ตลาด Crossover กำลังเบ่งบานในหลายๆ Segment ไม่ว่าจะเป็นรถเล็กสุดไปยังรถหรูสุดในกลุ่ม
โดยเฉพาะ Toyota ที่แม้ว่ามี Crossover อยู่ในมือหลายต่อหลายรุ่น แต่ในประเทศไทยนั้น ก็ได้
เปิดตัว Crossover รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Corolla Cross ครั้งแรกของประเทศไทย วันนี้ เราจะมา
เจาะลึกตัวรถกันว่า มีรายละเอียดอะไรน่าสนใจบ้าง

ที่มาของ Corolla Cross

แน่นอนว่า Toyota มี C-HR อยู่ในมือในฐานะ Crossover ที่ทำตลาดต่ำกว่า RAV4 แต่อยู่เหนือกว่า
Yaris Cross ในตลาดยุโรป/Raize ในตลาดญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่ง Crossover MPV ในชื่อ Rush
สำหรับตลาดกำลังพัฒนา ซึ่งตัวรถจะมาแข่งกับ Honda HR-V,Subaru XV,Nissan Kicks และ
Mazda CX-30

แต่ตัวรถของ C-HR นั้นมีความเฉพาะกลุ่มสูงมาก อาทิ งานออกแบบที่โฉบเฉี่ยวจัดจนเป็นรถสไตล์
แฟชั่นมากกว่าการใช้งานจริง ภายในที่ไม่ได้คับแคบ แต่งานออกแบบจะบีบลงเพื่อความสวยงาม
จนดูคับแคบ ทำให้ไม่สามารถเอาใจลูกค้ากลุ่มใหญ่ๆซึ่งไม่สนใจแฟชั่น แต่สนใจรถในสไตล์
Crossover ที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก และแน่นอนว่า RAV4 นับวันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนต้อง
หาทางคิดว่า

“ถ้าจะเอา RAV4 มาย่อส่วนลงเพื่อให้มีขนาดเท่าๆกับ C-HR สามารถทำอย่างไรได้บ้าง”

เริ่มจากลดขนาดตัวรถลงไปเล็กน้อย ปรับเส้นสายด้านหน้าให้ลดความดุดันลงไป ลดขนาดเครื่องยนต์
โดยใช้พื้นฐานจาก Corolla ในตลาดโลก และนั่นคือ ที่มาของ Corolla Cross นั่นเอง


ตำแหน่งการตลาด

ด้วยความซับซ้อนของตัวรถที่หลายๆคนคิดว่า แล้วไม่ตีตลาดกับ C-HR เลยหรือ ถ้าวัดกันเรื่อง
ขนาดตัวรถ มันก็ใช่ แต่งานนี้ มันแบ่งอะไรหลายๆอย่างชัดเจน

โดย C-HR จะเน้นความเป็นวัยรุ่นสูงมาก หลายๆอย่างรองรับเพื่อคนกลุ่มนี้เป็นหลัก อาทิ งานออกแบบ
จะดูจัดจ้านกว่า เส้นสายที่แปลกตา การขับขี่ที่เฉียบคมกว่า และอุปกรณ์ต่างๆเอาใจคนรุ่นใหม่มากกว่า

ขณะที่ Corolla Cross จะเน้นความสะดวกสบายและการใช้งานเป็นหลัก อุปกรณ์ต่างๆจะให้มาแบบ
เต็มฟังก์ชั่น แต่ต้องแลกกับการขับขี่ที่ลดความสนุกลงเพื่อรับกับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อินกับการขับขี่


