ต้องยอมรับว่าการมาของ Great Wall Motor หรือ GWM ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ไม่น้อย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกประเภท (xEV) และอย่างที่ผู้บริหารระดับสูงได้ประกาศแผนเปิดตัวรถใหม่ภายในปีนี้มีจำนวนทั้งหมด 4 คัน โดย 2 คันแรกได้ประกาศชื่อออกมาอย่างเป็นทางการแล้วคือ Haval H6 และ Ora Good Cat ซึ่งทั้งคู่ได้เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อีก 2 คันละ ซึ่งเป็นปริศนาธรรมมาพักใหญ่ หลายคนคาดการณ์จะเอาเจ้าแมวดำอย่าง Black Cat มาขายก็ยังไม่ถึงเวลา แล้วรุ่นไหนอีกละ? GWM เลยพาสื่อมวลชนมาเฉลยที่โรงงานของเขาที่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

รถยนต์ที่ GWM พาสื่อมวลชนมาสัมผัสแรก เป็น SUV Subcompact ที่จำหน่ายในประเทศจีนและประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งได้ปักหมุดประเทศไทยเป็นที่แรกในการเปิดตัวขุมพลังใหม่ของรถยนต์รุ่นนี้ ในชื่อที่แปลความหมายว่า “สิงโตดีด”…เอ่อ “สิงโตสนุก” นั้นคือ Haval Jolion (อ่านว่า “โจ-ไล-ออน) ซึ่งเตรียมเปิดตัวต่อทันทีในช่วงก่อน Motor Expo 2021 แต่ก่อนที่จะเผยข้อมูลและราคา ตามธรรมเนียมของ GWM คือ เชิญสื่อมวลชนมาลองขับก่อน แต่ด้วยกฎกติกาเพื่อเกิดความเท่าเทียม จึงได้กำหนดเวลาการเผยแพร่ข้อมูลการทดสอบเป็นวันนี้ เวลาเที่ยงตรง ด้วยความที่รู้แล้วว่าถ้าจะปล่อยคลิปที่ทดสอบไปเมื่อช่วงวันอังคารคงจะดูซ้ำและทำคอนเทนต์หลายขยัก เลยตัดสินใจปล่อยเวอร์ชันบทความให้ทุกท่านได้อ่านกันก่อนจะดีกว่า (ส่วนตัวคลิปค่ำนี้มี “ลองให้ดู” ในสนามปิดก่อน) ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถสิงโตดีด เราได้เหลาและขยายความรอไว้ด้านล่างพารากราฟนี้

เริ่มต้นกันที่ขนาดตัวรถของ Haval Jolion Hybrid มีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,472 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,841 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,619 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร

ทีนี้เมื่อเรานำ Haval H6 Hybrid อันเป็นรุ่นพี่ของตระกูลซึ่งมีมิติดังนี้

  • ความยาว 4,653 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,886 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,724 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,738 มิลลิเมตร

มาจอดเทียบข้างก็จะพบว่าสั้นกว่า 181 มิลลิเมตร (ประมาณ 18.1 เซนติเมตร) ตัวรถเล็กกว่า 45 มิลลิเมตร (4.5 เซนติเมตร) เตี้ยกว่า 105 มิลลิเมตร (10.5 เซนติเมตร) ความยาวฐานล้อสั้นกว่า 38 มิลลิเมตร (3.8 เซนติเมตร) สรุปคือเล็กกว่าทุกมิติ แล้วถ้าเทียบกับ SUV Subcompact ด้วยกันละ เราเอาเฉพาะ Toyota Corolla Cross , Mazda CX-30 , Honda HR-V e:HEV และ Nissan Kicks e-Power ซึ่งเราได้ทำกราฟิกเทียบไว้เรียบร้อยแล้ว 

