วัดใจ จี๊จ๊ะ แกล้ง เจ็บ ไม่หวั่นแม้วันมามาก และอีกหลายเพลงที่เล่นผ่านลิสต์ของวง Sily fools ที่บรรเลงผ่านเครื่องเสียงในรถระหว่างขับรถ ด้วยแนวเพลงที่ดุดันจนแทบไม่มีอาการหลับ และร้องตามได้แทบจะทุกเพลง คือกิจกรรมระหว่างขับรถเพื่อมุ่งหน้าสู่เทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ Big Mountain Music Featival ที่จัดมาอย่างยาวนานถึง 10 ปีพอดี

จริงๆ แล้วมันมีความสนองตันหาตัวเองเต็มๆ เพราะสมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อน (ประมาณมัธยมยันมหาวิทยาลัย)ไม่เคยได้ไปเลย อีกทั้งคนรอบข้างของผู้เขียนก็ได้มีโอกาสอยู่ครั้งเดียว มาถึงวันที่เราพร้อมหลายด้าน ทั้งกำลังทรัพย์ เวลา จึงตัดสินใจไปแบบไม่คิดอะไรเลย เริ่มจากการซื้อบัตรเข้าชมงาน ต้องบอกว่า ติดตามให้ดี เพราะจะมีโปรโมชั่นก่อน Early Bird ซึ่งราคาจะถูกกว่าราคาปกติหลายเท่า (ซึ่งหมายถึงคุณควรเก็บตังค์ตั้งแต่เนิ่นๆ) อีกทั้งที่พัก ที่คุณต้องพยายามช่วงชิงให้อยู่ใกล้งานที่สุด บางที่ราคาก็แพงมหาโหด แต่บางที่ราคาดีแต่อาจจะดูการแสดงรำไทยกลางคืน อันนี้ต้องให้คุณผู้อ่านลองหาดีๆ หรือถ้าให้ดีพกเต็นท์ไปกางด้วย อันนี้สะดวกและอยู่ในงาน หากคุณอิ่มหน่ำสำราญกับชาเขียวมีฟองแล้ว สามารถกลิ้งลงไปนอนที่เต็นท์ของคุณได้สบาย

ด้วยความที่ไปงานนี้ครั้งแรก ก็ต้องมีการวางแผนเล็กน้อย ทั้งสำรวจผังงาน ตารางศิลปินที่ชื่นชอบและเช็คการจราจร เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ได้เวลาออกเดินทาง โดยงานนี้ผมได้พาหนะคู่ใจอย่าง All New Isuzu D-Max V-Cross 4×4…Infinte Potential พลานุภาพ พลิกโลก ที่ออกแบบใหม่หมดทั้งคัน ตั้งแต่ภายนอกจรดภายใน พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ที่ครบครันมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น พร้อมขุมพลังใหม่ 3.0 Ddi Blue Power เจนเนอเรชั่นใหม่ 190 แรงม้า ที่ให้ทั้งความแรงทันใจ แต่ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลุยได้ทุกสถานการณ์พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรค์ด้วยสวิตช์ปรับขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Command พร้อม Electronic Diff-Lock และความปลอดภัยที่มั่นใจตลอดเส้นทาง ด้วยระบบเตือนมุมอับสายตา และ ระบบเตือนสิ่งกีดขวางขณะถอยหลัง Rear Cross Trafic Alert เพิ่มความมั่นใจมากยิ่งขึ้นหมดช่วงขายของกันโต้งๆ แล้ว ได้เวลาคาดเข็มขัดและออกเดินทาง

ผมเริ่มออกเดินทางจาก สุขุมวิท 77 อันเป็นสถานที่พักอาศัย ณ ปัจจุบัน แล้วขึ้นทางด่วนทะลุไปยังเกษตรนวมินทร ก่อนที่จะเข้ามอเตอร์เวย์เพื่อมุมหน้าสู่วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วเดินทางต่อเนื่องเข้าสู่ถนนมิตรภาพ ระหว่างทางมีการก่อสร้างทำสะพานกลับรถ และมีอุบัติเหตุรถชนกันในบางช่วง ทำให้การจราจรติดเป็นบางช่วง เดิมระยะเวลาในการเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 2 ชม. กลายเป็นว่า ถึงบวกเพิ่มเป็น 4 ชม. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่จะถึงที่หมายคือ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในเวลาประมาณ 16.00 น.

หลังจากพักจากการขับรถ จัดของเข้าที่พักเสร็จ จึงอาบน้ำแต่งตัวชุดใหม่ แล้วออกเดินทางเข้าสู่งาน Big Mountain Music Festival 2019 ทันที ในบรรยากาศช่วงนั้น มีอากาศหนาวพอสมควร ด้วยอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง 19 องศาเซลเซียส ใช้เวลาเดินทางรวมหาที่จอดรถ สิริรวม 1 ชั่วโมงครึ่งได้ จากนั้นผมได้ก้าวเข้าสู่งานอย่างเป็นทางการ


สำหรับ Big Mountain Music Festival ถือเป็นเทศกาลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะจำนวนศิลปินที่เข้าร่วมงานนี้มีเยอะมาก มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คร่าวๆ ประมาณ 100 วง (รวมดีเจ ศิลปินทั้งประเภทวง และ เดี่ยว) นอกจากนี้ยังมีเวทีคอนเสิร์ตจำนวน 9 เวที ครอบคลุมทุกแนวเพลง พูดง่าย ๆ คุณชอบแนวไหน เดินไปดูได้เลย ส่วนใครที่กังวลเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม ทีมผู้จัดได้จัดเตรียมอย่างครบครัน และยังมีลานกางเต็นท์สำหรับคนที่ต้องการที่พักแบบไม่ห่างจากงานมาก และคนที่ต้องสนุกกับศิลปินแบบเริ่มเช้าวันนี้ จบเช้าวันถัดไป เรียกได้ว่าใครมางานนี้คุ้มสุด ๆ ส่วนการเข้าชมงานนั้น บัตร 1 ใบ ราคาเดียว สามารถเข้างานได้ 2 วัน

สำหรับเวทีคอนเสิร์ตในงาน Big Mountain Music Festival อย่างที่เราบอกไปเมื่อพารากราฟที่แล้วว่า
มีทั้งหมด 9 เวทีด้วยกัน ในแต่ละเวทีจะมีศิลปินแตกต่างกันออกไปตามแนวเพลงต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เวทีชิงช้าสวรรค์ : เป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดของงาน โดยรวมศิลปินระดับแนวหน้าของประเทศไว้ที่เวทีนี้
แนวเพลงจะค่อนข้างหลากหลาย แต่บอกไว้ก่อน ถ้าเป็นคนชอบกระโดดหรือโยกตามเพลง เวทีนี้ควรไปมาก ๆ

เวทีวัว : เวทีนี้จะรวมศิลปินประเภทป๊อป เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงชิล ๆ หรือเต้นนิดหน่อย
มาไว้ในเวทีนี้

เวทีแบล็ค : เวทีที่รวมศิลปินประเภทร็อคไว้ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ร็อคดุเดือด ยันร็อคเพลงฮิต อันนี้เราจะได้เห็นวัฒนธรรมชาวร็อคจากวงต่าง ๆ ชาวเสื้อดำพร้อมใจกันกอดคอและแท็กตัวกันแน่นอน

เวทีบาร์รำวง : ใครที่เป็นสาวกรำวงห้ามพลาด เพราะเวทีนี้จะเน้นเพลงแนวโจ๊ะ ๆ สนุกแบบไทย ๆ
ศิลปินที่เข้าร่วมเวทีนี้จัดว่าวาไรตี้ เพราะมีตั้งแต่ฮิปฮอปยันคณะตลก บริหารความม่วนคักหลายโดย
โจอี้บอย เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ

ผับอโคจร : เห็นชื่อแล้วรู้เลยว่าจัดจ้านขนาดไหน เพราะ “ผับอโคจร” คืออีกหนึ่งเวทีที่ใครหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใครไม่ไป ถือว่ามาไม่ถึง Big Mountain” เวทีนี้มีความวาไรตี้สูง และคอนเซปต์ที่ชัดเจนตั้งแต่การพูดคุยในที่นี้ ต้องหยาบคาย และเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่มีในผับอโคจรเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเพลงธีมประจำผับนี้อีกด้วย ส่วนเจ้าเวทีนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน “น้าเน็ก” นั้นเอง

เวทีไข่ (Egg Stage) : เวทีนี่จะรวมศิลปินหน้าใหม่ทุกแนวเพลง ทุกสังกัด มารวมไว้ที่เวทีนี้ ที่เด่น ๆ จะเป็น ภูมิ วิภูริท , ไปส่งกูที่บขส. ดู๊ ,Fever ฯลฯ

เวทีไก่ (Chic Stage) “สนุกสนานตาม Style สายอินดี้ หรือโชว์ จากหลากหลายศิลปิน และแนวเพลง”
เวทีที่เปรียบเสมือนกับจุดแสดงผลงานของ Artist หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงาน Performance การแสดงผลงานศิลปะ หรือการแสดงดนตรีในแบบทดลอง

เวทีฮิปฮอป “ค่ำร้องแร๊พ ดึก ๆ เต้นกันยับยันตีสี่ กับแสงเลเซอร์”
นี่คือนิยามของเวทีฮิปฮอปในงาน BMMF ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเวทีที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ไม่แพ้เวทีชิงช้าสวรรค์ เวทีนี้รวบรวมดีเจชั้นยอดทั้งของไทยและต่างประเทศ มาร่วมสร้างความสนุกด้วยกัน พร้อมศิลปิน HIPHOP ยอดฮิตจากทั่วประเทศ

K9 Pub : เวทีนี้จะเน้นเปิดเพลงแนวเกาหลีและยุค 90 ใครที่ชื่นชอบทั้ง 2 แนว บอกเลยว่าไม่ควรพลาด

สารภาพว่า เป็นครั้งแรกที่รู้สึกตื่นตาและสนุกกับงานนี้มาก ๆ ความเพลิดเพลินของงานนี้คือคุณสามารถชมศิลปินที่คุณชื่นชอบได้เพียงเดินไปเพีงไม่กี่ก้าว และมีให้ชมทุกแนวเพลง ดังนั้นจะมีแฟนเพลงทุกแนวมารวมตัวกันมากที่สุด หากคุณเหนื่อยหรือหิวก็ยังมีโซนร้านอาหารที่กระจายอยู่ทั่วงานไว้คอยให้แฟน ๆ ได้เติมพลังก่อนไปมันส์กันต่อแบบข้ามวันข้ามคืน (ใช้คำนี้ได้จริง ๆ )

ในมุมของผมได้เริ่มตระเวนการแสดงตามเวทีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอโคจรผับ, Black Stage, เวทีวัว และ เวทีไข่ เป็นประสบการณ์ที่สนุกและเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงหลากหลายแนว และเติมเต็มพลังได้ดีเลยทีเดียว และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้เราได้ชมการแสดงของศิลปินอย่างใกล้ชิด หากมีโอกาสอยากให้คุณผู้อ่านได้สัมผัสด้วยตัวเองจริง ๆ

สำหรับใครที่อยากจะไปสัมผัสประสบการณ์ความสนุกแบบนี้ เตรียมตัวให้พร้อม ปักหมุดในปฎิทินไว้ 12-13 ธันวาคม ที่ ดิโอเชี่ยนเขาใหญ่ ส่วนการจำหน่ายบัตรอยากให้ติดตามที่แฟนเพจของงาน (Big Mountain Music Festival)

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ All New Isuzu D-max V-Cross 4×4….Infinte Potential พลานุภาพ พลิกโลก
ที่พาไปพบประสบการณ์ใหม่ในทริปนี้


ภาพ : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 28 พฤษภาคม 2020
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
Facebook / Instagram : carsideteam

Facebook Comments