หน้าตาภายนอก

ถ้าจะเรียกว่า RAV4 ย่อส่วนตรงๆมันก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก เพราะรายละเอียดตัวรถอ้างอิงจากรุ่นนั้นอยู่
หลายๆจุด เริ่มจากไฟหน้า Full LED ทรงยาวที่มาพร้อม ไฟหรี่และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED
แบบยาวอยู่ด้านบน เสริมด้วยสีฟ้าบริเวณด้านล่างของตัวโคมในรุ่น Hybrid ขณะที่รุ่นธรรมดาเป็นแบบ
ฮาโลเจนรมดำ กระจังหน้าเป็นแบบบานเกล็ดขนาดใหญ่พร้อมขอบสีดำเงา (หรือสีดำในรุ่นรองลงมา)
และสีเงิน ส่วนกันชนหน้ามาพร้อมการ์ดขนาดใหญ่ติดด้วยช่องใส่ป้ายทะเบียน อีกทั้งไฟตัดหมอกหน้า
เป็นแบบ LED มารวมในช่องดักลมเช่นเดียวกับ C-HR ในปัจจุบัน พร้อมเส้นแนวนอน 3 เส้น

ด้านข้างมีทั้งแนวกระจกหน้าต่างที่ดูใหญ่โตกว่า C-HR ชัดเจนพร้อมเส้นสีดำที่เขียนคำว่า Corolla Cross
คั่นไว้ (ซึ่งคำว่า Corolla Cross จะมีติดไว้ที่ไฟหน้าและไฟท้ายอีกด้วย) พร้อมเสริมคิ้วโครเมียมที่กระจก
หน้าต่าง ส่วนกระจกมองข้างและมือจับประตูยกมาจาก Altis เพียงแต่มือเปิดประตูเป็นสีเดียวกับตัวรถ
และปุ่ม Smart Entry มีประตูคู่หน้าและประตูหลัง (แต่ Corolla Altis มีมาให้แค่ของคนขับเท่านั้น)
เส้นสายด้านข้างรถมีจุดเด่นที่ลักษณะจะเป็นโค้งเข้าหากัน พร้อมชายล่างและคิ้วขอบล้อสีดำ ส่วนบนหลังคา
มาพร้อมกับราวหลังคาสีเงินที่สำคัญ มาพร้อมกับมูนรูฟไฟฟ้ามาให้อีกด้วย

ด้านหลังจะนำเส้นสายของทั้ง 3 รุ่นมาเกลากันใหม่ทั้ง RAV4,Highlander และ Corolla Altis
เริ่มจากไฟท้ายที่ปรับให้มนขึ้น ถอดคิ้วโครเมียมออกแต่ลักษณะการกระจายแสงยังเหมือนเดิม
คิ้วป้ายทะเบียนมาเป็นสีเดียวกับตัวรถพร้อมแปะโลโก้ Corolla Cross พร้อมช่องใส่ป้ายทะเบียน
ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนกันชนหลังจะเป็นสีดำด้าน แต่จะมีชายกันชนที่เป็นสีตามตัวรถ

ส่วนล้อรถมีให้เลือก 3 ลายดังนี้

  • ล้ออัลลอยพร้อมฝาครอบล้อขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/60R17 สำหรับล้อลายนี้ต้องทำความเข้าใจ
    กันก่อนว่า ตัวล้อเป็นล้ออัลลอย ไม่ใช่ล้อกระทะพร้อมฝาครอบ (ถ้านึกภาพไม่ออก ลักษณะจะเป็นแบบเดียวกับ
    ล้อของ Toyota Prius)
    (ในรุ่น 1.8 Sport)
  • ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/60R17 (รุ่น Hybrid Smart)
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 225/50R18 ลาย 5 ก้านคู่
    (รุ่น Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety)

เกร็ดความรู้ : Toyota Corolla Cross มีโลโก้รอบคันอยู่ ตำแหน่งคือ ไฟหน้า (ชื่อรุ่นรถ)
ช่องที่เหนือเครื่องยนต์ (ชื่อและโลโก้),เส้นโครเมียมบริเวณเสา C (ชื่อรุ่นรถ),ไฟท้าย (ชื่อรุ่นรถ)
ฝาปิดด้านในประตูหลัง (ชื่อและโลโก้),กระจกหน้า (โลโก้) และกระจกซ้ายเสา C (โลโก้)


ขนาดตัวถัง

สำหรับ Corolla Cross มีขนาดตัวถังดังนี้

  • ความยาว 4,460 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,825 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,620 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร

เมื่อเทียบกับรถรุ่นต่างๆที่เกี่ยวข้อง

โดยเริ่มจาก Crossover พื้นฐานเดียวกันอย่าง C-HR ซึ่งมีขนาดดังนี้

  • ความยาว 4,360 มม. (Corolla Cross ยาวกว่า 100 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,795 มม. (Corolla Cross กว้างกว่า 30 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,565 มม. (Corolla Cross สูงกว่า 55 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,640 มม. (เท่าเดิม)

ต่อมาก็เป็นรถยนต์ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของรุ่นนี้อย่าง Corolla Altis ซึ่งมีดังนี้

  • ความยาว 4,630 มม. (Corolla Cross สั้นกว่า 170 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,780 มม. (Corolla Cross กว้างกว่า 45 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,435 มม. (Corolla Cross สูงกว่า 185 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,700 มม. (Corolla Cross สั้นกว่า 60 มิลลิเมตร)

และสุดท้าย พอมาเทียบกับ RAV4 รุ่นล่าสุดมีขนาดดังนี้

  • ความยาว 4,600 มิลลิเมตร (Corolla Cross สั้นกว่า 140 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,855 มิลลิเมตร (Corolla Cross แคบกว่า 30 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,685 มิลลิเมตร (Corolla Cross เตี้ยกว่า 65 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร (Corolla Cross สั้นกว่า 50 มิลลิเมตร)

สีตัวรถภายนอกและภายใน

Corolla Cross มีสีตัวถังดังนี้

  • สีขาวมุก Platinum White Pearl (ภายในแดง)
  • สีดำ Attitude Black Mica (ภายในแดง)
  • สีแดง Red Mica Metallic
  • สีเทาอมฟ้า Celestine Grey Metallic (สีเดียวกับ Corolla Altis) (ภายในแดง)
  • สีบรอนซ์เงิน Metal Stream Metallic (สีเดียวกับ C-HR)
  • สีเทาอมน้ำตาล Graphite Metallic (สีเดียวกับ Camry)
  • สีน้ำเงิน Nebula Blue (สีเดียวกับ Revo ก่อนไมเนอร์เชนจ์)

เป็นที่สังเกตได้ว่า ไม่มีสีทูโทนให้เลือกเหมือนกับ C-HR แต่ก็แลกมาด้วยที่ว่า ทุกรุ่นสามารถเลือกได้ครบ
โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลือกรุ่น Hybrid เพื่อจะเอาสีสวยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากสีที่ให้มาพบว่า นอกจาก
สีน้ำเงินสดๆ กับสีแดงแล้ว สีที่เหลือจะไปในทางโทนผู้ใหญ่มากกว่า

นอกจากนี้ สีภายในของ Corolla Cross มีอยู่ 2 สี คือ สีดำล้วน ซึ่งมีให้เลือกทั้งทุกรุ่น ทุกสี และสีใหม่
อย่างสีแดงเข้มในชื่อ Terra Rossa ซึ่งมีให้เลือกในรุ่นย่อย HV Premium และ HV Premium Safery
และมีเฉพาะ 3 สีตัวถังดังนี้

  • สีขาวมุก Platinum White Pearl
  • สีดำ Attitude Black Mica
  • สีเทาอมฟ้า Celestine Grey Metallic

ภายใน

แผงคอนโซลภายในมีการเปลี่ยนแปลงจาก Corolla ทุกรุ่นเล็กน้อย แน่นอนว่าครึ่งคันบนยังคงใช้
แบบเดียวกันอยู่ ทั้งช่องแอร์ตกแต่งด้วยสีเงิน กรอบช่องแอร์และสวิตซ์ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
พร้อมโหมดเปิดลมเฉพาะฝั่งคนขับ (S-Flow) มาให้ รวมถึงพวงมาลัยที่เป็นแบบ 3 ก้าน
เสริมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผล MID และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
Cruise Control มาตรวัดที่มาหน้าตาและกราฟิกเหมือนกันทั้ง 2 แบบ (7 นิ้วและ 4.2 นิ้ว)
และฐานเกียร์พร้อมหัวเกียร์และถุงเกียร์หุ้มหนัง

