[First Check Drive] Toyota C-HR 1.8 HV Hi : ทดลองทั้ง 2 เวอร์ชั่น แต่ยังประทับใจเหมือนเดิม

1,417

หลังจากที่ขับเวอร์ชั่นญี่ปุ่นไปคราวก่อน แม้เพียงฟิลลิ่งสั้นๆ บนความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. รู้สึกว่า
เป็น Toyota ที่อยากได้ แต่ถ้าตัดสินไปแบบนั้นมันก็ไม่ใช่นี่สิ เพราะสถานการณ์ขับขี่จริง ปริมาณรถ
บนท้องถนน,สถาพถนนและพฤติกรรมการขับขี่ของเพื่อนร่วมถนนหลากหลายกว่าในสนามแน่นอน

ดังนั้นจึงมาลองขับที่ประเทศไทยกันบ้าง (แต่ก็ทิ้งระยะห่างไว้ประมาณ 1 ปีกับอีก 2 เดือนเลยแหะ)
และในช่วงที่เปิดตัวใหม่ๆ Toyota ก็ได้โปรโมทรถรุ่นนี้กันกระหน่ำเยอะมาก อย่างไรก็ตาม
เรามาดูกันว่าเวอร์ชั่นบ้านเราจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

สำหรับ Toyota SUV ในประเทศไทยนั้น หลังจากที่ยุติการทำตลาด Land Cruiser Prado ไปเกือบสิบปี
ก็ไม่มีรถยกสูงบนพื้นฐานรถเก๋งมาขายอีกเลย ปล่อยให้ Fortuner ที่เป็นพื้นฐานรถกระบะ ขายอยู่รุ่นเดียว
แม้จะยังขายดีจนถึงขณะนี้ แต่ตลาด Crossover มีการแข่งขันที่รุนแรงมาก ก็เลยต้องหารุ่นอื่นมาเสริม


(ด้านซ้ายรุ่น 1.8 Hybrid Hi,ด้านขวา 1.8 Mid)

ตลาดกลุ่มนี้ในไทยประเดิมด้วย Nissan Juke ออกมาในช่วงปลายปี 2013 แม้ในระยะแรกบางคนมองว่า
เล็กกว่า CR-V จะไปขายแข่งกับใครได้ หลังจากนั้น ลูกค้าก็เริ่มเข้าใจกันว่า Juke เป็นรถที่ขายในกลุ่ม
ที่อยากได้ Crossover ที่มีขนาดพอใช้งานในเมืองได้ และราคาที่ไม่สูงนัก ต่อมาก็มี Ford Ecosport
ออกมาจำหน่ายตาม ยอดขายทั้ง 2 รุ่นก็สลับกันขายดีในบางเดือน แต่ก็ถึงจุดพีคของกลุ่มนี้จนได้

เมื่อ Honda เปิดตัว HR-V ที่มีขนาดใหญ่กว่า พื้นที่ภายในกว้างกว่า เครื่องยนต์ที่ดูมีภาษีกว่าสำหรับลูกค้า
ชาวไทย ออปชั่นเยอะกว่า แม้ว่าราคาจะทะลุล้านไปแล้ว แต่ก็ขายดีเป็นอันดับ 1 ตลอดอายุตลาดทิ้งให้
Ecosport และ Juke มองกันตาปริบๆ รวมถึง CX-3 ที่ขับดีกว่าตามมาในภายหลัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
Toyota มองเห็นว่าตลาดกลุ่มนี้กำลังบูมอยู่ ไม่รอช้า จึงเตรียมส่ง C-HR มาขายโดยได้โปรโมทกันอย่างหนัก
และได้เปิดตัวเมื่อ 8 มีนาคมที่ผ่านมา


(ด้านซ้ายรุ่น 1.8 Mid,ด้านขวา 1.8 Hybrid Hi)

