ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวโฉมใหม่ในปี 2020 แต่กว่าจะปรับโฉมต้องใช้เวลาถึง 5 ปี (ซึ่งคู่แข่งร่วมรุ่นได้นำร่อง
ไปแล้วทั้ง Everest ในปี 2018 และ Pajero Sport ในปี 2017) แต่ก็ยังปรับอุปกรณ์อยู่เรื่อยๆ ทว่า
การแข่งขันยังคงรุนแรงเรื่อยๆ ล่าสุด Toyota ปรับโฉม Fortuner ไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2020
พร้อมกับ Hilux Revo หลังจากที่เจาะรายละเอียดของ Hilux Revo ไปแล้ว (รายละเอียดอ่านได้ที่นี่ครับ)
คราวนี้มาดูกันว่า Fortuner มีอะไรเปลี่ยนจากรุ่นเดิมบ้าง

2021 Toyota Fortuner

หน้าตาภายนอกที่เปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงภายนอกมีอยู่หลายจุด โดยรวมจะปรับเปลี่ยนไปที่ด้านหน้า ด้านหลัง และล้ออัลลอยเป็นหลัก
แต่ยังคงพื้นฐานงานออกแบบเดิม ซึ่งมีความแตกต่างจากดังต่อไปนี้

(นี่คือความแตกต่างของรุ่นธรรมดา ส่วนรุ่นย่อยพิเศษ Legender จะลงรายละเอียดในย่อหน้าอื่น)

  • ไฟหน้า
    • รุ่นเดิม – ไฟหรี่แบบ 4 เม็ด+เส้นยาว พร้อมไฟโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED และไฟเลี้ยวในโคม
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ – ไฟหรี่ LED เส้นยาว พร้อมไฟโปรเจคเตอร์แบบ Bi-Beam LED ย้ายไฟเลี้ยว
      มาไว้ที่กันชนหน้าแบบ LED
  • กระจังหน้า
    • รุ่นเดิม – กระจังหน้าเส้นแนวนอนโครเมียม 2 เส้น แถบโครเมียมที่ลากออกมาเล็กน้อย
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ – กระจังหน้าสีดำ 3 เส้นเสริมลายตาข่าย ขยายขนาดให้ยาวจรดกระจังหน้า
  • กันชนหน้า
    • รุ่นเดิม – มีช่องดักลมขนาดเล็ก เชื่อมกับกรอบไฟตัดหมอกหน้า เสริมด้วยโครเมียม
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ – กรอบไฟตัดหอกหน้าลายตาข่าย ถอดโครเมียมออก พร้อมเส้นเชื่อมเล็กน้อย
      และชายล่างสีเงิน
  • ล้ออัลลอย 18 นิ้ว
    • รุ่นเดิม – 6 ก้าน (3 ก้านคู่ + 3 ก้านสี่เหลี่ยม)
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ – 6 ก้าน (4 เหลี่ยม)
  • ไฟท้าย
    • รุ่นเดิม – แยกส่วนส่วนบนเป็นไฟเบรกและไฟท้ายหลัก ส่วนล่างเป็นไฟเลี้ยวและไฟถอย
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ – ไฟท้ายและไฟเบรกเต็มกรอบ ไฟเลี้ยวและไฟถอยอยู่ตรงกลางเปลี่ยนเป็น LED

เรียกได้ว่าในรุ่นปกติมีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าที่คิด แต่ก็ยังปรับให้”พอ”มีความแตกต่างอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม เหมือนการเปลี่ยนแปลงจริงๆจะไปอยู่ที่ Legender เสียมากกว่า


สีตัวรถใหม่

สำหรับสีตัวรถของ Toyota Fortuner นั้นมีสีจาก Hilux Revo มาหลายส่วน ทว่า มีสีหนึ่งที่ถูกถอดออกไป
และแทนที่ด้วยสีใหม่ ซึ่งทำให้ตัวรถดูมีความสปอร์ตมากกว่ารุ่นเดิม (ที่มาในโทนหรูมากกว่า) โดยมีดังนี้

