บทสนทนาในวันที่ Ranger FX-4 MAX เปิดตัว ในราคา 1,189,000 บาท หรือส่วนต่างที่ถูกกว่า
2.0 Bi-Turbo 10AT 4×4 Wildtrak เพียง76,000 บาท นั้น ทุกคนสงสัยเป็นเสียงเดียวกันว่า “ราคานี้ใครจะซื้อ Wildtrak” เพราะของแต่งที่เน้นสำหรับใช้ในการขับขี่และติดตั้งอุปกรณ์เสริมนั้น มาครบกว่า Wildtrak แต่ครับ
ขึ้นชื่อว่าเป็น Review จากทางเรา เราต้องมีหน้าที่หาคำตอบ และผู้อ่านได้ตัดสินใจกันเองแน่นอนอยู่แล้ว
วันนี้ Carsideteam ขอเป็นดอกกุญแจ ไขข้อสงสัยในทุกๆด้าน และช่วยให้ท่านผู้อ่านคลายความสงสัย
และสามารถเลือกรถได้ถูกจริตและการใช้งานของท่าน รออะไร เลื่อนลงมาเลยครับ


ภายนอก : ดุดันเหมือน Ranger Raptor แต่ลดทอนเหลือเท่าที่จำเป็น
มิติภายนอก
กว้าง : 1,867 มม.
ยาว   : 5,446 มม.
ฐานล้อ : 3,220 มม.
ความสูงรวม (จากพื้นถึงหลังคารถ) : 1,852 มม.
ความจุถังน้ำมัน : 80 ลิตร

เริ่มจากด้านหน้า เป็นการนำรุ่นย่อย XLT มาตกแต่งให้ใกล้เคียงกับ Ranger Raptor ไฟหน้าแบบ LED
รมโคมไฟหน้าเป็นสีดำ กระจังหน้าแบบตัวอักษร F-O-R-D แทนวงรีสีน้ำเงิน และปรับชายล่างเป็นสีเมทัลลิกเข้ม
ส่วนลิ้นยางกันกระแทกด้านข้าง ก็ยังคงมีไว้เช่นเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง
ด้านข้าง ตกแต่งด้วยคิ้วโป่งข้างขนาดเล็ก กระจกมองข้าง มือเปิดประตู มือเปิดกระบะท้าย กันชนหลัง
ถูกตกแต่งด้วยสีเมทัลลิกเข้มแบบเดียวกับ Wildtrak บันไดข้างแบบสั้น ยื่นเฉพาะที่เหยียบขนาดเล็ก
ทำให้สามารถขึ้น-ลงได้สะดวกกว่าทรงท่อใน Ranger T6 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011
ล้ออัลลอยสีดำขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 265/70R17 จาก BF Goodrich All-Terrain KO2
ที่สามารถครอบคลุมการใช้งานทั้งทางเรียบและทางขรุขระ ด้านท้ายติดตั้งโรลบาร์ที่กระบะท้าย
เพิ่มความดุดันและเผื่อเจ้าของรถมีความจำเป็นต้องขนของขนาดยาว สามารถพาดโดยไม่โดนหลังคารถ
สติ๊กเกอร์ด้านข้างเขียนว่า FX4MAX สี Font ตัดกันระหว่างสีแดงกับดำ

ด้านหลังของ Ranger FX-4 MAX อุปกรณ์ที่หายไปอย่างแรกคือ กล้องมองขณะถอยหลัง แต่ถูกทดแทนด้วย
เซนเซอร์เตือนขณะถอยจอดที่อยู่บริเวณกันชนท้าย อาจจะขัดใจใครหลายคน แต่ทาง Ford เล็งเห็นว่า
คนที่ซื้อ FX-4 Max นั้น น่าจะนำรถรุ่นนี้ไปใช้งานในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวย และเสี่ยงต่ออุปกรณ์
ดังกล่าวหลายชิ้นเสียหาย จึงได้นำออกไป (แต่เอาจริงๆนะ ใส่มาเหอะ)

Ranger FX-4 มีสีให้เลือก 5 สี
สีขาว Alabaster White (สีของรถทดสอบ)
สีเทาอ่อน Conquer Grey (เริ่มส่งมอบเดือนมิถุนายน)
สีแดง True Red
สีดำ Absolute Black
สีน้ำเงิน Lighting Blue