หน้าตาภายนอกมาจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเกือบทุกประการ เริ่มจากด้านหน้าที่ยังคงแบ่งการตกแต่งระหว่างรุ่นธรรมดา
และ Hybrid โดยรุ่นธรรมดาจะได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ (หลอดฮาโลเจน) พร้อมไฟหรี่ LED LED 3 ดวง
(และยังเป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL (Daytime Running Light) อีกด้วย)

ส่วนรุ่น Hybrid จะได้ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED พร้อมไฟหรี่ LED 2 ดวงและไฟ DRL (Daytime Running Light)
เป็นเส้นยาว แถมไฟเลี้ยวกระพริบแบบไล่จากซ้ายไปขวาที่ชวนให้คิดถึง Lexus RX รุ่นปัจจุบันและ Audi หลายๆรุ่น

นอกนั้นจะมีรายละเอียดร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าจะเป็นแถบช่องด้านล่างขนาดเล็ก พร้อมช่องบริเวณ
กันชนหน้าตกแต่งลายรังผึ้ง ติดตั้งซ็นเซอร์รอบคันทั้งหน้าและหลังรวม 8 จุดทุกรุ่น แต่ไฟตัดหมอกหน้า
ยังใช้หลอดฮาโลเจนเหมือนเดิม (ซึ่งในญี่ปุ่นจะได้ใช้แบบ LED ซึ่งบ้านเรามีให้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง)
ติดตั้งทุกรุ่นยกเว้นรุ่นพื้นฐาน 1.8 Entry

ด้านข้างที่ตกแต่งบึกบึนตามสไตล์ SUV ทั้งชายล่างตกแต่งสีดำ แนวกระจกที่ตกแต่งด้วยโครเมียม
ซึ่งกระจกด้านหลังมีขนาดเล็กพอสมควร และเสาสีดำที่ใช้วัสดุ Piano Black ช่วยเพิ่มความดูดีไปอีก
มือจับประตูด้านหลังจะใช้วิธีเปิดแบบดึง (เหมือนมือเปิดประตูรถสมัยนี้) แต่ตำแหน่งของมือจับอยู่สูงเกินไป
ในกรณีที่มีเด็กอยากจะเปิดประตูบานหลัง กระจกมองข้าง นอกจากจะปรับและพับไฟฟ้า (ที่มีโหมดพับเก็บ
อัตโนมัติให้เลือก) พร้อมไฟเลี้ยวที่มีขนาดเล็กและไฟส่องสว่างคำว่า Toyota C-HR มาให้ในรุ่นท็อป

อีกหนึ่งจุดที่หลายๆคนครหาก็คือลายล้อของเวอร์ชั่นไทย ที่ได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายเดียวกับ
รุ่นเริ่มต้นในตลาดญี่ปุ่นเป๊ะ พร้อมยางขนาด 215/60R17 แม้ว่าลายล้อดูโอเคอยู่ แต่ทำให้
ความสวยของรถ Drop ไปพอสมควร แต่ทำใจว่ามันมีเหตุผลอยู่ ซึ่งจะอธิบายในภายหลัง

ขนาดตัวถังจะมีความยาว 4,360 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,565 มิลลิเมตร
ฐานล้อมีความยาว 2,640 มิลลิเมตร และพื้นที่ใต้ท้องรถสูง 154 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
พบว่า C-HR มีขนาดยาวและกว้างที่สุดในกลุ่ม แต่ความสูงจะสูงกว่า Mazda CX-3 แค่ 15 มิลลิเมตร
และจุดต่ำสุดจากพื้นจะเตี้ยที่สุดในกลุ่ม

เปิดประตูดูภายใน : เหมือนเวอร์ชั่นญี่ปุ่นทุกประการ รวมถึงออปชั่นที่ใกล้เคียงกันมาก

