[Carsideteam-LONG] ทดลองขับ Honda Accord (G10) 1.5 Turbo EL CVT : แรงกว่า Civic Turbo แต่ประหยัดจนมองค้อน

941

ในปัจจุบัน บุคคลที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ อายุเริ่มน้อยลง หลายคนอาจรู้ตัวว่าต้องทำอะไร
แล้วมุ่งมั่งไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ บางคนอาจจะเหนื่อยและต้องสิ่งที่รักไปหลายอย่างกว่าจะประสบความเร็จ
อาจจะเหมือนที่เพลง”ยิ่งสูงยิ่งหนาว”ของคุณเรวัติ พุทธินันท์ ได้ร้องท่อนหนึ่งว่า

“เปรียบคนเราเหมือนดั่งขึ้นภูเขา ฝ่าไปเอาหมายตัวเราก้าวไป สูงสูงขึ้นไปใครจะอยู่ข้างเรา กิเลสยุเย้าให้ปีนป่าย”
บางครั้งการประสบความเร็ว อาจจะมาพร้อมความโดดเดี่ยวเพราะต้องปีนขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่
บนจุดที่ประสบความเร็จนั่นเอง

และบางครั้ง คนที่ประสบความเร็จในวัยเด็ก อาจหามิตรได้ยาก ซึ่งหลายคน ก็เลือกที่จะซื้อรถดีๆ เพื่อใช้ขับไปทำงาน
ไปออกงานสมาคมบ้าง และในบางครั้ง รถยนต์ ก็เหมือนเพื่อนที่สามารถอยู่ด้วยกันได้แบบสบายใจ แต่บางครั้ง
ภาพลักษณ์ของรถ D-Segment ในยุคก่อนหน้านั้น ดูแก่เกินที่คนเยาว์วัยจะซื้อมาขับขี่

นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมรถ D-Segment ในปัจจุบัน จึงพยายามออกแบบให้ตัวรถทั้งด้านการออกแบบให้ดูเยาว์วัย
เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่อายุน้อยลง ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และนั่นคือที่มาว่า ทำไม Accord 1.5 Turbo เป็น Generation
ที่ 10 นั้น งานออกแบบดูเด็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้านี้เกือบแทบทั้งหมด ส่วนการขับขี่และภาพรวมของตัวรถ อยากรู้ว่า
บุคคลที่ประสบความสำเร็จในวัยรุ่นคนนี้จะมีดีอะไรให้น่าสน เลื่อนลงไปด้านล่างเลยครับ

เริ่มจากขนาดตัวรถของ Honda Accord Turbo EL มีรายละเอียดดังนี้

  • ความยาว 4,894 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,862 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,450 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ : 2,830 มิลลิเมตร

เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว (G9) จะพบว่า กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวขึ้น 55 มิลลิเมตร แต่สั้นลง 10 มิลลิเมตร
และเตี้ยลง 15 มิลลิเมตร แล้วเมื่อเทียบกับเพื่อนในท้องตลาดอย่าง Toyota Camry และ Nissan Teana จะพบว่า
Honda Accord Turbo EL ครองตำแหน่งรถยนต์ D-Segment ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ชนิดทั้งกว้างยาวสูง
เหนือกกว่าชัดเจน

สำหรับภายนอก ผู้รับผิดชอบงานออกแบบ แน่นอนว่าคราวนี้ เป็น Honda R&D USA เป็นผู้รับผิดชอบ
ในงานออกแบบ เพราะ Accord ในรุ่นที่ 10 นี้ จะใช้โครงสร้างวิศวกรรมร่วมกันกับ Civic ในรหัสตัวถัง
FC (Sedan) และ FK (Hatchback) ที่ออกมาก่อนหน้านี้

ด้านหน้า มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED พร้อม Daytime Running Light โดยแถบด้านบนของโคมไฟหน้า
จะเป็นไฟเลี้ยว ตรงกลางเป็นไฟหน้า และชายล่างของโคมไฟ เป็น Daytime Running Light ซึ่งเป็นการ
ปรับโคมไฟหน้ารุ่นเดิมให้ยาวขึ้น และเสริมรายละเอียดใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าเป็นแบบโครเมี่ยม
รับกับไฟหน้าจนจบ ให้ความรู้สึกดูเผินๆเหมือน Robocop ก็ว่าได้

