[Check-in Drive] Toyota Yaris ATIV 1.2 S+ CVT | จาก Under Girl สู่ Center อย่างภาคภูมิ

223

“ให้คุกกี้ทำนายกัน” เสียงของน้องโมบายล์ เซ็นเตอร์เพลง Koisuru Fortune Cookie หรือคุกกี้เสี่ยงทายของ
วงไอดอลมหาชนอย่าง BNK48 น้องโมบายล์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ร้องเพลงนี้ทั้งเพลง ท่อนนี้คือท่อนที่ยากที่สุด
และจากความพยายามในหลายๆ Single ก่อนหน้าที่ผ่านมา จึงทำให้น้องโมบายล์ ได้ขึ้นมาเป็น Center ประจำ
เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย และทำให้เพลงนี้ เป็นเพลงที่ทุกคนนึกถึง BNK48 ก็จะนึกถึงเพลงนี้ก่อนเพลงอื่นๆ และด้วย
ความพยายามนั้น จึงทำให้น้องได้มีโอกาสเข้ามาในชีวิตมากมาย รวมทั้งการที่ได้ไปเป็นเด็กฝึกหัดและแสดง
ที่เธียร์เตอร์ของ AKB48 ณ ประเทศญี่ปุ่นด้วย ผมเลยตัดสินใจ นำคลิปเลือกตั้งของน้องโมบายล์
มาเปิดเพื่อให้ดูพัฒนาการของน้องตามชื่อหัวเรื่องนี้ครับ

Army_Nutty : เอ่อ คุณพี่คะ คุณพี่จะหวีดน้องโมบายล์แบบนี้ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวครูแก้วจะงอนเอา
PunTam : อ่อ เด็กโกรธคนนั้นนะเหรอ โกรธไปนั่นแหละดีแล้ว น่ารักดี เดี๋ยวเข้าเรื่องรถแล้วครับ
Army_Nutty : ดีมากค่ะ ต่อเลย

ถ้าถามว่า Yaris Ativ กับ BNK48 มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนปรามาสว่า”ก็แค่เด็กที่ร้อง Lip Sync
แล้วเต้นให้หนุ่มๆกริ๊ด ยอมทุ่มเงินหวีดเพราะความน่ารัก ความสามารถมีหรือเปล่าก็ไม่รู้”ซึ่งในขณะเดียวกัน
รถยนต์ Toyota เอง ก็ถูกพูดถึงในทำนองว่า “Toyota นะเหรอ จะมีรถยนต์ที่ดี อุปกรณ์ครบ ในราคาสมเหตุสมผล
ออกมาจริงๆเหรอ ไม่มีทางหรอก” วันนี้ ผม PunTam ได้รับมอบหมายจาก Naow27 ให้มาหาคำตอบในเรื่องนี้กันครับ

หลังจากที่ Toyota ได้ตัดสินใจนำ Yaris Hatchback ตีตั๋วเด็กเข้าโคงการ Eco Car Phase 2 โดยใช้เครื่องยนต์
1.2 ลิตร ทำการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 จนกระทั่งปี 2018 นับว่าครบ 1 ปีที่ Yaris Ativ ทำตลาดในประเทศไทย
และมีการเพิ่มรุ่นย่อยคือ S+ มาเป็นรุ่นท็อปสุดของ Yaris Ativ แทนที่รุ่น S เดิม พร้อมเลือก BNK48 เป็นพรีเซนเตอร์

ภายนอก : ความเหมือนที่แตกต่างกันเล็กน้อยให้พอจดจำ
สำหรับมิติรถทั้งหมด ยาว 4,425 มม. กว้าง 1,730 มม. สูง 1,475 มม. ฐานล้อ 2,550 มม.
ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 133 มม. ไฟหน้าเป็นแบบ Projector ลำแสง Multi-reflector
พร้อม Daytime Running Light ที่เปิดเองอัตโนมัตเมื่อติดเครื่องยนต์ ด้านล่างเป็นไฟตัดหมอกหน้า
ขนาดกำลังดี ส่วนกระจังมีการตัดด้วยสีดำเงา โดยรวมดูสวยแบบดุเล็กๆ

 

ไฟท้ายเป็นโคมทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด  โดยโคมไฟเบรกเป็นสีแดง พร้อมมีครีบลดเสียงลมบริเวณด้านข้าง
ส่วนไฟเลี้ยวและไฟเบรกนั้น เป็นโคมใสพร้อมหลอดสีตามสมัยนิยม ตรงกลางเป็นช่องใส่ทะเบียนพร้อมมีปุ่ม
เปิดฝากระโปรงท้ายและกล้องมองหลังขณะถอยจอดซ่อนตรงไฟส่องทะเบียน ซึ่งใช้งานไม่ทันใจเท่าใดนัก
เดินไปเปิดที่มือเปิดในรถยังจะสะดวกเสียกว่า!!!!!!!!!!!!!!