แต่จุดอื่นๆมีความแตกต่างกันหลายอย่าง นอกจากสีภายในที่มีสีแดง Terra Rossa ในบางสี
ยังมีการเดินลายตะเข็บใหม่ จากเดิมจะโค้งเข้ากับคอนโซล มาเป็นเส้นตรงและตัดลงมาเพียง
เล็กน้อย (ซึ่งลักษณะแบบนี้จะเป็นจุดแตกต่างของ Almera กับ Kicks ด้วยเช่นกัน)

ชุดเครื่องเสียงที่ฟังก์ชั่นอื่นๆยังเหมือนเดิม คือรองรับการใช้งาน USB และ Bluetooth พร้อมระบบ
Apple Carplay และ Android Auto เสริมด้วยลำโพง 6 ตำแหน่ง พร้อมระบบ T-Connect
Telematics ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆทั้ง

  • Find My Car : ระบบค้นหารถแบบ Real Time
  • Geo-Fencing : ระบบจะแจ้งเตือนมีรถมีการเคลื่อนไหว
  • Stolen Vehicle Tracking : ระบบช่วยตามหารถหายพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • SOS : ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • Vehicle Infomation : ระบบแจ้งสถานรถยนต์ พร้อมต่อทะเบียนอัตโนมัติ
  • Maintenance Reminder : ระบบแจ้งเตือนการเช็คระยะ
  • Insurance (PHYD) : ระบบติดตามพฤติกรรมการขับขี่เพื่อใช้ในการลดเบี้ยประกัน
  • Concierge Services : ระบบช่วยเหลือการเดินทาง

ทว่า ชุดเครื่องเสียงได้ขยายจอสัมผัสเป็นขนาด 9 นิ้ว ซึ่งหน้าตาก็ยกมาจาก Fortuner Legender ทั้งชุด
รวมถึงเปลี่ยนช่องด้านล่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีปุ่มด้านๆเล็กน้อยและช่องวางของพร้อมไฟส่องสว่าง ไฟอ่านแผนที่
ในรุ่นสูงสุดเปลี่ยนเป็นแบบปุ่มกด (ปกติจะกดบนดวงไฟ) แต่เบรกมือที่ยังเป็นแบบใช้เท้าเหยียบ

เบาะนั่งคู่หน้ายกชุดมาจาก Corolla Altis ฝั่งคนขับสามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้า แต่ไม่มีที่ดันหลังมาให้
ฝั่งผู้โดยสารปรับมือ ส่วนเบาะหลังได้เติมเต็มความสะดวกสบายจาก C-HR ไปหลายอย่าง อาทิ
สามารถเลื่อนและปรับเอนได้ เพิ่มมือจับด้านหลัง เพิ่มที่พักแขนและที่วางแก้ว อีกทั้ง ยังมีช่องแอร์
และช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือมาให้ทุกรุ่นย่อย และหนังบริเวณแผงประตู

อย่างไรก็ตาม มีบางออปชั่นที่หายไปจาก C-HR และ Corolla Altis ดังนี้

  • ไม่มีเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold
  • ไม่มีระบบกรองอากาศ Nano-E
  • ไม่มีระบบนำทาง Navigator
  • ไม่มีเซนเซอร์กะระยะ (C-HR มีหน้า/หลัง 8 จุด,Corolla Altis มีเฉพาะด้านหลังแต่สามารถติดตั้งเพิ่มได้)
  • เบาะผู้โดยสารปรับไฟฟ้าไม่ได้ (Corolla Altis สามารถทำได้)
  • ไม่มีที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Corolla Altis มีมาให้ แต่สามารถติดตั้งเพิ่มได้)
  • ไม่มีจอแสดงผลการขับขี่บนกระจก HUD (Corolla Altis มีมาให้)

แต่ก็มีการกระจายอุปกรณ์ต่างๆที่ดีขึ้น (เมื่อเทียบกับ C-HR) ดังนี้

  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ททุกรุ่น (C-HR Entry เป็นกุญแจรีโมทแบบมีดพับ)
  • ไฟแต่งหน้าบนแผงบังแดดทุกรุ่น (C-HR ให้เฉพาะรุ่นสูงสุด HV High เท่านั้น)
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างในรุ่น HV Premium และ HV Premium Safety
    (C-HR ให้เฉพาะรุ่นสูงสุด HV High เท่านั้น)

ขุมพลัง

ขึ้นชื่อว่าเป็น C-Segment SUV หลายๆคนหวังว่าจะได้เครื่อง Dynamic Force เหมือนกับ Corolla
ในตลาดโลกไหม ทว่า เครื่องยนต์ที่มีขายจริงๆยกมาจาก C-HR กับ Corolla Altis ทั้งชุดมีดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 2ZR-FBE พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า
    ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิด 177 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร 2ZR-FXE มีพละกำลังสูงสุด 97 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
    แรงบิดมีกำลัง 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนาที ส่วนแบตเตอรี่ มีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิดมีกำลัง
    163 นิวตัน-เมตรที่ (รวมกันแล้วมีกำลังสูงสุด 121 แรงม้า) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT

สำหรับงานวิศวกรรม ถึงแม้ว่าตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA ก็จริง แต่ช่วงล่างจะมีความแตกต่างจาก
รุ่นที่ผ่านมา นั่นคือ ช่วงล่างด้านหน้ายังคงเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท แต่ด้านหลังจะเปลี่ยนมาเป็นทอร์ชั่นบีม
(ขณะที่รุ่นอื่นๆเป็นอิสระ Double Wishbone กันหมด) เพื่อเน้นพื้นที่ตัวรถเป็นหลัก ซึ่งเป็น TNGA-C
คันแรกที่ใช้ช่วงล่างแบบคานบิด ส่วนอื่นๆยังคงเหมือนเดิมทั้ง ดิสก์เบรก 4 ล้อและพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า


ระบบความปลอดภัย

Toyota Corolla Cross มีระบบความปลอดภัยดังนี้

  • ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ (Pre Collision System)
    • ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลนตรงกลาง LTA (Lane Tracing Assist)
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam)
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ด้านหน้าปรับสูง/ต่ำได้
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและเตือนขณะถอยหลัง
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง PVM (Panoramic View Monitor)
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System)
  • ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
  • ระบบช่วยออกตัว DSC (Drive Start Control)
  • กุญแจนิรภัยพร้อมสัญญาณกันขโมย

เมื่อมาดูแล้วพบว่า Toyota Safety Sense จะให้ฟังก์ชั่นมากกว่า C-HR ที่ระบบขับรถให้อยู่ในเลนกลาง
เท่านั้น แต่ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันจะไม่สามารถทำงานเมื่อรถหยุดนิ่งได้แบบที่ Corolla Altis
ทำได้ นอกจากนี้ กล้องมองภาพรอบทิศทางก็มีให้เลือกเช่นกัน ทว่า เซนเซอร์รอบคันจาก C-HR กับ
Corolla Altis (ที่มีเฉพาะด้านหลัง) ก็ถูกถอดออกด้วยเช่นกัน


