[Coming Up!]All New Toyota Corolla Altis (Thailand Spec.) : เผยภาพ Teaser และระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าขึ้น

673

หลังจากที่มีข้อมูลหลุดออกมาทั้งหน้าตา เครื่องยนต์ และรายละเอียดบางส่วนของ All New Corolla Altis
กันไปแล้ว คราวนี้ Toyota ได้ปล่อยรูป Teaser ของ Corolla Altis ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้เผย
หน้าตาคร่าวๆ พร้อมข้อมูลรถบางส่วน รวมทั้ง ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้ง Toyota Safety Sense
เวอร์ชั่นใหม่มาให้อีกด้วย ซึ่งจะเปิดตัวในไม่กี่วันข้างหน้า

จากรูปออกมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่าหน้าตายกมาจากเวอร์ชั่น Prestige เหมือนเวอร์ชั่นตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น
ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่มีกรอบยาวขึ้น กระจังหน้าโครเมียมพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ ติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า
เสริมด้วยโครเมียม ส่วนด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายแบบ LED ทุกรุ่น (แต่รุ่น Hybrid และ GR Sport
จะเป็นแบบ Full LED) พร้อมคิ้วเหนือป้ายทะเบียนโครเมียมที่เรียวยาวขึ้น

ส่วนรายละเอียดอื่นๆมีทั้ง แนวกระจกที่ลากไปจนถึงเสา C ตกแต่งด้วยสีดำ ตกแต่งชายล่างให้แปลกตาขึ้น
และกันชนหลังที่ดูเรียบง่ายกว่าเดิม ตามที่เปิดตัวไปแล้วในประเทศไต้หวัน


สีตัวถังมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะมีดังนี้

  • ขาว Super White
  • ดำ Black Mica
  • เงิน Silver Metallic
  • เทา Grey Metallic
  • แดง Red Mica Metallic
  • เทาอมฟ้า Celestite Gray Metallic

ภายในออกแบบลักษณะเดียวกับเวอร์ชั่น Hatchback และ Wagon เป๊ะ สีภายในรถยังคงมีให้เลือกทั้ง
ทั้งสีดำ และสีเบจ (เฉพาะรุ่น 1.6G เท่านั้น) เสริมด้วยแถบสีเงินบริเวณช่องแอร์ฝั่งซ้ายและขวากับแผงประตู
และสีดำเงาบริเวณแผงควบคุมระบบปรับอากาศกับคอนโซลเกียร์และลายตะเข็บ พร้อมไฟภายในสีฟ้าบริเวณ
ช่องเก็บของด้านหน้า แผงประตู และที่วางแก้วข้างเบรกมือที่มีทั้งแบบดึง (ในรุ่นเบนซิน) และแบบไฟฟ้า
(ในรุ่น Hybrid)

ชุดเครื่องเสียงของเวอร์ชั่นไทยมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส ติดตั้งระบบ T-Connect Telematics ในรุ่นสูงสุด
ส่วนรุ่นรองลงมามีการลดทอนฟังก์ชั่นบางอย่างออกไป และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรมาพร้อมกับเครื่องเสียง
แบบธรรมดา (หน้าจอปกติ ไม่ใช่แบบสัมผัส) พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติเกือบทุกรุ่น เสริมด้วย
ระบบกรองอากาศ Nanoe มาให้อีกด้วย (ส่วนฟังก์ชั่นปล่อยลมเฉพาะคนขับ S-Flow มีความเป็นไปได้ว่า
จะติดตั้งมาให้เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นต่างประเทศ) อีกทั้ง ยังมีที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charging
มาให้เช่นกัน

มาตรวัดในรุ่น Hybird เป็นแบบจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วตกแต่งด้วยสีฟ้า ที่จอตรงกลางสำหรับแสดงผลความเร็ว
และข้อมูลต่างๆพร้อมปรับหน้าตาได้ 2 แบบ ส่วนเครื่องยนต์เบนซินเป็นแบบธรรมดา ติดตั้งจอแสดงผลการขับขี่
แบบสีขนาด 4.2 นิ้ว พวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่มาพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่
รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่เปลี่ยนจากแบบก้านมาเป็นแบบปุ่มกด พร้อมมาตรวัดเสริมบนกระจก HUD

ส่วนเบาะนั่งสามารถปรับด้วยไฟฟ้าทั้งคนขับและผู้โดยสาร รวมถึงเบาะหลังจะสามารถพับแยกฝั่งได้ในอัตราส่วน
60/40 เสริมด้วยพักแขนพร้อมที่วางแก้วมาให้ พร้อมม่านบังแดดและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ขุมพลังของเวอร์ชั่นไทยมีให้เลือกดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FBE พร้อมวาล์วแปรผัน Dual VVT-i พละกำลังสูงสุด
    125 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 157 นิวตัน-เมตร ที่ 5,200 รอบต่อนาที
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ (ไม่มีเกียร์ธรรมดาให้เลือก)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE พร้อมวาล์วแปรผัน Dual VVT-i พละกำลังสูงสุด
    141 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
    จับคู่กับเกียร์เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ล็อกอัตราทด 7 จังหวะ
  • เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตรมีพละกำลังสูงสุด 96.5 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนที
    แรงบิดมีกำลัง 142 นิวตัน-เมตรที่ 5,200 รอบต่อนที ส่วนแบตเตอรี่ มีกำลัง 72 แรงม้า
    แรงบิดมีกำลัง 163 นิวตัน-เมตรที่ (รวมกันแล้วมีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า) จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติ ECVT

แน่นอนว่ารุ่นนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐาน TNGA (Toyota New Global Architecture) เช่นเดียวกับ C-HR
และ Camry ที่มีการปรับจูนให้ขับสนุกยิ่งขึ้น รวมถึงเก็บเสียงจากภายในรถให้เงียบกว่าเดิม,จุดศูนย์ถ่วงต่ำ
รองรับการบิดตัวได้ดี

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ระบบความปลอดภัยที่มาพร้อมกับ Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นล่าสุดที่เหนือกว่า
Camry และ C-HR ที่ยังเป็นเวอร์ชั่นแรก พร้อมระบบความปลอดภัยอื่นๆดังนี้

  • ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นใหม่ (เฉพาะรุ่น HV Hi)
    • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถ Dynamic Radar Cruise Control (DRCC)
      ทำงานทุกย่านความเร็ว พร้อมระบบหยุดและเคลื่อนรถเองอัตโนมัติ
    • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System (PCS)
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert (LDA)
    • ระบบควบคุมรถให้อยู่ตรงกลางแม้ไม่มีเส้นถนน Lane Tracing Assist (LTA)
    • ไฟสูงเปิด/ปิดอัตโนมัติ Auto High Beam (AHB)
  • ระบบเบรก ABS,EBD,BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC,TRC
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitor (เฉพาะรุ่น 1.8GR Sport และ HV Hi)
  • กล้องมองหลัง (เฉพาะรุ่น 1.8GR Sport,HV Hi และ HV MID)

สำหรับรุ่นย่อยมีให้เลือก 6 รุ่นย่อย (ลดลงจากรุ่นที่แล้วที่มี 8 รุ่นย่อย) โดยตัดเวอร์ชั่นติดตั้งถังก๊าซ CNG
ออกไป ซึ่งมีให้เลือกดังต่อไปนี้

  • 1.6 J – ราคาไม่เกิน 830,000 บาท
  • 1.6 G – ราคาไม่เกิน 870,000 บาท
  • 1.8 GR Sport (มาแทน ESport) – ราคาไม่เกิน 1,000,000 บาท
  • 1.8 HV Entry – ราคาไม่เกิน 950,000 บาท
  • 1.8 HV Mid – ราคาไม่เกิน 1,000,000 บาท
  • 1.8 HV Hi – ราคาไม่เกิน 1,100,000 บาท

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดตามได้วันที่ 3 กันยายนนี้ครับ ซึ่งทาง Carsideteam จะแจ้งให้ทราบต่อไป

Comments
Loading...