การออกแบบภายในเน้นดีไซน์แบบ Diamond Cut เหมือนเวอร์ชั่นญี่ปุ่นทุกประการ ซึ่งดูแล้วค่อนข้างล้ำ
ตามเทรนด์ของ Crossover ในยุคปัจจุบัน ส่วนวัสดุภายใน ตอนแรกคิดกว่าจะออกมาเป็นพลาสติกทั้งคัน
แต่พอได้สัมผัสจริงๆ กลับพบว่า คิ้วมาตรวัดกับพื้นที่ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ามีการบุนุ่ม และแผงคอนโซลหน้า
ส่วนล่างที่นุ่มน้อยกว่าด้านบนนิดหน่อย แต่แผงคอนโซลส่วนหน้าสุด (บริเวณลำโพงทวิตเตอร์) เป็นพลาสติกล้วนๆ
โดยรวมแล้วถือว่าดูดีใช้ได้

ชุดเครื่องเสียงในตลาดญี่ปุ่นจะไม่มีมาให้ (เพราะแยกขายเป็นออปชั่นเสริมแทน) แต่ของบ้านเราได้ DVD
แบบจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมกล้องมองหลังที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกรุ่นย่อย แต่ฟังก์ชั่นไม่เหมือนกัน
ในรุ่น Hybrid จะเพิ่มระบบ Telematics ที่รองรับฟังก์ชั่นของ T-Connect โดยตรง ส่วนรุ่นสูงสุด
จะได้ระบบนำทาง Navigator มาให้ ส่วนคุณภาพเสียงดีกว่ารถที่ใช้วิทยุจอสัมผัสแบบเดิม
(ที่มีปุ่มวงกลมบริเวณด้านขวา) และสิ่งที่อยากจะชมเชยก็คือ ในที่สุดเพลงก็ไม่ตัดขณะ
เข้าเกียร์ถอยหลัง (เสียที)

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแบบแยกฝั่งทุกรุ่น พร้อมหน้าจอดิจิตอล ซึ่งปุ่มควบคุมทิศทางลม ความแรงลม
และอุณหภูมิจะมีปุ่มเฉพาะไว้ให้บริเวณใต้จอแสดงผลซึ่งทำความเย็นถือว่าเร็วใช้ได้ แต่ตำแหน่งปุ่มควบคุม Auto
สลับฝั่งกับปุ่มไล่ฝ้ากระจกหลัง ซึ่งไกลจากมือคนขับไปสักนิด ดังนั้น รุ่นปรับโฉมอาจจะต้องวางตำแหน่งสวิตซ์
ใหม่ให้ดีขึ้น โดยในรุ่นท็อปเสริมระบบกรองอากาศ Nano-E มาให้

แผงคอนโซลเกียร์จะมีทั้งที่วางแก้วน้ำช่องเดียว (ซึ่งรุ่น Hybrid มีแสงสีฟ้ามาให้) รวมถึงเกียร์อัตโนมัติที่กลับมา
ใช้แบบรางตรงครั้งแรกในรอบหลายๆปี (หลังจากที่ใช้รางเกียร์แบบร่องหยัก Gate-Type มาโดยตลอด)
พร้อมไฟส่องบริเวณตัวอักษรที่เข้าเกียร์ในขณะนั้น ถัดมาดป็นเบรกมือไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับปุ่ม Hold สำหรับหยุดรถ
ขณะติดไฟแดงแล้วขี้เกียจเหยียบเบรก พร้อมกับปุ่มควบคุมระบบ VSC และปุ่ม Eco Mode (EV ในรุ่นไฮบริด)
และมีวางแก้วอีกจุดที่พื้นสามารถถอดพื้นออกเพื่อวางแก้วที่ใหญ่ขึ้น ที่พักแขนมีขนาดใหญ่พร้อมกล่องคอนโซล
ที่ค่อนข้างลึกและมีปลั๊กไฟแบบ 12 โวล์ต ส่วนวัสดุตกแต่งตรงแผงกลางรุ่น 1.8 Entry ในไทย จะเป็นสีดำด้าน
แต่รุ่น 1.8 Mid ขึ้นไป จะตกแต่งด้วยสีดำเงาที่ดูดีขึ้น