หน้าตาภายนอกและงานดีไซน์ ได้อดีตมือออกแบบจาก Landrover อย่าง Phil Simmons รับหน้าที่เป็น Design Director ให้กับน้องสิงโตดีดคันนี้ แน่นอนว่าหน้าตาและรายละเอียดมีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นจีน เพราะ GWM เลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เปิดตัวเวอร์ชัน Minorchange พร้อมขุมพลัง Hybrid ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานการเปิดตัวรถ xEV จำนวน 9 รุ่นภายใน 3 ปีข้างหน้านั้นเอง เอาเข้าจริงผู้ดูแลผลิตภัณฑ์ของ GWM ได้เล่าให้ผมฟังว่า “เจ้า Jolion ที่เราเห็นในวันนี้ จริง ๆ มันเคยมาโชว์ตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม แต่มาในโฉมรถต้นแบบ Concept H นั้นเอง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก Jolion เวอร์ชันต่างประเทศ ที่เห็นชัดคือไฟหน้าแบบ Full LED  โดยมีไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED ที่ลากยาวมาถึงไฟเลี้ยวขนาดใหญ่ กระจังหน้าเป็นแบบ Star Matrix บานเกล็ดรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู พร้อมช่องดักลมด้านล่างให้โค้งมนขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สวมยางขนาด 225/55 R18  คิ้วกันกระแทกด้านข้างพร้อมคำว่า Haval ที่มีความพริ้วไหว พร้อมกรอบกระจกเสริมโครเมียมขนานใหญ่ ส่วนด้านท้ายเปลี่ยนไปตรงกันชนหลังที่ปรับแถบสะท้อนแสงและตกแต่งชายล่างกันชนใหม่ ส่วนจุดอื่นมีเพียงไฟท้าย Full LED ที่มาพร้อมไฟเลี้ยวและไฟถอยในอัตราส่วน 4 : 1 (ไฟเลี้ยว 4 และไฟถอย 1 ที่ด้านล่าง) พร้อมหลังคาแบบ Panoramic Moonroof และน่าเสียดายที่ฝาประตูท้ายยังคงเป็นแบบอัตโนมือ แม้จะมีกลไกผ่อนแรงขณะเปิดท้ายให้ แต่เพื่อนในคลาสเดียวกันเป็นไฟฟ้ากันเยอะแล้ว

ส่วนสีภายนอกตัวรถมีดังต่อไปนี้

  • สีน้ำเงิน Swarovski Blue
  • สีดำ Sun Black
  • สีขาว Hamilton White
  • สีเทา Ayers Gray
  • สีแดง Burgundy Red

เปิดประตูดูภายใน : ล้ำไม่แพ้รุ่นพี่ เพิ่มปุ่มให้มากขึ้น แต่ยังใช้ยากเหมือนเดิม

ภายในห้องโดยสารของ Haval Jolion Hybrid ถ้าจะพูดว่ายกชุดมาจาก H6 ก็ได้ เพียงแต่มีรายละเอียดแตกต่างอยู่บางจุด อาทิ กลางคอนโซลที่มีปุ่มตรงกลางมากขึ้น ตัวมาตรวัดที่เปลี่ยนจากทรงจอแนว iPad มาเป็นทรงแบบไมล์รถ ซึ่งสีภายในมีให้เลือก 2 แบบ คือสีดำล้วน และสีเบจ/ทองแดง พร้อมมีการกัดลายให้มีผิวสัมผัสที่ดูดีขึ้น ขณะที่แผงแดชบอร์ดมาพร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว สำหรับควบคุมเครื่องเสียง และเพิ่มปุ่มต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน ซ้าย-ขวา ที่ปรับอุณหภูมิได้ที่หน้าจอกลางคอนโซล เมื่อพูดการใช้งานถ้าถอดหัวโขนการเป็นคนรีวิวรถออก จะพบว่าแม้จะมีปุ่มซึ่งเป็นคีย์ลัดแล้ว “แต่การใช้งานยังคงยากเหมือนเดิม” และการตั้งค่าต่าง ๆ ทั้งการขับขี่ ระบบช่วยเหลือ มีลักษณะหลายหน้ามากไป จนบางครั้งถ้าจะเซทอะไรต้องทำตั้งแต่จอดรถนิ่ง ๆ เซทเสร็จค่อยขับออกไป ตรงนี้อยากให้ทีมงาน GWM ไปศึกษาการใช้งานจากแบรนด์อื่น ๆ แม้จะดูล้ำสมัยกว่าเพื่อน แต่ควรคำนึงถึงความง่ายต่อการใช้งานด้วยจะดีมาก 