  • สีที่มีอยู่ก่อนหน้านี้
    • สีขาวมุก White Pearl Crystal Shine
      • มีสีทูโทนหลังคาดำให้กับรุ่น Legender
    • สีเทาดำ Dark Grey Metallic
    • สีเงิน Silver Metallic
    • สีดำ Attitude Black Mica
  • สีตัวถังใหม่
    • เปลี่ยนโทนสีน้ำเงินจากสีอ่อน Nebula Blue Metalic มาเป็นสีเข้ม Dark Blue Mica
    • เพิ่มสีแดง Emotinal Red
      • มีสีทูโทนหลังคาดำให้กับรุ่น Legender
  • สีที่ยกเลิก
    • สีน้ำตาล Phantom Brown

2021 Toyota Fortuner

ภายในเน้นปรับอุปกรณ์มากกว่าปรับหน้าตา

สำหรับภายในยังคงแผงคอนโซลทรงเดิมไว้อยู่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่มาตรวัดและชุดเครื่องเสียง
เช่นเดียวกับ Hilux Revo รวมถึงการกระจายอุปกรณ์มาตรฐานให้กับรุ่นรองลงมาจนครบครัน ซึ่งมีจุดที่
แตกต่างกันดังนี้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิม

  • ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับการใช้งาน Apple Carplay/Android Auto พร้อมระบบ
    T-Connect Telematics ทุกรุ่นย่อย (หน้าตาคล้ายๆของ Corolla Altis รุ่นล่าสุด)
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลขนาด 4.2 นิ้ว
    • รุ่นเดิม : พื้นหลังสีดำพร้อมไฟสีส้มบริเวณเข็ม มีขีดสีขาวตามตัวเลขบนมาตรวัด พร้อมไฟตรงกลาง
      จอ MID สีน้ำเงิน เข็มสีฟ้าอ่อน
    • รุ่นไมเนอร์เชนจ์ : พื้นหลังสีน้ำเงินอ่อน พร้อมไฟตรงกลางจอ MID สีน้ำเงิน เข็มสีขาว

ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานมีการเพิ่มเติมดังนี้

  • เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าในรุ่น G (จากเดิมมีในรุ่น V ทั้งหมด)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้า/หลัง (อัตโนมัติเฉพาะแรงลม) ในรุ่น G (จากเดิมมีในรุ่น V ทั้งหมด)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ในรุ่น 2.4V 2WD (จากเดิมมีใน 2.8 และรุ่น
    ขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งหมด)
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติในรุ่น V
  • เซ็นเซอร์ถอยหลัง 6 ตำแหน่งในรุ่น V

2021 Toyota Fortuner

เมื่อดูอุปกรณ์มาตรฐานทั้งหมดพบว่า รุ่น G มีการเพิ่มให้ใกล้เคียงกับรุ่น V มากขึ้น รวมถึงคู่แข่งในตลาด
ที่มีการจัดเต็มประมาณหนึ่ง เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่อยากได้อุปกรณ์มาตรฐานครบในราคาที่ไม่สูงมากนัก ทว่า
แผงบังแดดมีการเปลี่ยนจากกำมะหยี่มาเป็นพลาสติกแข็งแทน  แต่อุปกรณ์มาตรฐานอื่นยังมีอยู่ ประกอบไปด้วย

  • กระจกไฟฟ้าอัตโนมัติ 4 บาน
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • ประตูหลังไฟฟ้าพร้อมกันหนีบ (แต่ไม่มีสวิตซ์เปิด/ปิดการทำงานมาให้)
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผล MID ปรับได้ 4 ทิศทาง
  • แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกและฝาปิด เสริมไฟส่องสว่าง
  • ไฟอ่านแผนที่แบบ LED พร้อมแผงพลาสติกสีดำและที่เก็บแว่นตา
  • ไฟบริเวณประตู 4 บาน
  • ปลั๊กไฟ 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง
  • ปลั๊กไฟ 220 โวลต์ 1 ตำแหน่ง
  • ช่องเก็บความเย็นบริเวณแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารด้านบน

2021 Toyota Fortuner

T-Connect Telematics

เนื่องจากรุ่นนี้มีระบบ T-Connect Telematics ครบทุกรุ่นย่อย ดังนั้น เราจะมาแนะนำระบบดังกล่าวให้ครับ
ซึ่งระบบนี้ เป็นการต่อยอดความสามารถของระบบนำทาง แม้จะไม่ได้ติดตั้งมาให้เหมือนกับรุ่นที่แล้ว แต่ก็มี
ฟังก์ชั่นต่างๆทดแทนดังนี้

  • Find My Car : ระบบค้นหารถแบบ Real Time
  • Geo-Fencing : ระบบจะแจ้งเตือนมีรถมีการเคลื่อนไหว
  • Stolen Vehicle Tracking : ระบบช่วยตามหารถหายพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • SOS : ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • Vehicle Information : ระบบแจ้งสถานรถยนต์ พร้อมต่อทะเบียนอัตโนมัติ
  • Maintenance Reminder : ระบบแจ้งเตือนการเช็คระยะ
  • Insurance (PHYD) : ระบบติดตามพฤติกรรมการขับขี่เพื่อใช้ในการลดเบี้ยประกัน
  • Concierge Services : ระบบช่วยเหลือการเดินทาง

เมื่อดูจากฟังก์ชั่นต่างๆพบว่า จะเน้นไปที่การติดตามรถเป็นหลัก รวมถึงช่วย Support ทั้งกรณีรถหาย
ประกันรถยนต์ และคอยดูพฤติกรรมการขับขี่อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเคยนำร่องติดตั้งในช่วงต้นปี 2018
กับรุ่นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร แต่ฟังก์ชั่นต่างๆมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มีฟังก์ชั่นหนึ่งที่ถูก
ถอดออกไปนอกจากระบบนำทางคือ My Toyota Wifi นั่นเอง


งานวิศวกรรมปรับปรุงใหม่

ฝั่ง Fortuner มีการปรับปรุงงานวิศวกรรมด้วยเช่นกัน แต่เน้นปรับที่เครื่องยนต์มากกว่าช่วงล่าง มีรายละเอียดดังนี้

เครื่องยนต์

  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,800 ซีซี รหัส 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบ
    หัวฉีดแรงดันสูงคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน VN Turbo และ อินเตอร์คูลเลอร์ จากเดิม 177 แรงม้า
    แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร เป็น 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ
    6 จังหวะ พร้อมโหมด +-
    ปรับรอบเดินเบาจาก 850 รอบต่อนาที เหลือ 680 รอบต่อนาที (ติดตั้ง
    Toyota Smart Stop เฉพาะรุ่น 2.8 Legender 4WD เท่านั้น)
  • เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,400 ซีซี รหัส 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบ
    หัวฉีดแรงดันสูงคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน VN Turbo และ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) ที่ 3,400 รอบ-นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,000 รอบ-นาที
    ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +-

ในภาพรวมนั้นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตรมีแรงม้าเพิ่มขึ้น 27 แรงม้า แรงบิดเพิ่มขึ้น 50 นิวตัน-เมตร แต่เครื่องยนต์
2.4 ลิตรยังมีกำลังเท่าเดิม แต่ทั้งคู่มีการปรับจูนให้ประหยัดน้ำมันขึ้นเช่นกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสำหรับสื่อสาร
การตลาดใหม่ จากเดิมเป็น GD Efficient Boost มาเป็น GD Super Power แทน

นอกจากนี้ยังมีการปรับรายละเอียดของเครื่องยนต์เพิ่มเติมดังนี้

  • เปลี่ยนหัวฉีดจ่ายน้ำมันใหม่เป็นแบบแปรผันทำให้จ่ายน้ำมันได้ดีขึ้น (ใช้ชื่อว่า i-ART)
  • เคลือบสาร Diamond Like Coating เพื่อลดแรงเสียดทานของเครื่องยนต์
  • เปลี่ยนชุดเทอร์โบใหม่
    • เครื่อง 2.4 ลิตร ขยายไบไอดีให้ใหญ่ขึ้น
    • เครื่อง 2.8 ลิตร เปลี่ยนเทอร์โบยกชุด พร้อมแกนเทอร์โบใหม่พร้อมเพิ่มการระบายความร้อนด้วยน้ำ