ภายใน : คงความดีหลายสิ่ง บางอย่างก็หายไป เน้นเท่าที่จำเป็น

ภายในห้องโดยสารแตกต่างกับรุ่น XLT และ FX-4 ปกติอยู่ที่พวงมาลัยหุ้มหนัง แป้นเหยียบเป็นอลูมิเนียม
เพีงแต่คอนโซลที่หุ้มด้วยหนังพร้อมเดินด้ายตะเข็บคู่สีส้มแบบ Wildtrak ใน FX-4 MAX จะไม่มีมาให้
และคอนโซลแบบสีดำเงา Gloss ในฝั่งผู้โดยสารแบบเดียวกับ Wildtrak ก็จะไม่มีมาให้

สำหรับสิ่งที่ FX-4 MAX จะแตกต่างจาก XLT คือ หน้าปัดที่ยกมาจากรุ่น Wlidtrak ที่ตรงกลาง
เป็นมาตรวัดความเร็วแบบเข็มพร้อมจอแบบ Optitron ด้านซ้ายเป็นจอแสดงผลระบบเครื่องเสียง
สามารถควบคุมได้จากปุ่มบนพวงมาลัย Multifuction ทางซ้ายมือของผู้ขับขี่
ด้านขวาเป็นจอแสดงผลเรื่องของการขับขี่ เช่น ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ความร้อนของน้ำยาหล่อเย็น
หรือหากต้องการแสดงผลเป็นอย่างอื่น สามารถกดเลือกได้ปุ่มบนพวงมาลัย Multifuction
ทางขวามือของผู้ขับได้

และสิ่งที่ FX-4 MAX ให้มาเพิ่มจาก XLT คือ ระบบปรับอากาศแบบ Auto พร้อมระบบ Dual Zone
ที่สามารถปรับอุณหภูมิแยกฝั่งระหว่างคนขับและผู้โดยสารได้ตามชอบของแต่ละคน
ถัดลงมาเป็นช่องเสียบ USB ที่ใช้ต่อกับระบบเครื่องเสียง บริเวณฐานคันเกียร์ จะมีสวิตช์ระบบช่วยลงทางชัน
สวิตช์ Diff-Lock ล้อคู่หลัง และสวิตช์เปิด-ปิดระบบช่วยการทรงตัว ESP อยู่ด้วยกัน 3 ปุ่มติดกัน
และลูกบิดที่วางใกล้กันคันเกียร์ คือลูกบิดสำหรับปรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

FX-4 MAX มาพร้อมเครื่องเสียงแบบ Ford Sync 3 รองรับระบบนำทาง Navigator
พร้อมระบบ Apple Carplay และ Android Auto ใช้งานสะดวก ลื่นติดมือ คุณภาพเสียงดีมาก
แต่ครับ กล้องถอยหลังขณะจอดหายไป!!!!!!!! เหลือเพียงเซนเซอร์กะระยะถอยถอดแสดงบนหน้าจอแทน
เอ่อออออออออออ ก็พอเข้าใจครับ ว่ากลัวเอาไปลุยแล้วพัง แต่รถคันใหญ่ขนาดใหญ่ เผื่อลูกค้าบ้านไหน
ที่รถใช้หลายคนสลับกันขับ วัดเสาโรงรถหรือมองไม่เห็นเพื่อนร่วมถนนวิ่งผ่าน ท่าจะลำบาก
มีให้ซักหน่อยก็จะดีมากครับ (อัญชลี วันทา อภิวาท)