มาดูในโซนผู้ขับขี่กันบ้าง เริ่มจากมาตรวัดเป็นแบบจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วที่มีกราฟิกล้ำสมัย ซึ่งจะแสดงทั้งปริมาณการใช้พลังงาน ความเร็วของรถ การทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และข้อมูลการขับขี่ ซึ่งเป็นฟีเจอร์พื้นฐาน เพียงแต่การจะเข้าถึงเมนูประเภทระยะทางที่ใช้ อัตราสิ้นเปลืองทุกรูปแบบ กลับมีความซับซ้อนและยากอีก เริ่มจากถ้าคุณจะดูข้อมูลในมาตรวัด คุณต้องคาดเข็มขัดนิรภัยและกดปุ่มสตาร์ตให้ระบบไฟเลี้ยงเสียงก่อน จากนั้นกดปุ่มคำว่า “OK” ที่พวงมาลัยค้างไว้ 2 วินาที จึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการขับขี่ได้ ซึ่งเอาตรง ๆ มีความไม่สมเหตุสมผลอยู่ เข้าใจว่ามองเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ แต่บางทีก็ไม่ควรจะซับซ้อนอะไรขนาดนี้ อีกทั้งปุ่มการเข้าถึงยังชวนงงอีก ข้อนี้ไม่รู้ว่าจะแก้ทันไหม แต่อยากให้แก้และควรใช้งานง่ายเหมือน H6 ซึ่งคันนั้นกลับง่ายเฉย เอ่อ…งง เอาเป็นว่ารบกวนละครับ ทำให้มันง่าย ๆ เถิด ส่วนพวงมาลัยมาแบบทรง 3 ก้านที่สามารถควบคุมทั้งชุดเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่มีการตกแต่งที่กลมกลืนกัน ในด้านการปรับตำแหน่งทำได้เพียงสูง-ต่ำ ไม่สามารถยืดเข้า-ออกได้ นับเป็นปัญหาที่ GWM ประเทศไทยรับทราบและรายงานไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้คำตอบจากบริษัทแม่คือออ “ก็ประเทศฉันไม่เห็นมีปัญหาเรื่องนี้เลย ทำไมฉันต้องใส่ละ….” เป็นคำตอบที่ชวนถก…แขนเสื้อมาก (ห้ามผมที) แต่ ๆ ๆ คุณผู้อ่านใจเย็น ๆ ครับ ทีมฝั่งไทยมีความพยายามในหลายเรื่อง ๆ แต่ด้วย Volume ยังน้อย เพราะแบรนด์พึ่งจะทำตลาดในไทยจริงจังในปีนี้ เลยทำให้การเจรจาในเรื่องต่าง ๆ ยังเป็นรอง คงต้องให้เวลาอีกพักนึง….แต่เรื่องพวงมาลัยถือว่าสำคัญ

เพราะสรีระของคนไทยมีความแตกต่างมาก ๆ ถ้าจะเล่าให้เห็นภาพคือ มีคนไทย 10 สัดส่วนและน้ำหนักก็แตกต่างกันสุด ๆ ต่างจากประเทศจีนที่กายภาพส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกัน แล้วการไม่ติดตั้งชุดพวงมาลัย 4 ทิศทางส่งผลอย่างไร? คำตอบง่ายสุดครับ คนที่มีสรีระที่ท่อนบนท่อนล่างไม่พอดี บางคนขายาวแต่แขนสั้น และบางคนขาสั้นแต่แขนยาว การจัดท่าทางขับรถใน Jolion มีความไม่พอดีแบบแปลก ๆ ดังนั้นติดตั้งมาเถอะครับ เอามาตอนปรับ Minorchange (อีก 3-4 ปี ตามวัฎจักร) จะดีมาก ๆ ครับ…..อันนี้ฝากแปลเป็นภาษาจีนให้ผู้ให้มากบริหารที่นู่นอ่านด้วยนะครับ จะได้เข้าใจวัฒนธรรมและลักษณะกายภาพของคนไทยให้มากขึ้นครับ

ขณะเบาะนั่งเป็นแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง หุ้มด้วยวัสดุหนังโทนสีเจตัดสลับกับดำและทองแดงพร้อมปักโลโก้ Haval ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง เบาะคู่หน้าฝั่งคนขับปรับตำแหน่งแบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งผู้โดยสารหน้าปรับตำแหน่งแบบมือ 4 ทิศทาง ในเรื่องความโอบกระชับทำได้โอเค ปีกเบาะรับสรีระหุ่นไซซ์ XL ระดับต้นอย่างผมได้ ถ้าเป็นคนไซซ์ S M L อาจจะนั่งสบายก็เป็นได้ เพียงแต่เบาะรองนั่งส่วนตัวมองว่าสั้นไปหน่อย หากเพิ่มความยาวอีกนิดนึงจะดีมาก และน่าเสียดายที่ไม่ได้ปรับดันหลังได้ จึงทำให้เวลาขับทางไกลมีอาการปวดเมื่อยตรงเหนือเอวด้านหลัง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู๋กับสรีระของแต่ละคนจริง ๆ ส่วนเบาะหลังสามารถพับแยกได้ในอัตราส่วน 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว โดยฝั่งผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อมกับช่องแอร์และช่องเสียบ USB 2 ตำแหน่ง ต้องยอมรับว่าพื้นที่วางขากว้างมาก ๆ สามารถนั่งไขว่ห้างได้สบาย ในเบื้องต้นผมมองว่าน่าจะเป็นรถที่มีพื้นวางขากว้างที่สุดในคลาสก็เป็นได้ ส่วนความสบายในแง่องศาของเบาะมีความชันน้อย ๆ ซึ่งความสบายอาจจะเหมาะสำหรับการวิ่งในเมืองหรือระยะทางใกล้ ๆ อาทิ ชานเมือง เป็นต้น แต่ถ้าให้วิ่งไกล ๆ มีปวดเมื่อยแน่นอน แถมเบาะรองนั่งก็สั้นไม่แพ้เบาะหน้า…เอ่อ เพิ่มความยาวไว้หน่อยก็ดีนะครับ

