัดเจน 
ถึงแม้ว่า Hilux Revo GR Sport อาจจะเกิดมาเพื่อผู้นิยมการขับขี่ แต่หากเครื่องเสียงที่มีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ที่ยุ่งยาก ใช้เวลาเชื่อมต่อครั้งแรกนาน ก็เป็นเรื่องที่หัวเสียสำหรับคนที่ใช้รถในปัจจุบัน เพราะหากต้องดูแผนที่จากหน้าจอเครื่องเสียง ก็ทำได้ลำบากพอสมควร แต่ย้ำว่า เป็นเฉพาะครั้งแรกที่ต้องการเชื่อมต่อ ซึ่งตรงนี้หากแก้ไขได้
จะเป็นเรื่องที่ดี แต่กระนั้น คุณภาพเสียงที่ออกมา ก็เป็นข้อด้อยอีกหนึ่งเรื่องที่เคยทำได้ดีจนทางเราออกปากชมใน
Revo Rocco MY2020 กลับกลายเป็นว่าใน Revo GR Sport คุณภาพเสียงดรอปลงอย่างชัดเจน ทั้งมิติเสียง
ในช่วงกลาง-แหลมที่แบนราบแบบไม่มีออกมา ถึงแม่ว้าจะเล่นด้วยเพลงเดียวกัน บน Bit rate เดียวกันก็ตามครับ

3.เบาะผู้โดยสารตอนหลัง ที่ชันจนนั่งไม่สบาย 
ถึงแม้ว่าข้อเสียตรงนี้ อาจจะต้องรอ Hilux รุ่นต่อไปตาม แต่นี่คือสิ่งที่ Vigo ทำได้ดีกว่า Revo ชัดเจน
คือเบาะคู่หลังของรุ่น 4 ประตูที่เอนได้มากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มาก แต่การ Support หลัง ทำได้ดีและสามารถ
นั่งได้สบายกว่า เพราะไม่ต้องนั่งตั้งตรงแบบ Revo ครับ

คันต่อคัน : เมื่อพิเศษสุดๆ ต้องมาเจอความพิเศษในตลาด

เมื่อ Hilux Revo GR Sport ราคา 1,299,000 บาท ต้องมาเจอกับคู่แข่งรุ่นตกแต่งพิเศษจากโรงงานเหมือนกัน
มาดูกันว่า จะมีใคร และได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร มาอ่านกันได้เลยครับ

1.Isuzu D-max V-Cross 3.0 M 6A/T 4X4  ราคา 1,157,000 บาท
คู่แข่งตรงรุ่นตลอดกางเครื่อง 3.0 เดิม ที่มีการเบ่งพลังจนฝีเท้าน่ากลัว ระบบ Infotainment ที่สามารถเชื่อมต่อ
ไร้สายได้เป็นเจ้าแรกในกลุ่ม แต่ช่วงล่าง ก็ยังมีอาการดีดท้ายไม่ต่างกับ Hilux Revo และ Defect ที่มาจากการประกอบ คุณภาพวัสดุ เริ่มเสียงเบาลงจนไว้วางใจได้ พร้อมทั้งมี After Sale ดีและค่าบริการไม่แพง จึงยึดใจคนใช้
ได้เสมอมา

2.Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo 10 A/T 4X4 Wildtrak ราคา 1,265,000 บาท
The Best in class ของ Carsideteam ทั้งการขับขี่ที่เครื่องยนต์ในช่วงปลายเดินกว่าทุกคันในตลาด
เกียร์ 10 จังหวะ พวงมาลัยไฟฟ้าที่เบาและแม่นยำที่สุดในตลาดปัจจุบัน Ford Sync ที่ฉลาดและใช้งานง่าย
แต่ช่วงล่างบนความเร็วสูงมีย้วยเล็กๆ ซึ่งต่างจาก 3.2 Minor Change ที่ทุกอย่างลงตัวพอดี
ยังไม่นับเรื่องศูนย์บริการที่ยังหามาตรฐานดียาก ปัญหาตัวรถเช่น น้ำมันเครื่องหาย น็อต Torque Corverter
หลุด ยังคงมีให้กวนใจ แต่ฝ่าย After Sale ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ก็ได้แต่หวังว่า จะดีขึ้นจนอยู่ในระดับ
ที่ลูกค้าสามารถไร้กังวลในอนาคตครับ แต่ หากไม่รีบ ปลายปี 2021 Ranger Next Generation มาแน่นอนครับ
หากใครรออยู่ ติดตามข่าวได้ที่ Carsideteam ได้เลยครับ