มาตรวัด ในตอนแรกนั้นมองเหมือนว่าเป็นแบบธรรมดา แต่พอสตาร์ทแล้วมีไฟสีน้ำเงินเรืองแสงออกมานิดๆ
ตัวเลขบนมาตรวัดมีขนาดกำลังดี พร้อมกับจอแสดงผลการขับขี่ MID แบบจอสีขนาด 4.2 นิ้วที่ได้เปลี่ยนเมนู
ที่ดูทันสมัยขึ้น (เมื่อเทียบกับที่มีใน Revo Fortuner Camry และ Alphard) โดยในภาพจะเป็นแบบไฮบริด
ส่วนรุ่นปกติฝั่งซ้ายจะเป็นวัดรอบแทน

พวงมาลัยเป็นแบบหุ้มหนัง 3 ก้านพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์และจอ MID ซึ่งขอชื่นชมว่าหนัง
ของพวงมาลัยทำได้ค่อนข้างนุ่มมือ และสวิตซ์ปุ่มต่างๆมีสัมผัสค่อนข้างดี และยังสามารถปรับสูง/ต่ำ และ
ใกล้/ไกลได้อีกด้วย

ถ้าคุณสงสัยว่า รุ่น Entry ที่มาในราคา 975,000 บาทนั้น จะยังเหลือออปชั่นอะไรบ้าง เลยเอามาให้ดูครับ
การตกแต่งเมื่อเทียบกับรุ่น 1.8 MID แล้ว จะเป็นสีดำล้วนทั้งหมด (ขณะที่รุ่นอื่นมีสีน้ำตาลมาแซมในบางจุด)
กุญแจยังใช้สตาร์ทไข (หน้าตาเหมือนกับ Altis และ Revo ที่คุ้นเคย) และแผงคอนโซลกลางสีด้าน
เมื่อมาเห็นตัวจริงแล้ว ถือว่า ดูไม่เลวร้ายนัก

(1.8 Entry)

เบาะหน้าออกแบบใหม่ยกชุด ปรับเบาะด้วยมือทุกรุ่น วัสดุหุ้มเบาะของ 1.8 Entry จะใช้ผ้าที่ค่อนข้างสากมือ
และรุ่น 1.8 Mid ขึ้นไปจะได้เบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์สีดำ (พร้อมปรับดันหลังไฟฟ้า) ซึ่งตัวเบาะ
รองรับช่วงลำตัวค่อนข้างใช้ได้ พนักพิงศรีษะแม้ว่าจะใช้ชุดเดียวกัน แต่รุ่นเบาะผ้ากลับให้ความรู้สึก
ดันหัวมากกว่ารุ่นเบาะหนังชัดเจน (สาเหตุมาจากวัสดุหุ้มเบาะล้วนๆ)

แผงประตูเป็นแบบพลาสติกขึ้นรูป พร้อมช่องเก็บของที่มีขนาดใหญ่ (และเพิ่มไฟส่องสว่างในรุ่น Hybrid)
แต่ก็มีการตกแต่งที่พักแขนด้วยหนัง ตำแหน่างการพักแขนถือว่าเหมาะสมอยู่ และที่สำคัญ C-HR
ยังมีเข็มขัดนิรภัยปรับสูง/ต่ำมาเช่นเคย

(บน 1.8 Entry ล่าง 1.8HV HI)

สำหรับพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ถือว่าค่อนข้างแคบกว่า Toyota ทั่วไป แต่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
พื้นที่วางขายังมีเหลือพอประมาณ (แต่อย่าถอยเบาะมาจนสุดก็แล้วกัน เพราะมันแคบจนวางขาไม่ได้เลย)
และพื้นที่ศรีษะยังมีเหลือไว้นิดหน่อย (แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก) แต่ที่ทำให้รู้สึกคับแคบเกินความจริง
นั้นคือ เสาประตูคู่หลังที่หนาเกินความจำเป็น แม้จะมีสาเหตุมาจากการออกแบบ อย่างไรก็ตาม
ในโฉมต่อไปช่วยลดขนาดให้มันเล็กลงก็ยังดี เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แน่นอนว่าดีกว่า Juke และ Ecosport
และค่อนข้างสูสีกับ CX-3 และ XV ใหม่ แต่ที่แน่ๆ HR-V ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มนี้อยู่ดี