แม้ช่วงล่างยังเหมือนเดิมแต่ พวงมาลัยแม้ยังคงเป็นแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์แบบไฮดรอลิก แต่มีการ
ติดตั้งระบบอัตราทดแปรผัน VFC (Variable Flow Control) ตามความเร็วที่ใช้ในช่วงขณะนั่นเพื่อให้ควบคุม
ได้ดีขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะเป็นการควบคุมแรงดันน้ำมันของพวงมาลัยเพาเวอร์ในระบบ พร้อมเซ็ตค่าใหม่
ให้ขับขี่ดีขึ้น อีกทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อยังปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลายเช่นกัน


ระบบความปลอดภัยใหม่

เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง Toyota Fortuner ได้ติดตั้ง Toyota Safety Sense มาให้เช่นกัน เพียงแต่
ยังคงเป็นเวอร์ชั่น 1.0 และไม่ติดตั้งระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติเช่นเดียวกับ Hilux Revo แต่อย่างอื่น
ให้มาครบ ซึ่งมีระบบดังต่อไปนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert

ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆ มีเพิ่มเติมแค่ติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งในรุ่น 2.4G (จากเดิมมีแค่
2.4V เท่านั้น) นอกนั้นยังให้มาเหมือนเดิม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
  • ระบบป้องกันรถลื่นไถล TRC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ A-TRC)
  • ระบบป้องกันรถส่าย TSC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HAC
  • ระบบช่วยลงเขา DAC ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อทุกรุ่น
  • ระบบช่วยออกตัวฉุกเฉิน DSC

2021 Toyota Fortuner

รุ่นพิเศษ Legender

ในช่วงก่อนการเปิดตัว Toyota ได้ประกาศไว้ว่าจะมีรุ่นพิเศษสำหรับ Fortuner เพื่อมาแทน TRD Sportivo
โดยชื่อที่เป็นไปได้มากที่สุดในช่วงนั้นคือ GR Sport เพราะมีการแทนที่ชื่อ TRD ในหลายๆที่ (ตัวอย่างที่ชัดเจน
ที่สุดคือ Corolla Altis) ทว่า พอเปิดตัวจริงๆกลับกลายเป็นใช้ชื่อ Legender แทน ซึ่งการเปลี่ยนแปลง
เยอะกว่ารุ่นปกติมากกว่าที่คิด โดยมีความแตกต่างกันดังนี้

  • ไฟหน้า แบบ LED โปรเจคเตอร์คู่พร้อมไฟหรี่แบบ 3 ช่อง
  • ไฟเลี้ยวในกันชนหน้าและไฟท้ายแบบ Sequential (วิ่งจากซ้ายไปขวา)
  • กระจังหน้าสีดำ พร้อมลายตาข่ายล้วน
  • กันชนหน้ามีกรอบไฟตัดหมอกเล็กลง แยกอิสระจากช่องดักลมและกรอบไฟตัดหมอกหน้า
    ช่องดักลมลายตาข่ายขนาบข้างด้วยแถบสีดำ ชายล่างสีเงินเล็กลง
  • คิ้วเหนือป้ายทะเบียนสีดำเงา
  • ประตูหลังควบคุมด้วยระบบเตะเปิด
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมยางขนาด 265/50R20 ลาย 5 ก้านคู่
  • ลายไม้สีดำเข้มทั้งคอนโซลกลางและพวงมาลัย
  • บันไดข้างสีดำ
  • กันชนหลังเสริมชายล่างสีดำ ลากเส้นขึ้นไปข้างบนบริเวณกันชนหน้า
  • เบาะสีทูโทนดำ/แดง (เฉพาะ 2.4 และ 2.8 2WD) หรือขาว(เฉพาะ 2.8 4WD)
  • กุญแจอัจฉริยะลายพิเศษเฉพาะรุ่น Legender
  • ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว
  • ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง
  • ช่อง USB สำหรับชาร์จโทรศัพท์ 2 ตำแหน่ง
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายในบริเวณแผงประตู
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมไฟสีขาวทั้งหน้าปัดหลักและข้างจอแสดงผล MID
  • Toyota Safety Sense 1.0
    • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ช่วงล่างพิเศษเฉพาะรุ่น Legender ทั้งหน้าและหลัง