แต่ Hi-Light จริงๆที่คนซื้อไปก่อนหน้านี้ตกใจและอิจฉา FX-4 MAX เอามากๆคงเป็นสิ่งนี้ครับ
Auxilary Switch หรือสวิตช์ต่อสำหรับใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆบนรถ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากจะ”หลุง”
ในป่ากันอย่างเต็มสูบ เดิมโรงงานคงไม่พอ ไหนจะ Spotlight สำหรับส่องทางในป่ายามวิกาล วินซ์ไฟฟ้า
สำหรับกู้ตัวเองขณะจมอยู่ร่องดิน โคลน หรือช่วยเพื่อนร่วมทริป และอุปกรณ์เสริมที่ใช้ไฟฟ้าจากรถยนต์
ทาง Ford เองก็เล็งเห็นว่า ลูกค้าที่ซื้อ Ranger 4×4 ส่วนใหญ่นั้น มักติดอุปกรณ์ที่ใช้งานตามที่ว่าข้างต้น
และอาจมีการตัดต่อสายไฟ ซึ่งส่งผลต่อระบบไฟฟ้าและการรับประกัน เลยมีสิ่งนี้มาให้ พร้อม Fuse ที่ขนาด
Amp ในแต่ละช่องไม่เท่ากัน เพื่อรองรับการกินกระแสของอุปกรณ์ที่ไม่เท่ากัน เพียงแค่เดินสายไฟเข้าชุดสวิตช์
เท่านี้ ก็สามารถใช้งานได้ทันที (ทั้งนี้ ก่อนใช้งาน Auxilary Switch ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการเดินสายไฟ
อุปกรณ์เข้ากับชุด Auxilary Switch)

อีกหนึ่งสิ่งที่ FX-4 MAX แตกต่างจากรุ่นปกติคือ เบาะที่มีการเปลี่ยนวัสดุจากผ้าในรุ่น XLT เป็นหนัง
บริเวณปีกข้าง และบริเวณที่รองรับสรีระเป็นหนังกลับ พร้อมปักโลโก้ FX-4 MAX บริเวณพนักพิงหลัง
พร้อมเดินด้ายแบบตะเข็บคู่สีขาว สำหรับสัมผัสของวัสดุนั้น อยู่ในระดับที่ดี ส่วนการนั่งและโอบรับ
สรีระของคนนั่งนั้น ไม่ได้แตกต่างกัน XLT หรือ Wildtrak ที่เบาะเป็นทรงเดียวกันไม่มีผิด

เบาะหลัง มีการใช้วัสดุเป็นหนังและหนังกลับ เหมือนกับเบาะคู่หน้าเช่นกัน นอกนั้นไม่ได้มีการปรับสิ่งใด
ความชันก็ยังคงชันเหมือนเดิม ไม่ได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงนอกจากการเปลี่ยนวัสดุครับ

เครื่องยนต์ : เหมือนกันตัว Wildtrak ไม่มีอะไรแตกต่างแต่อย่างใด 

Ranger FX-4 Max ใช้ขุมพลังในการขับเคลื่อน เป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Bi-Turbo TDCi
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบแรงดันสูง คอมมอนเรล เทอร์โบคู่ (เทอร์โบแรงดันต่ำและแรงดันสูง)
อินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร
ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะพร้อมโหมด + – ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-time พร้อมสวิตช์เปลี่ยน
ระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า และ Locking Rear Differential
อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1. 4.69:1
เกียร์ 2. 2.98:1
เกียร์ 3. 2.14:1
เกียร์ 4. 1.76:1
เกียร์ 5. 1.52:1
เกียร์ 6. 1.27:1
เกียร์ 7. 1.00:1
เกียร์ 8. 0.85:1
เกียร์ 9. 0.68:1
เกียร์ 10. 0.63:1
เกียร์ถอยหลัง 4.86:1

ก่อนที่จะเล่าถึงความรู้สึก ขอเริ่มด้วยตัวเลขสมถรรนะของ Ranger FX-4 MAX ก่อนครับ

สำหรับการตอบสนองจากจุดหยุดนิ่งนั้น Ranger FX-4 MAX ไม่ได้มีความต่างกับ Ranger 2.0 Bi-Turbo
นัก คือกดคันเร่งแล้วค่อยๆกระโจนออก แต่สิ่งที่คาดว่ามีการปรับปรุงแก้ไขจาก Ranger Bi-Turbo ในปี 2018
คือ เสียงเขกที่เบาลงขณะเร่ง ไม่ว่าจะกดครึ่งคันเร่งหรือเต็มคันเร่ง เสียงเขกของเครื่องยนต์เบาลงอย่างชัดเจน
และเมื่อกดความลึกของคันเร่งลงไปเท่ากัน รถเดินความเร็วได้เร็วขึ้นแบบรู้สึกได้ และไปหมดที่ความเร็ว 178
กม./ชม. ซึ่งน้อยกว่ารุ่น Wildtrak ไม่มากนัก การตอบสนองของเกียร์นั้น ยังคงเป็นส่วนที่ประทับใจ ถึงในบางจังหวะจะโดดข้ามเกียร์ แต่อาการกระตุกหรือกระชากแทบไม่รู้สึก อาจมีเย่อบ้างในช่วงความเร็วต่ำ แต่ก็ไม่ได้ถี่จนน่ารำคาญนัก และอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ในเรื่องของความทนทานทั้งเครื่องและเกียร์ในระยะยาว อันนี้ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันต่อไปครับ