ขุมพลัง

สำหรับหัวใจของน้องสิงโตดีด Haval Jolion ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้ขุมพลัง Hybrid ซึ่งจะแตกต่างจากตลาดอื่นที่ยังคงใช้แบบเครื่องยนต์สันดาปปกติ หากดูเผิน ๆ จะคล้ายกับ Haval H6 แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างอยู่โดย Jolion ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 4D15B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบ Multi-Point fuel injection กำลังสูงสุด 95 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตรที่ 4,400 – 5,200 รอบต่อนาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 156 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร เมื่อรวมกันแล้วจะมีกำลังสูงถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ DHT ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาด 1.69 kWh รองรับน้ำมันสูงสุด E20 และปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 96 กรัม/กิโลเมตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker)

ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลงทั้งหน้า/หลัง เสริมด้วยพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS และดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน Lemon Platform นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยทั้งแบบพื้นฐานได้แก่ ระบบเบรก ABS/EBD/BA ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันการลื่นไถล VSS/TCS ระบบควบคุมเบรกขณะเข้าโค้ง CBC ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ BOS ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ARS  ระบบช่วยขึ้น/ลงทางลาดชัด HSA/HDC ระบบตรวจแรงดันลมยาง TPMS

 

อีกทั้งยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซึ่งมีความสามารถระดับ 2 ซึ่ง GWM เรียกว่า Autonomous Level 2 Plus (L2+) ซึ่งมีระบบดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน ACC
  • ระบบควบคุมความเร็วบนการจราจร TJA
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติทุกย่านความเร็วทั้งหน้าตรง
    และทางแยก AEBI/LSEB
  • ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW
  • ระบบเตือนและบังคับให้รถอยู่ในเลน LDW/LKA
  • ระบบช่วยให้รถอยู่ในเลนกลาง LCK
  • ระบบเตือนเมื่อรถอยากเปลี่ยนเลน LCA
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSD
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง พร้อมเบรกอัตโนมัติ RCTA/RCTB
  • ระบบเตือนมุมอับขณะเปิดประตู DOW
  • ระบบป้องกันการชนซ้ำซ้อน SCM
  • ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DFM
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ IAP
  • ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ARA
  • ระบบช่วยหลบจากรถใหญ่ WDS
  • ระบบช่วยให้รถอยู่ในเลนแบบฉุกเฉิน ELK
  • ระบบเตือนเมื่อใช้ความเร็วเกินกำหนด

Let’s Go Now!