ราคาและรุ่นย่อย

สำหรับ Fortuner นั้นในรุ่นปกติราคาเพิ่มจากเดิมไม่มากนัก แต่กับรุ่น Legender มีการปรับหน้าตา
และอุปกรณ์หลายรายการ ราคาจึงแพงกว่าช่วง TRD Sportivo หลายหมื่นบาท ถึงกระนั้น ก็ได้
มีรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรที่ให้อุปกรณ์เหมือนกัน แต่ตัดออปชั่นบางส่วนเพื่อให้ทำราคาให้ห่างจาก
รุ่นปกติไม่มากนัก ทั้งนี้ รุ่นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตรมีให้เลือกแค่ Legender เท่านั้น ซึ่งแต่ละรุ่น
มีอะไรให้มาบ้าง ลองดูได้ตามรายการดังต่อไปนี้

ตัวหนา = เพิ่มเติมจากรุ่นเดิมในรุ่นย่อยเดียวกัน

2.4G

  • ไฟหน้า Bi-Beam LED
  • ไฟเลี้ยว LED บริเวณกันชนหน้า
  • ไฟตัดหมอกหน้า LED
  • ไฟตัดหมอกหลัง
  • กระจังหน้าสีดำแนวนอน 3 เส้นตกแต่งเส้นใหม่
  • ชายล่างสีเงิน
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding พร้อมไฟเลี้ยว LED
  • กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ปรับ/พับไฟฟ้าและไฟเลี้ยว
  • มือจับประตูโครเมียม
  • คิ้วขอบล้อสีดำ
  • บันไดข้างสีเงิน
  • ราวหลังคาสีเงิน
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบตั้งเวลาพร้อมที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง
  • เสาอากาศแบบครีบปลา Shark Fin
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 265/60R18
  • ภายในสีดำ
  • แผงคอนโซลตกแต่งด้วยสีเงิน/ลายไม้สีดำ
  • เบาะหนัง
  • เบาะคู่หน้าแถวที่ 1 แบบสปอร์ตปรับด้วยไฟฟ้า
  • ช่องเก็บของและที่พักแขนที่แขวนของหลังเบาะนั่งคู่หน้า
  • เบาะแถว 2 เอน/เลื่อนและพับในจังหวะเดียวในอัตราส่วน 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว
  • เบาะแถวที่ 3 เอนและแยกพับได้ในอัตราส่วน 50/50
  • มือเปิดประตูคู่หน้าโครเมียม
  • กระจกไฟฟ้าอัตโนมัติ 4 บาน
  • เซ็นทรัลล็อกพร้อมระบบล็อกอัตโนมัติ
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • พวงมาลัยเพาเวอร์พร้อมอัตราทดแปรผัน VFC
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง/ไม้สีดำ 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผล MID ปรับได้ 4 ทิศทาง
  • หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังเสริมโครเมียม
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID ขนาด 4.2 นิ้ว
  • โหมดการขับขี่ Sport/Eco
  • ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple Carplay/Android Auto พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ Bluetooth พร้อม ระบบ T-Connect Telematics
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้า/หลัง (อัตโนมัติเฉพาะแรงลม)
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนแบบก้านปรับ
  • ไฟอ่านแผนที่พร้อมที่เก็บแว่นตา
  • ปลั๊กไฟ 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง
  • ปลั๊กไฟ 220 โวลต์ 1 ตำแหน่ง
  • แถบสะท้อนแสงบริเวณประตู 4 บาน
  • แผงบังแดดฝั่งคนขับพร้อมที่เสียบนามบัตร
  • แผงบังแดดฝั่งผู้โดยสารพร้อมกระจกและฝาปิด
  • ช่องเก็บความเย็นบริเวณแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารด้านบน
  • ช่องเก็บของบริเวณแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารด้านล่าง
  • ที่วางแก้วน้ำคอนโซลหน้า/คอนโซลกลางจุดละ 2 ตำแหน่ง
  • ที่พักแขนหลังคอนโซลกลางพร้อมกล่องเก็บของ
  • มือจับภายใน 8 ตำแหน่ง
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ระบบป้องกันรถส่าย TSC
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • กล้องมองหลัง
  • ไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • กุญแจนิรภัยและสัญญาณกันขโมย

2.4V
อุปกรณ์เพิ่มจากรุ่น 2.4G ดังนี้

  • ไฟส่องสว่างบริเวณพื้น
  • คิ้วกระจกด้านข้างโครเมียม
  • ประตูหลังไฟฟ้าพร้อมกันหนีบ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
  • ไฟอ่านแผนที่แบบ LED พร้อมแผงพลาสติกสีดำและที่เก็บแว่นตา
  • ไฟบริเวณประตู 4 บาน
  • แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกและฝาปิด เสริมไฟส่องสว่าง
  • เซ็นเซอร์ถอยหลัง 6 ตำแหน่ง
  • ระบบ A-TRC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • ระบบช่วยลงเขา DAC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • ตัดระบบ Toyota Smart Stop (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

2021 Toyota Fortuner

2.4 Legender

อุปกรณ์เพิ่มจากรุ่น 2.4V ดังนี้

  • ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์คู่พร้อมไฟหรี่แบบ 3 ช่อง
  • ไฟเลี้ยวแบบ Sequnetial (วิ่งจากซ้ายไปขวา)
  • กระจังหน้าสีดำลายตาข่าย
  • กันชนหน้าทรงพิเศษเฉพาะรุ่น Legender
  • ประตูหลังควบคุมด้วยระบบเตะเปิด
  • บันไดข้างสีดำ
  • คิ้วเหนือป้ายทะเบียนสีดำเงา
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมยางขนาด 265/50R20 ลาย 5 ก้านคู่
  • กันชนหลังทรงพิเศษเฉพาะรุ่น Legender
  • เบาะสีทูโทนดำ/แดง
  • ลายไม้สีดำเข้มทั้งคอนโซลกลางและพวงมาลัย
  • กุญแจอัจฉริยะลายพิเศษเฉพาะรุ่น Legender
  • ชุดเครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว
  • ช่อง USB สำหรับชาร์จโทรศัพท์ 2 ตำแหน่ง
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายในบริเวณแผงประตู
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมไฟสีขาวทั้งหน้าปัดหลักและข้างจอแสดงผล MID
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • ช่วงล่างพิเศษเฉพาะรุ่น Legender ทั้งหน้าและหลัง
  • ระบบ A-TRC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • ระบบช่วยลงเขา DAC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

2.8 Legender

  • ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง
  • โหมดการขับขี่ Eco/Normal/Sport
  • Toyota Safety Sense 1.0
    • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert
  • เบาะสีทูโทนดำ/ขาว (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • Toyota Smart Stop (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • ระบบ A-TRC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • ระบบช่วยลงเขา DAC (รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

และนี่คือ สรุปข้อมูลของ Toyota Fortuner ไมเนอร์เชนจ์ทั้งหมด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลักๆ
ไปเทให้กับรุ่นพิเศษ Legender มากกว่า ขณะเดียวกัน รุ่นธรรมดามีการปรับอยู่พอสมควร
แต่จัดอุปกรณ์ต่างๆให้ครบครัน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมจะมีอะไรบ้าง โปรดติดตามกันต่อไป

Facebook Comments