ภายใน : ดูดีสมราคา ฟังก์ชั่นแน่นหนาจนน่าประทับใจ 

สำหรับภายในนั้น ใช้สีดำ ตัดกับสีเงินตามสมัยนิยมในรุ่น S+ ซึ่งดูดี ทำความสะอาดง่าย มีปุ่ม Start Engine อยู่ใต้ช่องแอร์
ฝั่งคนขับ พวงมาลัยเป็นแบบ Multifunction โดยปุ่มฝั่งขวาสามารถกด Set Trip A และ B รวมทั้งหน้าจอ TFT ขนาดเล็ก
บนหน้าปัดวัดความเร็วได้เหมือนกัน Nissan Sylphy และด้านซ้าย เป็นปุ่มสำหรับรับโทรศัพท์เมื่อเชื่อมต่อกับ Bluetooth
ปรับความดังของเสียง และกดเลือกข้ามเพลงของเครื่องเสียงติดรถ ก้านไฟเลี้ยวอยู่ทางขวา มีโหมดเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ซึ่งก็คงความทำงานได้อย่างรวดเร็ว(เกินไป) เหมือนพี่น้องร่วมค่ายอย่าง Hilux Revo,Fortuner แบบไม่มีผิดเพี้ยน
ด้านซ้ายเป็นก้านควบคุมระบบใบปัดน้ำฝน

คอนโซลขึ้นรูปโดยการฉีดพลาสติกมีผิวสากตามโมล ไม่มีวัสดุบุนุ่มมาเลย ตรงจุดนี้ Mazda 2 ยังคงเป็นทำได้ดีในส่วนนี้
บนพิกัดรถยนต์ขนาดเดียวกัน ตรงกลางเป็นที่อยู่ของเครื่องเสียงติดรถยนต์ ถัดลงมาเป็นช่องแอร์ขนาดใหญ่ และลงมา
เป็นสวิตช์สัญญาณไฟฉุกเฉิน ตรงนี้โดยความเห็นของผมมีขนาดที่เล็กและเตี้ยจนเกินไป จนใช้งานยากเพราะต้องละสายตา
จากถนนเพื่อกดปุ่มใช้งาน แต่ก็ไม่ได้ยากมาก หากมีการปรับโฉม ปรับปรุงตรงนี้จะดีมาก ระบบแอร์เป็นแบบหน้าจอ Digital
ใช้งานง่ายและเย็นเร็วตามประสา Denso ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบแอร์ให้กับ Toyota ครับ

หน้าปัดเป็นแบบ Optitron เมื่อกดปุ่ม Start Engine เข็มขนหน้าปัดจะทำการกวาดเพื่อ Reset แบบรถราคาแพง 1 ครั้ง
แล้วไฟส่องหน้าปัดจะติดขึ้นมา ขนาดของตัวหนังสือกำลังดี มีการจัดวางที่ดูสบายตา มีหน้าจอ TFT วางแบบแนวนอน
แสดงค่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ระหว่างเวลาที่เครื่องยนต์ทำงาน ความเร็วเฉลี่ย และระยะที่สามารถวิ่งได้ รวมทั้ง
จำนวนของน้ำมันที่อยู่ในถัง โดยสามรถแสดงผลเป็นภาษาไทย และเมื่อดับเครื่องยนต์ จะมีการแสดงค่าอัตราสิ้นเปลือง
พร้อมด้วยจำนวนเงินที่ประหยัดไปได้ในการติดเครื่องยนต์ขับในครั้งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประทับใจมาก และเชื่อว่า
หลายคนที่ต้องการคำนวณอัตราสิ้นเปลือง ไม่ต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลขให้ปวดหัว เพราะในวันที่ผมและ Army_Nutty
ไปทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้น ค่าบนหน้าจอ TFT สามารถอ้างอิงได้เลยครับ ผิดเพี้ยนกันที่ 0.1 กม./ลิตรครับ!!!!!!!