ช่วงล่าง : ดีขึ้นไปอีก ถูกจริตสายเที่ยวป่า 

ช่วงล่างหน้าของ Ranger FX-4 MAX ยังคงเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมโช๊คอัพและสปริง

และด้านหลัง ยังเป็นแหนบแผ่นซ้อนพร้อมโช๊คอัพ แต่สิ่งที่ Ranger FX-4 MAX แตกต่างจะรุ่นปกติ
คือ โช๊คอัพที่เปลี่ยนจากของเดิมโรงงาน เป็น Fox รุ่น 2.0 โดยในโช๊คอัพคู่หลัง จะมีกระบอก
Subtank มาด้วย
ตรงนี้ทาง Ford ก็เล็งเห็นแล้วว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เน้นนำรถไปขับขี่ ไม่ว่าจะทางเรียบหรือเข้าป่า
จะเปลี่ยนโช๊คอัพเป็นอย่างแรก และยี่ห้อแรกๆ ที่ลูกค้าเปลี่ยน จะเป็น Fox รุ่นนี้ ซึ่งเป็นตัวมาตรฐานของ Fox
จะแตกต่างกับ Ranger Raptor ตรงที่ขนาดแกนของโช๊คอัพ Fox ใน Ranger Raptor มีขนาดที่ใหญ่กว่า
และในโช๊คอัพคู่หน้า จะมีกระบอก Subtank มาให้ด้วย
ซึ่ง Feeling ของ Fox 2.0 ที่อยู่ใน Ranger FX-4 Max ที่ Fox และ Ford ร่วมกันพัฒนาในการปรับแต่ง
ช่วงล่าง เรียกว่า”กลมกล่อม” น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะขับทางเรียบ โยนเข้าโค้ง
บนความเร็วเกิน 120 กม./ชม. อาการของตัวรถ คุมได้นิ่งกว่า Wildtrak และเมื่อข้าม 150 กม./ชม.ไป
อาการย้วยหรือส่ายข้างเมื่อมีลมปะทะตัวรถบนทางด่วน นิ่งและมั่นใจกว่า อย่างชัดเจน ทั้งที่ยางติดรถ
เป็น All-Terrain ซึ่งตรงนี้ประทับใจจนไม่รู้จะติส่วนไหนเลย
ในทางขรุขระ เราได้นำ FX-4 MAX ไปวิ่งเล่นบ่อดินแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง สำหรับอาการของรถ
สามารถเก็บรายละเอียดทางดินที่มีร่องดินจากรถคันอื่นได้ดี รายละเอียดของถนนขึ้นมาบนห้องโดยสารเป็นธรรมดา
ของสภาพถนน แต่เมื่อเทียบกับ Wildtrak ที่วิ่งบนเส้นทางเดียวกัน FX-4 MAX เกิดมาเพื่อตรงนี้อย่างชัดเจนครับ

เบรก หน้าเป็น Disc Brake พร้อมช่องระบายความร้อนที่จานเบรก และด้านหลังเป็น Drum Brake
ทุกอย่างเหมือน Ranger รุ่นปกติ น้ำหนักเบรกดี แต่สิ่งที่แตกต่างคือระยะเบรกที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องมาจากยางติดรถที่เป็น All-Terrain จึงทำประสิทธิภาพของเบรกลดลงอย่างชัดเจน ตรงนี้ใครสายมุด
ระวังกันซักนิด หรือไปหา Wildtrak จะตอบโจทย์กว่าครับ

พวงมาลัย เป็นผ่อนแรงด้วยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS รัศมีวงเลี้ยว 6.35 เมตร สำหรับน้ำหนักนั้น แตกต่างจาก
Wildtrak อย่างชัดเจน เพราะน้ำหนักหนักขึ้น แต่ไม่ต้องใช้แรงสาวพวงมาลัยมาก ในการเปลี่ยนเลน
แม่นยำขึ้น ทั้งที่ความสูงรวมของยาวเพิ่มขึ้น แต่ที่ประทับใจคือ On Center Feeling หรือความนิ่ง
ในถือพวงมาลัยขณะความเร็วสูง นิ่ง อาการแฉลบจากที่ไม่มีอยู่แล้วใน Wildtrak พอมา FX-4 MAX
ยิ่งนิ่งขึ้น ทั้งนี้ อาจมาขนาดล้อและยางที่เปลี่ยนไปนั่นเองครับ

ระบบความปลอดภัย : เท่าที่จำเป็น เน้นซ่อมบำรุงง่ายและพร้อมลุย

ถึงแม้ว่า Ford Ranger FX-4MAX มีการตัดอุปกรณ์บางอย่างออกไป แต่ในเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัย
ก็ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานที่รถในยุคปัจจุบันมาให้ครบถ้วนแบบไม่ได้ขาดตกพร่องอะไรครับ
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดสำหรับผู้โดยสารแถวหลังทั้ง 3 ที่นั่ง พร้อมพนักพิงศีรษะ
  • จุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก
  • ระบบกุญแจนิรภัย พร้อมสัญญาณกันขโมย และระบบกุญแจ My Key
  • สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
  • แผงไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ไฟเบรกดวงที่สาม
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS
  • ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA
  • ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM

มาดูอัตราสิ้นเปลืองของ Ford Ranger FX-4 MAX เรายังคงทดสอบภายใต้มาตรฐานเดิมของ Carsideteam
คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.1 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.11 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.67 กม./ลิตร<<

ตลอดการยืมทดสอบวิ่งไปทั้งหมด 901 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานจริงตัวเลขเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ 8.7 กม./ลิตร ส่วนน้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งไกลประมาณ 800 กม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล




รวบให้ฟังหลังขับ
: Ranger Raptor for Mini Budget User

จากที่จั่วหัวมานั้น ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเชื่อว่าทาง Ford เอง ก่อนที่จะออก FX-4 MAX มีการทำ Market
Research หรือสำรวจตลาดกลุ่มผู้ใช้งานของตัวเองมาแล้วว่า ลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำมาย่อยในราคา
ที่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จับต้องได้และใช้งานได้จริง จึงมีการเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำให้การขับขี่ในสภาพเส้นทาง
โหดร้าย ไม่ว่า Site งานก่อสร้าง ในป่า ขึ้นเขา ลงห้วยจริงๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เป็นเจ้าของรถ สามารถ
เพิ่มอุปกรณ์ที่ตัวเองต้องใช้งานได้ หลายสื่อขนานนามว่า “Baby Raptor” ก็ไม่ผิดนัก แต่ใครไม่ชอบ
อ่านยาวๆ เราสรุปให้แล้วครับ เลื่อนลงมาได้เลย

ข้อดีที่ควรชม 
1.ช่วงล่างที่ปรับมาได้กลมกล่อมในทุกสภาพถนน
ถึงแม้ว่าการใส่ยาง All-Terrain มาให้จากโรงงาน จะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น และทำให้การใช้งาน
บนถนนเรียบด้อยลง แต่โช๊คอัพที่ทาง Fox และ Ford ร่วมกันปรับแต่งใน Ranger FX-4 MAX
มีความกลมกล่อมในสภาพถนนหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะทางเรียบ หรือทางขรุขระในถนนปิด
ก็สามารถเก็บรายละเอียดของผิวถนนได้ดี และเสถียรภาพบนความเร็วสูงบนทางเรียบ
และอาการสะท้านขณะขับขี่ในทางขรุขระ ก็ลดลงไปอย่างชัดเจนจาก Wildtrak ถึงเป็นข้อดีประการแรก
ถึงแม้ว่าจะเป็น Fox รุ่น 2.0 ซึ่งเป็นรุ่นล่างสุดของ Fox ก็ตาม แต่ทำได้ขนาดนี้ บอกเลยว่า ประทับใจมากครับ