ส่วนจุดอื่นๆจะมีทั้งประตูหลังที่เป็นพลาสติกขึ้นรูปที่วางแขนกำลังดี พร้อมที่วางแก้วให้ฝั่งละ 1 จุด
พร้อมที่เก็บของหลังเบาะใช้วัสดุผ้าผิวสากๆ (ซึ่งมีมาให้เฉพาะรุ่นเบาะหนังเท่านั้น) แต่สิ่งที่หายไป
บริเวณห้องโดยสารด้านหลังคือ เบาะหลังไม่มีที่พักแขนแผงประตูไม่ได้หุ้มวัสดุเบาะนั่ง และ
ไม่มีมือจับบนหลังคาให้ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้ง 3 รายการนี้ควรที่จะให้มาได้แล้ว

พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ไม่ว่าคุณจะซื้อรุ่นเทอร์โบ หรือรุ่นไฮบริด ก็จะได้พื้นที่ขนาดเท่ากันอยู่ที่ 370 ลิตร
(ส่วนหนึ่งเพราะแบตเตอรี่ของ C-HR จะอยู่ที่ใต้เบาะหลัง ทำให้รุ่น Hybrid ไม่เสียพื้นที่ภายในรถ แต่ต้อง
เสียความจุของถังน้ำมัน และที่รองขาจะใช้วัสดุพาสติกแทน เพราะต้องทำช่องระบายอากาศแบตเตอรี่)
และยังสามารถพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระได้อีกด้วย

ขุมพลัง

C-HR เวอร์ชั่นไทยมีให้เลือก 2 ขุมพลังด้วยกันคือ เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE DUAL VVT-i
140 แรงม้า แรงบิด 175 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อมโหมด + –
(Sequential Shift) ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ รองรับน้ำมันสูงสุดถึง E85 ปล่อยไอเสียอยู่ที่ 150 กรัม/กิโลเมตร

และเครื่องยนต์ที่ได้ไปลองมา (ทั้งในญี่ปุ่น และประเทศไทย) คือ เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร Hybrid รหัส 2ZR-FXE
98 แรงม้า แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังถึง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร
พร้อมแบตเตอรี่แบบ นิเกลเมทัลไฮดรายท์ Ni-MH ที่ติดตั้งไว้บริเวณใต้เบาะหลัง จับคู่ด้วย เกียร์อัตโนมัติแบบ
ECVT ที่มีการปรับจูนให้รองรับน้ำมัน E20 โดยมีค่าไอเสียอยู่ที่ 95 กรัม/กิโลเมตร

ในการวัดค่าไอเสียจากการปล่อย CO2 นั้น ส่วนที่เกี่ยวข้องจะมีทั้ง เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง รวมไปถึงช่วงล่าง
และล้อที่ติดมาให้ ดังนั้น จึงเป็นอีกเหตุผลที่ในประเทศไทยได้ใช้ C-HR ล้อขนาด 17 นิ้วด้วยเหตุผลดังกล่าว

C-HR จะสร้างบนพื้นฐาน TNGA (Toyota Global Architecture Platform) เป็น Platform ใหม่
ที่ใช้ร่วมกันในหลายๆรุ่น (แต่ก็ยังแบ่งตามขนาดเหมือนเดิม อย่าง C-HR จะเป็น TNGA-C ซึ่งจะใช้ใน
รถขนาด C-Segment ด้วยกัน อย่างเช่น Prius,Prius PHV(Prime) และ Auris ใหม่ที่พึ่งเปิดตัวสดๆร้อนๆ)
นอกจากนี้ยังพัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถใส่ด้วยกันได้ทุกรุ่น จากโครงสร้างดังกล่าวทำให้รถประหยัดน้ำมันขึ้น
และแรงขึ้น ลดขนาดมอเตอร์ไฟฟ้าและ Inverter ในรุ่นไฮบริดอีก รวมถึง ออกแบบตัวรถให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ
เพื่อให้ขับดีขึ้นและทนต่อการบิดตัวมากขึ้น

รุ่นที่ได้ลองเป็นรุ่น 1.8 S Hybrid ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ญี่ปุ่น และ 1.8 HV High ในประเทศไทย หลายๆคน
อยากรู้ว่าสมรรถนะจะมาเป็นอย่างไร ลองดูได้ตามนี้ครับ

การออกตัว ในตอนแรกที่ลองในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ยังคงพุ่งตามสไตล์ Toyota ในความเร็วต่ำ
แต่พอลองในสนามและการจราจรจริงในประเทศไทยพบว่าพุ่งพอๆกับ HR-V และ CX-3 แต่
ไม่ได้แรงแบบบ้าระห่ำอย่างที่คิด

พวงมาลัยของ C-HR เป็นแบบ Rack and Pinion พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS ในการลองครั้งแรกพบว่า
น้ำหนักพวงมาลัยเบากำลังดี ควบคุมได้ตามสั่งในความเร็วต่ำแต่พอลองบ้านเราที่ใช้ความเร็วได้มากกว่า
พวงมาลัยหนักขึ้นกว่า Toyota ทั่วไป แต่ยังคงมีอาการเบาให้เห็นอยู่ เมื่อเทียบกับคู่แข่งยืนยันว่า ดีเทียบเท่า
CX-3 (แน่นอนว่าดีกว่า HR-V Juke และ Ecosport)

ระบบกันสะเทือน

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบ Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลง
ทั้งหน้าและหลัง ซึ่งฟิลลิ่งคร่าวๆถือว่ามีความนุ่มและแน่นในความเร็วต่ำ ส่วนความเร็วสูงให้ทั้งในเรื่องความนุ่มนวล
แต่เกาะถนนดีเยี่ยม (เมื่อเทียบกับ Toyota รุ่นที่ผ่านมา) เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีเท่า CX-3
และ XV (ซึ่งสองรุ่นนั้นทำได้เป็นแถวหน้าของกลุ่ม) แต่เรียกได้ว่า มีความมั่นใจกว่าที่ผ่านมาเยอะ

ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมระบบเบรก ABS EBD BA ซึ่งในรุ่นไฮบริด จะมีระบบไฟฟ้าไว้ช่วยเบรก
ซึ่งทำงานได้ตามสั่ง หยุดเป็นหยุด ไม่มีทำงานหน่วงแต่อย่างใด

ความปลอดภัย C-HR ในเวอร์ชั่นไทยมีทั้งระบบเบรก ABS EBD BA ,ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัย 7 ลูกทุกรุ่น แต่ในรุ่น HV Hi จะติดตั้งระบบเตือนมุมอับด้านข้าง
Blind Spot Monitoring พร้อมระบบเตือนรถขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert ที่ปัดน้ำฝนและ
กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ พร้อมกับไฮไลท์สำคัญ คือ ชุดระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense
มาพร้อมกับ ระบบรักษาระยะห่าง Radar Cruise Control ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน Pre-Crash Safety System
ระบบเตือนรถออกนอกเลน Lane Departure Alert และระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto High Beam มาให้
เหมือนกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

รวบให้ฟัง หลังลองคร่าวๆ

: Toyota ยุคใหม่ที่พัฒนาให้ดีขึ้น แต่ต้องแลกกับพื้นที่ผู้โดยสารด้านหลังและบุคลิกจาก Toyota เดิมเล็กน้อย

หลังจากที่ลองขับมายอมรับว่าเป็น Toyota ไม่กี่รุ่นที่ผมอยากจะได้มาครอบครองจากหลายๆ เหตุผล
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกที่ลงตัวหลายๆจุด ข้าวของที่ให้มาเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศถือว่า
ไม่น้อยหน้าไปกว่ามคร รวมถึงสมรรถนะของตัวรถที่ขอบอกเลยว่า ดีกว่า Toyota หลายๆรุ่น ที่เคยขับมา
และ TNGA Platform ที่ทำผลงานได้ดีเกินคาด

แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงนั้นคือ ห้องโดยสารตอนหลังที่มีเรื่องให้ติหลายข้อ ทั้งออกแบบเสาด้านหลัง
ที่หนาเกินไปทำให้ดูอึดอัดเกินความจริง รวมถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างเช่น ไม่มีมือจับด้านหลัง
ประตูหลังไม่ได้บุด้วยวัสดุหุ้มเบาะบริเวณที่ท้าวแขน และที่ไม่ที่พักแขนมาให้

ต่อมา พนักพิงศรีษะด้านหลังที่ค่อนข้างดันหัว แม้ว่ารุ่นที่เป็นเบาะหนังจะนุ่มหัวกว่านิดหน่อย เพราะหนังที่
ใช้ค่อนข้างให้สัมผัสดี แต่พอมาเป็นรุ่นที่ใช้เบาะผ้ากลับค่อนข้างแข็งจนน่ารำคาญ (ทั้งเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและไทย)
หวังว่า รุ่นปรับโฉมอาจจะแก้ปัญหาให้ดีขึ้น

รวมไปถึงสีรถ จริงอยู่ที่ในเวอร์ชั่นไทยมีสีทูโทนพร้อมกับสีสดๆให้เลือก แต่ดันมีให้เลือกเฉพาะรุ่น Hybrid เท่านั้น
ส่วนสีของเครื่องยนต์เบนซิน กลับเป็น 3 สี Gray Scale อย่างสีขาวมุก สีดำ และสีเทา (แม้ว่าจะสวย
แต่ลูกค้าที่อยากได้สีรถที่ไม่เหมือนกันก็มี) ดังนั้น เพิ่มทางเลือกไว้ให้สีทูโทน หรือถ้าอยาก กั๊กเอาไว้จริงๆ
ออกเป็นสี Monotone มาเลยก็ได้

เมื่อเทียบกับคู่แข่งคร่าวๆแล้ว

Honda HR-V : Crossover ยอดฮิตของคนไทยซึ่งมีหน้าตาที่เรียบง่าย แต่ลงตัว ภายในที่ค่อนข้างแปลกตา
แต่การใช้งานที่ยุ่งยากพอสมควร เบาะนั่งดี แต่พนักพิงศรีษะค่อนข้างดันหัว เครื่องยนต์ที่แรงกำลังดี
ช่วงล่างในความเร็วต่ำดี แต่พอขึ้น เป็นความเร็วสูงแล้ว แทบไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย แถมศูนย์บริการ
ในไทยกับ QC ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงพอสมควร

แต่ถ้าใครอยากจะได้รุ่นนี้จริงๆ และไม่รีบที่จะออกรถ รอดูรุ่นปรับโฉม แน่นอนว่าภายนอกจะเหมือน
เวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่ภายในอาจจะเปลี่ยนไม่เยอะนัก รวมถึงราคาที่มีโอกาสว่า จะยังเหมือนเดิม
(ตามสไตล์ Honda ในช่วงปีที่ผ่านมา)

Mazda CX-3 : Crossover ที่โดดเด่นทั้งดีไซน์ภายนอกและการออกแบบและวัสดุภายในที่ดีที่สุดในกลุ่ม
การใช้งานที่ง่าย ออปชั่นที่ให้มาครบ เบาะนั่งสบาย แต่พื้นที่ห้องโดยสารที่ แคบเป็นลำดับต้นๆของกลุ่ม
การขับขี่ลงตัวสุดทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง แต่ถ้าจะเล่นรุ่นนี้ แนะนำรุ่นเบนซินเท่านั้น เพราะเครื่องดีเซล
ดีกว่าแค่ประหยัดน้ำมัน แค่นั้น ส่วนจุดอื่นๆแพ้ เครื่องเบนซินที่อืดกว่า แพงกว่า และมีปัญหามากกว่า
และศูนย์บริการที่เริ่มจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นไว้วางใจได้เต็มที่

