[Destination] 1 วันชิลๆรอบกรุงเทพฯกับ The New Isuzu Mu-X

550

ปกติแล้วทริปการทดสอบรถยนต์ของสื่อมวลชน ส่วนใหญ่จะเป็นการทดลองขับในระยะทางยาวๆ
เพื่อให้รับรู้สมรรถนะการขับขี่เบื้องต้น และนำเสนอให้ผู้บริโภคได้ทราบก่อน แต่จะมีสักกี่ครั้งที่
ค่ายรถยนต์จัดทริปท่องเที่ยว Isuzu ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ค่ายที่จัดทริปแบบนี้ นอกจากจะได้ท่องเที่ยว
ในที่ต่างๆแล้ว ยังได้รับรู้สมรรถนะของรถยนต์ Isuzu ในสภาพถนนรูปแบบต่างๆ ถือว่าเป็นทริปสบายๆ
ไม่เครียดและเป็นกันเอง

กระนั้นผมเองไม่ได้มีโอกาสร่วมทริปกับ Isuzu แม้แต่ครั้งเดียว เมื่อมีโอกาสลงกรุงเทพฯ จึงได้เกริ่นกับ
พี่อร PR อัธยาศัยดีแห่งตรีเพชรอีซูซุ ว่าถ้ามีโอกาส อยากจะร่วมทริปด้วย ผ่านไปยังไม่ถึง 2 ชม.
น้องหนึ่ง ทีม PR ตรีเพชรอีซูซุ ได้ติดต่อเชิญร่วมทริป จึงตัดสินใจไปทันทีแบบไม่รีรอ

เช้าวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 อันเป็นเวลาที่ทางตรีเพชรอีซูซุนัดกับสื่อมวลชนจำนวน 30 คน
ที่สำนักใหญ่ติดถนนวิภาวดี ในช่วงเวลาสายๆ กับสภาพการจราจรที่ติดหนักจนปวดกระบาล
ผมถึงที่หมายในเวลาสายนิดหน่อย การเดินทางกับ The New Isuzu Mu-X จำนวน 10 คัน
กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และนี้คือบทความชิ้นแรกของ Carsideteam : Destination พาไปดูร้านอาหาร
และสถานที่ต่างๆกันว่า ทริปนี้มีอะไรที่สนใจกันบ้าง

แนะนำเส้นทาง-จับคู่
ก่อนการเดืนทางจะเริ่มขึ้น ทางทีมงานได้เรียกสื่อมวลชนมาฟังสรุปเส้นทางแบบเบื้องต้นเพื่อ
เกิดความเข้าใจตรงกัน และจับคู่สื่อมวลชน โดย 1 คัน จะมี 3-4 คน ส่วนใครจะขับก่อนขับหลัง
ขึ้นอยู่กับการตกลงหรือโอน้อยออกของแต่ละคัน สำหรับทริปนี้ผมถูกจับคู่กับ คุณเต้ยแห่ง autodeft.com
และ คุณจ้ำ จาก grandprix online คนนึงเป็นคนคุ้นเคยรู้จักมักจีอยู่แล้ว แต่อีกคนไม่คุ้นหน้า
จึงได้ทำความรู้จักเพื่อเกิดความคุ้นเคยเป็นธรรมเนียม สำหรับรถยนต์ที่กลุ่มผมได้ขับ เป็น

Isuzu Mu-X The ICONIC รุ่น 3.0 DA DVD ขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็นรุ่นตกแต่งพิเศษ มาพร้อม
คิ้วขอบล้อ สีเทาดำ, บันไดข้างสีเทาดำ, ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ปัดเงา แบบ Iconic Cross,
ภายในสีดำแบบ Lava Black พร้อมช่องแอร์แบบ Piano Black และวัสดุบุนุมแบบ Soft Touch
ชุดเครื่องเสียง Isuzu i-Connect จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อม Built-in Navigator
รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Air Mirroring และ Digital TV Tuner

เครื่องยนต์ 3,000 ซีซี Blue Power รหัส 4JJ1-TCX 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล
เทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

เส้นทางที่ 1 : สำนักงานตรีเพชรอีซูซุเซลส์ -> อำแดงไต้ฝุ่น
หลังจากฟังบรีฟและจับคู่รียบร้อยแล้ว ได้เวลาคาดเข็มขัดแล้วเหยียบเบรก กดปุ่มสตาร์ท เลื่อนตำแหน่ง
ไปเกียร์ D (อารัมภบทเยอะไป) แล้วออกเดินทางในช่วงเวลา 10.30 น. (โดยประมาณ) เส้นทางนี้
กระผมรับหน้าที่เป็นผู้ขับไม้แรก สำหรับเส้นทางเริ่มจาก ถนนวิภาวดีรังสิต ตรงไปจนถึงหน้า
โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว แล้วขึ้นทางด่วนยิงยาวไปจนถึงทางลงพระราม 4 ลัดเลาะ
ผ่านตึกมาลีนนท์แล้วเลี้ยวเข้าซอยแสนสบาย เพื่อลัดเข้าสู่ซอยสุขุมวิท 36 หลังจากนั้นตรงไปเรื่อยๆ
แล้วเลี้ยวเข้าซอยสุขุมวิท 32 ตรงไปอีก 100 เมตร ถึงร้านอำแดงไต้ฝุ่น

ร้านอำแดงไต้ฝุ่น ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 32 ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือนมาทานข้าวที่บ้านกับครอบครัว
เมนูอาหารจะไปในทางพื้นบ้านโบราณแท้ๆ ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านจากทั่วประเทศไทยมาอนุรักษ์ให้คนรุ่นใหม่
ได้ลิ้มลองและสัมผัสอาหารไทยและอาหารจีนแบบดั้งเดิมให้เป็น”รสมือคุณย่าคุณยาย” ส่วนที่มาของชื่อร้าน
คำว่า “อำแดง” เป็นคำโบราณที่ใช้เป็นคำนำหน้าสำหรับเรียกผู้หญิงในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่คุณใหญ่ หรือ
เชฟปุญชรัศมิ์ แก้ววัฒนะบรวงศ์ เจ้าของร้านอยากจะอนุรักษ์ไว้ ส่วนคำว่า “ไต้ฝุ่น” มาจากสูตร Spicy Crab
จากเกาะฮ่องกง ที่ชาวประมงต้องทำอาหารกันสดๆ บนเรือในขณะที่หลบพายุใต้ฝุ่น กลายมาเป็นเมนูประจำร้าน
ที่ใครมารับประทานร้านต้องไม่พลาด

สำหรับเมนูอาหารที่ได้รับประทานมีดังนี้ น้ำพริกโจร, ยายเยื้อน, ต้มยำปลาทูมะดัน, ปูผัด Spicy Crab,
ปูไข่ดองรสแซ่บไทย, เมี่ยงปลาช่อนทอด แม่เยื้อน, หมูย่างตะไคร้ ต้องบอกว่าแต่ละเมนูเสิร์ฟมาชนิด
กินยังไม่ทันจะหมด เมนูอื่นๆก็มาสมทบอย่างต่อเนื่อง ส่วนเมนูแนะนำมีรสชาติจัดจ้าน เนื้อปูแน่นไม่แข็ง
ไม่อ่อนจนเกินไป บวกกับกระเทียมทอดคลุกกับพริก เพิ่มความเผ็ดนิดๆ เมื่อกินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ
อร่อยเริ่ด (ทำเสียงแบบคุณหรีด) และจะดีมากถ้าสกิลการแกะปูของคุณอยู่ขั้นสูง

เส้นทางที่ 2 : อำแดงไต้ฝุ่น -> โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา
รับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว อาการหนังท้องตึงหน้าตาหย่อนเริ่มแผลงฤทธิ์ ผมเลยแปะมือ
กับคุณเต้ย autodeft.com เป็นผู้ขับขี่ไม้ 2 สำหรับจุดหมายต่อไปคือ โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา
ออกจากสุขุมวิท 32 แล้วกลับรถมุ่งไปอย่างพระโขนง แล้วขึ้นทางด่วนพิเศษศรีรัช ขับไปเรื่อยๆ
แล้วใช้ทางลงถนนเกษตร-นวมินทร์ สู่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เข้าศอยรามอินทรา 34 แยก 19
ถึงโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา

เมื่อถึงที่หมายแล้ว คณะสื่อมวลชนและทีมงานของตรีอีซูซุเซลส์ได้มอบเงินและสิ่งของให้กับโรงเรียน
เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา อยู่ในสังกัดมูลนิธิธรรมิกชน
เพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขากรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 34 แยก 19
ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ ได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2529 และได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 โดยเปิดเป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน แห่งที่ 2
ของมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการในรูปแบบโรงเรียนประจำ
รับนักเรียนตั้งแต่เตรียมอนุบาล – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุระหว่าง 2 ขวบถึง 16 ปี

นอกจากจะให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแล้ว ทางโรงเรียนยังได้สอนทักษะวิชาชีพต่างๆ เช่น การทำสร้อยข้อมือ
พวงกุญแจ , ผ้ามัดย้อม เป็นต้น และยังจัดจำหน่ายเพื่อให้ผู้ที่เยี่ยมชมได้ เลือกซื้อสินค้าเป็นของที่ระลึกติดไม้ติดมือ
กลับบ้านไปฝากคุณพ่อคุณแม่ได้

จากที่ผมได้พูดคุยกับคุณดวงหฤษฎ์ ภูแหง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ทำให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 74 คน และมีแผนที่จะสร้างอาคารเรียนใหม่ สูง 4 ชั้น เพื่อรองรับเด็กๆและพื้นที่
ในการดูแลให้ดียิ่งขึ้น หากท่านใดอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือมีความประสงค์จะบริจาคเงินและสิ่งของ
สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-697-1116

เส้นทางที่ 3 : โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา -> Siamgem Hertige
จุดหมายต่อไปเปลี่ยนมือเป็นคุณจ้ำ แห่ง Grandprix Online เป็นผู้ขับแทน ไม่ไกลจากโรงเรียนฯมากนัก
เพียง 4.1 กิโลเมตร  นั้นคือ สยามเจมส์ เฮอริเทจ (Siamgem Hertige)  พิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้อัญมณีไทย
จะเรียกได้ว่า”ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย” ปกติแล้วการไปดูเพชร พลอย หรืออัญมณี เป็นอะไร
ที่น่าเบื่อและมีข้อจำกัดเยอะมาก แต่สำหรับ สยามเจมส์ เฮอริเทจ ได้เนรมิตพื้นที่ 22,000 ตารางเมตร
ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ , ศูนย์จัดจำหน่ายอัญมณีมาตรฐานระดับโลกและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว
ชาวต่างอีกด้วย (จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเป็นกรุ๊ปทัวร์)

เมื่อเดินเข้าไปสิ่งแรกที่จะเจอคือ “คุณทับทิมและคุณพลายน้อย” ประติมากรรมรูปช้าง หุ้มด้วยทองคำ 99.99%
อันเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสยามเจมส์ เฮอริเทจ หลังจากนั้นคณะสื่อมวลไดรับชมภาพยนตร์กำเนิดอัญมณี
ภายในสยามเจมส์ สเฟียร์ที่เป็นโดมภาพยนตร์ขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เมตร ที่มีมุมมองแบบ 360 องศา
ด้วยเทคนิคการฉายภาพยนตร์ระบบ 4K จากเครื่องฉายถึง 8 ตัว พร้อมแสงสีเสียงที่ได้รับการออกแบบจากทีมงาน
ด้านเทคนิคจากเยอรมนี จากนั้นเข้าไปสู่ส่วนพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 โซนย่อย ได้แก่

โซนที่ 1 ห้องมณีนิรันดร์ เป็นส่วนที่ให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เครื่องประดับของโลก

โซนที่ 2 ห้องมณีประกาย ที่จัดแสดงและให้ความรู้เรื่องการเจียระไนอัญมณีในแบบต่าง ๆ
และเห็นอัญมณีแบบเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี มิราสโคป (Mira Scope) ที่จะสะท้อนรูปทรง
การเจียระไนของอัญมณีในรูปทรงต่าง ๆ ให้เห็นรอบด้านแบบ 3 มิติ

โซนจัดแสดงที่ 3 คือ ห้องมณีมงคล จัดแสดงอัญมณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของคนไทย 9 ชนิด
หรือ นพเก้า อันได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดา เพทาย และไพฑูรย์

โซนที่ 4 ห้องปัทมราณี จัดแสดงผลงานชิ้นเอก นั่นคือ “สยามเจมส์ เทียร่า” มงกุฎประดับยอดด้วย
ทับทิมสยาม ขนาด 21.09 กะรัต อันถือเป็น ราชาแห่งอัญมณีทั้งปวง โดยมีทับทิมสีแดงเป็นบริวารอีก 24 เม็ด
และรายล้อมมงกฎด้วยเพชรแท้กว่า 1,946 เม็ด

โซนที่ 5 ห้องมณีวิทยา นิทรรศการที่ให้ความรู้อย่างกระชับในเรื่องการออกแบบการขึ้นตัวเรือน
ของเครื่องประดับ ที่ทุกคนยังได้ลองออกแบบอัญมณีบนจอทัชสกรีนด้วยตัวเองผ่านโปรแกรมพิเศษอีกด้วย

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ชม บอกตรงๆว่า ทุกส่วนออกแบบได้สวยมาก และทำเรื่องอัญมณีได้น่าสนใจมากๆ
การออกแบบดูรวมสมัย ไม่น่าเบื่อจนเกินไป เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจ สามารถไปชมกันได้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 12.00 น. – 17.00 น. มีค่าผ่านประตู ราคาของคนไทย ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
และต้องเช็คเวลาดีๆเพราะบางช่วงมีทัวร์ลง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและเช็คเวลา
ได้ทางโทรศัพท์ 02-949-9500



เส้นทางที่ 4 : Siamgem Hertige -> บ้านดอกพุด
เสร็จจากการดูอัญมณีก็เดินทางกันต่อสู่จุดหมายสุดท้ายอยู่บริเวณถนนลาดพร้าว ต้องเผชิญกับ
สภาพการจราจรที่ติดขัดบวกกับสภาพอากาศที่ช่วงเช้าแดดร้อนจ้า กลายมาเป็นเมฆครึ้มแล้วฝนถล่มลงมา
เรียกได้ว่าวันเดียวได้ 2 ฤดู จุดหมายสุดท้ายที่คณะสื่อมวลชนไปนั้นคือ ร้านขนมไทย “บ้านดอกพุด”
ตั้งอยู่ ซอยลาดพร้าว 48 แยก 28 จุดเด่นคือเป็นร้านที่มีขนมไทยให้เลือกหลากหลายชนิด อาทิ
เปียกปูนใบเตยทรงเครื่อง ปลากริมไข่เต่า บัวลอยเสียบไม้ ช่อม่วง ข้าวเหนียวตำสังขยา บุหลันตั้นเมฆ
ขนมบางชนิดจะมีขายเฉพาะวัน อาทิ บุหลันตั้นเมฆ จะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์

สำหรับจุดหมายสุดท้ายนี้ ทางผู้จัดได้ให้คณะสื่อมวลชนร่วมเวิร์คช้อปทำขนมไทยกัน เมนูที่ได้ทำกันวันนี้
คือ”ขนมเสน่ห์จันทร์” มีส่วนประกอบดังนี้ แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผงจันทน์เทศป่น กระทิ น้ำตาลทราย

วิธีการทำ นำแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผงจันทน์เทศป่น กระทิ น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน กวนบนไฟอ่อน ๆ
จนจับตัวเป็นก้อน ใส่สีผสมอาหารสีเหลืองเข้าไป เพื่อให้ขนมมีสีเหลืองสวยน่ารับประทานเหมือนกับลูกจันทร์
ตามชื่อขนม เมื่อได้สีตามที่ต้องการแล้วจึงปั้นให้เป็นก้อนกลมขนาดกำลังดี พร้อมแบ่งส่วนผสมแป้งมาเล็กน้อย
เพื่อผสมสีน้ำตาลติดด้านบนลูกจันทร์ ให้เหมือนเป็นขั้วของลูกจันทร์ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

สารภาพว่านี้คือการทำขนมไทยครั้งแรก มีความกังวลอยู่แล้ว บวกกลับกลุ่มที่ผมอยู่เป็นชายคนเดียว
ดังนั้นพี่ๆสื่อ มีทั้งเชียร์และกดดัน (เบาๆ) ความโชคดีของตัวเองที่ได้ดูรายการอาหารบวกกับพี่ชาย
จบด้านการทำอาหารมา ทำให้พอรู้ขั้นตอนและน้ำหนักมือ ทำให้ผมรอดจากการทำขนมไทยไปได้

แม้เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ก็ได้ขนมเสน่ห์จันทร์ ฝีมือตัวเองติดมือกลับบ้านไป พร้อมกับคำพูดที่ปลอบใจ
ซะเหลือเกินว่า “ไม่อ้วนหรอก เพราะมี “แป้ง กะทิ น้ำตาล!!!!” ครับ ผมต้องวิ่งกี่กิโลเมตรถึงจะเผาผลาญ
ของหวานชิ้นนี้ได้

รายละเอียดร้าน “บ้านดอกพุด”
โทรศัพท์ 085-441-7549
Facebook : บ้านดอกพุด


หลังจากทำขนมเสน่ห์จันทร์เสร็จ ก็เดินทางกลับไปที่สำนักงานใหญ่ ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ เป็นอันเสร็จสิ้น
กิจกรรม The New Isuzu Mu-X  Privileged Press Trip ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้ร่วมทริปครั้งนี้
เหมือนเป็นการพักผ่อนเรื่องวุ่นวายในหัวและได้แรงบันดาลใจจากการได้ไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ
อีกทั้งยังได้ความรู้ใหม่ๆ ในหลายหลากสถานที่ ต้องขอบขอบคุณทีมงาน ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ที่ได้
เชิญชวนผมร่วมสัมผัสประสบการณ์ครั้งนี้ และในครั้งต่อไป Carsideteam Destination จะไปที่ไหน
โปรดติดตามได้นะครับ…


ขอบคุณ
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

ภาพ : Naow27 & Sadayu Kooamornpatana
เผยแพร่ครั้งแรก : 25 กรกฎาคม 2561

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Comments
Loading...