2.การมาของ Auxilary Switch ทำให้การใส่อุปกรณ์ต่างๆง่ายขึ้น
น่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าของ Wildtrak ที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ อิจฉา Ranger FX-4 MAX โดยเฉพาะสายเที่ยวป่า
เพราะการเดินสายไฟใช้กับอุปกรณ์เที่ยวป่าต่างๆใน Ford Ranger เป็นสิ่งที่ช่างและเจ้าของรถค่อนข้างกังวล
มาก ด้วยความที่รถยนต์มีอุปกรณ์ติดรถเยอะ อาจทำระบบติดรถเสียหาย ดังนั้น การมีสวิตช์สำหรับต่ออุปกรณ์แยก
ออกมา จึงทำให้ผู้ใช้รถที่ต้องการนำรถไปใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ดังนี้ Ford ทำการบ้านมาดีมากครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.การหายไปของกล้องมองหลัง เรื่องที่ไม่เข้าใจเท่าไร 
การที่ Ranger FX-4 MAX นำอุปกรณ์ Active Safety บางอย่าง เช่น ระบบเตือนและดึงรถขณะออกนอกเลน
ระบบเบรกอัตโนมัต อันนี้ยังพอเข้าใจได้ว่า หากมีการติดตั้งกันชนหน้าเป็นเหล็กเพื่อใส่วินซ์ต้องหาที่วาง Sensor บริเวณหน้ารถใหม่ หรือเกิดความเสียหายของอุปกรณ์ต่างๆ แล้วเกิดความเสียหายขณะใช้งานในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวย และผู้ใช้กลุ่มดังกล่าว ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ แต่การตัดกล้องมองหลังออก อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจนัก
จริงอยู่ที่มีการให้ Sensor เตือนแทน แต่ถ้าให้กล้องถอยจอดมาด้วย จะดีกว่านี้หากรถคันนี้ อยู่ในครอบครัวที่คนใช้รถ
มากกว่า 1 คนครับ

2.ระยะเบรกที่เพิ่มขึ้น  
ถึงแม้ว่าสาเหตุของระยะเบรกที่เพิ่มจะเกิดจากยางที่เปลี่ยนจาก Highway-Terrain เป็น All-Terrain
แต่ถ้าหากปรับเปลี่ยนให้ระยะเบรกสั้นลงกว่านี้ซักนิด ไม่ว่าวิธีการใดก็ตาม น่าจะทำให้ผู้ขับมั่นใจขึ้น
ขอแค่ดีเท่า Wildtrak ก็เพียงพอครับ

คันต่อคัน
ต้องเรียนให้ทราบว่า Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo 10AT 4×4 FX-4 Max
ราคา 1,189,000 บาท หาตัวเทียบที่มีคุณสมบัติตรงกันเป๊ะจริงๆยากมาก เพราะในรุ่นย่อยที่อยู่ตรงกลาง
ระหว่างรุ่นธรรมดา กับรุ่นตกแต่งพิเศษ จริงค่อนข้างเปรียบเทียบกับรถที่อยู่ในตลาดยากมาก แต่ก็ใช้ว่า
จะมวยเปรียบไม่ได้เสียทีเดียว ในตลาดก็ยังพอมี คือรถอะไร เลื่อนลงมาด้านล่างเลยครับ

1. Nissan Navara N-TREK Warrior 4WD 7AT ราคา 1,179,000 บาท (ค้างสต็อก)
หากจะต้องเทียบให้ตรงรุ่นในทุกด้านจริงๆ คงต้องเป็น Nissan ผู้มาก่อนกาลรุ่นนี้ ที่มีการปรับแต่ง
โดยเพิ่มความสูงมีการเปลี่ยนคอม้าให้ยาวขึ้น เปลี่ยนโช๊คอัพใหม่ ใส่ยางใหญ่ขึ้น และมีการตกแต่งภายนอก
ให้ดูดุดันเหมือนกับ Ranger FX-4 MAX แต่น่าเสียดาย ที่มันถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัด
และกระแสสตอบรับไม่ได้ดีนัก เลยไม่ได้ไปต่อในรุ่น Minorchage และบางตัวแทนจำหน่าย
ก็ยังมีรถค้างสต็อกพร้อมส่วนลดแบบเทกระจาด ทั้งนี้ หากท่านผู้อ่านสนใจ ต้องลองไปถามตัวแทนจำหน่าย
แต่ละแห่งด้วยตัวท่านเองครับ ส่วนการขับขี่ ด้วยความที่รถออกมาในจำนวนจำกัด ทาง Nissan
เลยไม่ตัดรถทดสอบมาให้สื่อได้ทดลองขับครับ