อธิบายฟีเจอร์ออปชันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาลองขับกัน โดยทาง GWM ได้แบ่ง 2 ส่วนหลักคือ การทดสอบในสนามปิด โดยใช้ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี เป็นสนามทดสอบทั้งอัตราเร่ง การทรงตัว และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยมีปลีกย่อยเล็กน้อยเพื่อไม่ให้สื่อมวลชนกว่า 18 รายนั่งเหงา จึงมีเกมให้เล่น 3 เกม ซึ่งสอดคล้องกับออปชันเด่นของ Haval Jolion Hybrid แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราขอโฟกัสการขับในสนามปิดเป็นส่วนแรกก่อน หลัก ๆ มี 4 สถานีที่ได้เห็นสมรรถนะของรถยนต์คันนี้ เริ่มจากอัตราเร่งซึ่งเส้นทางสามารถทำได้สูงสุด 80 กม./ชม. สัมผัสของอัตราเร่งคือความกระฉับกระเฉ่งมีทันทีที่กดคันเร่งเต็มแล้วมอเตอร์ไฟฟ้าจะถีบตัวในช่วงแรก แต่ความดีดจะลดลงเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ความโชคร้ายคือในจังหวะที่เราออกตัว รถอยู่บนพื้นทรายทำให้เกิดอาการฟรีทิ้งในช่วงแรกซึ่งรับรู้ถึงความแรงของมอเตอร์ แต่เมื่อวิ่งไปได้พักนึงกำลังเครื่องค่อย ๆ มาเรื่อย ๆ ก่อนที่จะสิ้นสุดทางตรงแล้วกดแป้นเบรกจนสุด ซึ่งรถทำงานได้ดี จากนั้นกลับรถแล้วไปสถานีสลาลอมเพื่อดูเรื่องการทรงตัว พบว่าการถ่ายเทน้ำหนักรถทำได้ดี การยุบตัวของโช้คค่อนไปทางยวบแต่ไม่ถึงกับย้วย มีความมั่นใจซึ่งบุคลิกมีความคล้ายกับ Toyota Corolla Cross (ซึ่ง GWM บอกกับเราว่า “นี่คือ Benchmark ในการพัฒน Jolion”) และ Nissan Kicks ซึ่งต้องยอมรับว่าการยุบและคืนตัวของโช้คทำได้ดีกว่าคันหลัง แต่ยังไม่กลมกล่อมเท่าคันหน้า 


ผ่านสลาลอมมาสู่ด่านหักหลบกะทันหัน หรือ Moose Test เพื่อดูเรื่องการทำงานของระบบเซนเซอร์ การถ่ายเทน้ำหนักในสภาวะกะทันหันและพวงมาลัย ซึ่งต้องยอมรับเจ้าสิงโตดีดคันนี้ทำผลงานได้น่าประทับใจ พวงมาลัยที่มีความเฉียบคมในการหักเลี้ยว และระบบเซนเซอร์ที่ทำงานได้รวดเร็ว จับล้อเมื่อเกิดเสียการทรงตัวทันทีจบสถานีรีดสมรรถนะแล้ว เข้าสู่การทดลองฟังก์ชันต่าง ๆ ทั้ง Adaptive Cruise Control ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติที่สามารถทำได้ 3 รูปแบบ และสุดท้ายทดลองระบบ E-Pedal ซึ่งทั้ง 3 ฟีเจอร์นี้ สามารถชมวิธีการใช้งานและสาธิตได้ที่คลิป “ลองให้ดู!” ซึ่งเราได้แปะไว้ให้คุณได้ชมกันครับ

หลังจากลองในสนามปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาลงถนนจริงโดยเส้นทางที่กลุ่มสื่อมวลชนที่ 2 ได้ไปนั้นคือ กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ จุดหมายคือร้านอาหาร Midwinter ระยะทาง 156 กม. ทำให้เราสามารถทดสอบทั้งอัตราเร่งช่วงออกตัว ช่วงเร่งแซง และความเร็วสูงสุดได้ ซึ่งผลในเบื้องต้นมีดังนี้

0-100 กม./ชม. : 10.76 วินาที*
80-120 กม./ชม. : 08.81 วินาที *
ความเร็วสูงสุด : 155 กม./ชม.
(*จับเวลา 1 ครั้ง)

ลบล้างความเชื่อว่ามัน 15 วินาทีไปได้เลย อย่าลืมนะครับว่ามันมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวถีบให้รถวิ่ง เครื่องยนต์เป็นส่วนเสริม แต่ต้องยอมรับว่ากำลังเครื่องยนต์สันดาปมันน้อยไปเมื่อเทียบกับพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งรายนั้นสูงโคตรแต่ถามว่าถ้าคนใช้งานทั่วไป วิ่งไปกลับที่ทำงาน ไปหาคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติ ๆ ที่ต่างจังหวัดใกล้ ๆ ก็วิ่งได้สบาย เพียงแต่อาจจะเหนื่อยในช่วงเร่งแซงเท่านั้นที่ต้องเค้นสักหน่อย ช่วงออกตัวการตอบสนองมอเตอร์ไฟฟ้ามีความรวดเร็วโดยพื้นฐาน

แต่ที่น่าขัดใจคือกำลังเครื่องที่ดูจะดึงกำลังมากไปหน่อย ทำให้ความลื่นไหลของ Hybrid ที่เราคุ้นเคยอาจใช้ไม่ได้กับเจ้าสิงโตดีด ส่วนช่วงเร่งแซงการตอบสนองมีให้คิดอยู่เกือบ ๆ 1 วินาทีครึ่ง พลัง Hybrid ของเจ้าสิงโตดีดจึงจะบ้วนกำลังออกมาให้แบบค่อย ๆ ไหลแต่ต่อเนื่อง แล้วเมื่อลองใช้โหมด Sport แล้ว พบว่าพละกำลังมีความไหลมากกว่านิดหน่อยไม่แตกต่างจากโหมดปกติมาก  ภาพรวมของกำลังเครื่องเจ้าสิงโตดีด มีนิสัยคล้ายคลึง Toyota Corolla Cross แต่ความตื้อของกำลังมีมากกว่า ดังนั้นหากใครโหยหาความจี๊ดจ๊าดอาจต้องไปหาคันอื่น หรืออยากมากสุดเติมเงินอีกนิดไปคบ H6 จะดีกว่า (แต่จะเติมมากเท่าไร ผมไม่ทราบเพราะ GWM ยังไม่เผยราคา ณ วันปิดต้นฉบับ) ขณะที่เกียร์เป็นแบบ DHT (ย่อมาจาก Dedicated Hybrid Technology) แม้ทางทีมงานจะบอกเพียงว่า “เป็นชุดเดียวกันกับ H6 และเป็นแบบ 2 สปีด” แต่รายละเอียดเชิงไม่ได้มีกล่าวถึงแต่อย่างใด แต่เท่าที่จำความรู้สึกได้คือการทำงานมีลักษณะม้วนเดียว ไม่มีตัดต่อกำลัง (ซึ่งอาจจะเป็นอีก 1 เหตุลผที่ทำให้เครื่องมีนิสัยค่อย ๆ ไป) กระนั้นยังคงเป็นปริศนาธรรมอยู่ซึ่งข้อมูลตรง ขอเวลาให้ผมและทีมงานได้พูดคุยกับวิศวกรรมเพิ่มเติมก่อน เดี๋ยวจะมาย่อยและเล่าอีกที 

จบเรื่องพละกำลัง มาดูเรื่องการขับขี่กันบ้าง เริ่มพวงมาลัยมีน้ำหนักคล้าย H6 คือเบา แต่ตึงกว่ามือกว่านิดหน่อย ย่านความเร็วต่ำควบคุมได้ง่าย ไม่ต้องใช้กล้ามแขนมาก ส่วนความเร็วสูงมีความตึงเพิ่มขึ้นแต่ไม่ถึงต้องฝืนสู้กับพวงมาลัย เมื่อเทียบเพื่อนในคลาสเดียวกัน มีความคล้าย Corolla Cross แต่สิ่งที่เสียบเปรียบคือระยะฟรีของพวงมาลัยที่เจ้าสิงโตดีดคันนี้มีมากกว่าและยังไม่ลื่นเท่าไหร่ แต่หากใช้ทั่วไปถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนแป้นเบรกมีน้ำหนักที่แข็งแต่ไม่ถึงต้องสู้เท้ามาก ระยะการกดอยู่ประมาณ 18-25% จึงจะทำงาน การตอบสนองทำได้ดีและไวอยู่ ด้านช่วงล่างเพื่อเจอสภาพถนนจริงพบกว่า การซับแรงสะเทือนหากเจอหลุมในลักษณะนาน ๆ ที จะซับแรงได้ค่อนข้างตึงแต่เมื่อเจอถนนผิวดาวอังคาร (ว่าง่าย ๆ หลุมอุกกาบาต) กลายเป็นว่าการยุบตัวโช้คทำได้ดี ความตึงลดลงมากลายเป็นความนุ่มที่เข้ามาทดแทน ส่วนการเล่นโค้งในเบื้องต้นมีการดิ้นซ้าย-ขวาให้รู้สึกเล็ก ๆ ซึ่งความเร็วที่ใช้อยู๋ประมาณ 85-90 กม./ชม. ซึ่งในส่วนนี้คงต้องรอยืมเดี่ยวมาทดสอบ เพื่อเค้นให้เห็นคาแรกเตอร์ของช่วงล่างมากขึ้น

รวบให้ฟัง หลังลองคร่าว ๆ
:สิงโตดีดที่เป็นมิตรกับโลก ไม่จี๊ดจ๊าดเท่าเพื่อน แต่ไว้ใจได้ประมาณนึง

ผมและพี่โยแห่ง Y-life.co รับหน้าที่ขับเจ้าสิงโตดีดหม่ายเลข 13 ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรถคันนี้อย่างสนุกสนานและเห็นผองตรงกันว่า “รถคันนี้มันมีความ Contrast นะ” เพราะเจ้าหน้าที่ GWM บอกว่ากลุ่มเป้าหมายของ Jolion คือวัยรุ่น First Jobber ควบกับวัยกลางคน ที่ชื่นชอบความสนุก แต่รักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งดูเหมือนว่านิสัยจะกอดอันหลังมากกว่าอันหน้าเสียอีก แต่เราเข้าใจนิสัยของสิงโตดีดที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่วางไว้ เพราะบางที่กำลังเครื่องที่แรงไปมันอาจไม่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าบางราย แต่อย่างน้อย ๆ ขอให้มีความมั่นใจเมื่อวิ่งทางไกล และไม่งอแงจนต้องกินข้าวลิง เรียกขึ้นยานแม่ ซึ่งตรงนี้ GWM ซีเรียสมาก ๆ เมื่อรถมีปัญหา ทีมงานพร้อมชาร์จและช่วยเหลือทันที ทีนี้มาดูสิ่งชอบและสิ่งที่ต้องเจอเมื่อคิดจะครอบครองเจ้าสิงโตดีด

 

สิ่งที่ชอบ (เบื้องต้น) 

  1. การขับขี่
    มีความคล้ายกับ H6 แต่เพิ่มความกระชับมากขึ้น (เล็กน้อย) ดังนั้นหากเป็นคนที่กลุ่มนักขับผู้ปาดเปรื่องอาจจะประทับใจก็เป็นได้ แต่ถ้าเน้นใช้งานทั่วไปส่วนตัวมองว่าไว้ใจได้
  2. ความกว้างภายในห้องโดยสาร
    อาจจะด้วยโทนสีที่ใช้เป็นโทนสว่างช่วยให้รู้สึกโปร่ง อีกส่วนคือมิติตัวรถที่ ณ เวลา ใหญ่ที่สุดในคลาสเดียวกัน พื้นที่วางขากว้างและเหลือเฟือ ดังนั้นจะสูงจะสั้นเจ้าสิงโตดีดรับได้หมด
  3. ระบบประมวลผลของ L2+ ทำงานละเอียดและฉลาด
    เป็นจุดเด่นที่รถยนต์ในระดับ Mass Production ทำได้ดีมาก ๆ ทั้งระบบช่วยถอยจอด Adaptive Cruise Control และระบบพื้นฐาน ทำงานได้เร็วและละเอียด อาจจะยังไม่นุ่มนวลเท่าแบรนด์พรีเมียม แต่ถือว่าทำได้ดี

ข้อเสีย (เบื้องต้น) 

  1. กำลังเครื่องขาดความกระฉับกระเฉ่ง
    แม้ตัวเครื่องและมอเตอร์ไฟฟ้าจะใช้บล็อกเดียวกันกับ H6 แต่ได้ตอนกำลังแรงม้า แรงบิดออกไปพอสมควร (และถอดเทอร์โบออกไป) ความจี๊ดจ๊าดลดลงไปพอสมควร ดังนั้นหากใครที่เป็นสายซิ่งเท้าหนักอาจจะมีมองค้อนและเบื้อนหน้าหนี แต่สายใช้งานทั่วไป ขับไปทำงาน จ่ายกับข้าวที่ตลาดน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
  2. การใช้งานระบบ Infortainment ยุ่งยากไปหน่อย
    เข้าใจว่าจะขายความล้ำเข้ากับยุคสมัยที่จอครองโลก แต่อย่าลืมว่ากลุ่มผู้ใช้รถมีความหลากหลายและมีความคุ้นชินที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงอยากฝากให้ทีม GWM ที่อยู่ประเทศจีน โปรดศึกษาและทำความเข้าใจหลักการใช้งานของคนใช้รถทั่วโลกไว้หน่อยจะดีมาก ๆ และพยายามหาตรงกลางระหว่างความล้ำสมัยกับความง่ายในการใช้งานไว้หน่อยจะดีมาก หากไม่รู้จะถามใคร ถามแบรนด์วงรีสีฟ้าอักษรย่อ Ford ก็ได้นะครับ
  3. ตำแหน่งการขับขี่และการนั่งที่มีความเมื่อยและไม่สัมพันธ์กับสรีระท่อนบนท่อนล่าง
    อาจจะเป็นปัญหาส่วนบุคคลเลยก็ว่าได้ หากกายภาพและสรีระของท่านมีความสมส่วนทั้งบนและล่างอาจไม่มีปัญหา แต่สำหรับบางท่านที่ขายาวแขนสั้น หรือแขนยาวขาสั้น อาจพบปัญหานี้แน่นอน เพราะพวงมาลัยไม่สามารถปรับตำแหน่งยืดเข้า – ออก ทำให้การปรับท่านั่งจึงใช้เวลาพักใหญ่ ดังนั้นคงต้องให้เวลาและทำ Research เรื่องสรีระของคนไทยและอาเซียนให้เข้มข้น จนบริษัทเข้าใจและประทานสิ่งที่เรียกว่า “พวงมาลัย 4 ทิศ” มาใช้ในรถยนต์ในเครือ GWM ที่จำหน่ายในบ้านเราเสียทีเถิด


