ดูเหมือนว่าผมกับรถยนต์คันนี้ จะเจอกันบ่อยมาก นับตั้งแต่การร่วมทดสอบแบบกลุ่มครั้งแรกที่เชียงราย
จนกระทั่งทดสอบเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ปรับอุปกรณ์ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ลองแล้วลองอีก
ลองจนรู้สึกว่า เออ รถรุ่นนี้มันขับสนุกแหะ แม้ขนาดตัวรถจะใหญ่ก็ตาม และถึงจะเจอสารพัดปัญหา
ถึงขั้นต้องเรียกยานแม่ (รถสไลด์) มาช่วยขนกลับทัพ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รถยนต์รุ่นนี้หลุดออกจากตัวเลือก
ของคนซื้อรถรุ่นใหม่ ในงบไม่เกิน 2 ล้านบาท

การเจอกับ Ford Everest ในครั้งนี้ มีการแต่งหน้าทาปากเล็กน้อย เพิ่มลูกเล่นให้ครบเครื่องมากขึ้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของรถยนต์รุ่นนี้คือ “เครื่องยนต์และเกียร์” ที่เปลี่ยนชนิดไม่เหลือพื้นที่ให้กับรุ่นเดิม
ทำให้ Carsideteam ตัดสินใจยืมรถรุ่นนี้มาทดสอบเป็นเวลา 5 วัน 4 คืน และใช้เวลาคลุกตัวกับรถรุ่นนี้
ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ถนน ตรอกซอกซอย ทางด่วน จนถึง ทางรุรัง จนเห็นผลลัพธ์ว่า “มันไม่ธรรมดา”
ไม่ธรรมดาตั้งแต่กำลังเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ การขับขี่ ช่วงล่าง และระบบความปลอดภัย ทั้งหมดนี้
เราจะล้วงลึกกับรถยนต์รุ่นนี้ แบบเต็มอิ่ม อย่ารอช้า เลื่อนลงมาสิ!

เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม (2015-2018) จะพบว่าตัวรถเริ่มมีขนาดที่ยาวขึ้นนิดหน่อย โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
มีดังต่อนี้

  • กระจังหน้าโครเมียม แถบ 3 เส้น ขนาดเล็ก (จากเดิมเป็นเส้นสามเหลี่ยมที่ค่อนข้างหนา)
  • กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ (ตรงแถบด้านล่างมีการลากเส้นบริเวณป้ายทะเบียนให้เติมเต็มขึ้น)
  • ช่องระบายความร้อนด้านข้าง สลักคำว่า Bi-Turbo (ในรุ่น 2.0 Turbo จะสลักคำว่า “Everest” )
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลายใหม่แบบทูโทน พร้อมยาง 265/50 R20 107T

นอกนั้นเหมือนกับรุ่นเดิมทุกประการ อาทิ ไฟหน้า Projector ลำแสง LED พร้อม Daytime Running Light ในโคม
กระจกมองข้างปรับ-พับแบบไฟฟ้ากรอบโครเมียมพร้อมไฟเลี้ยว ไฟท้ายแบบ LED 2 ก้อน ราวหลังคาแบบ Built-in
เป็นต้น ทว่า ระบบทำความสะอาดไฟหน้าได้ถูกตัดออกเป็นที่เรียบร้อย (จากเดิมที่ให้ในรุ่นสูงสุด)


ด้านท้ายรถยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร อาจมีเพียงแผ่นโฟมดันทะเบียนรถที่ใช้งาน
ไปนานๆ อาจหลุดและฉีกเสียรูปในอนาคตได้ครับ (ดังเช่นในภาพนี้)

รายละเอียดขนาดตัวรถของ Ford Everest 2.0 Bi-Turbo Titanium Plus มีดังนี้

  • ความยาว 4,903 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,869 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,837 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,850 มิลลิเมตร

กุญแจของ Ford Everest งวดนี้ เปลี่ยนมาใช้แบบ Smart Keyless Entry สามารถปลดล็อครถได้ในรัศมี
ไม่เกิน 1 เมตร และสตาร์ทรถผ่านปุ่ม Push Start นอกจากนี้ฝาท้ายไฟฟ้ายังได้เพิ่มระบบ Hand-frees
ที่สามารถเปิดฝาท้ายได้ด้วยการยื่นเท้าที่ใต้กันชน จะมีเซ็นเซอร์จับแล้วฝาท้ายจะเปิดอัตโนมัติ ไม่ต้องควัก
กุญแจให้เสียเวลากรณีที่มีของเต็มมือ รวมถึงมีระบบ My Key ที่สามารถกำหนดระบบต่างๆของรถได้หลาหลาย

ส่วนการขึ้นรถ หากต้องการปลดล็อก ให้สอดมือเข้าไปมือจับประตู และแตะเบาๆ ประตูจะปลดล็อก
เฉพาะบานคนขับ ซึ่งดีและปลอดภัยสำหรับในกรณีที่เดินทางไหนคนเดียว และถ้าหากต้องการล็อกประตู
ให้ใช้นิ้วแตะที่หลุมบริเวณมือจับประตู รถก็จะทำการล๊อคทันที อาจจะงงๆในตอนแรก แต่เมื่อใช้ไป
ก็ไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด (แต่ในรุ่น MY2018  เป็นต้นมา จะเป็นปุ่มแตะสีดำแทนหลุม)


เปิดประตูดูภายใน : ภายในมีให้เลือก 2 สี เพิ่มฟังก์ชั่นเข้ากับคนไทยมากขึ้น

ภายในห้องโดยสารของ Ford Everest แทบไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ แต่สีภายในทุกรุ่นมาพร้อมกับสีดำล้วน
ส่วนวัสดุไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหน้า พวงมาลัย เบาะนั่ง แผงข้างประตู ใช้วัสดุหนังตะเข็บขาว คอนโซลหน้ายังตกแต่ง
ด้วยพลาสติกสีเทาดำ Grossy โดยเฉพาะบริเวณฝั่งผู้โดยสาร ได้สลักคำว่า “Everest”

เบาะนั่งคู่เป็นแบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง มีความรู้สึกโอบกระชับนิดๆ นั่งสบาย คาดว่ามีการเพิ่มฟองน้ำ
และบุวัสดุให้นุ่มขึ้น ทำให้เบาะในรุ่นใหม่มีความสบายกว่าเดิม ในทุกรุ่นมาพร้อมกับสีดำทั้งเบาะผ้า
และเบาะหนัง ส่วนรุ่น 2.0 Bi-Turbo Titanium+ 4WD มาพร้อมกับเบาะหนังสีน้ำตาล Cognac
(อ่านว่า คอนยัค) เฉพาะสีขาว Arctic White เท่านั้น


เบาะแถวที่สองนั้น สามารถพับได้ แต่ไม่ราบ ความชันและสบายนั้น Toyota Fortuner ยังคงดีที่สุดในกลุ่ม
พนักพิงศรีษะ เป็นแบบรูปตัว L คว่ำ เมื่อดึงออกมาสุดแล้ว ก็ยังคงตำต้นคอเล็กน้อย มาพร้อมกับ ISOFIX

ด้านหลังมาพร้อมกับสวิตช์ปรับอากาศด้านหลังและปลั๊กไฟ 220 V มาให้สำหรับใช้งานคอมพิวเตอร์
หรือการชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในจุดที่ดีและใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดาย


เบาะแถวที่ 3 นั้นเหมาะกับเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงนั่งจะดีกว่า เพราะทั้ง Leg room และ Head room นั้น
เล็กและแคบเกินที่ผู้ใหญ่ขนาดมาตรฐานจะลงไปนั่งอย่างแน่นอนครับ


ด้านท้าย หากไม่พับเบาะ สามารถใส่กระเป๋าเดินทางได้ 2 ใบแบบพอดี แต่ถ้าหากพับเบาะแถว 3 ลงไป
จะสามารถใส่กระเป๋าเดินทางได้ 4 ใบแบบพอดีแบบไม่มีปัญหา

พื้นด้านหลัง มีฝาปิด เมื่อเปิดออกมามีชุดแม่แรงแบบข้าวหลามตัด ด้ามไขแม่แรงยกรถ และประแจถอด
อุปกรณ์เล็กๆน้อยๆ วิธีการเอายางอะไหล่ออก ใช้วิธีไขจากด้านในรถ บริเวณตรงกลางถัดจากกลอนฝาท้าย

ชุดควบคุมด้านหน้าภาพรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดแบบสีจอ LCD คู่
ฝ้ายซ้ายจะแสดงการทำงานของเครื่องเสียง Sync 3 ตรงกลางเป็นมาตรวัดความเร็วรถยนต์ ส่วนฝั่งขวา
จะแสดงรอบเครื่องยนต์และข้อมูลการขับขี่ต่างๆ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางที่เหลือ
ข้อมูลระบบขับเคลื่อน,องศาต่างๆของรถยนต์ โหมดการขับขี่ของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมแสดงกราฟิค
รถยนต์แบบ 3 มิติ ฯลฯ

พวงมาลัยแบบหุ้มหนัง 4 ก้าน พร้อมสวิชต์ควบคุมเครื่องเสียง และ Cruise Control ที่สามารถตั้งค่าระยะ
การจับรถยนต์คันหน้า เพื่อปรับลดความเร็วอัตโนมัติ ก้านไฟเลี้ยวที่สามารถเปิด-ปิด ระบบเตือนออกนอกเลน
พร้อมดึงพวงมาลัยช่วยกรณีรถออกช่องถนนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว

ชุดเครื่องเสียงของ Ford Everest ยังคงใช้ Sync 3 ที่รองรับวิทยุ AM/FM Bluetooth พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB
และ AUX พร้อมชุดซอฟท์แวร์ Apple CarPlay ที่สามารถแสดงผลเมนูต่างๆจากโทรศัพท์บนระบบปฎิบัติการ iOS
และยังรองรับ Android Auto อีกด้วย พร้อมระบบนำทาง Navigation เมนูภาษาไทย แสดงภาพด้านหลัง
ผ่านกล้องมองหลัง และระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Command ภาษาไทย และระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน
กรณีรถเกิดอุบัติเหตุจะทำงานเมื่อเชื่อมโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth แล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะโทร 1669
โดยอัตโนมัติและส่งพิกัดให้หน่วยฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ที่สุด

เครื่องปรับอากาศยังคงเป็นแบบอัตโนมัติ แยกส่วนซ้าย-ขวาที่รวมจอแสดงผลไว้ที่ด้านบน ซึ่งยังคงควบคุม
ในขณะขับรถที่ยากนิดๆ บนหลังคามาพร้อมกับไฟอ่านแผนที่แบบ LED ที่เสริมบรรดาปุ่มต่างๆค่อนข้างแน่น
ในรุ่น Titanium Plus จะได้ Panoramic Sunroof มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม มือจับบนหลังคามีให้เฉพาะเบาะนั่งแถวที่ 1 และ 3 เท่านั้น ส่วนเบาะแถวที่ 2 มีแค่ไฟอ่านแผนที่
และช่องแอร์ด้านหลังเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะติดตั้งมือจับ ต้องมีการจัดเรียงตำแหน่งอุปกรณ์ใหม่ให้ลงตัวกว่านี้

ขุมพลัง : หัวใจเล็กลง พลังเพิ่มขึ้นและฉลาดขึ้น

สำหรับ Everest 2.0 Bi-turbo สิ่งที่นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
โดยยกเลิกทั้งเครื่อง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร ในชื่อ Puma Series และเปิดทางให้กับเครื่องยนต์ความจุ 2.0 ลิตร
ภายใต้ชื่อว่า Panther โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,996 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 84.01 มม.
ระยะชัก 90.03 มม. เทอร์โบคู่พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที
แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบ/นาที

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 จังหวะ พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา
เป็นเกียร์รุ่นเดียวกันกันที่อยู่ใน Ford Mustang และ Ford F-150 โดยมีอัตราทดดังนี้

  • เกียร์ 1. 4.69:1
  • เกียร์ 2. 2.98:1
  • เกียร์ 3. 2.14:1
  • เกียร์ 4. 1.76:1
  • เกียร์ 5. 1.52:1
  • เกียร์ 6. 1.27:1
  • เกียร์ 7. 1.00:1
  • เกียร์ 8. 0.85:1
  • เกียร์ 9. 0.68:1
  • เกียร์ 10. 0.63:1
  • เกียร์ถอยหลัง 4.86:1

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
โหมด Normal อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

ในด้านสมรรถนะ เครื่องยนต์บล็อกใหม่ทำผลงานได้ดีกว่ารุ่นเดิมมาก ในช่วงออกตัวมีอาการรอรอบ หลังจากนั้น
กำลังเครื่องมาแบบพุ่งปลายเดินไหลยาวๆ ตามประสาเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่แรงบิดสม่ำเสมอทุกย่าน ส่วนการเร่งแซง
มีจังหวะให้คิดเล็กน้อยก่อนที่จะพุ่งแซงบรรดารถขับช้าทั้งหลาย และนักขับสายหาว(ตีน)ไปอย่างรวดเร็ว และในบางจังหวะ
เมื่อกดเต็มคันเร่งจะมีเสียงเขกดัง ก่อนที่ตัวรถจะพุ่งออกไปตามใจ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์และกล่อง ECU จะใช้เหมือนกัน
กับ Ranger Bi-Turbo แต่อาจมีการปรับจูน Software ให้ต่างกันออกไปอย่างแน่นอน เมื่อเทียบเพื่อนในกลุ่ม
พบว่าเร็วกว่า Nissan Terra, Toyota Fortuner

เกียร์ของ Ford Everest ใหม่ ได้ใช้ลูกเดียวกับ Ranger Raptor และ Mustang มีการซอยอัตราทดที่มีระยะ
ใกล้เคียงกัน กลายเป็นข้อดีที่ทำให้การทดเกียร์ของ Everest มีความฉลาดมากถึงขั้นสามารถทดข้ามเกียร์
ได้อย่างเรียบเนียน กลายเป็นรถยนต์ PPV ที่มีการทำงานได้ดีที่สุด ณ ตอนนี้

ช่วงล่างและเบรก : เอาใจคนส่วนใหญ่ มีขัดใจคนชอบขับรถ

ในแง่ของการเกาะถนนถือว่ายังคงให้ความมั่นใจอยู่ เพียงแต่ในรุ่นใหม่นี้ มีการปรับจูนให้นุ่มขึ้น ดังนั้นอาการย้วย
จึงมีให้เห็นอยู่เล็กๆ ขณะที่การเข้าโค้งกลับทำผลงานได้ดรอปลง และมีบางจังหวะเกิดอาการหน้าดื้อให้เห็นนิดหน่อย
ส่วนการซับแรงสะเทือน พบว่านุ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้นช่วงล่างของ Everest ใหม่ ทำผลงานได้ดรอปลงเมื่อกับรุ่นก่อนหน้านี้
ไปพอสมควรในความเร็วสูง แต่ถ้าหากเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถเก็บรายละเอียดของผิวถนนไม่ให้ขึ้นมายัง
ห้องโดยสารได้ดีมากกว่าเดิม และดูเหมือนว่า Everest Bi-Turbo พยายามปรับแต่งช่วงล่างให้เอาใจคนส่วนใหญ่
มากขึ้น ซึ่งไม่ได้ขับรถเร็วนัก

พวงมาลัยเป็นแบบผ่อนแรงไฟฟ้า EPS ยังคงความเบา ควบคุมง่ายเหมือนเดิม ไม่ว่าจะต้องการถอยจอดในที่แคบ
ก็ยังความสบายในการเลี้ยวเข้าจอด หรือความเร็วสูง ก็ยังคง On Center Feeling ได้ดีเหมือนในรุ่นก่อนหน้านี้

ระบบเบรคมาพร้อมกับดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบ Disc Break แบบ 2 POT พร้อมช่องระบายความร้อน
ในเรื่อง Feeling ของแป้นเบรกยังคงทำได้ดี และสามารถคงความเป็น Linear ได้ดี ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเหยียบลงไปลึก
ราว 30% ของแป้นเหยียบจึงจะรู้ว่าเราต้องการเบรกหนัก ซึ่งหยุดได้ทันใจ ไม่มีอาการเหยียบลงไปแล้วทื่อต่อ แต่หาก
เป็นคนขับรถเร็วและเบรกหนัก ผ้าเบรกของเดิมติดรถ อาจไม่เพียงพอควร Upgrade เป็นรุ่นที่ทนอุณหภูมิได้สูงขึ้น
จะทำให้สั่งได้ดั่งใจ แต่หากเป็นคนขับรถปกติ นักว่าเป็นรถกระบะที่เบรกดีระดับต้นๆของกลุ่มเลยก็ว่าได้ครับ

ระบบความปลอดภัย : มาแบบเหลือๆ ไม่มีตกจากกล่องใส่อะไหล่ก่อนประกอบ

จุดเด่นของ Ford Everest อยู่ที่ระบบความปลอดภัยที่ให้มา “ครบครันที่สุดในกลุ่ม” มาพร้อมกับระบบต่างๆดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างข้างหน้ารถอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้ารถพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Brake System)
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมดึงรถให้อยู่ในเลน LKS (Lane Keeping System)
  • ไฟสูงเปิด/ปิดอัตโนมัติ AHB (Automatic Hignbeam System)
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
  • เซ็นเซอร์มุมกันชนหน้า/หลัง

ส่วนระบบความปลอดภัย”ขั้นพื้นฐาน” ก็ให้มาครบครันเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ระบบป้องกันล้อล็อกและเสริมแรงเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันลื่นไถล ESP/TC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HLA (Hill Lauch Assist)
  • ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ RM (Rollover Migration)
  • เซ็นเซอร์ถอยหลัง
  • กล้องมองหลัง
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 ตำแหน่ง + ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง + ม่านิรภัย 2 ตำแหน่ง + หัวเข่า 1 ตำแหน่ง)

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในกลุ่มรถประเภทนี้ เป็นกลุ่มรถที่ผู้คนให้ความสนใจมาก
ด้วยค่าตัวที่สามารถครอบครองได้ (ในบางรุ่นย่อย) ดังนั้นเราจึงนำมาทดสอบเพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถ
ตัดสินใจรถยนต์แต่ละรุ่นได้

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ขับรถลอดเลาะตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์
แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าซอยอารีย์ลัดเลาะไปออกแถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบน
ทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทางด่วนด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม.
เนื่องจากรถที่เราทดลองขับมีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมัน
ที่หัวจ่ายเดิมอัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.6 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.48 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.36 กม./ล.<<

แม้จะประหยัดน้อยกว่า Ranger Wildtrak นิดหน่อย แต่ถือว่าประหยัดกว่ารุ่น 3.2 ลิตร ชนิดหลังมือ
เป็นหน้ามือ แต่หากเดินทางไกลและเหยียบตลอดก็แอบกินดุเอาเรื่อง อัตราสิ้นเปลืองในเมือง
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12.8 กม./ล. ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 590-600 กม.ทั้งนี้ขึ้นอยู่
กับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคลครับ

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: เอาใจคนหมู่มาก ขาดความต้องการของคนชอบขับรถไปนิดหน่อย เกือบอร่อยแต่ไม่สุด

การมาของ Everest ในปี 2015 ทำให้วงการ PPV ต้องสะเทือนอีกครั้ง เพราะ Everest มาทั้งรูปทรงที่สวยงาม
การขับขี่ที่ดีที่สุดในทุกด้าน รวมทั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยและความสะดวกสบายมาแบบท่วมคันชนิดที่เรียกว่า
ล้นเกินใช้ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นบทความทดสอบรถยนต์ ก็ต้องควานหาข้อเด่นและข้อด้อยของรถยนต์คันนั้น
มาดูกันว่า Everest คันนี้ จะมีอะไรให้ทางเราชมและติ เราสรุปให้แล้ว เลื่อนลงไปอ่านกันเถอะ

ข้อดีที่ควรชม
1.เครื่องยนต์และเกียร์ประสานการทำงานได้ดีและช่วงความเร็วเดินทาง
เรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่เครื่องยนต์ขนาดเล็กทำได้ดี คือการที่แรงบิดมีให้ใช้งานกว้างเกือบทุกเครื่องยนต์
รวมทั้งเกียร์ที่สามารถประคองรอบเครื่องยนต์ให้คงที่ ไม่ตกลงมากไปและโหนรอบสูงนานไป
ทำให้การขับทางไกลและใช้ความเร็วสูง ทำได้ออกมาอย่างน่าประทับใจจนรู้สึกสนุกกับการขับขี่ทางไกล

2.อุปกรณ์ที่ให้มา ใช้งานได้จริงและใช้งานง่าย
ไม่ว่าจะเป็น Ford Sync ที่มาพร้อม Apple Carplay และ Android Auto หลังคากระจกพร้อม Sunroof
ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลนจราจรและเตือนการชนเมื่อเข้าใกล้รถคันข้างหน้ามากจนเกินไป
หรือแม้กระทั่งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น ไม่ใช่ของเล่นที่ใส่หลอกลูกค้า แต่สามารถ
ใช้งานได้จริงและมีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในความปลอดภัยของ Everest ที่ให้ลูกค้ามาตลอด

3.พวงมาลัยที่น้ำหนักกำลังดีและคม
ถึงแม้ว่าช่วงล่างที่เน้นให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกหายไป แต่สิ่งที่ Everest สามารถรักษามาตรฐานของตัวได้ดี
คือพวงมาลัยไฟฟ้า หลายคน(รวมทั้งผม) ก็เคยคัดค้านว่า “มันจะทนเหรอ จุกจิกไหมถ้ามาใส่ในรถแบบนี้”
แต่กลายเป็นว่า Defect ที่เกี่ยวข้องกับพวงมาลัยไฟฟ้าใน Everest และ Ranger แทบไม่เคยได้ยินเลย
และน้ำหนัก ความเร็วต่ำก็คล่องตัว ทำให้การเข้าจอดในที่แคบ ทำได้อย่างสะดวก บนความเร็วสูง
On Center Feeling ก็นิ่ง มีน้ำหนักให้สามารถถือได้อย่างมั่นใจ ขอให้รักษามาตรฐานตรงนี้ไว้นานๆครับ

ข้อเสียที่ควรพัฒนา 
1.ช่วงล่างที่มั่นใจและขับได้อย่างมุทะลุหายไป
จริงอยู่ที่ Everest Bi-Turbo มีการปรับแต่งช่วงล่างให้ขับในชีวิตประจำวันได้สบายขึ้น ซับแรงสะเทือนในความเร็วต่ำ
ได้ดีกว่ารุ่นเดิม และขับแบบปุถุชนปกติคือความสบายขั้นสุด แต่ครับ ผมเชื่อว่าลูกค้าที่ซื้อ Everest ต้องการรถที่ขับแล้ว
มั่นใจ ไปได้ทุกความเร็วเสียมากกว่า ซึ่งอาจเป็นลูกค้าที่เคยใช้ PPV รุ่นอื่นแล้วรู้สึกต้องการความเหนือกว่า และมั่นใจ
ในการขับขี่กว่า PPV รุ่นอื่นในกลุ่ม การที่ความเร็วสูง มีอาการย้วยกว่ารุ่น 3.2 เดิมนั้น ทำให้เสียหัวตารางในเรื่องนี้ไป
อยากให้รุ่นปรับอุปกรณ์ในอนาคต นำ Setting ช่วงล่างแบบเดิม กลับมา แล้วหลายๆคนจะรัก Everest ครับ

2.เครื่องยนต์ที่อัตราเร่งและออกตัวที่รู้สึกแห้งเหี่ยวไป
ถึงแม้ว่า ตัวเลขจะฟ้องว่า 2.0 Bi-Turbo ทำได้ดีกว่า และมีช่วงกำลังให้ใช้งานกว้างกว่า 3.2 เดิมก็ตามที
แต่เมื่อเครื่องยนต์รุ่นเดียวกัน มาอยู่ในตัวถังที่มีน้ำหนักมากขึ้น ก็อยากให้ช่วงออกตัวจากจุดหยุดนิ่งหรือเร่งแซง
ทำได้ดี พุ่งไปได้เร็วกว่าอีกนิด เครื่องตัวนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรติเลย ถ้าไม่นึกออก ให้นึกถึง PPV บ้าพลังอย่าง
Nissan Terra ครับ ถ้าได้แบบนั้น คือดีเลย ตัวรถรวมๆดีอยู่แล้ว เหลือก็ตรงนี้แหละครับ

3. Defect ที่ยังให้มีเรื่องบ่นกันไปยาวๆ
ไดชาร์จพัง น้ำมันเครื่องหาย เกียร์ Torque Converter หลุด ยังคงมีปัญหาออกกันอย่างต่อเนื่องแบบรายวัน
ถึงแม้ว่าบางปัญหา ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์เองที่เพิ่งเปลี่ยนยกขนานใหญ่ จะพยายามสร้างสัมพัทธภาพที่ดีให้ลูกค้าปัจจุบัน
ให้มั่นใจมากขึ้นและเลือกที่จะไม่หนีปัญหา แต่กลับกลายเป็นว่า กลายเป็นแผนกที่ต้องเป็นกระโถนรับปัญหาที่เกิดขึ้น
จากการผลิตล้วนๆ ซึ่งเครื่องยนต์ Panther Series นั้น ถูกประกอบมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งส่วนของไลน์ผลิตนั้น
ยังไม่นิ่งแบบเครื่องยนต์ Puma Series (2.2 และ 3.2) ที่ประกอบในประเทศไทย จึงสร้างปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
Afersale ของ Ford ณ ตอนนี้ ในความเห็นทางเรา มองว่าการที่พร้อมพุ่งชนปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าทันที นี่เป็นเรื่องที่ดี
แต่จะดีกว่า ถ้า FTM (Ford Thailand Manufacturing) และ AAT (Auto Alliance Thailand) กล้าลงดาบพนักงานที่ทำงาน
ผิดพลาดในไลน์ผลิตรถยนต์แบบตั้งใจเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ และควบคุมคุณภาพชิ้นส่วนที่ป้อนเข้าโรงงานก่อนจะประกอบเป็นรถยนต์ 1 คัน เพราะตอนนี้ After Sale ทำงานได้ดีมากแล้วเมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถ้าปัญหามาจากโรงงานและการประกอบรถ นี่คือคุณภาพที่แย่ลง ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นกับรถยนต์เน้นขายความมั่นใจในการขับขี่ครับ


คันต่อคัน
เมื่อ Ford Everest 2.0 Bi-Turbo 4X4 Titanium+ ราคา 1,799,000 บาท เทียบกับคู่แข่ง
ในรุ่น Top Of The Line ทั้งหมด จะมีใครบ้าง

1.Isuzu Mu-X 4X4 3.0 Ddi DA DVD NAVI 6A/T ราคา 1,474,000 บาท 
ถ้าอีกขั้วของ Ford Everest ก็คงต้องเป็น Isuzu Mu-X นี่แหละ ตรงกันข้ามทุกสิ่ง อุปกรณ์ที่ให้เมื่อเทียบกับราคา
น้อยกว่าคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน การขับขี่ที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย แต่ยังมีบริการหลังการขายที่แข็งแรง
และบริษัทรถยนต์ในประเทศไทย ก็ยังไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับตรีเพชรอีซูซุอีกแล้ว จึงทำให้ยังเป็นขวัญใจหลายคน
ที่มี D-Max อยู่แล้ว ก็ไม่ลังเลเลยที่จะเลือก Mu-X แต่ครับ คาดการณ์ว่า ปลายปี 2020 All-New Mu-X ที่มีพื้นฐาน
จาก D-Max รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งตัวไม่นานนี้ เขามาแน่นอน และตอนนี้ อยู่ในช่วงทำการทดสอบโดยการนำรถยนต์ในพิกัด
เดียวกัน มาเปรียบเทียบอยู่ หากใครเป็น Fanboy ค่ายนี้ ไม่รีบก็ขอให้อดทนอีดนิด เขามาแน่นอนครับ แต่นานหน่อยแค่นั้นเอง

2. Toyota Fortuner TRD Sportivo II Sigma 4 6 A/T ราคา 1,799,000 บาท 
ตัวเต็งตลอดกาล ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ การขับขี่ในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจนจากรุ่นเดิม ซ่อมง่าย ขายคล่อง
แต่การขับขี่เมื่อเทียบกับ Ford Everest แล้ว ทั้งช่วงล่างและเบรก ยังคงอยู่ห่างกับ Ford Everest พอสมควร
แต่บริการหลังการขายที่โอเคและตัวรถมีความจุกจิกน้อย ถึงแม่ว่าราคาจะแพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ แต่ยังมีคนที่
อุดหนุนอยู่เรื่อยๆ เพราะซื้อความสบายใจในระยะยาวนั่นเองครับ ปี 2020 ตามอายุ ต้องมีการ Minor Change
ส่วนจะมาช่วงไหนของปีนั้น ยังคงไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใดครับ

3.Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT Premium 4WD ราคา 1,599,000 บาท
ผู้ที่มีการขับขี่ใกล้เคียงกับ Everest มากที่สุด ความเร็วสูงมีย้วยท่าเดียวกัน ภายในนั่งสบาย
อุปกรณ์ทุกอย่างท่วมคันเกินราคา และหน้าตาอันหล่อเหลาทำให้ได้ใจพ่อบ้านไปหลายบ้าน
แบบไม่มีทางปฏิเสธ รวมทั้ง Pajero Sport นี่คือบ่อเงินบ่อทองของ Mitsubishi ในประเทศไทย
อาจจะมีเรื่องบริการหลังการขาย ที่ค่าใช้จ่ายแพงแบบไม่เข้าใจ และหาศูนย์บริการทีjไว้ใจและแก้ไขอาการได้ขาด
ยากพอควรสำหรับในเมืองหลวง แต่ในหลายพื้นที่ กลับกลายเป็นว่า ดีจนน่าตกใจ และที่เคยเจอแแล้วตกใจคือ
ถ้าหากเข้าใช้บริการ มีโปรแจกลอตเตอร์รี่ ซึ่งเป็นโปรโมชั่นประจำตัวแทนจำหน่าย เห็นแล้วรู้สึกดีใจที่ไอเดียแบบนี้
บางทีไม่ต้องรอนโยบายบริษัทแม่ และบริษัทแม่เองต่างหาก ที่ควรเก็บไอเดียแบบนี้ไปใช้เสียด้วยซ้ำครับ

4. Nissan Terra 2.3 VL 4WD 7AT ราคา 1,457,000 บาท 
รถที่มีกำลังเครื่องยนต์เกินตัวเลขที่เคลมไว้ บ้าพลัง การตอบสนองที่ทันใจและบ้าระห่ำที่สุดในกลุ่ม
ช่วงล่างที่เกาะถนนในระดับที่เรียกว่า Ford Everest Bi-Turbo ยังห่างไกลจาก Terra มาก แต่ความดี
ที่ว่ามานั้น โดนกลบด้วยการที่หน้าตารถที่มาผิดเวลา และพวงมาลัยในช่วงความเร็วต่ำที่หนักมากจน
ผู้ชายอกสามศอกเองก็ต้องมีหวั่นใจเมื่อต้องขึ้นไปขับเข้าจอดในช่องจอดรถแคบๆ จนยอดขายในบางเดือน
อยู่หลับสิบคันต่อเดือน จึงทำให้มีการเซ่นผู้บริหารระดับสูงไปแล้ว ทั้งที่ความผิดของรถนั้น อยู่ที่หน้าตาที่ไม่ร่วมสมัย
และการขับขี่แบบปกตินั้น ลำบากสำหรับบ้านที่มีรถคันเดียว ก็ต้องรอดูว่า Terra รุ่น Minor Change ที่มาเร็วราวฟ้าผ่า
ทั้งตัวรถขายไปยังไม่ถึงปีนั้น จะออกมายังไง และการขับขี่ที่ดีขึ้นจะดีอย่างที่คาดหวังไหม ทาง Carsideteam
พร้อมนำเสนอทันทีเมื่อทาง Nissan ปล่อยรถมาให้ทางเราทดสอบครับ

5.Chevrolet-Trailblazer 2.5 VGT LTZ 4X4 ราคา 1,479,000 บาท
คู่ชิง(รั้งท้าย)กับ Nissan Terra ที่สลับกันไปมา การขับขี่ เครื่องยนต์แรงแบบสุภาพ ภายในนั่งสบาย
ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก ดี แต่ติดที่เรื่องศูนยบริการที่หลังการขายไม่ค่อยแฮปปี้กับลูกค้านัก จึงทำให้
ลูกค้าหนีไปหาค่ายอื่นอย่างปฏิเสธไม่ได้ และด้วยความสดใหม่ของตัวรถเองนั้น ก็ยังคงต้องรอให้ Colorado
ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Trailblazer ออกจำหน่ายในปี 2021-2022 โดยประมาณ ซึ่งก็ต้องพยุงกันต่อไป
เพื่อให้มีพื้นที่ให้คนจำอยู่ตลอดเรื่อยไปครับ

บทส่งท้าย : ดีที่สุดในกลุ่ม แต่ดีกว่านี้ได้อีกแน่นอน 
ช่วงอายุของรถยนต์ ก็คล้ายกับชีวิตคน มีการเจริญเติบโตในช่วงเริ่มต้น มีความเอาแต่ใจไปบ้าง ก็ถูกใจคนบางกลุ่ม
พอโตขึ้น ก็มีการปรับตัวให้เข้าคนหมู่มากตามวัย เริ่มมีการฝืนความเป็นตัวเองไปบ้างเพื่อสังคมและอนาคตในวันข้างหน้า
ก็เหมือน Everest เอง ในรุ่น Bi-Turbo ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสวยงาม อาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากรถ PPV ที่ขับสนุก มั่นใจ กลายมาเป็นรถที่ขับสบายขึ้น ความเร็วใช้งานปกติซับแรงสั่นสะเทือน
ได้ดีกว่ารุ่นเดิม  เป็นรถอัตราเร่งจากจุดหยุ่งนิ่งความรู้สึกอาจจะเฉื่อยๆ แต่ได้เรื่องการขับขี่ทางไกลที่มีช่วงกำลังใช้งานกว้างขึ้น

เอาจริงๆ อาจดูเหมือนดี แต่แท้จริงแล้ว คนที่ซื้อ Everest ส่วนใหญ่ คือคนที่เคยใช้ PPV ยี่ห้ออื่น แล้วอยากได้รถยนต์
ที่ขับดีขึ้น หรือคนที่ใช้รถราคาแพงอยู่แล้ว แต่อยากได้รถยี่ห้อตลาดที่ขับดี และใช้งานทุกวัน ในฐานะของคน
ที่เคยขับรุ่นปี 2015 มานั้น ยอมรับว่า มีความขัดใจในการ Setting ด้านต่างๆของตัวรถที่เปลี่ยนไป ช่วงล่างที่ย้วย
บนความเร็วสูง จังหวะออกตัวและเร่งแซงที่ควรกระฉับกระเฉงกว่านี้ที่หายไป ทำให้ถ้าหากต้องเลือก PPV เข้าบ้าน
ต้องทำให้ผมทบทวนอีกครั้งว่า Everest อาจจะยังคงเป็นเบอร์ 1 ในด้านภาพรวมตัวรถ แต่ความรู้สึกที่ชอบ ปลื้ม
หายไปบางสิ่ง จนทำให้คนชอบขับรถ อาจรู้สึกเฉยๆ

แต่นั้นยังไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้คนซื้อเมินหน้า เท่ากับคุณภาพของตัวรถ ที่การจัดการกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าโรงงานยังเข้มงวด
ในเรื่องมาตรฐานในด้านคุณภาพไม่ดีพอ รวมทั้งการจัดการในด้านบุคลากรในโรงงาน ที่หากไม่ได้อะไรดั่งใจตามคำขอ
ก็ใช้วิธีประท้วงโดยการปล่อยรถยนต์คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ผ่านจนออกไปให้ดีลเลอร์ จนทำให้ฝ่าย After Sale ชุดใหม่
ที่ดูขันแข็งกับการพุ่งชนทุกปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์ทันทีทันใด หอบลิ้นห้อยกันไป

อย่าทิ้งความเป็นตัวเองมากจนเกินไป แล้วปรับปรุงรอบตัวให้ดี ผมเชื่อว่าคุณได้



ขอขอบคุณ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ : Naow27
ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Facebook Comments