ส่วนที่อยากติของหน้าปัดคือ การไม่มีมาตรวัดความร้อนเครื่องยนต์ ถึงแม้จะมี Indicator เป็นรูปเทอร์โมมิเตอร์สีฟ้า
และแดง แต่สำหรับผม การที่ยังมีเข็มหรือมาตรวัดเพื่อแสดงค่า ส่วนนี้สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนและรถติด
ยังคงมีความจำเป็นอยู่ และอีกส่วนคือก้านปรับเวลาที่หน้าปัด จริงๆควรใส่อยู่ในปุ่มกดบนพวงมาลัย จะทำให้ดูดี
มีราคามากกว่า แต่ก็เข้าใจว่า ในรุ่น J,E อาจจะทำได้ลำบากในแง่ต้นทุน ตรงนี้พอเข้าใจได้ครับ แต่ถ้าหาวิธีทำให้
สวยกว่านี้ได้ ก็จะดีกว่า

 

ระบบเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับ Bluetooth USB HDMI เป็นกล้องมองหลัง
ขณะถอยจอด และสามารถเล่นแผ่น DVD ได้ โดยมีเมนูภาษาไทย สำหรับการเชื่อมต่อผ่านแอปอย่าง Mirrorcast
และโทรศัพท์นั้น จะสามารถสั่งผ่านหน้าจอเครื่องเสียงได้ ก็ต่อเมื่อจอดรถสนิท และขึ้นเบรคมือไว้เท่านั้น
สำหรับคุณภาพเสียงนั้น เบสค่อนข้างล้น จนเสียงกลางและแหลมเหลืออยู่บางมาก ถ้าฟังเพลง Pop หรือเพลง
ที่ใช้เสียงกลางมากๆอย่างแนว Acoustic เครื่องเสียงชุดนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับท่านครับ

สำหรับการเข้าออกในเบาะคู่หน้า ทำออกมาได้ดี ตัวผมสูง 172 เซนติเมตร สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา
ฟองน้ำเบาะแข็งกำลังดี พนักพิงหลังส่วนปีกที่โอบสีข้างตัวทำมาได้อย่างพอดีสำหรับคนเล็ก ปีกรองน่องเตี้ยไปนิด
ทำให้เวลาขับรถเข้าโค้งต่อเนื่องอาจทำให้ตำแหน่งการขับเปลี่ยนไปบ้าง ในเรื่องความยาวทำมาได้อย่างพอดี
พนักพิงศรีษะ นิ่ม แน่น แต่ไม่แข็งจนดันศรีษะแบบรถยนต์ยุคใหม่ ในรุ่น S+ วัสดุหุ้มเบาเป็นหนังเกรดดี พร้อมเดินด้ายคู่สีแดง
สวยและให้สัมผัสที่ดีในรถระดับเดียวกัน ใกล้เคียงกับ Mazda 2 แต่ Mazda 2 ให้สัมผัสของผิววัสดุดีกว่ากันเพียงนิดเดียว
มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยปรับระดับสูง-ต่ำได้ซึ่งในรถยนต์พิกัดเดียวบางยี่ห้อ ไม่ได้ให้มา

 

เบาะหลังมาพร้อมกับ ISOFIX เพื่อใช้กับ Child Seat สำหรับเนื้อฟองน้ำ ทำมาได้ดีเหมือนเบาะคู่หน้าคือไม่แข็งจนเกินไป Headroom และ Legroom นั้น เป็นรองเพียงแค่ Nissan Almera ผู้ซึ่งมีฐานล้อยาวที่สุดในกลุ่ม Eco Car ทั้งปวง
พนักพิงศรีษะทำมาได้ดี มีเพียงแค่ตรงกลางที่อาจจะต้องดึงให้สูงขึ้นเพื่อไม่ให้ตำคอขณะที่นั่งเดินทาง

ในเรื่องการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ดังพอๆกันกับ Mazda 2 ถามว่าดังขนาดไหน มอเตอร์ไซด์ที่นินทา
เรื่องคนข้างบ้านมาจอดข้าง ได้ยินชัดราวกับยืนฟังอยู่ข้างนอกกันเลยทีเดียวเชียว และเมื่อความเร็วตั้งแต่ 110 กม./ชม.
เป็นต้นไป ก็จะมีเสียงเล็ดรอดมาตามยางขอบประตู แต่ถ้าขับใช้งานความเร็วในเมือง ก็ไม่ได้ดังน่าเกลียดจนขั้นรับไม่ได้ครับ

ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย สามารถใหญ่กระเป๋าเดินทางขนาดกลางได้ราว 2 ใบสบายๆ และเมื่อเปิดแผ่นปิดพื้น
จะพบกับชุดปะยางและประแจถอดล้อ พร้อมช่องใส่ของขนาดไม่ใหญ่มากทำจากโฟมแบบพิเศษ จริงอยู่ที่การใส่ชุดปะยาง
ในมุมของผู้ซื้อ อาจจะคิดว่าถูกกว่าการใส่ยางอะไหล่ แต่แท้จริงนั้น การนำอุปกรณ์ปะยางมาใส่แทนยางอะไหล่นั้น
ต้นทุนสูงกว่าการซื้อล้อกระทะพร้อมยางเสียอีก แต่เนื่องจากในปัจจุบันน้ำหนักของรถส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นออกมาในรูปแบบนี้ ซึ่งในกรณียางแตก คงต้องจอดรอเปลี่ยนยางสถานเดียวครับ สำหรับในประเทศไทย
ที่สภาพถนนเสี่ยงต่อสภาพการใช้งานของยาง ก็ยังคงมองว่า การมียางอะไหล่ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับติดรถในกรณีฉุกเฉินครับ

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง : ไม่มีความต่างระหว่างฝาแฝดอย่าง Yaris Hatchback

สำหรับ Toyota Yaris Ativ ยังคงใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ Hatchback นั้นคือ
เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE ความจุกระบอกสูบ 1,197 ซีซี 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว
แบบ Dual VVT-i
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก 72.5 x 72.5 มม. กำลังอัด 11.5 : 1
จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเลคทรอนิก EFI ให้กำลังสูงสุด 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตร
ที่ 4,000 รอบ/นาที ความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร พ่วงกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติSuper CVT-i พร้อม Shift Lock

อัตราทดเดินทางอยู่ที่ 2.386 – 0.426
อัตราทดเกียร์ถอยหลังอยู่ที่ 2.505 – 1.736
อัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 5.833

สำหรับการขับขี่นั้น ในด้านอัตราเร่งเหมือน Toyota ตั้งใจปรับจูนคันเร่งให้หลอกความรู้สึกว่า ออกตัวดี
ทั้งที่ในความเป็นจริง เมื่อความเร็วพ้น 100 กม./ชม. ไปแล้วนั้น หากต้องการใช้กำลังเพื่อการเร่งแซง
ต้องใช้การ Kick down สถานเดียวโดยทีเครื่องยนต์และเกียร์ ประสานการทำงานราวกับถวายชีพให้กองทัพ
เพื่อให้ได้ในชัยชนะที่ต้องการ และเรี่ยวแรงเริ่มหมดตั้งแต่ความเร็วพ้น 160 กม./ชม. ดังนั้น รถยนต์ประเภทนี้
ถูกเกิดมาเพื่อในงานเมือง ต้องทำใจว่า อาจจะไม่ได้เจ้าหนูบ้าพลังแบบ Mazda 2 หรือ Suzuki Swift
แต่ก็ไม่ได้มีพลังต่างกันมากนัก

ช่วงล่างและระบบเบรค

 

Yaris Ativ มาพร้อมกับระบบช่วงล่างหน้าด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม และคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion
พร้อมระบบผ่อนแรงแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS วงเลี้ยวแคบสุดอยู่ที่ 5.1 เมตร ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว
ลายเดิมแต่เป็นสีทูโทนระหว่างปัดเงากับสีดำรัดด้วยยางขนาด 185/60 R15 สำหรับการขับขี่ในช่วงความเร็วต่ำ
จัดว่าซับแรงสะเทือนได้ดี มีเก็บรายละเอียดถนนขึ้นมาบ้าง แต่ไม่มากแบบรถซิ่งหรือรถที่ทำช่วงล่างมาแข็งๆ
และความเร็วสูง เมื่อพ้น 120 กม./ชม. เริ่มมีอาการหวิวๆโยนซ้ายขวาบ้าง แต่เริ่มหนักจนไม่สามารถไปต่อได้
ที่ความเร็ว 160 กม./ชม. สำหรับพวงมาลัยนั้น ความเร็วต่ำทำได้ดี Feedback ไปตามมือและน้ำหนักกำลังดี
ไม่เบาและหนักจนเกินไป บนความเร็วสูงน้ำหนักเบาลงจากความเร็วในเมือง แต่ One Center Feeling
สามารถทำได้ดีเทียบเท่ากับ Mazda 2 และ Suzuki Swift ที่เป็นพระเอกเรื่องการขับขี่ในกลุ่มเดียวกัน

ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรค ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรค
บนความเร็วต่ำ สามารถทำงานได้ดี แป้นสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนความเร็วสูงนั้น
อาจมีอาการ Brake Fade บ้าง เมื่อต้องเบรคหนักๆ 2-3 ครั้งติดๆกัน ซึ่งส่วนนี้คาดว่าน่าจะมาจากผ้าเบรค
และน้ำมันเบรคที่ใช้ ไม่สามารถทนอุณหภูมิสูงๆได้ ซึ่งคนที่ใช้รถยนต์ประเภทนี้
ส่วนใช้จะใช้ความเร็วปกติตามกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว น่าจะไม่มีปัญหากันในส่วนนี้ครับ

ระบบความปลอดภัย : จัดเต็มทุกระบบ ใช้งานได้ดีครบทุกสิ่งตามที่ต้องการ

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC  
สำหรับระบบนี้ ใน Yaris Ativ หลังจากที่ทดลองขับ เป็นระบบที่จะทำงานเมื่อขึ้นสะพานหรือทางลาดที่ชันมากๆเท่านั้น
เพราะสะพานข้ามคลองเล็กๆ หรือทางลาดที่ไม่ได้ชันมาก ก็จะไม่ทำงาน จะแตกต่างกับรถยนต์ยี่ห้ออื่นที่จะทำงาน
ทุกครั้งเมื่อเราเหยียบเบรคแช่ไว้บนทางลาดชันนานๆครับ


ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
สำหรับการทำงานในส่วนนี้ สามารถทำงานได้ดีและลดการใช้แรงเบรคในบางจังหวะที่ต้องเบรคแรงๆ
เป็นระบบ Active Safety ที่สามารถใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดีมาก อันนี้ขอชมจากใจครับ


ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
และมีถุงลมนิรภัยทั้งหมด 7 ใบ แต่ที่สำคัญกว่า Toyota ใจปล้ำ ใส่อุปกรณ์ทั้ง Active Safety และ Passive Safety มาให้
ในทุกรุ่นย่อย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นการเอาใจใส่ในเรื่องความปลอดภัยของลูกค้า อันนี้ของเคารพใจทุกท่านในองค์กร
ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้ครับ

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ทางเราใช้น้ำมัน Shell Gasohol 95 โดยใช้เส้นทางจากถนนพหลโยชิน ขึ้นทางด่วนด่านพระราม 6
แล้วใช้ความเร็วคงที่ 110 กม./ชม. วิ่งจนสุดที่ด่านบางไทร แล้ววิ่งกลับมาลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ระยะทางที่วิ่งทั้งหมด : 90.9 กม.
น้ำมันที่ใช้ไปทั้งหมด : 5.20 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 17.48 กม./ลิตร


รวบให้ฟังหลังลองขับ
: น้องโมบายล์ผู้มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของวง แต่ยังไปได้อีก 

หลังจากได้ใช้ชีวิตกับ Toyota Yaris Ativ S+ ราว 3 วัน 2 คืน ผมเองก็ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง
ที่ Toyota ตั้งใจใส่ลงไปใน Yaris Ativ ลงไป เราว่ากันเรื่องข้อดีข้อเสียกันเลยดีกว่า

ข้อดีที่ควรชม
1. การจัดการห้องโดยสาร ทำได้ดีและลงตัวในสุดในกลุ่มเดียวกัน
อันนี้ต้องยกความดีงามให้กับทีมงาน TDEM (Toyota Daihatsu Engineering and Manufacturing)
ที่สามารถออกแบบให้ภายในห้องโดยสารกว้างสบาย และรูปทรงภายนอกดูลงตัวกว่า Nissan Almera
รวมทั้งภายในที่กว้างขวางกว่า Mazda 2 Sedan ที่แคบจนคนตัวสูงเกิน 170 ต้องนั่งเอียงคอและสไลด์ตัวลง
(ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) ซึ่งในบางครอบครัวที่ไม่ได้มีเงินมากนัก และสามารถซื้อรถได้เพียงคันเดียว
ตรงนี้เป็นจุดที่พิจารณากันเรื่องแรกๆเลยทีเดียว นับว่าสอบผ่านในเรื่องนี้ครับ

2. การขับขี่ที่ดีขึ้นและเหมาะสมในการใช้งานเมือง รวมทั้งราคาและอุปกรณ์ที่ให้เหมาะสมกับราคาที่ตั้ง
อย่างที่พาดหัวเรื่องในข้างต้นว่า Yaris Ativ เหมือนน้องโมบายล์ BNK48 ตรงที่ว่า พยายามลบคำสบประมาท
ของคนอื่นที่กล่าวว่า “Toyota จะทำรถขับดีๆเป็นกับเขาเหรอ” มาในวันนี้ ในเรื่องพวงมาลัยและ Feeling
แป้นเบรคที่เป็นธรรมชาติกลายเป็นตัวชูโรงขึ้นมาทันทีทันใด และได้ทราบในตอนหลังว่า หลังจากนี้รถยนต์ Toyota
ทุกรุ่นที่จะถูกขึ้นสายพานการผลิตในประเทศไทย President ของ Toyota Motor Thailand คนปัจจุบัน
จะลงไปช่วยทีมทดสอบเพื่อให้ Comment ในการปรับปรุงรถยนต์ให้มีการขับขี่ที่ดีขึ้น ซึ่งผลผลิตที่เห็นหลังจากนี้
จะเป็น C-HR และ All New Camry ACV 70 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ และในความเห็นผม อุปกรณ์กับราคาที่ตั้ง
ดูคุ้มค่าน่าเสียเงินซื้อเสียจริงๆ

3. ศูนย์บริการที่ฝากผีฝากไข้และฝากใจได้
ในเรื่องของ After Sale Service นั้น Toyota สามารถทำได้ดีและยังคงรักษามาตรฐานได้เหนือกว่ารถยนต์
ยี่ห้ออื่นในแทบทุกกลุ่มที่ Toyota มีจำหน่ายทั้งหมด อันนี้ต้องยกผลประโยชน์เรื่องการร่วมมือกับสถาบัน
อาชีวศึกษาเมื่อนานมาแล้วจนกลายเป็นว่า รถยนต์ Toyota เป็นครูของช่างยนต์ในประเทศไปแล้ว

ข้อเสียที่ควรนำไปพัฒนา
1.การเก็บเสียงที่ยังไม่ประทับใจนัก
ถึงแม้ว่า รถยนต์ Eco Car ต้องพยายามลดน้ำหนักตัวรถให้ได้มากที่สุด แต่การที่ถึงขั้นต้องลดน้ำหนัก
จนได้ยินรถมอเตอร์ไชด์ที่มาจอดข้างกันกับเรานินทาคนข้างบ้านเขาแบบนี้ ผมว่าอันนี้เกินไปจริงๆ เบาลงกว่านี้นิดนึงก็ยังดี

2.เครื่องเสียงติดรถที่ยังงงๆและให้เสียงที่ยังไม่ประทับใจนัก
จริงอยู่ที่เครื่องเสียงชุดนี้ ใช้งานง่ายกว่าใน Hilux Revo รุ่นก่อนปรับอุปกรณ์มาก แต่ในเรื่องคุณภาพเสียง
การปรับจูนในเบสบวมมากและเสียงกลางแหลมหายไปหมดนั้น ต่อให้ใช้แผ่น CD หรือ Streaming ที่ Bit Rate สูงเพียงใด
แต่ถ้าหาก Front Unit ยังเป็นแบบนี้ ก็ยังน่าเป็นห่วง รวมทั้งการใช้งานระบบโทรศัพท์ ต้องใช้งานขณะจอดรถสนิทเท่านั้น
จึงจะโทรออกได้ เข้าใจว่าเป็นระบบทำมาเพื่อความปลอดภัย แต่จะอันตรายกว่าไหม หากมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์แล้วต้องหยิบมือถือขึ้นมากดโทร แทนที่จะสามารถกดได้จอเครื่องเสียง ฝากตรงนี้ไว้ด้วยครับ

3. ช่วงล่างที่ยังแข็งในความเร็วต่ำและย้วยในความเร็วสูง
ถึงแม้ว่าการปรับแต่งช่วงล่างในความเร็วใช้งานในเมือง (80-110 กม./ชม.) นั้น จะเป็นช่วงที่ Yaris Ativ
ทำออกมาได้ดีที่สุด แต่หากต้องหย่องๆคลานๆ เพื่อปีนลูกระนาดและหยอดลงหลุม ยังคงสะท้านขึ้น
เกือบจะแทบทั้งหมด และในความเร็วสูงตั้งแต่ 120 กม./ชม. นั้น เริ่มมีอาการโยนและส่ายจนน่ากลัว
อย่างน้อยๆหากปรับให้เป็นตั้งแต่ 140 เริ่มเกิดอาการตามที่ผมกล่าวไว้ ความรู้สึกน่ากลัวเมื่อต้องใช้รถ
ออกต่างจังหวัดของบางครอบครัว จะได้มั่นใจขึ้น

คันต่อคัน : เมื่อน้องโมบายล์ต้องแย่งตำแหน่ง Senbatsu ในวงกับ Member คนอื่น

ทั้งนี้ ขออนุญาตเทียบกันรุ่นเป็น Sedan 4 ประตูนะครับ เมื่อ Toyota Yaris Ativ 1.2 S+ ราคา 639,000 บาท
คู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน จะราคาเท่าไรกันบ้าง และดีเสียในด้านบ้าง ทางเราสรุปไว้สั้นๆแล้ว ดังนี้

1. Mazda 2 Sedan 1.3 Sport High Plus ราคา 670,000 บาท
หากเปรียบเป็นกลุ่ม Member ในวง BNK48 ก็คือกลุ่มชราไลน์ ถ้านึกไม่ออก เช่น ครูแก้ว เนย ตาหวาน น้ำหนึ่ง
และอร เป็นกลุ่มที่เล่นเต็มที่ หน้าตาสวยและดูโต แต่อาจจะมีบางอย่างที่ยังไม่เป็นที่น่าโดนตกกับโอตะบางคน
ทำไมผมถึงเปรียบ Mazda 2 เป็นชราไลน์ เพราะในเรื่องหน้าตาของ Mazda 2 สวยและลงตัว การขับขี่เอง
ก็จัดว่าอยู่บนๆของกลุ่ม แต่ก็ยังคงมีเรื่องให้ติอย่างห้องโดยสารที่เน้นให้คนขับสนุกในการขับขี่ จนไม่ได้คำนึงถึง
ผู้โดยสาร และความกังวลใจในเรื่องศูนย์บริการที่ยังไม่โอเคในด้านของมาตรฐาน และราคาอะไหล่ที่ยังคงแพง
แบบไม่เข้าใจ รวมทั้ง Defect หลายอย่างที่ยังคงน่าห่วงพอสมควร

2. Suzuki Ciaz 1.2 RS CVT ราคา 675,000 บาท
หากเปรียบเทียบเป็นกลุ่ม Member ในวง BNK48 จะเป็นกลุ่มของมิโอริ อิซิรินะ ก่อน น้ำใส แนทเธอรีน มิวนิค
และฟ้อนด์ เน้นไปทางขาย Entertain เริ่มมาเอาใจตลาดคนที่อายุน้อยลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถซื้อใจ
โอตะกลุ่มที่อยู่ชราไลน์ ทำไมถึงเปรียบแบบนั้น เพราะก่อนหน้าที่ Yaris Ativ มานั้น Ciaz เอง เป็นรถที่มีรูปทรง
และห้องโดยสารที่ออกมาได้อย่างลงตัว เรื่องการขับขี่เองนับว่าสู้กับ Mazda 2 ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในเรื่อง
ความทนของชิ้นส่วนต่างๆในรถอย่าง Rack&Pinion พวงมาลัยนั้นยังคงมีให้ตามเช็ดล้างเหมือน
Swift โฉมก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน โชคดีที่ศูนย์บริการ Suzuki ในปัจจุบัน ก็เริ่มสบายใจ พอที่จะฝากผีฝากไข้ได้ครับ

3.Mitsubishi Attrage GLS Ltd. CVT AT ราคา 604,000 บาท
หากเปรียบเทียบเป็นกลุ่ม Menber ในวง BNK48 ก็จะเป็นกลุ่มของกุมารไลน์ เช่น ซัทจัง จีจี้ มัยร่า รตา
และดีนี่ เป็นกลุ่มเด็กเล็กสุดในวง อาจจะมีงอแงบ้างที่เป็นจุดขายให้บรรดาโอตะเอ็นดูและ Support วง
และทำไมผมถึงเปรียบเทียบเป็น Attrage คงเป็นด้วยขนาดรถที่เล็กกระทัดรัด ไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือน
Yaris Ativ ประหยัดน้ำมัน แต่การขับขี่ในความเร็วใช้งานในเมืองและความเร็วสูงนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้อง
ติติงกันต่อไป รวมกันอาการเย่อของเกียร์ CVT จนทำให้ผมซึ่งเป็นผู้ขับขี่เมารถมาแล้ว!!!!! ก็ได้แต่หวังว่า
New Model ที่จะมาพร้อมฝาแฝดอย่าง Mirage ที่จะมาในปี 2019 ที่จะถึงนี้ จะพัฒนาให้ประทับใจในด้าน
การขับขี่ และสิ่งที่หวังว่าจะพัฒนาตามไปด้วยกันคือศูนย์บริการที่แก้ไขอาการรถยนต์ได้ขาด รวมที่ราคา
ค่าบริการที่ควรสมเหตุสมผลกว่าที่เป็นอยู่

4. Nissan Almera 1.2 VL Sportech ราคา 637,000 บาท
หายเปรียบเทียบเป็นกลุ่ม Menber ในวง BNK48 ก็จะเป็นกลุ่มของ จิ๊บ เปี่ยม ขมิ้น เป็นกลุ่มที่มีความสามารถ
ในหลายๆด้านมากกว่าที่คิด แต่ด้วยเรื่องหน้าตาอาจจะไม่ได้เป็นที่พิมพ์นิยมของเหล่าบรรดาโอตะนัก
และยังรอตำแหน่ง Senbatsu ในวงอยู่ คามิโอชิน้องๆทั้ง 3 คนอาจจะตามดักตีหัวผมก็เป็นได้ที่ผมนำน้อง
ทั้ง 3 คนมาเปรียบเทียบกับ Nissan Almera ก็เป็นได้ ฮ่าๆๆๆ แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Nissan เอง
กำลังมีปัญหาในเรื่องตัว Product ที่ยังไม่โดนใจลูกค้า After Sale ที่ยังหายใจรวยริน ยังไม่นับเรื่องการเมืองภายใน
องค์กรที่ร้อนฉ่าราวเตาเผามีด ยอดขายเองก็โดนบ้านอื่นแย่งชิ้นเค้กไป ทั้งที่หลายอย่างตัวเองเป็นคนเริ่มต้น
หากต้องอยู่ในตลาดนี้ต่อ การออกแบบรถให้ดูสวยลงตัวกว่าโฉมปัจจุบัน การสื่อสารกับผู้บริโภค และหลังการขาย
ที่ต้องแข็งแรงกว่านี้ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า Almera รุ่นต่อไปที่คาดว่าจะใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมร่วมกับ
Nissan Note จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ Nissan มีเงินมาทำรถยนต์ดีๆต่อไป

บทสรุปส่งท้าย ก่อนส่งน้องโมบาลย์ขึ้น BNK48 Theater 
ถ้า Toyota Yaris Ativ คือน้องโมบายล์จริงๆ ก็นับว่าเป็นเกียรติในช่วงครั้งหนึ่ง ที่ได้เป็นสารถีขับรถ
ให้น้องไปทันขึ้นแสดงที่ Theater ตรงห้างดังย่านบางกะปิ อย่างที่กล่าวจั่วหัวไปข้างต้นว่า ผมได้รับหน้าที่
ในการหาความจริงว่า Toyota ในยุคปัจจุบันที่โดนแย่งก้อนเค้กบางส่วนจากค่ายทางเลือกอื่นๆ ทาง Toyota
จากที่ถนัดทำแต่ใช้งานง่าย ไม่มีความซับซ้อนและราคากับสิ่งที่ได้นั้น ค่อนข้างขัดแย้งกันไปพอสมควร
ต้องปรับทั้งทางด้านเทคนิคทางวิศวกรรมที่มีผลต่อการขับขี่อุปกรณ์ที่ใส่บนรถ การตั้งราคาที่สมเหตุสมผลขึ้น
จากแต่ก่อน เลยทำให้คนที่มองค่ายรถยนต์ทางเลือก เริ่มหันมามามอง Toyota มากขึ้น และตัวรถเองก็มีความดี
งามพอที่จะตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เลยไม่แปลกใจว่า Toyota ในยุคปัจจุบันหลังจากที่
Akio Toyoda ผู้บริหารที่เสพติดการขับขี่รถยนต์จะตั้งปณิธานว่า หลังจากนี้ Toyota จะไม่ใช่รถยนต์
ที่ดูรู้สึกน่าเบื่ออีกต่อไป และก็สามารถทำได้จริงๆ

และหลังจากที่ผมเองได้สัมผัส Toyota หลายๆคันในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า TMT (Toyota Motor Thailand)
และ TDEM (Toyota Daihatsu Engineering and Manufacturing) ไม่ได้นิ่งนอนใจในพัฒนารถยนต์ของตน
หลังจากที่ผมได้มีโอกาสขับ Hilux Revo เมื่อเปรียบเทียบกับ Hilux Vigo ที่เคยรับใช้ครอบครัวผมเมื่อหลายปีที่แล้ว
ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในทุกด้าน ไม่วายแม้กระทั่ง C-HR ที่ไปลองขับด้วยการตั้งอคติ
เหมือนหลายๆท่าน ที่คิดว่า Toyota คงทำรถอะไรมาก็ขายได้ พอหลังขับเสร็จ ยังทำให้ผมรู้สึกประทับ จนคิดว่า
หากมีเงินมากพอที่จะซื้อ Toyota ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์ ที่ผมยังเก็บไว้พิจารณาเป็นต้วเลือกต้นๆ
ในการซื้อรถยนต์เพื่อในงานในชีวิตประจำวัน เพราะคุณงามความดีของผลิตภัณฑ์เองนี่แหละ

ถึงแม้ว่าจะทำรถยนต์ให้ดีขึ้นอย่างไร ปัญหาของ Toyota ในปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นการสื่อสารกับลูกค้าในยุคปัจจุบัน
ที่ยังคงมีปัญหา และไม่สามารถทำลายกำแพงอคติของลูกค้าได้ ก็ได้แต่หวังว่า Toyota จะพัฒนาในตรงนี้ให้ดีขึ้น
เหมือนกับที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของทาง Toyota เอง ดีแบบก้าวกระโดด ในราคาสมเหตุสมผลแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ไม่ต้องรอให้คุกกี้ทำนาย เพราะทุกคนใน TMT ทำได้แน่นอน

 

ขอขอบคุณ
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 25 พฤศจิกายน 2561
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...