Subaru XV : ทันทีที่เปลี่ยนโฉมปุ๊บ หน้าตาภายนอกและภายในทันสมัยกว่าเดิม (แต่ไม่ดูล้ำเหมือนคู่แข่ง)
ออปชั่นเยอะนึ้น ภายในกว้างกว่า C-HR ภาพรวมการขับขี่ถือว่า ดีกว่าคู่แข่งทุกอย่าง ยกเว้นเครื่องยนต์
ที่อืดจนกลบความสนุกในการขับขี่หมด ส่วนศูนย์บริการนั้น หลายๆที่เริ่มทยอยปิดลงจนน่าห่วงว่า
แล้วจะเอารถเข้าไปเช็คระยะ หรือซ่อมกันศูนย์ไหนระหว่าที่ประกันยังไม่หมด

Ford Ecosport : ทำตลาดนานที่สุดในกลุ่ม สิ่งที่จะโดดเด่นได้มีแค่ราคาที่ถูกที่สุดในกลุ่มกับมูนรูฟ
ในรุ่นท็อป นอกนั้นคู่แข่งกลบหมด ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายภายใน สมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย
และศูนย์บริการ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย

ราคาและสเปคอย่างเป็นทางการ

แน่นอนว่าพอเคาะสเปคและราคาออกมาแล้ว เท่าที่ดูคร่าวๆในตอนแรก มองว่า 1.8 Entry ออปชั่น
ด้อยกว่าคู่แข่งมาก เพราะไม่มีกุญแจอัจฉริยะและเบาะนั่งที่ยังเป็นผ้าอยู่ แต่พอปล่อยเสปคเต็มพบว่า
ออปชั่นอื่นๆยังไม่ได้ตั้งไปทั้งวิทยุจอสัมผัส กล้องมองหลัง เซนเซอร์รอบคัน 8 จุด ระบบควบคุม
ความเร็วอัตโนมัติ ซึ่งเทียบกันแล้ว ในราคานี้ คู่แข่งก็ยังให้ออปชั่นเยอะกว่าอยู่ดี

ส่วนน่าเล่นที่สุดมี 2 รุ่นคือ 1.8 Mid ที่แม้ว่าการตกแต่งภายนอกจะสู้รุ่น Hybrid ไม่ได้ แต่รายละเอียด
ภายในแทบไม่ต่างกับรุ่นดังกล่าว ยกเว้นไฟภายในห้องโดยสารในจุดอื่นๆ กับระบบ Telematics
และรุ่น 1.8 HV Hi ที่แพงกว่าเกือบแสน แต่ได้ข้าวของครบทุกอย่าง

แต่ขอแนะนำว่า Toyota ควรจะออกรุ่น 1.8 Hi เพื่อเอาใจคนบ้าออปชั่น แต่ไม่อยากได้ระบบ Hybrid
เพราะค่าบำรุงรักษาที่แพงกว่า (ในความคิดคนไทยส่วนใหญ่) และราคาขายต่อที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ
รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน (แม้ว่า Toyota จะรับประกันว่าขายต่อ ได้ราคากว่าเครื่องยนต์เบนซิน แต่ก็จำกัดแค่
Toyota Sure เท่านั้น)

ในเบื้องต้น ความเห็นของ C-HR จะมีเพียงเท่านี้ แต่อัตราเร่ง อัตราสิ้นเปลืองเป็นอย่างไรนั้น
โปรดติดตามได้ใน Check-In Drive ที่กำลังจะมีในเร็วๆนี้ครับ

กราบบบขอบพระคุณแบบงามๆ

Toyota Driving Experience Park,Thailand
Toyota Interyont Chonburi 1999

สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V

เผยแพร่ครั้งแรก : 10 มีนาคม 2561

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th

อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

 

Comments
Loading...