กันชนหน้ามีช่องสี่เหลี่ยงคางหมูขนาดใหญ่เพื่อดักลมให้กับหม้อน้ำ คอยล์ร้อนแอร์และ Intercooler
โดยมีแผ่นปิดพลาสติกสองฝั่งแทนที่ไฟตัดหมอก เพราะรถในปัจจุบัน ไฟหน้าสว่างจนไม่มีความจำเป็น
ต้องมีมาให้แล้วนั่นเองครับ อย่างไรก็ตาม ในตลาดต่างประเทศ ยังคงติดตั้งไฟตัดหมอกหน้ามาให้
ซึ่งถ้าใครยังกังวลในจุดนี้ สามารถสั่งมาติดตั้งได้ครับ

เส้นสายด้านข้างรถ ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับรถยุโรปอย่าง Audi A7 โดยตั้งแต่เสา C เป็นต้นไป ลาดมาก
คล้ายกับรถประเภท Grand Coupe ซึ่งทำให้รถดูเยาว์วัยลงอย่างชัดเจนจากรุ่นเดิม อาจจะขัดใจคนที่มีอายุ
แต่นั่นคือความตั้งใจของทีมออกแบบที่ต้องการในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงเป็นลูกค้ามากขึ้นนั้นเอง รวมทั้ง
แนวกระจกที่ยาวขึ้นมาเป็น 6 บานพร้อมคิ้วโครเมียมที่ลากไปเฉพาะด้านบนของแนวกระจกเท่านั้น
พร้อมเส้นสายตัวรถที่ดูเฉียบคมกว่าเดิม สำหรับล้ออัลลอยในรุ่น Turbo มีให้เลือกแค่ 17 นิ้ว
ที่ประกบด้วยยางขนาด 225/50R17 ซึ่งลายล้อทำออกมาได้สวยพอสมควร

ด้านท้าย ออกแบบโคมไฟท้ายเป็น 2 ชิ้น โดยชิ้นที่อยู่กับตัวถัง เป็นที่อยู่ของไฟเบรกและไฟเลี้ยว
และชิ้นที่บริเวณฝาท้ายอยู่เป็นที่อยู่ของไฟถอยหลังและทับทิมสะท้อนแสง มีตูดเป็ดชิ้นเล็กมาให้จากโรงงาน
เพื่อเพิ่มมิติรถไม่ได้ดูจืดจนเกินไป บริเวณฝาท้าย มีเพียงแค่โลโก้ตัว H ตรงกลางและโลโก้ Accord
ติดอยู่ทางด้านซ้ายของตัวรถ ดูเรียบง่าย ไม่สะดุดตา อาจจะดูโล้นๆ สำหรับใครหลายคนที่ชอบ Badge
แต่เชื่อว่าอีกหลายคน ชอบความเรียบง่ายของภายนอกที่เป็นแบบนี้

กุญแจของ Honda Accord Turbo EL เป็นแบบ Smart Keyless Entry สามรถปลดล็อครถได้
เพียงปลายนิ้วสัมผัส พร้อมปุ่ม Push Start และสามารถสั่งสตาร์ทรถได้ผ่านกุญแจรีโมท
วิธีการใช้งานคือ กดล็อครถ แล้วกดสตาร์ทรถที่รีโมทค้างไว้ 3 วินาที เครื่องยนต์และระบบปรับอากาศ
จะทำงานทิ้ง และหากสตาร์ททิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ระบบจะดับเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ

เปิดประตูดูภายใน : ลดทอนความหรูและปุ่ม แต่ดีไซน์เรียบขึ้น
ภายในห้องโดยสารของ Honda Accord Turbo EL แตกต่างจากรุ่นเดิมไปพอสมควร ทั้งปุ่มควบคุม
ที่ลดจำนวนลง ขนาดจอเครื่องเสียงที่เรียบง่ายขึ้น วัสดุที่ปรับปรุงให้หรูหราขึ้นจากรุ่นเดิม
เริ่มจากโทนสีภายในที่มี 2 สีตามสีภายนอกรถ คือ สีดำ (สีภายนอกสีเข้ม) และ สีเบจ (สีภายนอกสีอ่อน)
เบาะนั่งทรวดทรงใหม่ ด้านคนขับปรับตำแหน่งแบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง
และมีระบบจจำตำแหน่งการขับขี่ (Memory Seat) ส่วนด้านคนนั่งปรับแบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง
จากที่ได้ลองนั่งให้ความโอบกระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม เบาะรองนั่งและหลังให้ความรู้สึกกระชับกำลังดี
ส่วนพนักพิงศรีษะรู้สึกได้ว่ามีความนุ่มกำลังดี เมื่อกับ Camry แล้วความโอบกระชับของตัวเบาะยังเป็นรอง
แต่ในแง่ความนุ่มนวลของตัวหนัง ทำได้ดีกว่าชัดเจน ส่วนวัสดุได้เสริมบุนุ่มแค่บางจุดให้เท่านั้น ส่วนผิว
การตกแต่งเป็นแค่ลายไม้ด้านสีน้ำตาลอมดำ ให้ผิวสัมผัสที่กลางๆ


มาตรวัดได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ ติดตั้งจอแสดงผลขนาดใหญ่ไว้ด้านซ้าย ซึ่งจอดังกล่าวจะแสดง
มาตรวัดรอบ พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ อีกทั้งยังสามารถ โชว์อัตราการวัดบูสต์ได้อีกด้วย
(เมื่อกดโหมด Sport) ส่วนมาตรวัดความเร็วยังคงเป็นแบบเข็มเช่นเคย ถือว่าปรับตัวตามยุคสมัย
ที่ตอนนี้จอแสดงข้อมูลต้องมีความสวยงามและอ่านง่ายขึ้น แต่การจัดวางโดยเฉพาะกราฟิค
กลับรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ดังนั้นในรุ่น Minorchange ควรปรับปรุงให้มีลูกเล่นที่มากกว่านี้
ส่วนใครที่ถามถึงกราฟิคแสดงความเร็วบนกระจก (Head Up-Display) ขอแสดงความเสียใจด้วย
ที่ออปชั่นนี้อยู่ในรุ่น Hybrid TECH เท่านั้น

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ทรงใหม่ มาพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและระบบสั่งด้วยเสียง
และ Cruise Control แต่น่าเสียดายที่ไม่มีระบบแปรผันความเร็วและหยุดรถให้อัตโนมัติ
อันเป็นหนึ่งในชุดเทคโนโลยีของ Honda Sensing ไม่ติดตั้งมาในรุ่นนี้ ในแง่การใช้งาน
ถือว่าควบคุมง่าย อาจจะงงในช่วงแรกๆ แต่พอปรับตัวได้ถือคล่องตัวเลย

แผงควบคุมระบบปรับอากาศเป็นแบบ Dual Zone แยกซ้าย-ขวา แบบสวิตซ์มือหมุน
พร้อมจอแสดงผลดิจิตอลขนาดเล็ก ถือว่าให้ความเย็นสบายได้เร็วใช้ได้ นอกจากนี้
ยังมีช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ขณะที่ชุดเครื่องเสียงมาพร้อมกับจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว รองรับฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ วิทยุ AM/FM
รองรับการเชื่อมต่อ USB ที่มีการเชื่อมต่อ Apple Car Play และ Android Auto มาให้ตั้งแต่แรก
พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง แสดงผลภาพด้านท้ายผ่านกล้องมองหลัง ปรับได้ 3 ระดับ นอกจากนี้
ยังแสดงภาพด้านข้างผ่านกล้อง Honda Lane Watch ที่ฝั่งเนียนไปกับกระจกมองข้าง ซึ่งเมนู
มีการปรับปรุงกราฟิกต่างๆให้ดูทันสมัยและเรียบหรูเหมือนกับเวอร์ชั่นอเมริกา ส่วนคุณภาพเสียง
อยู่ในเกณฑ์ที่แน่นขึ้น เสียงใสขับออกมาได้กำลังดี อาจจะยังไม่แพรวพราวเหมือน Nissan Teana
แต่ถือว่าฟังได้ ไม่เลวร้าย


ย้ายตัวเองมาที่เบาะหลังของ Honda Accord Turbo EL เมื่อได้ลองเข้าไปนั่งพบว่า ชายสูง 172 ซม.
นั่งได้สบาย ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ศีรษะแคบ พื้นที่วางขากว้างพอที่จะนั่งไขว้ห้างได้ พร้อมที่พักและ
ช่องวางแก้วน้ำ สามารถพับเก็บแบบ 60:40 แต่ไม่มีระบบปรับตำแหน่งสำหรับเบาะหลัง ซึ่งอันนี้
ถ้าใครอยากได้ หันไปหา Toyota Camry Hybrid เถิด ส่วนที่เก็บสัมภาระด้านท้าย สามารถใส่ของได้
ประมาณถุงกอล์ฟ 3 ถุง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน

ขุมพลัง
สำหรับ Honda Accord G10 ในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป Honda ตัดสินใจปลดระวางเครื่องยนต์
2 ขนาดที่ร่วมชะตากรรมมานานอย่างขนาด 2.0 และ 2.4 ลิตร ออกจากสายการผลิต แล้วนำเครื่องยนต์
เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Turbo ที่ยกมาจาก Honda Civic มาบรรจุพร้อมปรับจูนใหม่ให้เหมาะสมกับ
ขนาดของตัวรถ สำหรับรายละเอียด มีดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15BG ความจุกระบอกสูบ 1,498 ซีซี DOHC 16 วาล์ว VTEC
พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ กระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.0 x 89.5 มม. กำลังอัด 10.3 : 1
ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 243 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,500-5,000 รอบ/นาที
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 147 กรัม/กิโลเมตร* สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิง
แก็สโซฮอล์ 91, 95, E20 และ E85 (*อ้างอิงจาก www.car.go.th)

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Manual Mode และแป้น Paddle Shift บนพวงมาลัย
อัตราทด 2.645-0.405 / เกียร์ถอยหลัง : 1.859 –  1.265 / อัตราทดเฟืองท้าย  5.363

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
โหมด Normal อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

หากจะให้เทียบกลุ่ม D-Segment แบบเครื่องยนต์ปกติที่ Carsideteam เคยทดสอบพบว่า
จะเหนือกว่า Toyota Camry 2.0 G VVT-iW และ Nissan Teana 2.0 XL ทั้งช่วงออกตัว และเร่งแซง
ในโหมดปกติและ Sport แบบทิ้งฝุ่น ครองตำแหน่งเร็วที่สุดในกลุ่ม D-Segment ที่ Carsideteam ทดสอบ

แล้วเมื่อเทียบกับ Honda Civic Turbo RS อันเป็นรุ่นน้องในตระกูล พบว่าช่วงออกตัวเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด
แม้ขนาดเครื่องยนต์จะลดลง แต่ช่วงเร่งแซงทำได้ช้ากว่าในโหมดปกติ กระแทกคันเร่งแล้ว กำลังเครื่องยนต์
ตอบสนองได้ทันใจ แบบไม่ต้องคิดเยอะ หรืออมแรงจนเสียจังหวะ และเมื่อความเร็วทะยานข้าม 140 กม./ชม.
เป็นต้นไป ใครที่เป็นสายเดินความเร็วปลาย คุณจะได้รับประสบการณ์ทะยานความเร็วปลายไปอย่างหนักหน่วง
ความเร็วเดินขึ้นไปอย่างไม่หยุดหยั้ง และสามารถทะยานข้าม 200 กม./ชม.ได้เพียงแค่ระยะทางไม่ถึง 1 กม.
แบบน่าตกใจ เหตุผลเนื่องมาจากเทอร์โบใน Accord Turbo นั้น ใช้คนละรุ่นกับ Civic Turbo RS โดยใน
Accord Turbo ใช้เทอร์โบแบบ 9 แฉก แต่ใน Civic Turbo RS ใช้เป็น 11 แฉก จึงทำให้การตอบสนอง
ของ Accord Turbo ช่วงความเร็วสูง เดินดุ ความเร็วปลายไหลอย่างรวดเร็วเสียจนตอนรีบยกคันเร่ง
เพราะถนนให้วิ่งนั้นหมดเสียก่อนครับ

เกียร์อัตโนมัติของ Honda Accord Turbo EL จะเป็นแบบ CVT ตามสไตล์รถยุคใหม่และ
มีอัตราทดเกียร์เหมือนกับ Honda Civic ก็ตาม แต่ได้ปรับปรุงการตอบสนองและทดเกียร์
ให้มีความจัดจ้านมากขึ้น สามารถเค้นกำลังเครื่องได้อย่างสบาย แม้จะต้องแบกตัวถังขนาด 1.4 ตัน
ขณะที่ Manual Mode สามารถเล่นได้ถึง 7 สปีด ในด้านการต่อเกียร์ทำได้ดี และมีความพยายามจะเป็น
เกียร์อัตโนมัติแบบปกติ ที่มีการตัดต่อทุก 6,000 รอบ/นาที และสามารถลากให้เปลี่ยนเกียร์เองได้ที่
7,000 รอบ/นาที และหากต้องการเปลี่ยนเกียร์ลงเพื่อช่วยเบรก ก็สามารถเปลี่ยนลงได้อย่างรวดเร็ว
และตอบสนองที่แป้น Paddle Shift ที่พวงมาลัยได้อย่างใจสั่ง

พวงมาลัยเป็นแบบดูอัลพีเนียน พร้อมระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS ในแง่น้ำหนักถือว่าดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม
ในย่านความเร็วต่ำ มีน้ำหนักที่เบากำลังดี ขณะที่ความเร็วมีความหนืดและนิ่งขึ้น ส่วนการตอบสนองวงเลี้ยว
ทำได้ดีขึ้นจากรุ่นเดิม ไม่สมูทและไวเท่า Toyota Camry ที่เซทมาได้ลงตัว และเหนือกว่า Nissan Teana
อาจจะมี GAB เล็กๆที่ตอบสนองไม่ได้ตามมือนัก แต่ในภาพรวมนั้น ถือว่าดีกว่า Accord G9 แบบก้าวกระโดด

แป้นเบรก ตอบสนองได้นุ่มนวลในช่วงความเร็วปกติ แต่เมื่อต้องการเบรกกระหันหัน หรือเบรกหนักติดๆกัน
ก็สามารถทำงานได้อย่างดี ไม่มีอาการ Fade แต่อย่างใด ซึ่งทำให้การขับขี่บนความเร็วสูงทำได้อย่างมั่นใจ
และลึกๆก็หวังว่าน้องเล็กอย่าง Civic Turbo RS จะได้น้ำหนักของเบรกแบบนี้บ้าง น่าจะดีสำหรับคนที่อายุ
น้อยกว่าและใช้ Civic Turbo RS ครับ

การเก็บเสียงของ Honda Accord Turbo ได้ติดตั้งระบบ Active Sound Control เป็นลำโพงปล่อยคลื่น
เพื่อแปลงเสียงรบกวนให้ลดน้อยลงเมื่อเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสาร และพ่นโฟมเก็บเสียงรอบคันถึง 11 จุด
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับรถยนต์นั่งยุโรปใช้กัน เมื่อได้ลองขับในย่านความเร็ว 100 กม./ชม. พบว่า
ทำได้ดีกว่า Toyota Camry โดยเฉพาะส่วนเสา A และเสา B เสียงลมปะทะน้อยกว่าชัดเจน

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบ มัลติลิงค์
อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง เมื่อได้ลองขับในสภาพถนนในรูปแบบต่างๆ สิ่งที่สัมผัสได้คือความแข็ง
ที่มากกว่าความนุ่มอยู่ เมื่อเทียบกับ Honda Civic Turbo RS แล้ว อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งกว่าในช่วงความเร็วต่ำ
แต่เมื่อเริ่มใช้ความเร็วตั้งแต่ 120 กม./ชม.เป็นต้นไป ช่วงล่างที่รู้สึกแข็ง กลับเก็บรายละเอียดทั้งคอสะพาน
รอยต่อและหลุมเล็กๆบนถนนได้ดี และเพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆ จนทะยานไปถึง 190 กม./ชม. ถึงจะมีอาการส่าย
จากกระแสลมที่พัดข้างรถให้รู้สึกว่าควรผ่อนคันเร่งประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้รู้สึกน่ากลัววูบวาบนัก
ณ นาทีนี้ นับกว่าเป็นรถยนต์ที่ Honda ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยที่มี Handing ในการขับขี่ที่ดีมาก
ดีจนบางครั้งก็กลัวใจตัวเองในฐานะผู้ขับขี่ทดสอบกันเลยทีเดียว

จะติก็มีเพียงรถที่ Setting ช่วงล่างออกมาได้ดีและขับสนุกขนาดนี้ กลับใส่ยางที่เน้นความนุ่มนวลอย่าง
Michelin Primacy 3 เป็นยางติดรถจากโรงงาน เลยทำให้คุณค่าของ Setting ช่วงล่างนั้น ถูกลดทอน
พอสมควร ถามว่ายางรุ่นนี้ดีไหม ดีในแง่ความสบายและเสียงเงียบครับ แต่ไม่ได้ดีสำหรับคนที่ชอบขับรถ
หากในอนาคต อย่างน้อยเปลี่ยนเป็น Michelin Pilot Sport 4 เชื่อว่าช่วงล่างที่ Setting มาดีแบบนี้
คู่กับยางที่มีประสิทธิภาพในการเกาะถนนสูง Accord Turbo จะเป็นจรวดทางเรียบจากโรงงานที่สมบูรณ์แบบ
คันหนึ่งที่ผลิตและประกอบในไทยเลยก็ว่าได้ครับ

ระบบความปลอดภัยของ Honda Accord Turbo EL ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอเพียง ไม่หวือหวามาก
เริ่มจาก ระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัว VSA
ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ AHA ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
ระบบไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบเตือนลมยาง TPMS
กล้องแสดงภาพมุมอับ Honda Lane Watch ถุงลมนิรภัย 6 จุด แบ่งเป็น ด้านหน้า 2 จุด
ด้านข้าง 2 จุด และ ม่านนิรภัย 2 จุด จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX)

Carsideteam Eco Mode
ในเมื่อ Honda Accord 1.5 EL Turbo ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์และเกียร์ใหม่ อัตราเร่งที่แรงและเร็วขึ้น
แล้วอัตราสิ้นเปลืองละ? ในเมื่อรุ่นน้องอย่าง Honda Civic สามารถทำตัวเลขได้ประหยัดที่สุด
แล้วรถไซซ์ใหญ่อย่าง Accord จะทำได้เท่าไรกัน? เราจึงนำมาทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ตามมาตรฐาน Carsideteam เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบของรถในระดับเดียวได้ชัดเจนมากขึ้น

เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save แก็สโซฮอล์ 95 จนถึงคอถังน้ำมัน หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัย
เซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ออกจาก
ปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้าย
ขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วน
ไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว 110 กม./ชม. แบบคงที่
เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 93.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.57 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.84 กม./ล.<<

ประหยัดกว่า Honda Civic Turbo แต่เมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับ D-Segment
ที่ Carsideteam เคยทดสอบ พบว่า Honda Accord Turbo EL ประหยัดที่สุด
ในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป ณ เวลานี้ ทั้งนี้เรายังไม่ได้ยืม Toyota Camry 2.5
/2.0 ลิตร และ Nissan Teana 2.5 / 2.0 ลิตร มาทดสอบ คงต้องรออีกพักใหญ่
ส่วนการขับขี่ในเมืองอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย วัดจากหลังทดสอบอัตราสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิงเสร็จ แล้ววิ่งใช้ในชีวิตประจำวัน มีกดเต็มในบางช่วงเมื่ออยู่บนทางด่วน
จนถึงวันคืนรถรวมระยะเวลา 4 วัน 3 คืน จะอยู่ที่ 10.6 กม./ล. ขณะที่น้ำมัน 1 ถัง
สามารถวิ่งได้ไกลสุด 550 กม. แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละท่านนะครับ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: สุขุมขึ้น นิ่งขึ้น อาจไม่สมูทเท่าเพื่อน แต่บู๊มันส์เอาเรื่อง

ต้องยอมรับว่าการพัฒนารถยนต์ D-Segment ในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม
และท้าทายมากขึ้น ด้วยกลุ่มอายุที่อ่อนลง ดังนั้นจึงเน้นการขับขี่มากขึ้น
แต่ยังคงความสบายในยามนั่งทางไกล หรือออกงานสังคมได้แบบภูมิฐาน
ตรงนี้เองทีมวิศวกรจึงทำงานหนัก เพื่อให้ได้จุดที่ลงตัวของแต่คุณสมบัติให้ได้

Honda Accord Turbo EL ก็เช่นกัน แม้ดีไซน์รถจะไม่ได้หรูหราเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ (G9)
แต่การใช้วัสดุและการตกแต่งภายในที่พยายามทำให้หรูขึ้น และนั่งสบายขึ้น อีกทั้งกำลังเครื่อง
ที่ทำผลงานได้ประทับใจ มีความสุขุมในยามขับขี่ปกติ และดุเดือดในยามที่มีคนกวนประสาท
แม้อาจจะข้าวของบางอย่างหายไป แต่ถ้าคุณไม่คิดมากเรื่องออปชั่น ก็สู่ขอได้เลยแบบไม่ต้องคิดมาก
ที่นี่สำหรับใครที่ขี้เกี้ยจอ่านอะไรยาวๆ เราได้สรุปข้อดี-ข้อเสียไว้แล้ว

ข้อดีที่ควรชม
1.เครื่องยนต์และเกียร์ประสานการทำงานได้ดีจนน่าตกใจ
ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ พร้อมพ่วงเกียร์หนังสติ๊กอย่าง CVT แต่ครับ
ใครที่ไปปรามาสมันไว้ ถ้าขึ้นไปขับ บอกได้เลยว่า ตกใจแน่นอน เพราะถ้าขับใช้งานปกติ
การตอบสนองช่วงต้นอาจสู้ Civic Turbo RS ไม่ได้เนื่องด้วยน้ำหนักรถที่มาก แต่พอรถลอยตัวไปแล้ว
Accord 1.5 Turbo ก็พร้อมทะยานยาวแบบเดียวกับเครื่องบินที่ต้องการ Runway เพื่อ Takeoff
ตัวเองขึ้นไปเหนือน่านฟ้า ดึงแรง ดึงยาว ถ้าใครชอบขับรถทางไกลแล้วใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ
รับประกันว่าใบสั่งที่ส่งไปเก็บค่าปรับที่บ้าน ความเร็วไม่มีไก่กาอย่างแน่นอนครับ
และถึงแม้ว่าเกียร์จะเป็นแบบ CVT แต่ด้วยการปรับจูนมาให้มีการตอบสนองที่ดี และสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้
เหมือนเกียร์อัตโนมัติปกติ จึงทำให้ความสนุกในการขับขี่ จนรู้สึกประทับใจอย่างแน่นอน

2.แป้นเบรกที่ตอบสนองได้ดีและอาการ Fade ต่ำ
เป็นสิ่งหนึ่งที่เคยกังวลใน Civic FC และ FK แต่ใน Accord 1.5 Turbo นั้น กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ดีและสร้างความมั่นใจ
ในการขับขี่มากขึ้น สามารถลดความเร็วลดมาได้อย่างรวดเร็ว และหากต้องลดความเร็วจากช่วงความเร็วสูง
ติดกันหลายๆคัน กลับไม่มีอาการ Fade แต่อย่างใด ซึ่งนี่คือสิ่งดีและควรพัฒนาลงไปใน Civic FC และ FK ครับ

3.ช่วงล่าง การซับแรงสะเทือนมีความแข็งนิดๆในย่านความเร็วต่ำ แต่นิ่งและเฟิร์มในย่านความเร็วสูง
จึงเป็นจุดที่ประทับใจกว่ารุ่นเดิม

ข้อเสียที่ควรนำไปพัฒนา
1.พวงมาลัยที่ยังคงมี Gap เล็กๆ ไม่ไปตามมือ
ถึงแม้ว่าพวงมาลัยจะความเป็นธรรมชาติ และน้ำหนักที่ดีจนน่าพอใจ แต่การตอบสนองในการเลี้ยวนั้น
ยังคงมี Gap เล็กๆ ที่ไม่ไปตามมือ ถ้าหากท่านผู้อ่านไม่นึกไม่ออก ขณะที่ขับขี่ ต้องการเลี้ยวไปเท่าไร
อาจจะเติมวงเลี้ยวเพิ่มจากปกติอีกเล็กน้อย เพื่อให้รถสามารถเลี้ยวไปได้ดั่งใจสั่ง ตรงนี้เป็น Gap เล็กๆ
ที่ควรนำไปปรับเพิ่ม ซึ่งอีกนิดเดียวจริงๆ แล้วจะดีกว่าครับ

2.Setting ช่วงล่างมาเน้นการขับขี่ แต่กลับเลือกยางเน้นนุ่มนวมใส่เป็นยางติดรถ
ช่วงล่างที่มั่นใจค่อนไปทางแข็งของ Accord 1.5 Turbo เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช่วงความเร็วสูง
ขับขี่ได้อย่างมั่นใจจนน่าทะลึง แต่คุณค่าของการ Setting จะมีประสิทธิภาพและทำให้ตัวรถน่าขับขี่ขึ้น
ถ้าหากยางติดรถยนต์เป็นยางกึ่งสปอร์ตอย่าง Michelin Pilot Sport 4 ที่ให้ประสิทธิภาพการขับขี่ดีกว่า
Michelin Primacy 3 ซึ่งเป็นยางติดรถจากโรงงาน จริงอยู่ที่หลายคนอาจจะทัดท้านว่า Accord เป็นรถที่เน้น
การขับขี่ที่นุ่มนวล แต่อย่าลืมว่า Accord โฉมนี้ เกิดมาเพื่อคนที่ชอบขับรถมากขึ้น และผู้ใช้รถที่อายุน้อย
รวมทั้งการ Setting ช่วงล่างที่เน้นการขับขี่มากกว่าความสบาย เรื่องเสียงยางที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
แลกกับการขับขี่ที่สนุกและมั่นใจขึ้นอีกเยอะ น่าจะดีกว่าครับ

คันต่อคัน
ในราคา 1,475,000 บาท สำหรับ Honda Accord Turbo EL เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วม
รุ่นด้วยกันแล้วมีคันไหนที่น่าสนใจ และต้องไปลองขับ เพื่อให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น

1. Toyota Camry 2.0 G (1,496,000 บาท)
เจ้าตลาด D-Segment ขวัญใจรถลีมูซีนสนามบิน ที่มาพร้อมโครงสร้าง TNGA
แต่ยังคงใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร VVT-iW ควบกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด จากรุ่นที่แล้ว
ส่วนดีไซน์ภายนอก มาในแบบโฉบเฉียวแต่หรูดูแพงได้ ขณะที่ภายในห้องโดยสาร
มีความหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม ทั้งวัสดุ โทนสีการตกแต่ง และออปชั่น
สิ่งที่เป็นข้อดีของ Toyota คือศูนย์บริการที่มีครอบคลุมทั่วประเทศ และอะไหล่หาง่าย
ดังนั้นแทบหายห่วงเมื่อคุณซื้อคันนี้ไป

2. Nissan Teana 2.0 XL (1,300,000 บาท)
D-Segment ผู้น่าสงสาร รถที่มาช้ากว่าตลาดโลกไป 2 ปี (ตลาดโลกเปลี่ยนโฉมแล้ว)
แม้การขับขี่จะทำออกมาได้ดี ไม่เลวร้าย ออปชั่นที่พยายามทำให้ดูสดใหม่ แต่จากสถานการณ์
การเมืองภายในองค์กรที่รุนแรง ทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าค่อยๆ ลดลง ฉะนั้นหยุดตีกัน
แล้วเอาของดีๆ มาให้ใช้เถอะะ

บทสรุป
หลังจากที่ใช้ชีวิต 4 วัน 3 คืนกับ Honda Accord Turbo EL (G10)  ผมพบว่ามันเป็นที่มีความสนใจในตัวของมันอยู่
แม้รูปลักษณ์จะไปในโทนที่สปอร์ตจ๋า แต่ Honda ก็ไม่ทิ้งลายความหรูหราของ Accord และเพิ่มด้วยสมรรถนะ
ที่ขับสนุก บู๊ได้ทันใจ ดังนั้นถ้าคุณเน้นขับออกสังคม แต่ต้องการบู๊ในยามจำเป็น คันนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดี
แต่ถ้าต้องการความนุ่มนวล ต่อเนื่อง อาจต้องซบ Toyota Camry ไปโดยปริยาย

ท้ายที่สุดแล้วรถยนต์รุ่นนี้จะเหมาะกับคุณหรือไม้ อันนี้ต้องคุณผู้อ่านต้องไปทดลองขับด้วยตัวเอง
เพราะรถรุ่นนี้แม้จะอ่อนลงและโฉบเฉียวขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งลายความหรูหรา ฉะนั้นอยู่ที่ตัวคุณแล้วว่า
.
“คุณชอบแบบไหนมากกว่ากัน”

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด


ทดลองขับและถ่ายภาพโดย Naow27 & PunTam
เผยแพร่วันที่ 12 กันยายน 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...