ส่วนการจะเทียบคันต่อคัน ณ เวลานี้คงยังไม่ได้ เพราะต้องทดสอบภายใต้มาตรฐานของ Carsideteam เสียก่อน เพื่อที่จะเทียบข้อมูลได้ตรงกัน แต่ถ้าไม่เอามาตรฐานของเรา แต่ใช้ความเป็นลูกค้าทั่วไปเป็นตัวตั้งละ ต้องยอมรับว่า Jolion มีผลงานทั้งสมรรถนะและการขับขี่ที่ไม่แพ้เพื่อนในคลาสและน่าจะเกาะลำดับต้น ๆ ของตารางเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่ยังต้องสร้างกันต่อคือความเชื่อมั่นในการบริการหลังการขาย ณ ปัจจุบันนี้ได้เปิดโชว์รูมซึ่งเรียกว่า GWM Store รวม ๆ แล้วเกือบ 30 แห่ง โดยแบ่งเป็น Direct Store ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วกรุงเทพฯ 10 แห่ง และโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการโดยตัวแทนซึ่งเรียกว่า “Partner Store” จำนวน 20 แห่งทั่วประเทศ และยังคงมีแผนขยายเพิ่มอย่างแน่นอน อีกทั้งการดูแลลูกค้าซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ GWM ต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ให้นานที่สุดไม่ตกหล่นและไม่ตึงเกินไป เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจไม่แพ้แบรนด์รถยนต์ที่ทำตลาดมานาน และเกิดการบอกปากต่อปากหรือการแชร์โพสต์ออกไปในวงกว้างมากขึ้น 

ส่วนราคาถือว่ายังเป็นปริศนาธรรมอยู่ โดย GWM เผยรุ่นย่อยของเจ้าสิงโตดีด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ TECH PRO และ ULTRA ส่วนตัวคาดการณ์ว่าราคาจะเริ่มต้นไว้ประมาณ 899,000 ในรุ่น TECH ส่วนรุ่น PRO จะอยู่ประมาณ 1,069,000 บาท ปิดท้ายด้วยรุ่น ULTRA จะอยู่ประมาณที่ 1,119,000 บาท อย่าลืมนะครับว่า Jolion มีตำแหน่งต่ำกว่า H6 หากจะมีช่องว่างราคาที่ใกล้กันมาก อาจทำให้คนสนใจ H6 ตัว PRO ไปเลยก็เป็นได้  ส่วนกลยุทธ์การดึงดูดลูกค้ายังคงวิธีจองสิทธิ์ก่อนรู้ค่าตัวอย่าง Ultra Deal สำหรับผู้ที่สนใจและจองสิทธิ์เป็นลูกค้ากลุ่มแรก โดยมีข้อเสนอพิเศษที่ใช้คำว่า “มรึงกล้าซื้อ กรูก็กล้าให้” แม้ยังไม่รู้ราคาแต่ถ้าคุณสนใจเราก็จัดให้ ซึ่งสามารถจองได้จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00 น. หลังจากจะเข้าสู่พิธีการเปิดราคาตามสไตล์ GWM คงต้องรอดูกันว่าในเมื่อฟีเจอร์ออปชันที่จัดมาให้สิงโตดีดคันนี้ ค่าตัวจะออกมาปังหรือบุ้ง (บุ้ง แปลว่าเงียบ เหมือนปลาปล่อยฟองอากาศ) อยู่ที่การตัดสินใจของ GWM ทั้งทีมไทยและจีนว่า

“จะทำราคาออกมาได้เหมาะสมอย่างที่ตัวเองบอกเสมอว่า
“เข้าใจลูกค้าชาวไทย” ได้หรือไม่
ครั้งนี้วัดใจกันดูอีกครั้งครับ”

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เกรทวอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam