[Carsideteam-LONG] Nissan Terra 2.3 4X4 VL I เมื่อพี่อ้วนบ้าพลัง ต้องมาเป็นหัวหน้าครอบครัว

637

สมัยผมเป็นนักศึกษาเรียนสาขาวิศวกรรมยานยนต์ของรัฐแห่งหนึ่ง สิ่งที่เหมือนเป็นการโชว์พลังของนักศึกษา
วิศวกรรมเครื่องกลและยานยนต์ในประเทศไทยคือ Formula Student และนั่น ก็ทำให้ผมรู้จักกับพี่อ้วน
เจ้าของอู่รถแข่งแห่งนึง ที่ให้คำปรึกษาพวกผมในเรื่องกล่อง ECU แต่งเพื่อใช้กับรถแข่ง Formula Student

พี่อ้วนเป็นผู้ชายร่างใหญ่ เพราะเคยเล่นกล้ามในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นคนแต่งตัวจืดๆ ทั้งตัวไม่ได้พกของ
มีค่าอะไรเลยนอกคอมพิวเตอร์สเปกเทพที่ใช้จูนรถแข่งและโทรศัพท์สเปกเทพ คนรอบข้างพี่อ้วน
พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พี่อ้วนเป็นคนเก่งและเชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์มาก สามารถซ่อมรถยนต์ได้แทบทุกประเภท
ยานพาหนะทุกชนิดบนโลกใบนี้ พี่อ้วนจับโมทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัวที่วางเครื่องข้ามยี่ห้ออุตหลุด
มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะขนาดเท่าไร จักรยาน ทั้งเสือหมอบและเสือภูเขา ไม่เว้นแต่กระทั่งรถบังคับกระป๋องตาเพชร
พี่อ้วนก็จับโมใส่ถ่าน 9V กดพุ่งปริ๊ดจนรถกระป๋องไฟไหม้ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว!!!!! พี่อ้วนขับเดิมไม่เคยจะเป็น

ปัจจุบันพี่อ้วนก็ยังคงอาชีพซ่อมรถแปลกๆที่ต้องใช้ความชำนาญสูงในการซ่อม และยังคงดูแลรถแข่ง
ในระดับ GT3 และ GT4 ทั้งรายการแข่งขันในประเทศไทยและต่างประเทศ  และในตอนนี้ พี่อ้วนก็มีภาระ
ที่เพิ่มขึ้น 2 ชีวิตนั่นภรรยาของพี่อ้วนและลูกชาย ผู้ซึ่งหน้าตาพร้อมความจ้ำม้ำเหมือนพี่อ้วนสมัยวัยรุ่นไม่มีผิดเพี้ยน

ที่ผมกล่าวมานั้น หลังจากที่ได้เห็นและสัมผัส Nissan Terra รถยนต์ SUV หรือในประเทศไทยเรียกรถยนต์
ประเภทนี้ว่า PPV ซึ่งเป็นผลผลิตที่ต่อยอดมาจาก Nissan NP300 Navara ในรหัสตัวถัง D23 ยังคงทำตลาด
อยู่ในปัจจุบัน โดยมีคู่แข่งในตลาดเช่น Toyota Fortuner, Isuzu Mu-X , Mitsubishi Pajero Sport ,
Chevrolet Trailbrazer และ Ford Everest และเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดทั้งในด้านผลิตภัณฑ์
และโปรโมชั่นที่เร้าใจ เพราะกลุ่มคนที่เบี่ยนเบนจากรถเก๋ง D-Segment มาเลือกซื้อ PPV ในปัจจุบัน
มีจำนวนมากขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้งานที่อเนกประสงค์กว่าในราคาที่เท่ากันหรือถูกกว่าในบางยี่ห้อ

ภายนอก : คล้าย Navara D23 ในหลายจุด งานออกแบบดุดันแต่ลงตัว

Nissan Terra มีมิติรถดังนี้
กว้าง 1,865 มม. ยาว 4,885 มม. สูง 1,835 มม. ระยะฐานล้อ 2,850 มม. น้ำหนัก 2,118 กก.

 

ด้านหน้า ไฟหน้าแบบ Projector พร้อมกับ Daytime Running Light และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
สามารถความเร็วในการเปิด-ปิดได้จากปุ่มบนพวงมาลัย ให้แสงสว่างพอดีและไม่สูงแยงตาเพื่อนร่วมถนน
แบบ PPV บางค่าย กระจังหน้าแบบ V-Motion อันเป็นการออกแบบของ Nissan ในยุคปัจจุบันที่อยู่ในรถยนต์
แทบทุกรุ่น ชิ้นงานเป็นพลาสติกสีเงิน ตัดด้วยโครเมี่ยม ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมส่วนที่เป็นรังผึ้ง ไม่ใช้สีดำสนิท
ตัดกับโครเมี่ยม เลยกลายเป็นว่า ทำให้ความโดดเด่นของโครเมี่ยมนั้นหายไป ดูจืดๆเวลาอยู่บนรถสี่อื่น
และดูเหมือนรถรุ่น Base หรือล่างสุด เมื่อสีรถเป็นสีขาวอย่างที่เห็นในภาพ กันชนหน้าฝังไฟตัดหมอก
กรอบเป็นสีดำตัดด้วยโครเมี่ยม ชายล่างกันชนทำทรงเหมือน Canard พร้อมมีลิ้นยางกันกระแทกป้องกัน
ชายล่างกันชนกระแทก ภาพรวมด้านหน้านั้น มีความคล้ายกับ Navara D23 ต่างกันที่ไฟหน้าของ Terra
ชายล่างของไฟหน้าจะสั้นกว่าและมีเว้าหลบ จึงทำให้กันชนและไฟหน้าไม่ได้ใช้ร่วมกันกับ Navara D23
แต่ถ้าคนไม่เห็นสังเกต จอดข้างๆกันอาจจะดูเหมือนว่าใส่ด้วยกันได้ครับ