2. Toyota Hilux Revo GR Performance
น่าจะเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อ แม้ ณ วันที่เราปิดต้นฉบับจะยังไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึก แต่จะการพยายามสืบแงะแกะเกาะข้อมูลกระบะคันนี้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะโดยเฉพาะชุดช่วงล่างที่ใช้คำว่า “เปลี่ยนยกชุด” เซทอัพไปในแนวทางฝุ่น WRC (World Rally Cross) เน้นทางออฟโรดเต็มสูบ พร้อมชุดแต่งสปอร์ตรอบคันตามสไตล์รุ่นพิเศษ ส่วนข้อมูลอย่างเป็นทางการเราจะทราบพร้อมกันภายในเดือนสิงหาคมนี้

บทส่งท้าย : เป็นรุ่นย่อยที่ต้องโจทย์ตลาด แต่มาเร็วกว่านี้ก็ดีนะ
การมาของ Ranger FX-4 MAX เหมือนเป็นการอุดช่องว่างที่ Ford เห็นว่า มีคนบางกลุ่มต้องการ
นำรถไปงานจริงๆ โดยที่ไม่ได้มอง Function ล้ำๆ แต่ต้องการรถยนต์ที่พร้อมใช้งานทุกสภาพถนน
และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้งานในรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมทั้งการเดินไปมอง
ตลาด Aftermarket ที่ลูกค้าไปใช้บริการว่า ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ามักซื้อเพิ่มปรับแต่งในการขับขี่รถยนต์
ของตัวเองดีขึ้นและเหมาะกับการใช้งาน เช่น โช๊คอัพ ยาง จึงใส่มาให้ลูกค้ามาเลย โดยที่ลูกค้าจ่ายเงิน
จากราคารถมาแล้ว และเสียประกันคุณภาพตัวรถที่เกิดจากดัดแปลงตัวรถ ซึ่งเป็นที่ Ford มองเห็น
ช่องว่างบางอย่างในตลาดรถกระบะของตัวเอง และคงไม่ผิดนัก ที่จะทำรุ่นย่อยนี้ออกมาเพื่อสนอง
ความต้องการของตลาด

แต่ถึงกระนั้น ในเรื่องแก้ไขปัญหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่าทิศทางในการทำงานส่วนนี้จะดีขึ้น
ตามลำดับจากที่เคยเป็น ไม่ว่าจะลูกค้าสัมพันธ์ที่เข้าชาร์ตทุกเคส (ใช่ครับ ทุกเคส) ตามกลุ่มผู้ใช้
แต่ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการบริการหลังการ เช่นคุณภาพของตัวรถที่ผลิตออกมา ต้องคอยเช็คคราบรั่ว
ของฝาปิดโซ่ราวลิ้น ซึ่งเป็นปัญหาจากการประกอบของโรงงานเครื่องยนต์จากต่างประเทศ
และเรื่องการบริการหลังการขายโดยตรง เช่น การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆของช่างที่ขาดความแม่นยำ
ตรงนี้เลยทำให้ยอดขายของ Ranger และ Everest ต้องใช้คำว่า “ทรงตัว” ไม่ขึ้นและลงแต่อย่างใด
และตามข่าวจากทั่วโลก Ranger รุ่นใหม่เอง ก็มีกำหนดการเปิดราวปลายปี 2021 (เป็นอย่างเร็ว)
หากไม่แก้ไขอะไรเลย รุ่นต่อไปอาจขาดความมั่นใจจากผู้บริโภคก็เป็นได้

ในฐานะคนชอบรถคนนึง เมื่อเจอรถที่ขับดี ก็อยากให้รถที่ดี ได้รับการดูแลที่ดีจากผู้แทนจำหน่าย
รวมทั้งความทนทานในแบบรถประเภทนั้นเช่นกัน

อย่ารอจนวันที่สายเกินไป จนผู้ใช้เหนื่อยใจไปค่ายอื่น

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับและถ่ายภาพโดย PunTam
เผยแพร่วันที่ 23 กรกฎาคม 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam