[ComingUp!]Toyota C-HR : Crossover สุดปราดเปรียวเตรียมวางขายกุมภาพันธ์ 2018

489

หลังจากงาน Motor Expo 2017 พึ่งจบไปไม่นานนัก หลายๆคนคงได้สัมผัส Toyota C-HR
ตัวจริงกันไปแล้ว แน่นอนว่าก็มีคนที่รอซื้ออยู่เยอะพอสมควร แต่ไหนๆกำลังจะวางขายในบ้านเรา
ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ มาดูข้อมูลคร่าวๆกันว่า รถรุ่นนี้มีอะไรกันมาบ้าง

ล่าสุด ทาง Carsideteam ได้เจอ Toyota C-HR ทั้ง 2 คัน ซึงมีการตกแต่งต่างกันชัดเจน
ได้วิ่งทดสอบที่เชียงใหม่แบบไม่พรางตัว ซึ่งรูปดังกล่าวมีแต่ภาพด้านหลังเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หน้าตาภายนอกแน่นอนว่าเป็นดีไซน์แบบเดียวกับที่เคยเห็นในเวอร์ชั่นต่างประเทศกันมาแล้ว
แบ่งการตกแต่งได้ 2 แบบคือ รุ่นเครื่องเบนซินธรรมดา (คันสีเขียวทูโทน) จะได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ
ฮาโลเจน พร้อมไฟหรี่ LED แบบเม็ด และไฟท้ายแบบ LED แต่ถ้าเป็นรุ่น Hybrid (คันสีเทาล้วน)
จะได้ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED พร้อมไฟเลี้ยวกระพริบแบบเลื่อนจากซ้ายไปขวาแต่ที่ทราบแน่นอนว่า
ไม่ว่าจะซื้อรุ่นไหน จะได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วในรุ่นถูกของเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ส่วนภายใน ในเบื้องต้นจะมีรายละเอียดเหมือนกับตัวท็อปในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้ง
แผงคอนโซลตกแต่งด้วยสีดำเงา พร้อมโทนสีภายในแบบสีดำ/น้ำตาล พวงมาลัยหุ้มหนัง
มาตรวัดที่มีจอแสดงผลแบบสีร ะบบปรับอากาศแบบแยกฝั่งคู่หน้า รวมถึงวิทยุจอสัมผัสทุกรุ่น
(แต่รุ่นไฮบริดจะมีระบบอัจฉริยะ Telematics ติดตั้งมาให้ ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อ Wifi)

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แต่จะมีทั้งแบบเบนซิน Dual VVT-i ที่มีกำลัง 147 แรงม้า
แรงบิด 177 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 จังหวะและเครื่องยนต์ไฮบริดที่มี
กำลัง 98 แรงม้า แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร (มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร)
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT โดยตัวรถถูกสร้างบนพื้นฐาน TNGA พร้อมช่วงล่างด้านหลัง
ที่เป็นแบบอิสระ 4 ล้อแบบปีกนกคู่

ส่วนระบบความปลอดภัยในรุ่นท็อปจะได้ Toyota Safety Sense P ที่ให้มาทั้ง
ระบบเตือนรถออกนอกเลน เตือนรถด้านหน้าพร้อมเบรกอัตโนมัติ ระบบรักษาระยะห่าง
หน้ารถอัตโนมัติ และไฟสูงอัตโนมัติ ส่วนรุ่นอื่นๆแม้ว่าจะไม่มีระบบนี้มาให้ แต่ก็มีทั้ง
ระบบเบรก ABS EBD BA ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
และถุงลมนิรภัย 7 ลูกครบถ้วน

 

Toyota C-HR มีให้เลือก 4 รุ่นย่อยโดยมีทั้ง 1.8 Entry ที่เปิดมาในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
รุ่น 1.8 Mid ราคาจะขยับขึ้นราวๆ 20,000 บาท,รุ่น Hybrid Mid ที่ราคา 1,050,000 บาท
และรุ่นท็อปสุด Hybrid Hi ที่ราคาไม่เกิน 1,200,000 บาท

สีตัวรถให้เลือกถึง 6 สีคือสีขาวมุก White Pearl Crystal Shine,สีดำ Attitude Black Mica
และสีเทา Metal Stream Metallic ซึ่ง 3 สีแรกจะมีให้เลือกกันทุกรุ่น แต่ถ้าใครอยากได้สีสดๆ
ทั้งสีน้ำเงิน Blue Metallic,สีแดง Premium Red และสีเขียว Radiant Green Metallic
พร้อมหลังคาสีดำ (ส่วนรูปทดสอบนั้น เนื่องจากเป็นรถทดสอบ อาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจาก
รุ่นจำหน่ายจริงในบางจุด) และใครที่จอง 2,000 คันแรก จะได้รับสิทธิ์ในการทำโลโก้เป็นของตัวเองฟรี
ซึ่งรายละเอียดแบบเต็มๆ โปรดติดตามได้ที่ www.carside.in.th ครับ

Comments
Loading...