ด้านข้าง มีเส้นสายเป็นมัดกล้ามแบบเดียวกับ Nissan Patrol พี่เบิ้มของ Terra ที่เป็นที่นิยมในแถบตะวันออกกลาง
โป่งข้างแบบขึ้นรูปมากับตัวรถพิมพ์นิยมในสมัยปัจจุบัน บันไดข้างทรงถาด สามารถขึ้นลงได้อย่างสะดวก
กระจกมองข้างมีกล้อง Around View Monitor พร้อมไฟเตือนระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาบนเลนส์กระจก
จะกะพริบเมื่อมีวัตถุผ่านมาที่จุดอับสายตา ด้านบนหลังคามีเส้นขอบหลังคาเล็กๆ ให้พอเป็นที่จับขา
ถาดบรรทุกของหรือขาจับจักรยานบนหลังคาได้ แต่ด้วยเป็นแบบแนบกับตัวรถ ก่อนทำการติดตั้งควรปรึกษา
ผู้ขายอุปกรณ์เสริมที่กล่าวข้างต้นก่อนจะดีกว่า

 

ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายแบบ Multi-Reflector ตรงกลางเป็นช่องใส่ทะเบียน สำหรับกล้องมองหลัง
จะถูกซ่อนอยู่บริเวณไฟเบรคดวงที่ 3 กระจกบังลมหลังมีไล่ฝ้ามาให้ พร้อมใบปัดน้ำฝันขนาดพอดีใช้งาน
บริเวณฝาท้ายมีโลโก้ VL4X4 ติดอยู่ตรงด้านขวามือของตัวรถ กันชนท้ายมีการตัดด้วยสีดำเพื่อกันกระแทก
พร้อมเซนเซอร์กะระยะขณะจอดถอย

เปิดประตู ดูภายใน : เหมือน Navara ไม่ต่างกับภายนอก แอบเพิ่มบางสิ่งให้เยอะขึ้นจนดูดีมีราคา
ภายในของ Terra นั้น ยกเกือบทั้งหมดมาจาก Navara D23 แบบไม่มีผิดเพี้ยน ช่องแอร์แบบวงกลม
พร้อมครีบปรับองศาลมที่ใช้มาตั้งแต่ March และ Almera ที่ปรับทิศทางลมได้ไม่ค่อยดีเอาซะเลย
ถัดจากช่องแอร์ทั้งสองข้างเป็นช่องวางแก้วแบบพับได้ ออกแบบมาดูเรียบง่ายและใช้งานได้ดี ตรงกลางมีหลุม
สำหรับวางวัตถุทางใจของแต่ละศาสนาพร้อมช่องเสียบเพื่อชาร์จอุปกรณ์อย่างโทรศัพทมือมือ
พวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังบริเวณวงจับแบบเดียวกันกับที่อยู่ใน Teana L33 และ Navara D23 รุ่นท็อปสุด

ปุ่มด้านขวาใช้ในการควบคุมระบบ Cruise Control ส่วนปุ่มทางด้านซ้ายใช้ในการคุมระบบหน้าจอ MID
ตรงกลางของหน้าปัดและระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ ในส่วนนี้ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน  ก้านด้านขวามือ
ใช้ควบคุมไฟเลี้ยวและระบบไฟส่องสว่าง ก้านด้านซ้ายเป็นระบบใบปัดน้ำฝนทั้งหมด ถัดจากก้านปัดน้ำฝน
เป็นสวิตช์ Push Start เพียงแค่พกรีโมทข้าวสารเสกสีดำติดตัว เหยียบเบรคแล้วกดปุ่มติดเครื่อง Terra
ก็พร้อมที่จะพาคุณออกไปไหนมาไหนทันที ตรงกลางสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศยกมาจาก
Navara D23 ตัวท็อป ให้สัมผัสของปุ่มที่ดี แอร์เย็นช้าบ้างเมื่อเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน
แต่ในส่วนของ Heater นัทตี้ Army_Nutty ถึงกะกล่าวว่า ทำงานได้เร็วมากจนร้อนเกินไปกันเลยทีเดียว
ดีหมดยกเว้นที่คอนโซลยังไม่เห็นความแตกต่างแบบ Fortuner หรือ Everest ที่ทำให้รู้สึกว่า
ภายในดูเหนือกว่ารถกระบะ ฝากพิจารณาตรงนี้ด้วยครับ

หน้าปัดของ Terra นั้น ถึงแม้ว่าจะใช้ร่วมกันกับรถหลายๆรุ่นค่ายเดียวกัน แต่ขนาดของ Font บนหน้าปัด
มีขนาดกำลังดีและสังเกตได้ง่ายโดยไม่ต้องละสายตาจากถนนมากจนเกินไป มีเกจวัดความร้อนอยู่ในกรอบเดียวกัน
กับวัดรอบ และเกจระดับน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในกรอบเดียวกันกับวัดความเร็ว ตรงกลางเป็นจอ MID Display
ขนาดกำลังดี สามารถสั่งให้โชว์เป็นรูปรถ แรงดันลมยางทั้ง 4 ล้อ หรือเป็นหน้าจอเปล่า เผื่อในกรณีเหตุรถ
มีอาการผิดปกติแล้วสามารถแจ้งบนหน้าจอเหมือนกัน Fortuner ก็สามารถทำได้ และในการตั้งค่า
ระบบเตือนรถออกนอกเลนและระบบเตือนจุดอับสายตา รวมทั้งการตั้งค่าความเร็วในการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ก็สามารถตั้งค่าได้จากจาก MID บนหน้าปัดนี้ได้เลย จุดนี้ขอชมว่า ทำออกมาใช้งานได้ง่ายกว่า Isuzu
ที่ต้องกดปุ่มที่ก้านไฟเลี้ยวและใบปัดน้ำฝนแรงๆ กว่าจะสั่งงานได้


ถัดลงมาเป็นที่อยู่สวิตช์ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยบิดจาก 2H ไปยัง 4H ได้โดยการบิดปกติ แต่จาก 4H ไปยัง 4L
ต้องทำการกดลูกบิดลงไป แล้วบิดไปยังตำแหน่ง 4L ถัดมาเป็นสวิตช์เปิด-ปิด Diff-Lock ตรงกลางเป็นสวิตช์
เปิด-ปิดช่วยลงทางชัน และทางซ้ายสุด เป็นสวิตช์เปิด-ปิดระบบแอร์ด้านหลังรถ ส่วนที่เป็นฝาปิดนั้น
เป็นช่องเสียบปลั๊ก 12V ส่วนด้านล่างของปุ่มระบบขับเคลื่อน เป็นช่องเสียบ USB และ HDMI ของเครื่องเสียงติดรถ
และเหนือคันเกียร์ เป็นช่องวางของที่มีพื้นเป็นปุ่มกันลื่น สามารถวางโทรศัพท์หน้าจอขนาด 6 นิ้วได้อย่างสบายๆครับ

ถัดลงมาจากคันเกียร์ จะเป็นสวิตช์สวิตช์พับเบาะแถวที่ 2 เมื่องัดปุ่ม เบาะจะดีดพับมาโดยอัตโนมัติ ปุ่มตรงกลาง
เป็นสวิตช์เปิดปิดสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และช่องวางแก้วที่มีขนาดใส่ขวดน้ำ 600 CC ได้แบบไม่มีปัญหาแต่อย่างใด


ส่วนระบบเครื่องเสียง Nissan ยังคงไม่เข็ดขยาดกับคำติติงจากผู้ใช้ โดยยังคงใช้บริการ Kenwood
รุ่น DNX7150BT พร้อมจอด้านหลังขนาด 10.1 นิ้ว และระบบนำทางจาก Garmin ซึ่งการเชื่อมต่อกับ
โทรศัพท์มือถือ ทำได้ยากมาก เพราะหากต้องการเปิด-ปิด Bluetooth นั้น หากต้องการกดที่หน้าจอสัมผัส
ทำไม่ได้ครับต้องกดจากปุ่มบนพวงมาลัย!!!!!! ยังครับ ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น หน้าจอยังคงทำงานได้เชื่องช้า
ราวกับตัวสลอตเหมือนในรถ Nissan รุ่นอื่นที่ใช้เครื่องเสียงแบรนด์นี้ ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น
ตอนแรกก็ยังว่าเพราะดี แต่เมื่อ Army_Nutty ลองเลือก Preset ที่ให้มาจากโรงงานนั้น ไม่ว่าจะเลือก
โหมดไหน และต่อให้เลือกไฟล์เพลงที่ดีคุณภาพดีแล้วนั้น เปิดวิทยุกระเป๋าหิ้วฟังยังจะให้คุณภาพที่ดีกว่า
และเมื่อกลับไปยังโหมดที่ปรับ EQ ได้เองนั้น ก็เริ่มค่อยๆจูนจนพอฟังได้ ไม่แห้ง เริ่มมีน้ำมีนวลจากไฟล์ที่ดีบ้าง

และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ขอฝากทางทีม NMT (Nissan Motor Thailand) และ NMAP (Nissan Motor
Asia Pacific) ในการหาทางเจรจากับ Maker ผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าโรงงานว่า สามารถปรับปรุงในเรื่องคุณภาพ
ที่ดีได้ไหม ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพเสียง แต่รวมทั้งการใช้งานที่ลื่นและรวดเร็ว รวมทั้งการใช้งานที่สามารถสั่งงานได้
ทั้ง 2 ที่ ทั้งหน้าจอและปุ่มบนพวงมาลัย จะเป็นเรื่องที่ดีกว่านี้ครับ

และนี่ คือสิ่งที่ Nissan พยายาม Proudly Present สุดๆ นั่นคือกระจกมองหลังพร้อมกล้องส่องภาพรอบตัวรถ
จากภายนอกหรือ Intelligent Around View Monitor ซึ่งวิธีการใช้งานนั้น หากต้องการเปิดหน้าจอ
ให้ดันตัวก้านตัดแสงเข้าหาตัว ภาพก็จะขึ้น แต่ครับ ขึ้นแต่ภาพด้านหลัง หากต้องการให้แสดงผลทั้งหมด
ให้จิ้มที่ปุ่มใต้กระจกมองหลัง จะแสดงผลครบทุกมุมตามภาพ และสามารถปรับความสว่างและโหมดของจอได้อีกด้วย
และเมื่อต้องการให้กลับไปเป็นกระจกมองหลัง ก็ผลักก้านตัดแสงออกจากตัว ก็จะกลับมาเป็นกระจกมองหลัง
ธรรมดาที่เราใช้งานปกติ สำหรับความเห็นผม เป็นระบบที่ดีและใช้งานได้จริง เชื่อว่าหลายคนพอขึ้นไปขับก็งง
ผมเองก็เป็น กว่าจะปรับตัวได้ ก็มีเป็นวันครับ แต่พอใช้งานได้คล่อง ก็ไม่ได้แย่  แต่จะดีกว่านี้ หากสามารถแสดงผล
ที่หน้าจอเครื่องเสียงซึ่งไม่ต้องชันคอมองครับ

เบาะคู่หน้า เป็นแบบหุ้มหนังสีน้ำตาล (ในรุ่นขับเคลื่อน 2 จะได้เป็นหนังสีดำ) และปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง
พร้อมที่ดันหลังไฟฟ้าเฉพาะฝั่งคนขับ ส่วนฝั่งคนนั่งเป็นแบบปรับด้วยกลไกโดยใช้คันโยกแบบปกติ
พนักพิงศรีษะยังคงแข็งแบบเดียวกันกับ Navara D23 พนักพิงหลังทำออกมาได้ดี ไม่ตื้นและลึกจนเกินไป
ปีกโอบสีข้างทำออกมาได้ดี ปีกรองน่องเตี้ยไปนิด แต่มีข้อดีคือการเข้าออกที่ง่ายและสะดวก ความยาวของ
รองน่องกำลังดี ไม่สั้นและยาวจนเกินไปสำหรับคนที่สูง 172 ซม.อย่างผมครับ

ส่วนเบาะหลัง นัทตี้ Army_Nutty รู้สึกโอเคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความกว้างของเบาะที่ให้ความรู้สึก
นั่งสบายเวลานั่งไปนานๆเราก็สามารถปรับเบาะเอนหลังได้ ทำให้เวลานั่งไปเที่ยวต่างจังหวัดก็นั่งสบาย
ไม่รู้สึกปวดหลังเวลานั่งนานๆค่ะ ขณะเดียวกันผู้โดยสารด้านหลัง จะมีช่องแอร์ตรงแถว 2 เพิ่มขึ้นมา
ตรงเพดาน และคอนโซลกลาง พร้อมสวิตช์เปิด-ปิดพัดลมแอร์ ส่วนเบาะแถว 3 จะมีช่องแอร์บริเวณ
เพดานเพียงอย่างเดียว ทำให้อาการเย็นทั่วทั้งห้องโดยสารครับ

 

ฝาท้ายเป็นแบบเปิดด้วยมือปกติ ไม่มีระบบเปิด-ปิดแบบไฟฟ้ามาให้เหมือน Fortuner และ Everest
แต่น้ำหนักในการเปิด-ปิดนั้น ก็ไม่ได้หนักมากจนเกินไป หากเดินทางครบทั้ง 7 ที่นั่ง สามารถใส่กระเป๋าเดินทาง
แบบปกติแบบที่ไม่ใช่ Hard Case ได้ 3-4 ใบ แต่ถ้าหากพับเบาะแถว 3 ลงไป สามารถใส่กระเป๋าเดินทาง
แบบ Hard Case ได้ 4 ใบสบายๆครับ

สำหรับการเก็บเสียงในห้องโดยสารนั้น จัดว่าเงียบที่สุดในบรรดา PPV ทั้งหมดที่มีขายในประเทศไทย
Nissan ให้ความสำคัญกับการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารมาตลอด ไม่ว่าจะความเร็วต่ำในเมือง ความเร็วสูง
เสียงลมที่เล็ดรอดเข้ามาให้โดยสารนั้น น้อยมาก เปิดวิทยุเบาๆ ก็ไม่ได้เสียงลมที่ปะทะตัวรถแล้ว อันนี้ดีงาม
ขอชมและอยากให้รักษาเอกลักษณ์ตรงนี้ของ Nissan ไว้ครับ เป็นสิ่งเดียวที่ค่ายอื่นทำสู้ไม่ได้
ต่อให้ใช้เสียงสังเคราะห์เพื่อกรองเสียงเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารก็ตาม

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง : สดใหม่ในไทย แต่ใช้ในยุโรปมานานแล้ว เหมาะกับพ่อบ้านตื่นสาย

Nissan Terra จะได้ขุมพลังใหม่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร รหัส YS23DDTT 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ 2,298 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 85.0 x 101.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.4 : 1
พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที
แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย EURO 4

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อยู่ที่ 4.8867  : 1
เกียร์ 2 อยู่ที่ 3.1697  : 1
เกียร์ 3 อยู่ที่ 2.0271  : 1
เกียร์ 4 อยู่ที่ 1.4118  : 1
เกียร์ 5 อยู่ที่ 1.0000 : 1
เกียร์ 6 อยู่ที่ 0.8642 : 1
เกียร์ 7 อยู่ที่ 0.7745 : 1
เกียร์ถอยหลัง อยู่ที่ 4.0410 :1
อัตราทดเฟืองท้าย อยู่ที่ 3.3571

สำหรับอัตราเร่งนั้น ไม่ว่าคุณจะกดแค่ครึ่งคันเร่งในช่วงเร่งแซง หรือหวดเต็มเหนี่ยวเท้าติดพื้น
แบบจอดออกตัว เมื่อเทอร์โบติดบูสต์ตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาทีขึ้นไป ความสนุกในการขับขี่จะเริ่มขึ้นทันที
พร้อมทั้งเดินมายาว มาเต็ม มาหนักกว่าเครื่องยนต์ของ Ford 2.0 Bi-Turbo ที่มีแรงม้าเยอะสุดใน
กลุ่ม Downsizing Diesel เสียอีก และจะเริ่มหมดลมไปต่อที่ความเร็ว 185 กม./ชม. ใช่ครับ อ่านไม่ผิด
ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องที่มีความจุเพียง 2.3 ลิตร จะให้ความแรงที่มหาศาลขนาดนี้ ตรงนี้ต้องยกความดีให้
ทั้งตัวเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาอย่างดีจาก Renault ที่ออกแบบเครื่องยนต์ตัวนี้ออกมาได้ดีมาก

สำหรับเกียร์ 7 จังหวะ จะเปลี่ยนเกียร์ทุกๆ 4,000 รอบ/นาที หากคุณกดคันเร่งมิด และเมื่อขับในโหมดสันติ
ก็จะเปลี่ยนเร็วขึ้นที่ 3,800 รอบ/นาที และค่อยๆต่อที่หละเกียร์ ไม่ได้โดดข้ามเกียร์แบบเกียร์ 10 จังหวะ
ของ Ford 2.0 Bi-Turbo และในโหมด M นั้น เกียร์จะไม่ต่อให้ สามารถลากรอบเพื่อเปลี่ยนเกียร์ได้
แต่ในการขับขี่จริง อย่าเผลอลากบ่อยๆ จนลืมเปลี่ยนเกียร์ เพราะอาจทำให้ชุดเกียร์เสียหายได้
และถ้าหากมีแป้น Paddle Shift เพิ่มขึ้นมา จะทำอรรถรสในการขับขี่สนุกขึ้นแน่นอน

ในบางครอบครัวที่พ่อบ้านสามารถมีรถได้คันเดียวในบ้าน หากคุณเครียดเรื่องงาน หรือเรื่องอะไรก็ตาม
พอภรรยาและลูกของท่านหลับสนิทแล้ว คุณสามารถพา Terra ไปเที่ยวเล่นบนทางด่วนแบบไม่ต้องอายรถซิ่ง
โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าภรรยาและลูกของท่านจะตื่นมาได้ยินเสียงเครื่องของ Terra เพราะเสียงเครื่องเงียบ
และเดินเรียบมาก จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือเครื่องยนต์ดีเซล ดีจนรู้สึกขัดกับภายนอกที่ดูจืดๆ และเป็นสิ่งความดีงาม
ของ Terra ที่ทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อขึ้นไปขับครับ อันนี้ดีมาก คงความดีงามไว้แบบนี้ และหวังว่าในอนาคต
เครื่องยนต์รุ่นนี้ Navara D23 สเปกไทย จะได้ใช้ในอนาคตครับ

 

ระบบช่วงล่างและเบรค :
ได้ของดีเหมือน Navara สเปกส่งออกไม่มีผิดเพี้ยน

Nissan Terra มาพร้อมกับช่วงล่างหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
และช่วงล่างหลังเป็นแบบ 5 Link พร้อมเหล็กโคลง พร้อมล้อขนาด 18 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว และ PCD พิสดาร
อย่าง 114.3 รัดด้วยยางขนาด 255/60R18