3.Nissan Navara PRO4X 2.3 7A/T 4X4 ราคา 1,149,000 บาท
พึ่งเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน สำหรับรถกระบะความหวังของบางนา กม. 21 ขุมพลังบล็อกใหม่ ดีเซล 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ 190 แรงม้า เชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ที่ให้ตอบสนองได้ดี แต่อาจสู้ในเรื่องแรงบิดที่ต้องการใช้งาน
ในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวยได้เท่า Revo GR Sport แต่พวงมาลัย ดีขึ้นจากรุ่นเดิมมาก คล่องตัว น้ำหนักเบา
ช่วงล่างที่สามารถเก็บรายละเอียดบนถนนได้ดีขึ้น จะมีเรื่องเบาะคู่หน้าที่ให้การรองรับสรีระได้ไม่ดีเท่า Hilux Revo
และ Ranger Wildtrak ครับ

4.Mitsubishi Triton 2.4 Double Cab 4WD ATHLETE 6A/T  ราคา 1,146,000 บาท
ตัวเลือกหลายคนตัดสินใจไม่ยาก เพราะตั้งแต่มีการปรับหน้าตาใหม่ให้สวยขึ้น ราคากับสิ่งที่ได้ ก็เรียกว่า
มาแน่น มาล้น เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรที่อัตราเร่งดีตั้งแต่ออกตัว ช่วงล่างที่ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน
ในชีวิตประจำได้ดี ห้องโดยสารด้านหลังที่นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม (จนกระทั่งโดน MG Extender มาแย่งตำแหน่งนี้ไป) แต่ด้วยน้ำหนักพวงมาลัยที่หนักแบบรถกระบะรุ่นเก่า อาจทำให้การขับขี่ในเมืองลำบากสำหรับคุณสุภาพสตรี
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายบริการหลังการขาย เท่าที่ทราบทาง Mitsubishi รับทราบและพยายามปรับราคาให้สมเหตุสมผล
อยู่ครับ

5.Toyota Hilux Revo Rocco 2.8 4×4 6AT ราคา 1,256,000 บาท
อ้าว ไงกลายเป็นคู่แข่งกันเองซะงั้น มันมีเหตุผลพอที่เราจะเอามาเปรียบเทียบครับ หากท่านต้องการรถที่ซื้อแล้ว
อาจมีการต้องดัดแปลงเพื่อใช้งานบางอย่าง เช่น เข้าสวน เที่ยวป่าแบบหนักหน่วง ส่วนต่างราว 4 หมื่นบาท+-
และ Option ในรุ่น 2.8 High อาจไม่ได้ตอบโจทย์ท่าน การจิ้ม Revo Rocco แล้วเอาเงินส่วนต่างไปจบกับ
โช๊คอัพและแหนบดีๆ พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตในป่าอย่างวินซ์ Snokel และยาง M/T อาจจะตอบโจทย์ในการใช้งาน
ในแง่ของการเป็นรถใช้ท่องเที่ยวหรืองานเฉพาะกิจที่ต้องเข้าไปในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวยมากกว่า
Revo GR Sport ครับ เพราะไม่ว่าเครื่อง ภายใน ไม่มีอะไรต่างกัน ยกเว้นเพียงแต่ท่านขับบนทางเรียบมากกว่า
Revo GR Sport จะเหมาะสมกว่า Revo Rocco ครับ

บทส่งท้าย : การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่แต่งหน้าทาปาก อยากให้เป็นแบบนี้ทุกค่าย 
นานมากแล้ว ที่ไม่ได้เห็น Toyota Motor Thailand ลุกขึ้นมาปรับจูนรถยนต์ที่ตัวเองขายแบบจริงจัง
เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด และพยายามสร้างความแตกต่างให้มากพอที่จะจูงให้ให้ลูกค้าซื้อ
หากมองจุดเปลี่ยนจริงๆ คงหนีไม่พ้นการมาของ Isuzu D-Max รุ่นปัจจุบันที่แย่งส่วนแบ่งการตลาด
แบบมีนัยยะสำคัญ และทาง Toyota Motor Thailand ก็ได้รับนโยบายของ Gazoo Racing
โดยการมาครั้งนี้ ไม่ใช่มีแค่การเปลี่ยนลายล้อและเพิ่มสติกเกอร์บนตัวรถ แต่มีการปรับช่วงล่าง
ให้การขับขี่ทางเรียบดีขึ้นมากๆ นับว่าการมาคราวนี้ อาจเป็นการเปิดทางให้ GR Hilux ใน
Hilux รุ่นต่อไป ที่จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และอุปกรณ์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกสภาพถนน
และถึงวันนั้น สงครามของ Hi-Performance Pick-Up ที่ยืนหนึ่งแค่ Ranger Raptor จะได้เจอคู่แข่ง
ตัวจริงอย่างแน่นอนครับ

เชื่อว่านี่แค่ลองของ เรามารอดูตัวจริงกัน ไม่น่าเกิน 2023 ได้เจอกันครับ 


ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 29 กันยายน 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam