[Carsideteam-LONG] ทดลองขับ Ford Ranger Raptor 2.0 Bi-Turbo 10AT : Let’s enjoy. When you need enjoy.

1,298

สิ่งหนึ่งที่อยู่กับสังคมไทยมานาน นอกจากเกษตรกรรมแล้ว อีกสิ่งที่คู่กับวิถีชิวิตคนไทยอีกอย่างหนึ่ง
คงเป็นรถกระบะ ไม่ว่าจะใช้ในการบรรทุกสินค้าเพื่อไปขายในตลาด แห่เทียนพรรษาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา
หลังจากออกพรรษาแล้ว ขบวนกฐินก็มีการใช้รถกระบะแห่ขบวน บ้านไหนลูกชายจะบวช ขบวนแห่นาค
ก่อนเข้าโบสถ์ ก็เป็นรถกระบะพร้อมแก๊งค์นางฟ้าเต้นหน้าขบวนร่วมด้วยดนตรี นับว่ารถกระบะเป็นสิ่งที่
มาคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าตัวรถจะไม่ได้มีการขับขี่ที่ดี ช่วงล่างก็แข็ง เครื่องก็อัตราเร่งอืด
แต่ด้วยความความอเนกประสงค์ ที่สามารถใช้งานอรรถประโยชน์ได้ รถกระบะ 1 ตันจึงกลายเป็นรถยนต์
ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย

เมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการของคนก็เปลี่ยนไป รถกระบะเริ่มมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น เครื่องยนต์ที่แรง
และประหยัดน้ำมัน ห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ช่วงล่างที่เกาะถนนมากขึ้น และการมีรุ่นกระบะ 4 ประตูขึ้นมา
จึงทำให้รถกระบะที่เคยขายดีอยู่แล้ว มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความอเนกประสงค์ของตัวรถ และราคา
เมื่อเทียบกับรถนั่งแล้ว ไม่ต่างกันมากนัก และกลายเป็นรถยนต์นั่งมากขึ้น เริ่มนำมาปรับแต่งให้สวยงาม
และมีการขับขี่ที่ดีขึ้น เราจึงได้เห็นรถกระบะ 4 ประตูเพิ่มขึ้นบนท้องถนนของประเทศไทย ทั้งแบบใช้งานปกติทั่วไป
และปรับแต่งเพื่อใช้งานเฉพาะทางและการแข่งขันในสนาม

และถ้าในเมื่อบริษัทรถยนต์ซักบริษัทหนึ่ง มองเห็นว่า รถกระบะ Hi-Performance ขนาด 1 ตัน เป็นช่องว่าง
ที่หายไปในตลาด และควรมีจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถกระบะ
ที่มีทั้งการขับขี่ที่เรียกว่าที่สุดในทุกด้าน หน้าตาอันดุดัน และสามารถใช้งานได้ทุกสถานการณ์ นึกอยากจะสนุก
ก็สามารถขับไปลุยฝุ่น ปีนขึ้นเขาได้ ขับในเมืองทุกวันก็ไม่ได้ลำบากนัก เจอน้ำท่วมหรืองานก่อสร้างที่ไม่รู้
จะเสร็จเรียบร้อยเมื่อไร ก็สามารถขับผ่านไปได้แบบไม่มีปัญหา และวันนี้ Ford ก็ได้จับมือกับ Ford Performace
รังสรรค์ผลงานที่เรียกได้ว่า เป็นที่สุดของกระบะเมืองไทย ณ เวลานี้ Ranger Raptor มาด้วยคำนิยามที่
ทาง Carsideteam ยกให้ตามหัวเรื่องว่า “Let’s Enjoy. When you need enjoy” หรือ เมื่อต้องการสนุก
กับการขับขี่ Ranger Raptor ก็พร้อมพาคุณสนุกไปพร้อมกัน อยากรู้ว่าจริงไหม เลื่อนลงไปด้านล่างได้เลยครับ

สำหรับ Ford Ranger Raptor มีขนาดตัวดังนี้

  • ความยาว 5,398 มิลลิเมตร
  • กว้าง 2,180 มิลลิเมตร
  • สูง 1,873 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 3,220 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 283 มิลลิเมตร

เมื่อเทียบกับ Ford Ranger รุ่นปกติ พบว่ามีขนาดยาวขึ้น 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 320 มิลลิเมตร
ตัวรถสูงขึ้น 58 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นเพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร


ภายนอกของ Ford Ranger Raptor มีการตกแต่งใหม่ให้ดุดันขึ้น เริ่มจากกระจังหน้าสีดำ พร้อมอักษร
FORD ขนาดใหญ่ ไฟหน้าเป็นแบบ Projector HID พร้อม Daylight LED แบบรมดำ ไฟตัดหมอก LED
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลาย 6 ก้านคู่พร้อมยาง All Terrain จาก BF Goodrich ขนาด 285/70R17
โป่งล้อด้านข้างสีดำ สติ๊กเกอร์ Raptor จะติดบริเวณด้านข้างกระบะและฝากระบะท้าย พร้อมกล้องมองหลัง
ซ่อนไว้ในโลโก้ Ford อย่างแนบเนียน และกันชนหลังพ่นสีดำเสริมเซนเซอร์ถอยหลัง

ขณะที่กุญแจของ Ford Ranger Raptor เป็นแบบ Smart Keyless Entry แบบเดียวกันกับ
Ranger/Everest สามารถปลดล็อครถได้ ไม่ต้องหยิบกุญแจ พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start

เปิดประตูดูภายใน : ดิบขึ้น หรูขึ้น แต่ไม่ต่างจากรุ่นปกติ
ภายในห้องโดยสารของ Ford Ranger Raptor ภาพรวมยังคงยกชิ้นส่วนมาจาก Ranger T6 แต่ได้เปลี่ยนวัสดุ
ให้มีความดิบ สปอร์ต มากขึ้น โทนสีภายในที่ใช้เป็นสีดำ-เทา วัสดุหนังที่แผงประตู พร้อมด้ายสีน้ำเงิน เริ่มที่
ช่องแอร์ตกแต่งด้วยกรอบสีเงินและเดินตะเข็บสีน้ำเงิน เบาะนั่งคู่หน้าถูกออกแบบโดย Recaro หุ้มด้วยวัสดุ
หนังกลับ Alcantara โทนสีขาว/ดำ อีกทั้งฝั่งคนขับปรับตำแหน่งไฟฟ้า 8 ทิศทาง ความรู้สึกหลังจากนั่งเบาะ
คือมีความโอบกระชับกว่า Ranger รุ่นปกติ การซัพพอร์ตด้านหลังทำได้ดี ไม่อึดอัด ไม่บีบรัดจนปวดหลังเกินไป
ด้านพนักพิงศรีษะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดันเกินไป โดยรวมมีกระชับและนั่งสบายเวลาขับขี่เป็นเวลานาน

มาตรวัดของ Ford Ranger Raptor จะไม่ได้ใช้แบบเดียวกับรุ่น Limited/Wildtrak แต่นำรุ่น XLT มาปรับปรุงใหม่
เริ่มจาก มาตรวัดเป็นแบบ 2 วง พร้อมเข็มวัดสีแดง ตัวเลขและลายกราฟิคเป็ฯแบบสปอร์ต จอแสดงข้อมูลการขับขี่
MID เป็นแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมแสดงผลโหมดการขับขี่ทั้ง 6 แบบ

พวงมาลัยเป็นแบบ 4 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และควบคุมความเร็ว หุ้มด้วยวัสดุหนังตะเข็บน้ำเงิน
และแถบสีแดงที่กลางพวงมาลัย เสริมด้วยแป้น Paddle Shift ใช้วัสดุอลูมิเนียม และสามารถเปลี่ยนการขับขี่ได้

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอด LCD ขนาด 8 นิ้ว รองรับวิทยุ CD MP3 ช่องเชื่อมต่อ USB/AUX
มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Sync 3 ที่สามารถสั่งด้วยเสียงภาษาไทยได้ นอกจากนี้ยังมีระบบนำทางชุดใหม่
พร้อมเมนูภาษาไทย และระบบ Infortainment จากสมาร์ทโฟนอย่าง Apple Car Play และ Android Auto
ในด้านคุณภาพเสียง ถือว่ายังคงเส้นคงว่าความแน่นของมิติเสียง ทั้งเบสที่หนักแน่นกำลังดี และเสียงใสที่ไม่แห้งจาง
จนต้องจิบน้ำแทบไฟล์เพลง  ภาพรวมยังคงครองแชมป์กระบะที่มีคุณภา่พเสียงดีที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้
ส่วนเครื่องปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกส่วน ซ้าย-ขวา ในแง่ของความเย็นทำได้กำลังดี ไม่เย็นไวเหมือน Toyota


ส่วนเบาะหลังของ Ford Ranger Raptor มีพื้นที่วางขาที่กว้างในระดับหนึ่ง ด้านการซัพพอร์ตช่วงต้นขา
ทำได้ดีกว่า Ranger รุ่นปกติ ส่วนพนักพิงด้านหลังทำออกมาได้กลางๆ พอนั่งสบาย และสามารถยกเบาะขึ้นได้
เมื่อเทียบกับกระบะในตลาดแล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์กลางค่อนบน อาจไม่สบายเท่า Mitsubishi Triton แต่ไม่เลวร้าย
นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบปลั๊กจ่ายไฟได้ 230 วัตต์ รองรับการชาร์จแบตโน็ตบุ๊คและ Smart Phone

ขุมพลัง
สำหรับ Ford Ranger Raptor นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของ Ford ที่ใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่
รหัส Panther Series ซึ่งมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,996 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ
84.01 มม.ระยะชัก 90.03 มม. เทอร์โบคู่พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที
แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบ/นาที อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 220 กรัม/กิโลเมตร*
(*อ้างอิงจาก www.car.go.th) สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 จังหวะ พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา
และแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift มีอัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 : 4.696
เกียร์ 2 : 2.985
เกียร์ 3 : 2.146
เกียร์ 4 : 1.769
เกียร์ 5 : 1.520
เกียร์ 6 : 1.275
เกียร์ 7 : 1.000
เกียร์ 8 : 0.854
เกียร์ 9 : 0.689
เกียร์ 10 : 0.636
เกียร์ถอยหลัง : 4.866
อัตราทดเฟืองท้าย : 3.740

พ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-Time พร้อมโหมดการขับแบบบ Terrain Management System
คล้ายกับ Everest แต่มีให้โหมดการขับขี่ให้เลือก 6 โหมด ได้แก่
-Normal โหมดการขับขี่ปกติ
-Grass / Gravel / Snow : ใช้สำหรับเส้นทาง หญ้า กรวด/หิน หิมะ (สำหรับโหมด 4H)
-Mud / Sand : สำหรับเส้นทางที่เป็นโคลนหรือทราย (สำหรับโหมด 4H, 4L)
-Rock : สำหรับเส้นทางที่ต้องปีนป่ายทางหิน ต้องการใช้แรงบิดสูง (สำหรับโหมด 4L)
-Baja : สำหรับทางฝุ่นที่ต้องการใช้ความเร็วสูง ลดการทำงานของ Traction Control

ทั้ง 6 โหมดนี้ จะปรับการตอบสนองทั้งกำลังเครื่องยนต์ เกียร์ พวงมาลัย และชุดระบบควบคุมการทรงตัว
เพื่อให้สัมพันธ์กับโหมดการขับขี่ หากอยากสนุกหรือต้องลุยในทางโหด Ranger Raptor

สมรรถนะ
ก่อนที่จะเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้ขับ เรานำตารางตัวเลขอัตราเร่งทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง
เราทดสอบในตำแหน่งเกียร์ D โหมดปกติ (Normal) อุณหภูมิในการทดสอบ 30 องศาเซลเซียส

ตัวเลขที่ออกมาถือว่าเกินคาดนิดหน่อย เพราะน้ำหนักตัวรถ 2.3 ตัน ที่ต้องแบกชุดเกียร์และตัวถังที่ใหญ่ขึ้น
ดังนั้นต้องทำใจเรื่องพละกำลังที่ขาซิ่งอาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ การตอบสนองในช่วงต้นจะมีอาการ Lag และ เฉื่อย
ให้เห็นอยู่ แต่พอเข็มไมล์แตะที่ 100 กม./ชม. กำลังเครื่องจะไหลมาอย่างต่อเนื่อง การตอบสนองไวขึ้น
และจะไหลยาวไปจนถึง 140 กม./ชม. ภาพรวมเพียงพอต่อการใช้งาน เล่นบทบู๊ได้พอหอมปากหอมคอ
เมื่อเทียบกับรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยกันแล้ว กลายเป็นว่า Ranger Raptor มีตัวเลขช่วงออกตัว
ช้าที่สุดในตารางของ Carsideteam แต่อัตราเร่งแซงชนะ Hilux Revo 4×4 เกียร์ธรรมดา แต่อย่าลืมว่า
“Ford Ranger Raptor มีน้ำหนัก 2.3 ตัน หนักว่ารถกระบะทั่วไป การได้ตัวเลขขนาดนี้ดีขนาดไหนแล้ว”

ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังคงทำผลงานได้ดีเหมือนเช่นที่เคยเจอใน Everest 2.0 Bi-Turbo เพียงแต่
ใน Ranger Raptor มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อรองรับโหมดการขับขี่ต่างๆ และทำงานให้ไวขึ้น
ในโหมดการขับขี่ปกติ ยังคงทำผลงานได้ดีมาก ทั้งการเปลี่ยนเกียร์ที่แนบเนียน การตอบสนองในโหมด M
ได้ฉับไว และทำงานประสานกับโหมดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อาจจะเสียก็ตรงตำแหน่ง M ที่ฐานเกียร์
ควรจะมีตำแหน่ง +- เพิ่มเข้ามา แต่แป้น Paddle Shift ทำให้ความรู้สึกในการเล่นเกียร์เพิ่มขึ้น

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (Electric Power Steering) แม้จะเป็น
แบบเดียวกับ Rager T6 แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยให้เข้ากับตัวรถ น้ำหนักพวงมาลัยอยู่เกณฑ์ที่ดี ควบคุมง่าย
ไม่หนักมือจนเกินไป ตอบสนองเร็ว ไม่ไวและไม่ยานจนเกินไป ความเร็วต่ำให้ความรู้สึกที่เบาแต่อาจต้องออกแรง
เล็กน้อย ขณะที่ความเร็วสูงแอบมีระยะฟรีให้รู้สึกเล็กๆ แต่น้ำหนักหนืดขึ้นนิ่ง ไม่แต่งพวงมาลัยเยอะ หากใช้โหมดอื่นๆ
น้ำหนักพวงมาลัยจะเปลี่ยนตามโหมดการขับขี่เล็กน้อย เพื่อเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ที่สนุกขึ้น เช่นโหมด Sport
หรือ Baja น้ำหนักพวงมาลัยจะเบาลง เพื่อการควบคุมที่ง่ายขึ้น ดังนั้นถ้าขับแบบพ่อบ้านทั่วไปไว้ใจได้ แต่ถ้าขับแบบ
พ่อบ้านสายลุยสาดโค้งรัวๆ ก็เอาอยู่ ไม่ยากจนเกินไป

ส่วนแป้นเบรก ถือว่าตอบสนองกำลังดี แต่มีบางจังหวะอาจต้องเผื่อระยะนิดหน่อย เนื่องจากน้ำหนักรถที่เยอะ
ขณะที่น้ำหนักแป้นเบรก มีความนุ่มนวลไม่แข็งกระด้างเกินไป ทำงานได้ดีไม่จับช้าหรือเร็วจนหัวทิ่ม

ระบบกันสะเทือนของ Ford Ranger Raptor ถูกออกแบบใหม่หมด แทบจะไม่ได้ชิ้นส่วนเดียวกับ Ranger T6
ด้านหน้าเป็นแบบปีกนกอิสระ 2 ชั้น แบบอลูมิเนียม พร้อมโช๊ค Fox Racing Shox แบบมีระบบบายพาสภายใน
พร้อมด้วยเหล็กกันโคลง ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช๊อค พร้อมโช๊ค Fox Racing แบบมีซับแทงค์
และระบบบายพาสภายในพร้อมด้วยวัตต์ลิงค์ สิ่งที่สัมผัสได้คือหากเป็นพื้นถนนปกติ ช่วงล่างจะมีอาการดิ้น
ให้พอสัมผัสได้ไม่น่ารำคาญจนเกินไป ขณะเข้าโค้งมีอาการย้วยเล็กๆ และโยนตัวให้สัมผัสเมื่อเปลี่ยนเลน
ในความเร็วสูง แต่หากเจอเส้นทางที่มีหลุมบ่อ ลูกระนาด หรือแม้กระทั่งเอาไปขับในเส้นทางออฟโรดยาวๆ
การซับแรงสะเทือนสามารถเก็บอาการทำได้ดีมาก นิ่ง ไม่มีอาการดิ้นแต่อย่างใด พร้อมให้คุณสาดโค้ง
หรือวิ่งบนพื้นที่เป็นลูกรังได้สบาย

Carsideteam Eco Mode
นอกจากอัตราเร่งและการขับขี่ที่คนสนใจแล้ว อีกส่วนที่หลายคนรอดูไม่แพ้กันคือ “อัตราสิ้นเปลือง”
แม้จะใช้ชุด Powertain แบบเดียวกับ Ranger/Everest แต่ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่าและช่วงล่าง
ที่แตกต่างพอสมควร ดังนั้นเราจึงนำมาทดสอบเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงสำหรับ Ford Ranger Raptor

ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบอัตราสิ้นเปลือง ขออนุญาตพูดถึงเส้นทางการทดสอบในรีวิวนี้ เราได้เปลี่ยน
เส้นทางใหม่หมด จากเดิมที่เราจะเติมน้ำมันกันที่ปั้มเชลล์ ตรงสถานี BTS อารีย์ แล้วลัดเลาะขึ้นทางด่วน
ไปถึงด่านบางปะอินแล้ว กลับรถยิ่งยาวลงทางด่วนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วกลับไปเติมน้ำมัน

เมื่อทำนานๆ ทีมงานเริ่มรู้สึกว่ามันไกลจากที่พักอาศัยพอควร และต้องการหาเส้นทางสำหรับ Carsideteam
โดยเฉพาะ จึงพยายามหาเส้นทางใหม่ภายใต้ข้อจำกัด 2 อย่างคือ 1. ติดไฟแดงน้อยที่สุด 2. ระยะทาง
ใกล้เคียงกับของเดิม ทีมงานจึงพยายามหาเส้นทางใหม่ จนสุดท้ายเราได้ พระราม 4 – บางพลีน้อย
อันเป็นเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบนับจากนี้

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร
หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว
110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 93.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 8.88 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 10.49 กม./ล.<<

ต้องเข้าใจว่าน้ำหนักที่เยอะกว่า Ranger T6 มีผลในเรื่องอัตราสิ้นเปลือง ฉะนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับ
การขับขี่ทั่วไป ส่วนการขับขี่ในเมืองอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.09 กม./ล. ขณะที่น้ำมัน 1 ถัง
สามารถวิ่งได้ไกลสุด 630 กม. แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละท่านนะครับ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
:กระบะที่พร้อมให้คุณสนุก เมื่อคุณต้องการ และครอบครองมันได้ด้วยเหตุผลไม่เยอะ

หลังจากที่ Ford ประกาศราคาเจ้ายักษ์ Raptor ในงาน Motor Show เมื่อปี 2018 เสียงส่วนใหญ่บอกว่า
มันแพงมากกกกก ใครจะซื้อ? จนเวลาล่วงเลยไปถึงกลางปีเดียวกัน ยอดขายของ Ford Ranger Raptor
กลับพุ่งสูงอย่างไม่น่าเชื่อ และหมดโควต้าของปีในเวลาอันรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า รถประเภทนี้ยังมีกลุ่มลูกค้า
ที่ต้องการอยู่ การซื้อรถกระบะที่ตกแต่งเพียงภายนอกภายในด้วยชุดแต่งและเปลี่ยนวัสดุบางชิ้น พร้อมเพิ่มราคา
อาจไม่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ หากอยากได้รถกระบะที่มาพร้อมสมรรถนะที่ข้ามความเป็นกระบะทั่วไป
เพื่อพร้อมใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ แต่ใช้งานง่ายและไม่จำเป็นต้องเสริมแต่งเพิ่มเติมให้เปลืองเงินอีก
(เว้นแต่ถ้าเป็นกลุ่มออฟโรด อันนี้ต้องเสริมอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้าไปอีกด้วย)

การมาของ Ford Ranger Raptor ถือเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ให้กับตลาดรถกระบะ ที่มีแนวโน้มจะแข่งขัน
รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับรถกระบะที่มีความภูมิฐานและเทคโนโลยีที่ครบเครื่อง
ชนิดที่เจ้าตลาดเอง ยังทำขนาดนี้ไม่ได้!! เมื่อเราได้ใช้ชีวิตกับเจ้ายักษ์คันนี้เป็นเวลา 5 วัน 4 คืน สิ่งที่เจอ
ทั้งข้อดีและข้อเสียของกระบะรุ่นมีอะไรบ้าง?

ข้อดีที่ควรชม
1.ช่วงล่างและพวงมาลัยที่เกิดมาเพื่อคนที่ชอบขับรถ
นี่คือสิ่งที่คนซื้อรถในราคา 1.69 ล้านบาทคาดหวัง และเป็นข้อดีของ Ranger Raptor ที่ควรชม
ไม่ใช่เพราะแค่ยาง BFGoodrich และโช๊คอัพ Fox ที่เกิดมาเพื่อการทารุณกรรมในการขับขี่
แต่ด้วยทีมงาน Ford Performance ที่สามารถปรับแต่งโช๊คอัพ Fox 2.4 Bypass จากแข็งโดด
ที่เป็นนิสัยทุนเดิมของโช๊คอัพยี่ห้อนี้ ให้สามารถซับแรงกระแทกในถนนปกติ ทำให้ลูกระนาดใหญ่ๆ
สามารถขับรูดผ่านไปได้แบบไม่ต้องชะลอ มีแรงสะเทือนเหมือนรอยต่อเล็กๆ แต่นั้น ยังไม่พีคเท่า
วันที่ทดสอบเก็บข้อมูลอัตราสิ้นเปลือง ด้วยความที่ดึกมากแล้ว เลยต้องขับรถไปส่งทีมงาน ในขณะที่ขับนั้น
ข้างหน้าเป็นสะพาน แล้วมาด้วยเร็ว 120 กม./ชม.โดยประมาณ เมื่อถึงทางขึ้นสะพาน ความเร็วสุดท้าย
ที่ชะลอได้คือ 100 กม./ชม. และก็กระโดดขึ้นสะพานไปครับ ใช่ครับ โดดลอยทั้ง 4 ล้อเลย แล้วก็จั๊มลงมา
อาการรถยุบเร็ว ยืดช้าตามสูตร ไม่มีอาการเต้นต่อหรือย้วย สามารถควบคุมรถไปได้ต่อทันที
นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจแต่อย่างใด แต่นี่คือสิ่งที่ Ford Performance สามารถมอบให้ท่าน
หากรู้สึกนิ่มไป ตัวแทนจำหน่ายโช๊คอัพ Fox ในประเทศไทยทุกวันนี้มีมากขึ้น ศรัทธาสำนักไหน
ก็เรียนเชิญได้ครับ ตอนนี้ก็เริ่มมีคนเอาไปปรับจูนโช๊คอัพกันบ้างก็มี สำหรับพวงมาลัย ถึงแม้จะเป็น
เพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า แต่เมื่อใส่ยางที่มีขนาดใหญ่กว่ารุ่น Wildtrak ถึง 3 นิ้ว สำหรับอาการพวงมาลัย
จะหนักกว่ารุ่นปกติ แต่ในมุมมองของทีมงาน คือพอดี กำลังสบาย One Center Feeling นิ่งกว่า Wildtrak
อาจมีระยะฟรีบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาในการขับขี่นัก

2.เบาะที่นั่งกระชับ นั่งสบาย
ถึงแม้ว่าเบาะของ Ranger Raptor จะเป็นหนังสลับ Alcantara และจะเน้นออกไปทางโอบกระชับ
แต่ด้วยการที่ได้ Recaro บริษัทผู้ผลิตเบาะรถยนต์ระดับโลกในการออกแบบเบาะ ถึงแม้ถ้าตอนแรกจะรู้สึกว่า
ส่วนที่เป็นรองก้นยาวไปนิด แต่เมื่อปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ก็รู้สึกได้ถึงความพอดีของเบาะ และนั่งสบาย
เมื่อต้องขับขี่ในระยะทางไกลๆ นี่คือส่วนที่ดีงาม จนเบาะในรุ่น Wildtrak ที่ทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว ดูเฉยๆไปเลย

3.ระบบการขับขี่เกิดมาเพื่อคนที่ชอบขับรถที่แท้จริง
การมา Ranger Raptor พร้อมกับระบบการขับขี่ที่มีให้เล่นมากมาย และโหมด Baja ที่เป็นของเล่น
ที่คนชอบขับทางฝุ่นถวิลหาเรียกได้ว่าเป็น”การสร้างให้ผู้ขับขี่เป็น Hero”ในการกำหราบรถยนต์ที่สมรรถนะสูง
และรู้สึกสนุกในการขับขี่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และตรงนี้ทางทีมงานการกล่าวได้ว่า นี่คือ”การปฏิวัติ
รถกระบะรุ่นพิเศษ” ที่ไม่ใช่มีเพียงการตกแต่งให้สวยขึ้น

ข้อเสียควรนำไปพัฒนา
1.ระบบช่วยเหลือการขับขี่ หากสามารถปรับความละเอียดในการทำงานได้ จะดีมาก
แน่นอนว่า หากทางเราเขียนขึ้นมาแบบนี้ จะย้อนแย้งกับข้อดีข้อที่ 3 ใช่ครับ มีแล้วขับขี่สนุกขึ้น แต่ทางเรา
มีความเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่ซื้อ Ranger Raptor มักจะมีรถ Hi-Performance ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือใหม่
อยู่ในโรงรถ ซึ่งแน่นอนว่า รถพวกนั้นสามารถปรับความละเอียดของระบบ ABS ระบบ ESP ให้สามารถ
ยังคงระบบให้ทำงานได้ แต่สามารถปรับความละเอียดในการทำงานให้ตอบสนองเร็ว-ช้า เพื่อให้สนุกในการขับขี่
หากในอนาคตสามารถทำได้ อยากให้มีส่วนนี้เพิ่มเติม ไม่ใช่มีเพียงแค่สวิตช์เปิด-ปิดเพียงอย่างเดียวครับ

2.อัตราเร่งที่ยังไม่ทันใจนัก
การที่ Ranger Raptor ใช้เครื่องยนต์และการปรับจูนไปในทางเดียวกับ Ranger Wildtrak ที่เป็นเครื่องรุ่น Bi-Turbo
ทำให้อัตราเร่งของ Ranger Raptor เมื่อขับขี่ในชีวิตประจำบนถนนปกติ เวลาจอดออกตามสี่แยกไฟแดง มีอุ้ยอ้าย
ไม่ทันใจ จริงอยู่เพราะด้วยน้ำหนักรถที่มากกว่า แต่ถ้าหากปรับการตอบสนองของคันเร่งช่วงต้นให้ทันใจขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ในแง่ของอัตราเร่ง จะดีขึ้นมากทันตาครับ เพราะพอตัวแล้ว รถทะยานดีเลย

3.การวิเคราะห์ปัญหาส่วนของบริการหลังการขาย ยังคงน่าเป็นห่วงพอสมควร
ถึงแม้ว่าในช่วงแรกที่มีการเปิดตัว Ranger Raptor จะมีนโนบายในการซื้อรถคืนจากเหตุรถที่มีปัญหา
แต่ในระยะเวลาต่อมา ปัญหาอย่างเรื่องหัวน๊อตของ Torque Converter ที่ต่อเข้ากับ Flywheel ท้ายเครื่อง
ท่อหายใจเฟืองท้ายที่พ่นเข้าท้ายไดชาร์จ จนไดชาร์จไม่ปั่นไฟเก็บเก็บเข้าแบตเตอร์รี่ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมา
จริงอยู่ที่เกิดจากออกแบบ แต่วิธีการวิเคราะห์เพื่อสาเหตุนั้น ก็เป็นส่วนสำคัญในแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า
เพราะอย่าลืมว่า Ranger Raptor ไม่ใช่รถรุ่นตกแต่งพิเศษ แต่เป็นรุ่นพิเศษที่ไม่มีความเหมือน Ranger รุ่นปกติ
ในแง่ทางวิศวกรรม ฉะนั้น ผู้ที่จะซ่อมแซมและวิเคราะห์ปัญหา ก็ต้องถูกอบรมให้เข้าใจการทำงานของตัวรถเป็นอย่างดี
เพราะในอนาคตเชื่อว่า จำนวนรถกลุ่มนี้จะมากขึ้น อยากให้พัฒนาตรงนี้ครับ

คันต่อคัน
อาจจะต้องเรียนให้ทราบว่า ณ วันนี้เขียน Review ของ Ford Ranger Raptor นั้น ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงออกมา
ซึ่งหากผู้อ่านการมีทักท้วงว่า มี Isuzu D-Max V-Cross 6AT 4X4 Max และ Toyota Hilux Revo Rocco
2.8 6AT 4X4 นั้น ทางเราต้องขอสงวนรถกระบะทั้ง 2 รุ่นนี้ ไว้เป็นคู่แข่งของ Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo
10AT 4X4 Wildtrak ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่ชัดเจนกว่า

และนี่คงเป็นทางที่ Ford Motor Thailand เล็งเห็นแล้วว่า การมาของ Ranger Raptor  คือทางหนึ่ง
ที่ควรนำมาเพราะในตลาดประเทศไทย รถกระบะคือรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศแห่งนี้ และการใช้งาน
รถกระบะของคนในยุคปัจจุบันไม่ใช้เพียงแค่เป็นรถขนของ แต่ในมุมหนึ่ง รถกระบะคือรถยนต์ที่ใช้ขับ
ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เป็นรถแข่ง (เช่นรุ่น Super Pickup รายการ Thailand Super Series ในประเทศไทย
หรือ Super Ute ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นรถกระบะ 1 ตันที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด) เป็นรถที่คนที่มีชื่อเสียง
คนที่มีฐานะดีในปัจจุบัน ตัดสินใจซื้อเป็นเจ้าของและขับขี่เองในชีวิตประจำ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ Ranger T6
โฉมแรกออกจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2011 เช่น คุณเมทนี บูรณศิริ (นีโน่) คุณอรรถพล ประกอบของ (เอ็ม The Star)
ซึ่งเป็นผู้ใช้จริง เป็นต้น และในปัจจุบัน ภูมิภาค Asia Pacific กลุ่มลูกค้าของ Ford ก็เบนเข็มมาเลือก
รถกระบะมากขึ้น ดังนั้นการจะให้ Ford Performance เสก Ranger รุ่น High-Performance ออกมา
ในแบบนี้ ก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรและเรียกว่า เป็นการปรับภาพลักษณ์ของรถกระบะในประเทศไทย
ให้ดูสูงขึ้นมาอีกระดับ ฉะนั้น หากใครไปหมิ่นคนขับรถกระบะในปัจจุบัน คงต้องคิดกันใหม่เลยทีเดียว

เรียนถึงบริษัทรถยนต์อื่นว่า ในเมื่อ Ford ทำรถแบบนี้แล้วมีคนซื้อ จะลองเสี่ยงสร้างกระบะ High-Performance
มาแข่งดูก็ไม่เสียหากอะไร และดีด้วยซ้ำ หากเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น ยุคปัจจุบัน หมดยุคแต่งหน้าทาปาก
แล้วตั้งราคาแพงๆแล้ว ถ้าตัวรถทำออกดี ขับขี่ประทับใจคนซื้อ ลูกเล่นสมราคา เชื่อว่ามีคนซื้ออย่างแน่นอน

บทสรุป รถกระบะที่มีค่าตัวแพงที่สุด ณ ตอนนี้ ที่มาพร้อมกับชุดแต่งและกำลังเครื่อง
ที่พร้อมให้คุณพุ่งทะยานในทุกเส้นทางที่ไปได้

นี่คงเป็นนิยามที่ทางทีมงานให้ได้ เหมือนการเปิดหัวโดยประโยคที่ว่า”Let’s Enjoy.When you need enjoy”
ที่แปลว่า “เมื่อคุณต้องการสนุก ก็สามารถสนุกได้ทันที” เป็นรถที่ขับแบบสันติ ก็สะดวกสบาย คล่องตัว
จนไม่น่าเชื่อนี่คือรถกระบะที่มีความกว้าง 2.5 เมตร หรือถ้าท่านผู้อ่านนึกไม่ออก คือคับที่จอดตามห้างสรรพสินค้า
แบบพอดี และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันบนถนนได้แบบสะดวกสบาย จนลืมไปว่านี่คือรถกระบะ
ที่ตัวถังกว้าง ยาว และถ้าหากต้องการความสนุกในการขับขี่ เพียงแค่ออกไปทางลูกรังนอกเมือก
เปิดโหมด Baja พร้อมโหมด 4H ความสนุกในการขับขี่แบบ Hi-Speed Off Road ก็พร้อมให้ท่าน
สนุกไปกับ Ranger Raptor และสามารถทำให้ท่าน เป็น Super Hero ที่ต้องคอยกำหราบการดื้อด้าน
ของ Ranger Raptor ในการขับขี่บนสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวย โดยที่รู้สึกว่า สนุกกับการขับขี่รถในทางฝุ่น

ถ้า ณ ตอนนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงของ Ranger Raptor คือ ทักษะในการซ่อมและวิเคราะห์ปัญหา
ของทางดีลเลอร์ Ford ในประเทศไทยทั้งหมด ก่อนหน้านี้การที่มีเพียงแค่ Ranger รุ่นปกติและ Everest
ความซับซ้อนของระบบในตัวรถอาจมีเพียงประมาณหนึ่ง แต่เมื่อการที่ Ford Motor Thailand ตัดสินใจ
นำรถ Hi-Performance มาจัดจำหน่าย รถยนต์กลุ่มนี้ ต้องการช่างซ่อมบำรุงที่มีทักษะในการวิเคราะห์
งานซ่อมและการดูแลรักษามากกว่าปกติ ฉะนั้น การพัฒนาบุคคลากรเพื่อดูแลรถยนต์ของลูกค้าที่ตัดสินใจ
ซื้อรถยนต์ของท่าน ก็เป็นเรื่องสำคัญมากพอๆกัน Product ที่ดูดีสมราคาแบบที่ทาง Ford ตั้งมา
รวมทั้งความทนทานของอะไหล่ของตัวรถ เข้าใจว่าทาง Ford พยายามใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย
และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่อะไรก็ตามที่ต้องทนไม้ทนมือผู้ใช้ ก็อยากให้คงเรื่องความทนทาน
ในมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งสวิตช์กดไม่ลง มือจับประตูหัก ท่อน้ำพลาสติกที่เครื่องแตก
ท่ออินเตอร์คูลเลอร์ที่เป็นยางปริแตก ปุ่มล๊อคเลื่อนตำแหน่งเกียร์ บริเวณหัวคันเกียร์หลุดออกมา
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องไม่ควรเกิดกับรถที่อายุยังไม่ถึง 10 ปีทั้งนั้น รถกระบะสิ่งแรกที่ควร
มีเหนือกว่าการขับขี่ที่ดี คือความทนทานและสามารถทนการทารุณกรรมทุกรูปแบบได้

ที่กล่าวมาทั้งหมด คือสิ่งที่เห็นจากกลุ่มผู้ใช้ทั้งนั้น หากต้องการจะเป็นเบอร์ 1 ในสมรภูมิในการต่อสู้
ของรถกระบะในประเทศไทย นอกรถยนต์ที่ดูสวยงาม สมถรรนะในการขับขี่ดีเยี่ยมแล้ว ความทนทาน
ของตัวรถในระยะยาว อะไหล่หาซื้อได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล และบริการหลังการขายที่สามารถ
วิเคราะห์อาการรถได้แม่นและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ก็สำคัญพอๆกัน ตอนนี้ Ford มีครึ่งแรกอยู่ครบถ้วน
เหลือเพียงครึ่งหลังเท่านั้น ก็จะสามารถทำได้ดีและสู้กับอีก 2 ยี่ห้อที่ยึดหัวหาดประเทศมาช้านานได้อย่างแน่นอน

ดีแล้วครึ่งหนึ่ง ตามหาอีกครึ่งหนึ่งให้ได้ แล้วชัยชนะ จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ขอขอบคุณ
บริษัท ฟอร์ด เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 12 กรกฎาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

 

Comments
Loading...