ถึงแม้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะกระหน่ำเปิดตัวเป็นบ้าเป็นหลัง แต่เกือบทั้งหมดจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
เสียมากกว่า ทางฝั่งรถกระบะนั้น นอกจาก Tesla Cybertruck แล้ว ยังไม่มีเจ้าไหนทำรถแนวนี้ออกมาเลย
(แม่กระทั่ง Tesla เองก็ยังไม่จำหน่ายแบบเต็มตัวเสียที) ล่าสุด Ford ได้ชิงตัดหน้าเค้กโดยการเปิดตัวกระบะ
ในตำนานที่ขายดีถึง 44 ปี อย่าง F-150 พลังงานไฟฟ้าในชื่อ Lightning ที่ปรับงานออกแบบให้ล้ำสมัย
ภายในที่ดูไฮเทค และขุมพลังที่มาให้ถึง 2 ทางเลือก โดยจะจำหน่ายเฉพาะรุ่น Double Cab เท่านั้น

หน้าตาภายนอกปรับงานออกแบบจากรุ่นปกติหลายประการ อาทิ ไฟหรี่/ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED
ที่ลากต่อเนื่อง และมีความหนาที่ค่อนข้างมาก กระจังหน้าถูกแทนที่ด้วยแผงสีดำเงาลายตาข่าย 3 ชั้น
กันชนหน้าทรงเดิม แต่ไม่มีไฟตัดหมอกหน้า ส่วนด้านข้างได้ปรับแก้มข้างใหม่ ให้เป็นช่องสำหรับ
เสียบเพื่อชาร์จแบต ส่วนด้านหลังเปลี่ยนไฟท้ายใหม่เป็น LED ที่ลากต่อเนื่องกันแบบเดียวกับไฟหน้า
พร้อมฝาปิดกระบะหลังที่ขยับโลโก้ F-150 ขึ้นไปข้างบน และเอาโลโก้ Ford มาไว้ที่มุมซ้าย แค่นั้น

กระบะหลังติดตั้งฟังก์ชั่นพิเศษคือ Onboard Scales ซึ่งจะคอยวัดน้ำหนักผ่านเซนเซอร์ว่ามีการบรรทุก
ที่เกิดขีดจำกัดที่ตั้งไว้หรือไม่ พร้อมระบบ Intelligent Range ที่คอยช่วยเหลือในการควบคุมการขับขี่
ทั้งคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยเพื่อให้สามารถขับขี่ได้เมื่อตัวรถสามารถควบคุมได้แม้บรรทุกหนักก็ตาม

ภายในดูแตกต่างจากรุ่นปกติอย่างสิ้นเชิง เริ่มจากแผงคอนโซลด้านบนมีการทำลายตะเข็บและวัสดุนุ่ม
มาตรวัดเปลี่ยนเป็นแบบจอแสดงผลแบบสีเต็มตัว ซึ่งมีขนาดถึง 12 นิ้วสามารถแสดงข้อมูลหลายรายการ
และมีกราฟิกที่สวยงาม พร้อมพวงมาลัย 3 ก้านที่มีปุ่มมัลติฟังก์ชั่นจัดเต็ม รวมถึงกุญแจของ Ford นอกจาก
จะมีกุญแจอัจฉริยะแล้วยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการล็อก/ปลดล็อกรถผ่านระบบ NFC ได้อีกด้วย

จอแสดงผลคอนโซลหน้าแบบสัมผัสมีขนาดใหญ่สะใจถึง 15.5 นิ้ว พร้อมหน้าตาเมนูที่เรียบง่ายและรองรับ
การสั่งงานด้วยเสียง Sync 4A พร้อมเมนูที่รองรับรถยนต์ EV ทั้งแสดงข้อมูลของรถ,รองรับการเชื่อมต่อ
Apple Carplay,Android Auto,Amazon Alexa และ Sync AppLink ส่วนระบบนำทางที่เอาข้อมูล
ปริมาณไฟฟ้ามีช่วยคำนวณ​ อีกทั้งยังมีการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่สามารถอัพเดตระบบให้สดใหม่เพื่อลดปัญหาต่างๆ
และได้ฟังก์ชั่นใหม่ๆแบบที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือแก้ระบบรถอีกด้วย เสริมด้วยระบบเสียงจาก Bang & Olufsen
ที่มีลำโพงสูงสุด 18 ตัว

แน่นอนว่าเมื่อตัวรถขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแบบไฟฟ้าแล้ว จะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ที่แตกต่าง
จากรุ่นปกติโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีขุมพลังอยู่ 2 ทางเลือกดังนี้

  • แบบระยะทางปกติ ขุมพลังมีกำลังสูงสุด 426 แรงม้า แรงบิด 1,051 นิวตัน-เมตร สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด
    230 ไมล์ (370 กิโลเมตร) ขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ชาร์จเร็วสุด 44 นาที มาพร้อมปลั๊กชาร์จกำลังไฟ
    32 แอมป์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ลากจูงได้สูงสุด 2,300 กิโลกรัม
  • แบบระยะทางจัดเต็ม ขุมพลังมีกำลังสูงสุด 563 แรงม้า แรงบิด 1,051 นิวตัน-เมตร สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด
    300 ไมล์ (483 กิโลเมตร) ขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ชาร์จเร็วสุด 41 นาที มาพร้อมปลั๊กชาร์จกำลังไฟ
    32 แอมป์เและ 80 แอมป์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ลากจูงได้สูงสุด 3,500 กิโลกรัม

สำหรับแบตเตอรี่จะติดตั้งบริเวณพื้นรถเพื่อส่งกำลังไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าที่อยู่ทั้งด้านหน้าและหลัง อีกทั้งตัวรถ
สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าไปที่บ้านได้สูงสุด 3 วัน ผ่านกำลังไฟที่ปล่อยได้สูงสุด 9.6 กิโลวัตต์สำหรับ
เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบความปลอดภัยอีกด้วย เพื่อความมั่นใจ นอกจากนี้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อสามารถ
เลือกได้ถึง 4 แบบคือธรรมดา,Sport,Off Road และ Tow/Haul สำหรับลากจูง เพื่อความมั่นใจ
ชิ้นส่วนต่างๆออกแบบให้ทนกับหลายสภาวะ อาทิ น้ำและฝุ่นละออง,อุณหภูมิหนาวจัด -40 องศา เป็นต้น

ตัวถังรถใช้วัสดุอลูมิเนียมที่เป็นเกรดเดียวกับใช้ในการทหาร รวมถึงเฟรมตัวรถที่รองรับแบตเตอรี่
ที่ใช้สำหรับพลังงานไฟฟ้าล้วน ปรับปรุงชิ้นส่วนต่างๆให้ลู่ลมตามหลัก Aerodynamics รวมถึง
ช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบอิสระที่ลดจุดศูนย์ถ่วงลงช่วยเพิ่มการทรงตัวและการขับขี่ที่ดีขึ้น

ระบบช่วยเหลือการขับขี่มาพร้อมออปชั่นเด่นคือ BlueCruise ซึ่งจะช่วยในการขับขี่บนทางหลวงโดยจะ
ควบคุมเบรก คันเร่ง พวงมาลัยเพื่อลดความเครียดจากการเดินทางไกลอีกด้วยและมีโหมดการขับขี่แบบ
ไม่ต้องใช้มือช่วย Hands-free highway driving mode เสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังติดตั้ง
ระบบช่วยเหลือในการขับขี่ Ford Co-Pilot 360 ประกอบไปด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างรถอัตโนมัติทุกย่านความเร็วพร้อม Stop and Go
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
  • ระบบเตือนและช่วยให้รถอยู่ในเลนกลาง
  • ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร
  • ระบบช่วยหลบสิ่งกีดขวาง
  • ระบบช่วยขับขี่โดยอ้างอิงจากระบบนำทาง
  • ระบบช่วยขับขี่บนทางแยก
  • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง
  • ระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ระบบช่วยถอยจอดรถอัตโนมัติ

Ford F-150 Lightning มีให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อยคือ รุ่นเริ่มต้น.,LT Lariat,Platinum และมี 2 ขุมพลัง
เป็นทางเลือก
จะเริ่มผลิตจริงในปี 2022 โดยจะผลิตในโรงงานที่ Dearborn ที่อยู่ห่างจาก Detroit
โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 39,974 ดอลล่าร์สหรัฐ (หรือราวๆ 1,255,000 บาท) แต่ใครที่สั่งจอง
จะต้องวางเงินมัดจำ 100 ดอลล่าร์ (ราวๆ 3,140 บาท) ส่วนประเทศอื่นๆที่ไหนจะได้สัมผัสต้องรอกันต่อไป