อุปกรณ์มาตรฐานในแต่ละรุ่นย่อย

มีทุกรุ่น

  • ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติพร้อมระบบ Follow-Me-Home
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin)
  • กระจกมองข้างปรับ/พับไฟฟ้าพร้อมพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อกรถ
  • มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
  • ฉนวนกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
  • เบาะนั่งหุ้มหนัง
  • พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าหุ้มหนัง 3 ก้านพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่ MID
  • หัวเกียร์และฐานเกียร์หุ้มหนัง พร้อมตกแต่งด้วย Piano Black
  • มือเปิดประตูภายในโครเมียม
  • กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
  • ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วรองรับ USB/Bluetooth พร้อม Apple Carplay,Android Auto
    และ T-Connect Telematics พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • เบาะหลังปรับเอน เลื่อน พับได้ในอัตราส่วน 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว
  • ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมช่องเสียบ USB 2 ตำแหน่ง
  • แผงบังแดดคู่หน้ามาพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง
  • ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้า
  • มือจับด้านหลัง 4 ตำแหน่ง
  • ช่องเก็บของหลังเบาะผู้โดยสารด้านหน้า
  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
  • ระบบช่วยออกตัว DSC (Drive Start Control)
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ด้านหน้าปรับสูง/ต่ำได้
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • ไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • จุดยึดเบาะหลัง ISOFIX
  • กุญแจนิรภัยพร้อมสัญญาณกันขโมย

1.8 Sport ราคา ราคา 989,000 บาท (ราคาพิเศษ 959,000 บาท)

  • ภายในสีดำทุกสี
  • ไฟหน้าเลนส์โปรเจคเตอร์ฮาโลเจน
  • กระจังหน้าสีดำ
  • คิ้วกระจกหน้าต่างสีดำ
  • ล้ออัลลอยพร้อมฝาครอบล้อขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/60R17
  • ไฟท้าย LED เฉพาะไฟเบรกและไฟถอย
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID ขนาด 4.2 นิ้ว
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบฝั่งเดียว
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบตั้งเวลา
  • กระจกมองหลังตัดแสงด้วยก้านปรับ
  • ไฟอ่านแผนที่แบบธรรมดา
  • แผงปิดสัมภาระด้านหลัง
  • กล้องมองหลัง

1.8 HV Smart ราคา 1,019,000 บาท

  • ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมเลนส์โปรเจคเตอร์แบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ Full-LED
  • ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/60R17
  • กระจกหน้ากันเสียงรบกวน
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง (Dual Zone)
  • โหมดการขับขี่ Sport/Eco/EV

1.8 HV Premium ราคา 1,089,000 บาท

  • ภายในสีดำหรือสีดำ/แดง (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก)
  • กระจังหน้าสีดำเงา
  • คิ้วกระจกหน้าต่างโครเมียม
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
  • ประตูหลังไฟฟ้าควบคุมด้วยระบบเตะเปิด
  • ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • ล้ออัลลอยพร้อมฝาครอบล้อขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 225/50R18
  • กระจกมองข้างแบบ Reversed Link (ก้มลมเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง)
  • เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ตำแหน่ง
  • มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID ขนาด 7 นิ้ว
  • ไฟเรืองแสงบริเวณแผงประตูและที่วางแก้วน้ำสีฟ้า
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและเตือนขณะถอยหลัง
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System)

1.8 HV Premium Safety ราคา 1,199,000 บาท

  • หลังคามูนรูฟไฟฟ้า
  • ราวหลังคา
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัต้
  • ไฟอ่านแผนที่แบบเฉพาะรุ่น (มีปุ่มเปิด/ปิดแยก)
  • Toyota Safety Sense 2.0
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน DRCC (Dynamic Radar Cruise Control)
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ (Pre Collision System)
    • ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลนตรงกลาง LTA (Lane Tracing Assist)
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)
    • ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam)

และนี่คือ รายละเอียดทั้งหมดของ Toyota Corolla Cross ซึ่งถ้าใครอยากสัมผัสมารถไปดูได้
ในงาน Bangkok International Motor Show 2020 วันที่ 15 – 26 กรกฎาคม 2020
และสัมผัสตัวจริงตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2020 โดยไม่ต้องรอข้ามเดือนก็สามารถทดลองขับได้
(ระหว่างนั้น สามารถอ่านบทความ Try ได้ที่นี่ครับ)

แต่ถ้าใครลังเลว่าจะเอา C-HR หรือ Corolla Cross รุ่นไหนดี โปรดติดตามได้ในคันต่อคันเร็วๆนี้

Facebook Comments