[First Check Drive] All New Toyota Camry 2.5 Hybrid Dynamic Force | เมื่อ Camry เปลี่ยนบุคลิกให้จัดจ้านกว่าที่เคยเป็น

256

ครั้งแรกที่เห็นหน้าตาของ Camry ใหม่ คุณคิดอย่างไรกันบ้าง?
แน่นอนว่าถ้าเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ​ 20-40 ปีส่วนใหญ่มองว่า ดูสวยล้ำกว่าเดิม น่าขับขึ้นกว่าเดิมมาก
แต่สำหรับลูกค้าที่อายุ 40 ปีขึ้นไป (อันเป็นกลุ่มลูกค้า D-Segment ในประเทศไทย) กลับมองว่า
เส้นสายดูแปลกเกินไป ไม่น่าขับ และคิดว่าบุคลิกอาจจะไม่หนุ่มสบายเหมือนรุ่นก่อนๆ

ในอดีต Camry คือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่หรูหราที่สุดของ Toyota ในประเทศไทย และเป็นตัวเลือก
สำหรับคนที่ฐานะการงานและการเงินเติบโตขึ้น เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสำเร็จของชีวิต
แน่นอนว่าในประเทศไทยรู้จัก Camry มาเกือบ 2 ทศวรรษ ในแต่ละรุ่นได้ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไป
รวมทั้งเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์นั่งแบบ Hybrid ที่ประกอบในประเทศอีกด้วย

จากปี 1993 ที่เปิดตัวในเมืองไทย สู่การเปิดตัวรุ่นที่ 6 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่
สำหรับ Toyota Camry เวอร์ชั่นปัจจุบันเผยโฉมครั้งแรกในงาน North American International Auto Show
(NAIAS) 2017 ที่คราวนี้จับทั้งสองเวอร์ชั่นอย่างเวอร์ชั่นอเมริกา ออสเตรเลีย (บ้านเราเคยจำหน่ายในชื่อ
Camry ESport มาระยะหนึ่งก่อนที่ยุติการนำเข้าเพราะโรงงานในออสเตรเลียเลิกประกอบรถยนต์ในปี 2016)
กับเวอร์ชั่นตลาดโลกที่ดูหรูหรา (รวมทั้ง Toyota Avensis สำหรับตลาดยุโรปที่ยุบไปเพื่อเปิดทางให้กับ
รุ่นนี้โดยเฉพาะ) นั่นหมายความว่า Camry จะใช้หน้าตาเดียวกันทั่วโลก ต่างกันแค่ออปชั่นและการตกแต่ง
เล็กน้อยเท่านั้น ทว่า ก็ยังคงแบ่งหน้าตาเป็น 2 แบบเช่นเคยคือ แบบธรรมดาที่มีช่องดักลมขนาดใหญ่
กับแบบสปอร์ตที่ทำช่องไฟตัดหมอกแยกต่างหาก พร้อมกระจังหน้าทรงสปอร์ต

หลังจากนั้นก็ถึงคิวตลาดญี่ปุ่นที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2017 โดยระยะแรกๆจะมีเฉพาะหน้าธรรมดาเท่านั้น
(ภายหลังได้มีหน้าเวอร์ชั่นสปอร์ตเป็นทางเลือกใน 1 ปีให้หลัง) ตามมาด้วยออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง
และจีน (ซึ่งมีการตกแต่งที่หรูหราขึ้นมาระดับหนึ่ง) หลังจากนั้นก็ถึงคิวของเวอร์ชั่นอาเซียน หลังจากที่
ปล่อยให้ตลาดโลกทำตลาดระยะหนึ่ง โดยเริ่มจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

หน้าตาภายนอก สำหรับประเทศไทยจะได้แบบเวอร์ชั่นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถ
พร้อมเส้นแนวนอนเส้นเดียว ไฟหน้าที่ใช้แบบ Bi-Beam LED ทุกรุ่น เพียงแต่ว่า ในเครื่องยนต์ธรรมดา
มาพร้อมกับไฟเลี้ยวแบบหลอดไส้ที่หลายๆคนคุ้นเคย ส่วนรุ่น Hybrid มาเป็นแบบ LED ทั้งโคม

สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงงานออกแบบจริงๆคือช่องดักลมด้านหน้า ถึงแม้ว่าใครหลายๆคนมองว่า
สวย แหวกแนว แต่ทำให้ตัวรถดูพิลึกเกินความจริง หวังว่ารุ่นไมเนอร์เชนจ์จะปรับเส้นสายต่างๆ
ให้เรียบร้อยขึ้นตามบุคลิกของรถ นอกจากนี้มาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้า LED มาให้

ด้านข้างเปลี่ยนเส้นสายใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่มีกรอบหน้าต่างทรงเรียวยาวที่ใช้กันมา 3 ตัวถัง
ในรุ่นใหม่ปรับรายละเอียดต่างๆให้โค้งมนชัดเจน เส้นตัวถังที่ลากมาในแนวมือจับประตูที่กลมกลืน
กับตัวถัง ส่วนล้ออัลลอยรุ่นที่เราทดลองขับเป็นรุ่น Hybrid จะได้ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/55R17
หลายคนได้เห็นขนาดถึงกับงงว่าทำไมต้องใช้ล้อขนาดเล็กกว่า คำตอบคือการปล่อยมลพิษไอเสีย
และอัตราสิ้นเปลืองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้ารับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่นี่แหละครับ

ด้านหลังมาพร้อมกับไฟท้าย LED ทรงแนวนอนที่มีหน้าตาเหมือนกัน แต่ในรุ่นธรรมดามี LED
เฉพาะไฟท้ายกับไฟเบรกเท่านั้น ส่วนรุ่น Hybrid จะเป็นแบบ LED ทุกดวง หลายๆคนสงสัยว่าทำไม
ไฟท้ายของรุ่นปกติมันดูกั๊กๆ อย่าลืมว่า ไฟท้าย LED ในรถบางรุ่นมีเฉพาะไฟท้ายกับไฟเบรกเท่านั้น
Camry เป็น D-Segment รุ่นแรกในประเทศไทยที่ติดไฟท้าย LED แบบทั้งโคมให้ นอกจากนี้
โลโก้ชื่อรุ่น Camry ย้ายมาไว้ตรงคิ้วเหนือช่องใส่ป้ายทะเบียนพร้อมแยกตัวอักษรออกไป
ทำให้ดูแปลกตาเล็กน้อย

แน่นอนว่าถ้ามาทำตลาดในเมืองไทยจะต้องปรับงานออกแบบให้หรูหรากว่าประเทศอื่นๆเล็กน้อย
ทว่า ไหนๆรุ่นนี้ไม่สามารถปรับงานออกแบบภายนอกให้แตกต่างจากเดิมเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น
จึงทำได้แค่เสริมบรรดาโครเมียมต่างๆบริเวณกระจังหน้า (ในรุ่น Hybrid) มือจับประตู รวมถึง
คิ้วฝาท้ายด้านหลัง (ที่ทำให้คำว่า CAMRY โดนกลืนพอสมควร)

หลายๆคนสงสัยว่า ทำไม Camry ในประเทศไทยถึงไม่ได้หน้าตาแบบสปอร์ตแบบในรูปข้างบน
อย่าพึ่งใจร้อนไปครับ ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า Camry ในช่วงแรกไม่มีรุ่นตกแต่งสปอร์ตออกมาเลย
(ไม่ว่าจะเป็น Extremo หรือ ESport ก็ตาม) และที่สำคัญ ยอดขายของ Extremo ยังขายดีกว่า
Hybrid เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นยังพอเห็นความหวังที่จะมีหน้าตาดังกล่าว

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,885 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 35 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,840 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 18 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,445 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 25 มิลลิเมตร)
  • ฐานล้อยาว 2,825 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร)

ถ้าจะให้เทียบกับ Accord และ Teana โฉมปัจจุบันมันก็กะไรอยู่ ดังนั้น ข้ามช็อตไปเทียบกับ
Accord โฉมใหม่และ Teana Minorchange ไปด้วยเลยละกันซึ่งมีขนาดตัวถังดังนี้
(อ้างอิงจากเวอร์ชั่นจีนทั้งคู่)

Accord

  • ความยาว 4,893 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,449 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,830 มิลลิเมตร

Teana

  • ความยาว 4,890 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,830 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,490 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,775 มิลลิเมตร

จะเห็นได้ว่า Camry มีขนาดตัวถังที่อยู่กึ่งกลางของทั้งสองรุ่น แต่ความยาวกลับมีขนาดที่สั้นที่สุดจากทุกรุ่น
ส่วน Accord มีขนาดที่ใหญ่โตกว่าทุกด้าน ยกเว้นความสูงที่ไล่เลี่ยกับ Camry และ Teana แม้ว่าจะสูงที่สุด
ยาวเป็นอันดับสองในกลุ่ม แต่ฐานล้อกับความกว้างน้อยที่สุด

การออกแบบภายในมีความล้ำสมัยมมากขึ้น โดยมีการเล่นเส้นสายโครเมียมให้ดูแปลกตาขึ้น
และที่สำคัญ ลายไม้ของรุ่น Hybrid เปลี่ยนโทนสีใหม่เป็นสีขาว(ที่น่าจะเป็น)รถญี่ปุ่นประกอบไทย
รุ่นแรกที่ใช้ลายนี้ (จากเดิมที่เห็นโทนสีดำและสีน้ำตาลมาหลายรุ่นแล้ว) และมีข้อสังเกตว่าข้าวของ
หลายๆอย่างใช้ร่วมกับรุ่นเดิมได้น้อยมาก แม้กระทั่งสวิตซ์เปิด/ปิดฝาท้ายและฝาถังน้ำมันที่เปลี่ยนจาก
คันโยกมาเป็นแบบปุ่มกด เรียกได้ว่า ค่อนข้างลงทุนพอสมควร

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบใหม่ทั้งหมด มาพร้อมกับฟังก์ชั่นปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทางทุกรุ่นย่อย แต่ในรุ่นสูงสุด
HV Premium มาพร้อมกับที่ดันหลังสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า รวมทั้งระบบเป่าลมเย็นที่ให้มาเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น
(จากเดิมที่เคยให้ในรุ่น Hybrid ทุกรุ่นย่อย) น่าเสียดายที่ราวจับบริเวณเบาะหลังที่เคยมีมาให้ถูกตัดออกไป
แต่พนักพิงศรีษะแบบพับไปข้างหน้าได้ยังอยู่ รวมถึงติดตั้งช่องแอร์ด้านหลังมาให้ และช่องต่อ USB สำหรับ
ชาร์จโทรศัพท์มาให้

หลังจากที่ได้ลองนั่งเบาะคู่หน้าให้ความรู้สึกที่โอบกระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม มีความนุ่มสบายมากขึ้น
วัยหนุ่มสาวราวๆ 25-34 ปี อาจจะชอบลักษณะเบาะแบบใหม่ แต่สำหรับผู้บริหารระดับ 40 ปีขึ้น
อาจจะมีบ่น ส่วนด้านที่รองนั่งทำได้กระชับ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

ชุดเครื่องเสียงยังคงเป็นแบบ Bulit-in เช่นเคย พร้อมขยายหน้าจอเป็นขนาด 8 นิ้ว ถึงแม้ว่ายังรองรับ
ฟังก์ชั่นเดิมๆอย่าง CD,รองรับการเชื่อมต่อ AUX USB,รองรับการเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์ Bluetooth
แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนไปถึง 2 จุดคือ

1.รองรับการใช้งาน T-Connect Telematics เช่นเดียวกับ Toyota รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ
บรรดาฟังก์ชันต่างๆ

2.เมนูการแสดงผลแบบใหม่ที่ปรับกราฟิกให้น่าใช้กว่ารุ่นเดิม(รวมไปถึงชุดเครื่องเสียงแบบ 2DIN
ที่ประจำการใน C-HR)

ในรุ่น HV Premium จะติดตั้งชุดลำโพงของ JBL 9 ตัว พร้อมระบบเสียง Dolby Audio ในแง่คุณภาพเสียง
เบื้องต้นเบสมีความหนักแน่นขึ้นมาจากรุ่นเดิมนิดนึง ส่วนเสียงใสยังคงแห้งแล้งอยู่เหมือนเดิม เอ่อ….อึ้งกันไป
และแน่นอนว่าบางค่าย ณ ปัจจุบันนี้มีการใส่ระบบ Infortainment ที่ทำงานร่วมกับ Smart Phone ของท่าน
ได้ราบรื่นเข้าไปอย่าง Apple Car Play หรือ Android Auto (รายหลังยังไม่รู้ว่าจะพร้อมให้ใช้ในไทยได้เมื่อไร…)
ก็ได้แต่ฝากเอาไว้ว่า Improvement ปีหน้า ใส่มาด้วยจะดีมากครับ

ถัดลงมาข้างล่างเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งพร้อมระบบฟอกอากาศ Nano-E เฉพาะรุ่น
Hybrid เท่านั้น ถัดลงมาเป็นช่องชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายที่ย้ายมาไว้ด้านหน้าแทน
หน้ากล่องคอนโซลกลาง พร้อมช่องต่อ AUX ที่กลับมาอีกครั้ง(ในรุ่นจอสัมผัส) และช่องต่อ USB

คอนโซลกลางลดรายละเอียดจากรุ่นเดิมลงไม่ว่าจะเป็นตัดฝาปิดที่วางแก้วน้ำออกไป ย้ายสารพัด
ปุ่มควบคุมมาไว้ใกล้ๆกับเกียร์ทั้งปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Hold



มาตรวัดแบบเรืองแสง Optitron ที่เปลี่ยนโทนสีจากสีน้ำเงินมาเป็นสีขาวที่ดูสะอาดตา พร้อมจอแสดงผล
การขับขี่ MID แม้ว่ารุ่น 2.0 ลิตรยังได้ขนาด 4.2 นิ้ว ที่มีกราฟิกเหมือนเดิม แต่สลับตำแหน่งบางเมนู
เล็กน้อย ส่วนเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรทุกแบบมาพร้อมกับจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วที่มาหน้าตาอลังการกว่า
เดิมมาก

พวงมาลัยที่เปลี่ยนมาใช้แบบ 3 ก้านทุกรุ่นย่อย ตัวก้านมีความเพรียวบางกว่าเดิมรวมถึงบรรดาปุ่มต่างๆ
มาเป็นแบบปุ่มกดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่แยกออกมาเป็น 2 ฝั่ง ปุ่มควบคุมจอแสดงผล
MID รวมถึงปุ่มควบคุมบรรดาระบบ Toyota Safety Sense และ Cruise Control ที่เลิกใช้แบบก้านโยก
มาเป็นปุ่มกดครั้งแรกของ Toyota เสียที

ด้านบนหลังคามาพร้อมกับแผงบังแดดที่มีไฟส่องสว่างมาให้เช่นเคย พร้อมไฟอ่านแผนที่แบบ LED
แต่กล่องเก็บแว่นตาได้ถูกถอดออกไป และแทนที่ด้วยหลังคาแบบมูนรูฟ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี
ที่ติดตั้งมาให้ Camry เวอร์ชั่นประกอบในประเทศ หลังจากที่เจอมาแล้วในรุ่น 3.5Q เมื่อปี 2007

เบาะหลังมีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน โดย และพิเศษสำหรับรุ่นท็อป HV Premium มาพร้อมกับเบาะหลัง
ที่เอนได้ รวมถึงที่พักแขนที่มาพร้อมกับปุ่มควบคุมที่เปลี่ยนเป็นแบบสัมผัสที่ดูดีกว่าเดิมมาก รวมทั้ง
ที่วางแก้วที่มีฝาปิดที่ดูดีกว่าในบางประเทศที่จำหน่าย ภาพรวมของเบาะคู่หลังทำได้สบายและโอบกระชับขึ้น
พื้นที่วางขายังมีอยู่เหลือเฟือพอที่จะนั่งไขว้ห้างได้

ขุมพลัง
นอกจากจะเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังใหม่หมดแล้ว All New Toyota Camry ยังลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์
และระบบส่งกำลัง ในรุ่น 2.5 ลิตร แบบยกเครื่องเพื่อรองรับพื้นฐานใหม่อย่าง TNGA ขณะที่ระบบ Hybrid
ได้มีการปรับปรุงใหม่ให้แรงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ไอเสียน้อยลง  ซึ่งรายละเอียดในรุ่นที่ทดลองขับ มีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FXS 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-iE
จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดตรง D-4S Dynamic Force ให้กำลังสูงสุด 176 แรงม้า (72 กิโลวัตต์) ที่ 5,700 รอบ-นาที
แรงบิดสูงสุด 221 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 – 5,200 รอบ-นาที จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร
กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตร เมื่อทำงานร่วมกันแล้วจะได้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 95 กรัม/กิโลเมตร* สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก็สโซฮอล์ 91,95 (E10)
และ E20 ได้ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT พร้อม Manual Mode
(*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

สมรรถนะ
เนื่องจากการทดลองขับครั้งนี้มีระยะเวลาที่จำกัด เราจึงไม่สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้
แต่กระนั้นเราได้ทดลองจับเวลาอัตราเร่งทั้งช่วงออกตัว 0-100 กม./ชม. และ ช่วงเร่งแซง 80-120 กม./ชม.
ในเบื้องต้นเราได้ทดสอบจนได้ผลดังนี้

0-100 กม./ชม. : 08.98 วินาที*
80-120 กม./ชม. : 06.35 วินาที*
ความเร็ว 110 กม./ชม. GPS วัดได้ 104 กม./ชม.
(*โหมดการขับขี่แบบ Normal)

เมื่อเทียบกับ Camry Hybrid รุ่นก่อนหน้า (ที่เพิ่งตกรุ่นไปหมาดๆ) จะพบว่ามีการขับขี่ที่กระฉับกระเฉ่งขึ้น
แม้ตัวเลขในช่วงออกตัวจะช้ากว่ารุ่นเดิมไปประมาณ 0.2 วินาที แต่หลังจากเข็มความเร็วพ้น 50-60 กม./ชม.
กำลังเครื่องจะมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงเร่งแซงทำงานได้ฉับไว และไม่หน่วงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่
ให้เลือกถึง 3 โหมดคือ Normal , Sport และ Eco ได้มีโอกาสลองโหมด Sport แบบสั้นๆ พบว่า ระบบ Hybrid
จะสั่งเครื่องยนต์ทำงานมากขึ้นและเกียร์จะทดรอบที่สูงขึ้น เพื่อการเร่งแซงที่เร็วขึ้น แม้จะไม่ได้จับเวลา แต่สิ่งที่
สัมผัสได้คือพุ่งไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ต้องรอทดลองขับเต็มรูปแบบก่อน คงจะได้สัมผัสโหมดขับขี่ต่างๆได้มากกว่านี้

เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ในรุ่นนี้ได้เพิ่ม Manual Mode 6 จังหวะ สามารถเปลี่ยนระดับเกียร์ได้เพียงผลักไปทางขวา
ระบบจะเข้าสู่โหมด S ทันที หรือแป้น Paddle Shift บนพวงมาลัย ในโหมดปกติทำงานได้เนียน เงียบ และ นุ่มนวล
เรียนรู้บุคลิกของผู้ขับขี่ได้ดี ส่วนโหมด +- ทำได้ฉับไว ไม่หน่วงหรือช้าแต่อย่างใด ทำให้ขับสนุกมากขึ้น เปรียบเสมือน
อาหารคลีนที่เติมพริกเข้าไปให้จัดจ้านขึ้น

พวงมาลัยเป็นแบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า คราวนี้ถูกเซทมาใหม่ให้เข้ากับโครงสร้าง TNGA น้ำหนักในความเร็วต่ำเบา
ควบคุมง่าย มีความเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกหุ่นยนต์จนเกินไป ย่านความเร็วสูงมีความหนืดกำลังดี ไม่หนักจนเกินไป
แอบเบาในบางช่วง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ภาพรวมคล้าย C-HR แต่จะไวกว่า หากเทียบกับ Nissan Teana อันเป็น
รถที่เซทน้ำหนักพวงมาลัยได้ดีที่สุดในตลาด พบว่า Camry รุ่นใหม่ทำได้สูสีพอสมควร เพียงแต่ความคมในการเลี้ยว
อาจจะยังสู้ Teana ไม่ได้ แต่ชนะ Accord Hybrid ชนิดทิ้งฝุ่นไปเลย

ระบบกันสะเทือนของ All New Toyota Camry ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมเหล็กกันโคลง ในแง่การซับแรงสะเทือน
เบื้องต้นมีบุคลิกคล้าย C-HR แต่มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นมานิดๆ เมื่อเจอหลุมหรือลูกระนาด จังหวะการยุบตัวของโช็ค
ทำได้นิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีจังหวะยุบซ้ำเล็กๆก็ตาม คาดว่าวิศวกรรมอาจจะทำช่วงล่าง Camry ใหม่ ให้คนนั่ง
รู้สึกสบายไม่แข็งกระด้างจนเกินไป แต่ผู้ขับขี่มีความมั่นใจ สามารถเล่นโค้งหรือมุดในเวลาที่บอสรีบประชุมแล้ว
ถึงที่หมายภายในเวลาไม่กี่นาที ส่วนการเกาะถนนในย่านความเร็ว 90 กม./ชม.ขึ้นไป พบว่านิ่งขึ้น และเกาะถนนกว่าเดิม
อาการย้วยหายไปแบบปลิดทิ้ง อาการดิ้นมีพอให้สัมผัสเล็กๆ อยู่ในเกณฑ์รับได้

ขณะที่ระบบความปลอดภัยได้ติดตั้ง Toyota Safety Sense แบบเดียวกับ C-HR เพียงแต่ได้เสริมบางระบบ
และปรับการทำงานให้ฉับไวขึ้น เริ่มจาก  ระบบรักษาระยะห่างและความเร็วข้างหน้า DRCC (Dynamic Radar
Cruise Control) , ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Crash Safety System, ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDA
(Lane Departure Alert) พร้อมระบบพวงมาลัยช่วย, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto Hi-Beam,ระบบเตือนมุมอับ-
ด้านข้าง BSM (Blind Spot Monitoring) ,ระบบเตือนรถขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
พร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ,ระบบเตือนลมยางอ่อน TPMS, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ TRC ,
ระบบช่วยขึ้นเขา HSA,กล้องมองหลัง,ในรุ่น Hybrid จะได้ถุงลมนิรภัย 9 จุด ได้แก่ ด้านหน้า 2 จุด / ด้านข้าง 2 จุด /
ม่านนิรภัย 2 จุด / หัวเข่าคนขับ 1 จุด และ ด้านหลัง 2 จุด เอาเป็นว่าของเล่นใหม่ๆ ไว้ยืมมาลองขับจะถ่ายคลิปให้ดูแล้วกัน

รวบให้ฟัง หลังลองคร่าวๆ
: บุคลิกวัยรุ่นขึ้น แต่คงความสูงวัยด้วยบรรยากาศและวัสดุเบาๆ

ตอนที่ขับ Nissan Teana มาพบว่า ตัวรถลดความหรูหราลง และพัฒนาการขับขี่และบรรยากาศภายใน
ให้เอาใจคนขับมากขึ้น พร้อมหน้าตาที่คล้ายกับรถยนต์ที่อยู่ใน Segment ต่ำกว่าอย่าง Sylphy ทว่า
เวลาผ่านไป 5 ปี Toyota พัฒนา Camry ให้ตามรอย Teana แทบจะทุกระเบียดนิ้ว จนเป็นอย่างที่เห็น
ลุคที่สลัดภาพเดิมไปจนหมด รวมถึงการขับขี่ที่มีความมั่นใจกว่า Camry ที่เคยมีมา ส่วนนึงมาจาก TNGA Platform
ที่ Toyota ต้องการให้บุคลิกมีความมั่นใจมากขึ้น และสร้างตัวตนโดยใช้รถเป็นตัวดึงความสนใจมากขึ้น

การขับขี่ของ All New Toyota Camry 2.5 HV Premium ภาพรวมมีความมั่นใจมากขึ้น นิ่งและเงียบมากขึ้น
ระบบ Hybrid ยังคงทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเกียร์ที่ฉลาดขึ้น มาพร้อมโหมด +- ทำให้รถคันนี้มีสีสัน
มากกว่าที่จะรักษ์โลกไปอย่างเดียว ช่วงล่างที่พัฒนามาให้สอดรับ TNGA ทำให้รถเฟิร์มขึ้น แต่ยังคงความสบาย
ให้เหล่าผู้บริหารได้ผ่อนคลายระหว่างทาง ส่วนออปชั่นและของเล่นต่างๆที่ Toyota จัดมาถือว่าครบเครื่อง
ในราคาที่ถูกลงเกือบแสน ด้วยอนิสงค์จากการเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ ทำให้ของที่ได้มาแน่นมากขึ้น
การทดลองขับในครั้งนี้จะมีเวลาเป็นข้อจำกัด ทำให้ผมไม่สามารถจับความรู้สึกได้หมด คงต้องรอวันที่
Carsideteam ได้ยืมทั้ง 3 รุ่นมาทดลองขับกันแบบเต็มๆว่าจะประทับใจแค่ไหน คงต้องรอกันสักพักใหญ่

แม้ว่าตลาด D-Segment ในบ้านเราจะซบเซาพอสมควร เนื่องจากตลาดรถยนต์เกิดเซกเมนต์ใหม่มากขึ้น
และผู้บริโภคอยากได้รถยนต์ที่สามารถใช้งานได้ครอบคลุมมากที่สุด ในราคาเอื้อมถึง จึงไม่แปลกที่ยอดขาย
รถระดับนี้ทุกรุ่นลดระดับลงเหลือเพียง 500-600 คัน/เดือน ทำให้ค่ายรถยนต์หันเข้าหากลุ่มลูกค้าที่หนุ่มสาวขึ้น
และบุคลิกที่มั่นใจมากขึ้น

ยอดขายที่ Toyota Camry ตั้งเป้าไว้อยู่ที่ 650 คันต่อเดือน เป็นตัวเลขที่สะท้อนภาพรวมของตลาด
และน่าจับตามองว่าจะสามารถทำให้ยอดขายได้ตามเป้าและทำให้ตลาด D-Segment กลับมาคึกคักอีกครั้งได้หรือไม่
คงต้องดูกันยาวๆนับจากนี้ เพราะถัดไปอีก 1 วัน Nissan เตรียมเปิดตัว New Teana (L33) เป็นการแต่งหน้า
ทาปากครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลากขายจนหมดอายุตลาด จะเหลือเพียง Honda Accord คู่กัดตลอดกาลที่ล่าสุด
เตรียมเลื่อนการเปิดตัวเร็วขึ้นเป็นช่วงต้นปีหน้า คงต้องจับตาดูกันต่อไป

ขอขอบคุณ
บริษัท โตโยต้า ล้านนา จำกัด
ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในจังหวัดเชียงใหม่
สำหรับเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 31 ตุลาคม 2561
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...