สำหรับช่วงล่าง ในความเร็วต่ำ ค่อนไปทางแข็ง แต่ไม่กระด้างจนรู้สึกถึงทุกรอยต่อของถนน แต่ไฮไลต์สำคัญ
อยู่ที่ความเร็วสูงที่นิ่งกว่า Ford Everest จนน่าตกใจ พอถึงความเร็ว 160 กม./ชม. ก็ยังคงนิ่ง ซึ่งผิดกับ
Ford Everest ที่เริ่มมีอาการโยนบ้างพอสมควร ส่วน Isuzu Mu-X และ Toyota Fortuner นั้น ก็เริ่มส่ายๆกัน
ที่ความเร็ว 140 กม./ชม แล้ว พอถึงความเร็ว 180 กม./ชม. Terra เริ่มอาการส่ายเล็กๆ เป็นความตกใจ
และประทับใจในตัว Terra เสียจนไม่น่าเชื่อ ผมกำลังขับรถ PPV อยู่จริงๆครับ

ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแบบ Rack& Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงพาวเวอร์ไฮโดรลิก รัคมีวงเลี้ยวแคบสุด
อยู่ที่ 5.7 เมตร สำหรับระบบพวงมาลัยนั้น ในช่วงความเร็วต่ำนั้น น้ำหนักของพวงมาลัยหนักมาก
จนผู้ชายอกสามศอกอย่างผมต้องยอมแพ้ ความเร็วในการขับขี่ในเมืองก็จะเริ่มเบาลง การเลี้ยวพบว่า
มีวงเลี้ยวกว้างมาก และพาลทำให้รถขาดความคล่องตัว หากต้องเข้าช่องจอดแคบๆ ซึ่งจุดนี้
Toyota Fortuner และ Ford Everest ยังทำได้ดีกว่ามาก และในช่วงความเร็วสูงนั้น แทบจะต้องปิดประตู
แพ้ราบคาบให้กับทุกยี่ห้อในกลุ่มเดียวกัน เพราะน้ำหนักพวงมาลัยนั้น เบาเท่ากับ Eco Car เมื่อความเร็วขึ้นไป
ที่ 120 กม./ชม. เป็นต้นไปแล้ว และ One Center Feeling นั้นน้อยจนแทบไม่มี และมีอาการพวงมาลัย
คัดซ้ายขวาเล็กๆ ขณะที่ความเร็วตั้งแต่ 140 กม./ชม. เป็นต้นไป ในความเห็นของผม นี่คือสิ่งที่ NMT
(Nissan Motor Thailand) และ NMAP (Nissan Motor Asia Pacific) ควรเปิด War Room เพื่อทำการ
ปรับปรุงในเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด รถที่แรงและช่วงล่างดีขนาดนี้ อย่าให้ต้องมาสอบตกเรื่องพวงมาลัยเลยครับ

ระบบเบรคด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรคแบบมีครีบระบายความร้อน และด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรค
สำหรับระบบเบรคนั้น ทีม Nissan สามารถทำออกมาได้ดีในทุกย่านความเร็ว แป้นเหยียบดูดตามเท้า
เป็นธรรมชาติ และค่อยๆแรงตามแรงที่ต้องการเหยียบ และนี่ก็ถือเป็นข้อดีของการที่ยังคงใช้ดรัมเบรคหลัง
เพราะสามารถหน่วงได้เป็นธรรมชาติกว่ารถยนต์ที่ใช้ Disc Brake ทั้ง 4 ล้อบางยี่ห้อเสียอีก และหากว่าท่าน
กลัวเรื่องเบรคกระหันทัน ในช่วงเวลาที่ผมขับทดสอบ ขณะที่ขับบนทางด่วนด้วยความเร็ว 140 กม./ชม.
มีรถมาตัดหน้ากระทันหัน และผมก็เหยียบจนสุดแรง ระยะเบรคที่ใช้นั้นสั้นมาก และมีการตอบสนองตามเท้า
ได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นอีกเรื่องนึงที่ควรชมในแง่ของการขับขี่ ดรัมเบรคก็ดีได้ครับ แต่ Disc Brake มีผลทางใจ
ใส่มาให้ในรุ่นปรับโฉมก็น่าจะดีกว่า

 



ระบบความปลอดภัย : ใส่มาให้เต็มทุกสรรพสิ่ง เท่าที่จะมีให้  

Nissan Terra อาจจะมีจุดด้อยในบางเรื่อง แต่สำหรับระบบความปลอดภัยนั้น
เรียกได้ว่า มีเท่าไรก็ให้หมดหน้าตักกันเลยทีเดียวเริ่มจาก
ถุงลมนิรภัยทั้งหมด 6 ตำแหน่ง ด้านหน้า 2 จุด ด้านข้าง 2 จุด และม่านนิรภัย 2 จุด
ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรค EBD
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA และ HDC
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VDC

อัตราสิ้นเปลือง
สำหรับเส้นทางที่เราใช้ เริ่มต้นจากปั๊ม Shell ถนนพหลโยธินซอยอารีย์ แล้วตัดขึ้นทางด่วนไปยัง
ด่านพระราม 6 วิ่งตรงยาวจนสุดที่ด่านบางไทร แต่เนื่องจากมีการปิดเส้นทางกลับรถตรงด่านบางไทร
เราจึงต้องไปกลับรถที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไกลจากด่านบางไทร แล้ววกกลับขึ้นทางด่วน
ลงที่ด่านอนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ แล้ววิ่งบนถนนพหลโยธินเพื่อกลับไปเติมน้ำมัน

ระยะทางที่วิ่งทั้งหมด 99.9 กม.
น้ำมันที่เติมกลับไป 8.19 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 12.19 กม./ลิตร<<

สำหรับอัตราสิ้นเปลืองนั้น ถือว่าประหยัดกว่า PPV รุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน อันเนื่องมาจากขนาดเครื่องยนต์
ที่เล็ก หากท่านขับใช้คันเร่งเนียนๆ และสภาพการจราจรไม่ติดขัดและไม่ต้องเบรคบ่อยๆ น้ำมัน 1 ถัง
อาจวิ่งได้ถึง 600 กิโลเมตร และหากใช้ในเมือง อาจลดเหลือราว 400-450 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่สภาพ
การจราจรและพฤติกรรมการขับของแต่ละท่านครับ

รวบให้ฟังหลังลองขับ
: พี่อ้วนที่ยังคงความบ้าพลัง แต่สุขุมขึ้นตามวัย

หลังจากที่ได้ขับ Nissan Terra แล้วนั้น ในตัวรถที่ดูจะจืดชืด อุปกรณ์ที่มีผลทางใจตกหล่นไปบ้าน
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความดีงามให้ได้ชม และข้อเสียที่ยังคงให้ติและให้ทาง NMT (Nissan Motor Thailand)
กับ NMAP (Nissan Motor Asia Pacific) ร่วมมือกันพัฒนาให้ตัวรถนั้นดีขึ้น จนสามารถไปสู้กับคู่แข่งที่น่ากลัว
ในกลุ่ม PPV ที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกๆปี

ข้อดีที่ควรชม
1. เครื่องยนต์และเกียร์ประสานการทำงานได้ดี และเสียงการทำที่เงียบจนน่าประทับใจ
ใครจะไปคิดหละครับ รถหน้าตาจืดๆ หุ่นเหมือนชายหุ่นหมีอุ้มลูกวัย 3 เดือนจะมีพลังที่เกินคาด
กดปั๊ปเจอเลย นั่นคือข้อดีของเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลด จึงทำให้แรงบิดมาได้อย่างสม่ำเสมอ
และรอบเครื่องลากได้มากขึ้น และนี่คงเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อบ้านหลายคน ตัดสินใจอ้อนแม่บ้าน
ซื้อ Terra อย่างแน่นอน

2.ช่วงล่างที่ดีเกินคาด ความเร็วสูงนิ่งเหมือนขับความเร็วปกติ
นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ทำผมรู้สึกประทับใจมาก รถยนต์น้ำหนักสองตันหย่อนๆ หน้าตาจืดๆ แต่ช่วงล่างนิ่ง
และสามารถควบคุมได้แม้ความเร็วจะแตะไปยัง 180 กม./ชม.แล้วก็ตาม ตัวรถกลับไม่มีอาการส่าย ย้วย
จนตกใจว่า Everest ที่เคยยึดหัวหาดในด้านนี้ ยังไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ และในความเร็วปกติ
สามารถเก็บรอบต่อของถนนได้ดี ตรงนี้ยกความดีความชอบให้กับทีมวิศวกร NMAP (Nissan Motor Asia Pacific)
ที่สามารถปรับจูนออกมาได้ดีขนาดนี้ครับ

3.การเก็บเสียงภายในที่ไม่มีใครสู้ได้ในกลุ่มเดียวกัน
นับว่าเป็นข้อดีของรถยนต์ Nissan ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะ Teana,Sylphy หรือแม้กระทั่ง Terra เอง
สามารถรักษามาตรฐานในเรื่องนี้ได้ดีมาก โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสังเคราะห์เสียงเพื่อลดเสียง
ที่เล็ดรอดเข้ามายังตัวรถ ถึงแม้ว่าความเร็วที่ขับนั้น จะสูงมากก็ตาม แต่เสียงที่เข้ามาน้อยจนแทบเงียบ
ขอให้รักษาคุณงามความดีตรงนี้ไว้นานๆ เพราะนี่แทบจะเป็นหนึ่งในจุดขายที่ค่ายอื่นไม่สามารถสู้ Nissan ได้เลยครับ

ข้อเสียควรพัฒนาต่อไป
1.พวงมาลัยที่น้ำหนักมากและวงเลี้ยวกว้างในความเร็วต่ำ เบาและขาด One Center Feeling ในความเร็วสูง
เมื่อผมกระโดดขึ้นควบเจ้า Terra จากตึกรัจนาการ ตัดออกไปทางพระราม 3 เพื่อขึ้นทางด่วน
เป็นช่วงที่ใช้ความเร็วต่ำ น้ำหนักพวงมาลัยที่ต้องใช้ในการเลี้ยว หนักมาก หนักแบบพวงมาลัยเพาเวอร์รุ่นเก่าๆ
พอถึงที่หมาย ผมก็มีโอกาสคุยกับ NAOW27 แล้วพูดเล่นๆว่า “ถ้ามีคนเดียว แล้วซื้อให้ภรรยาขับไปรับส่งลูก
กลับบ้านมาอาจจะต้องเซ็นต์ใบหย่ากันเลยทีเดียว” และเมื่อต้องกลับรถ ด้วยความที่น้ำหนักพวงมาลัยหนัก
เวลาจะสาวพวงมาลัยไม่ว่าจะกลับรถ เข้าซองหรือช่องจอด ก็ทำได้ยากและต้องตีวงหลายๆที หากบริเวณนั้น
เป็นที่แคบ แต่ในทางกลับกัน ขณะที่ผมทดสอบทั้งอัตราสิ้นเปลืองและอัตราเร่ง พวงมาลัยกลับมาน้ำหนักเบา
จนเรียกว่า Eco Car ที่ขายอยู่ในตลาดบางยี่ห้อ ยังให้ความมั่นใจมากกว่า Terra โดยมาอาการให้เห็น
ตั้งแต่ความเร็ว 120 กม./ชม.อาจจะแค่น้ำหนักเบาโหวงๆ แต่เมื่อข้าม 140 กม./ชม.เป็นต้นไป
One Center Feeling หายไปจนน่ากลัวมาก ตรงนี้อยากให้เป็ฯวาระเร่งด่วนที่สุด เพราะไม่ใช่แค่เรื่อง
ความมั่นใจในการขับขี่ ในกรณีที่ลูกค้าเปลี่ยนเลนเดินรถเร็วๆ อาจอันตรายถึงขั้นพลิกคว่ำครับ
รถเครื่องรถ ช่วงดี อย่ามาให้ตกม้าตายเพราะเรื่องพวงมาลัยเลยครับ หากจะยังใช้เพาเวอร์แบบไฮโดรลิก
ให้นำ Fortuner รุ่นปัจจุบันมา Benchmark ในการปรับแต่งทั้งอัตราทดและ One Center Feeling
ส่วนหากเปลี่ยนเป็นเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ขอให้ดู Everest เป็นตัว Benchmark เพราะรถทั้ง 2 รุ่น
กล่าวมาข้างต้น สามารถทำส่วนนี้ออกมาได้ดีมาก

2.งานออกแบบที่ดูตกยุค และขาดความโดดเด่น
จริงอยู่ในองค์รวมในการออกแบบของ Terra นั้น มีความลงตัวรับกันหมดทั้งแต่ แต่งานออกแบบนี้
จะดูว้าวมากถ้าหากมาตอนที่ Fortuner และ Pajero Sport โฉมก่อนหน้านี้ยังคงจำหน่ายอยู่ เพราะในปัจจุบัน
ต้องยอมรับว่า PPV ที่มีขายในประเทศไทย มีงานออกแบบที่โดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนสามารถ
แยกกลุ่มรถออกมาได้ชัดเจน สวยจนไม่คิดว่า นี่คือรถใช้พื้นฐานโครงสร้างทางวิศวกรรมร่วมกัน และการตกแต่ง
ภายในห้องโดยสารนั้น ดูดีขึ้น และถูกออกแบบแยกมาจากรถกระบะ ซึ่งตรงนี้ Terra เอง ยังคงไม่สามารถฉีกตัวเอง
แยกออกมาจาก Navara D23 ได้มากนัก แต่พอทราบสาเหตุว่า โครงการ Terra นั้น ถูกออกแบบมา
โดยใช้ Fortuner และ Pajero Sport โฉมที่ผ่านมาเป็น Benchmark เลยทำให้รถออกมาหน้าตาแบบนี้
ก็เลยต้องยอมรับหน้าตาของรถที่เป็นเช่นนี้ครับ สวยไหม สวยครับ แต่มาผิดยุค

3.อุปกรณ์ที่มีผลทางใจ ตกกล่องอะไหล่ไปบ้าง
นอกจาก Terra จะเกิดมาผิดยุคแล้ว อุปกรณ์ที่มีผลทางใจอย่าง Disc Brake หลังนั้น ก็ได้ตกหาย
จากกล่องอะไหล่ไม่ได้ใส่มาให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน จริงอยู่ที่แป้นเบรคสามารถตอบสนองได้ดี
และหน่วงได้อย่างนุ่มนวล ไม่ต้องกดแรงก็อยู่หมัด ไม่ว่าจะความเร็วต่อหรือสูง รวมทั้งระยะเบรคที่ไม่ได้ยาว
จะเป็นอีกหนึ่งข้อดีของ Terra ที่น่าชื่นชม แต่การที่ PPV ในปัจจุบัน ใส่อุปกรณ์ที่มีผลทางใจอย่าง
Disc Brake หลัง ก็เป็นสิ่งหนึ่งลูกค้าใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ผมจำได้ตอนที่ไปเดินเล่น
Big Motor Sale 2018 ที่ผ่านมา ลูกค้าหลายคนให้ความสนใจกับ Terra และสิ่งหนึ่งที่โดนจี้ปมคือ
“ทำไมไม่มี Disc Brake มาให้” Product Specialist ก็ต้องมาอธิบาย เพื่อช่วยเซลล์ในการอธิบายเกี่ยวกับตัวรถ
หากมีรุ่นปรับอุปกรณ์ในอนาคต ใส่มาได้จะดีกว่า ก่อนที่จะเป็นจำเลยสังคมในยุคหนึ่งที่ Fortuner
มีรุ่น Disc Brake หลังมาให้แค่รุ่น TRD Sportivo จนต้องใส่มาในรุ่นปรับอุปกรณ์ เพราะทุกยี่ห้อ
ประเคนใส่มาให้กันหมดหน้าตัก เพื่อโน้มน้าวใจผู้ซื้อครับ

คันต่อคัน
เมื่อ Nissan Terra 2.3 VL 4WD 7AT ราคา 1,427,000 บาท เมื่อเทียบกับพิกัดเดียวกัน
จะมีใครมาต่อกรบ้าง

1. Isuzu Mu-X 3.0 Ddi 4X4  DA DVD NAVI Auto ราคา 1,474,000 บาท
เจ้าตลาดรถกระบะ ที่เปิดทางเลือกเพิ่มให้กับลูกค้า สำหรับ Mu-X มีข้อดีคือการที่มีอุปกรณ์น้อย
จึงทำให้น้ำหนักตัวรถเบา และศูนย์บริการที่ดูแลท่านไม่ให้มีปัญหาเป็นไฟลามทุ่งนั้น ยังคงครองใจ
ผู้ใช้ตามต่างจังหวัดได้ดีมาก รวมทั้งพื้นฐานเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก จึงมีพ่อบ้านเท้าหนัก
นำมาโมดิฟายต่อได้อย่างสนุกสนาน ส่วนข้อเสียของ Mu-X นั้นคือ วัสดุในห้องโดยสารนั้นยังทำออกมา
ได้ไม่น่าประทับใจนัก รวมทั้งการขับขี่ที่ยังไม่แตกต่างกับรถกระบะมากนัก ในความเร็วต่ำนุ่มนวลกำลังดี
แต่เมื่อความเร็วพ้น 140 กม./ชม. เริ่มมีอาการโยนจนน่ากลัว อัตราเร่งที่เดิมๆช่างแห้งแล้งไม่มีพละกำลัง
เหมือนโดนกักพลังไว้ และราคาที่ตั้งกับสิ่งได้ในตัวรถนั้น ยังไม่สมเหตุสมผลมากนักเมื่อเทียบกับค่ายอื่น

2. Toyota Fortuner 2.8 4WD AT ราคา 1,663,000 บาท
ขวัญใจพ่อบ้านแม่บ้านตลอดกลาง การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากรุ่นเดิมทั้งเรื่องพวงมาลัยที่เป็นธรรมชาติ
และน้ำหนักกำลังดี แป้นเบรคที่เป็นธรรมชาติและหน่วงได้ดีขึ้นจากรุ่นก่อน หน้าตาที่ดูแตกต่างจาก Revo
ฝาแฝดร่วมโครงการอย่างชัดเจน รวมทั้งการยังคงความเป็นรถที่ซ่อมบำรุงง่ายและบริการหลังการขาย
ที่ยังคงความสบายใจได้ จึงยังคงความน่าใช้จนลูกค้าไม่เปลี่ยนใจไปค่ายอื่น Toyota มาโดยตลอด
ส่วนข้อเสียคือ เครื่องยนต์ในตระกูล GD ยังคงมีคันเร่งที่ไม่เป็นธรรมชาติและความ Linear ของคันเร่ง
เมื่อเทียบกับคู่แข่งยังไม่โอเคนัก ช่วงล่างที่ดีดและเก็บรอยต่อบนถนนได้ชัดเมื่อใช้ความเร็วต่ำ
และเริ่มออกอาการย้วยตั้งแต่ 140 กม./ชม. รวมทั้งราคาเมื่อเทียบกับค่ายอื่นนั้น ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับค่ายอื่น

3. Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4X4 10AT  ราคา 1,799,000 บาท
ผู้ปาดหน้าเค้กด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ การขับขี่ที่ถูกใจทั้งพ่อบ้านและแม่บ้านด้วยพวงมาลัย
เพาเวอร์แบบไฟฟ้าที่เบาและทำให้รถขนาดใหญ่คล่องตัวได้ในที่แคบ แต่ความเร็วสูงก็ยังคงความ
One Center Feeling  ได้ดีเช่นกัน ช่วงล่างที่นุ่มนวลชวนฝันในความเร็วต่ำ และกว่าจะย้วยจนโยน
ต้องคุยกันที่ 160 กม./ชม พร้อมสรรพอุปกรณ์ที่ขนมาประเคนซื้อใจลูกค้าไปหลายบ้าน แต่ด้วยสรรพอุปกรณ์
ที่กล่าวมานั้น จึงทำให้น้ำหนักตัวของ Everest หนัก ขับแล้วรู้สึกหย่อนยานอุ้ยอ้าย ตัวรถที่ยังคง Defect
มาเยอะตามอุปกรณ์ที่ใส่และความผิดพลาดจากผลิตยังสม่ำเสมอ และเรื่องบริการหลังการขาย
ที่ยังเป็นเรื่องน่ากังวลจนทำให้แม่บ้านหลายบ้านเอาปืนจ่อคอหอยพอกพ่อบ้านว่าห้ามซื้อกันเลยทีเดียว
และตามข่าวที่ได้ยินได้ฟังมา ตั้งแต่ปี 2018 จะมีการเปลี่ยนทีมบริหารใหม่ทั้งหมดบนตึกสาธรสแควร์
ก็ได้แต่หวังว่า จะแก้ปัญหารถได้เร็วและฟันธงอาการได้เด็ดขาด รวมทั้งการเคลมที่ไม่มานั่งอิดออดกับ
ลูกค้าแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ตัวผมเคยขับเพียงแค่ Everest 3.2 และ Ranger 2.0 Bi-Turbo
หากมีโอกาสได้รับ Everest 2.0 Bi-Turbo มาทดสอบในโอกาสต่อไป จะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

4. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT-Premium 8AT 4WD ราคา 1,544,000 บาท
ผู้ที่มาเงียบๆ แต่ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi มีเงินมาสรรค์สร้างรถรุ่นต่อได้ เป็นรถยนต์ที่มีการแบ่ง
ในเรื่องสมถรรนะและอุปกรณ์ในรถยนต์ได้อย่างพอดี ถึงแม้ว่าเครื่องจะมีความจุเพียง 2.4 ลิตร แต่ความแรงนั้น
ก็ไม่ธรรมดา พร้อมกับเกียร์ 8 จังหวะที่ทำให้ขับขี่ทางไกลได้อัตราสิ้นเปลืองออกมาดี แต่สิ่งที่ทำให้
Pajero Sport ยังคงน่ากังวล ก็เป็นชิ้นส่วนยอยพวงมาลัยที่ทำให้พวงมาลัยมีอาการผิดปกติ รวมทั้งค่าใช้จ่าย
ในการเข้าศูนย์บริการที่แพงแบบไม่เข้าใจเลยนั้น จึงทำให้ลูกค้าที่ซื้อรถไปใช้งานปกติ เข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการ
ตามระยะ คิดหนักพอสมควร

5. Chevrolet Trailblazer 2.5 VGT LTZ 4X4 Z71 ราคา 1,499,000 บาท
ผู้รั้งท้ายยอดขายในกลุ่ม ทั้งที่คุณงามความดีของตัวรถนั้น ไม่ได้ด้อยเลย รวมทั้งราคาที่ดึงดูด
ให้คนจำนวนมากนำไปคิด แต่ด้วยปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเช่น รถนำรถที่ซื้อคืนลูกค้ามาวนขายใหม่
ศูนย์บริการที่หาที่ฝากผีฝากไข้ได้ยากนั้น จึงทำให้พ่อหนุ่มกล้ามใหญ่จากแดนมะกัน กลายเป็นม่าย
สำหรับตลาดในประเทศไทย และเท่าที่ทราบ GM Thailand ก็จะยังคงลากขายรถรุ่นนี้ต่อไป
จนกว่ารถกระบะรุ่นใหม่ของ Chevrolet ที่จะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการประกอบ PPV ในอนาคต
จะมาซึ่งก็คงต้องปล่อยรุ่นพิเศษออกมาเรื่อยๆ จนกว่าจะคิดชื่อรุ่นพิเศษไม่ออกนั่นเอง

บทสรุปส่งท้าย : พี่อ้วนที่เคารพรักของน้องๆ ที่เริ่มร่วงโรยไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น 
การที่ผมได้มีโอกาสมาขับ Nissan Terra นั้น ก็เหมือนผมได้มีโอกาสกลับมาหาผู้มีพระคุณ
สมัยเรียนหนังสืออีกครั้ง ความรู้สึกเก่าๆ ที่พวกผมวิ่งวนรอบอู่พี่อ้วนเพื่อหาเครื่องมือนั่งตั้งวาล์ว
ก่อนให้พี่อ้วนจูนรถให้ไปทันแข่ง ก็กลับมาพร้อมกัน เพียงแต่เปลี่ยนไปเป็นพี่อ้วนที่จริงจังกับ
ลูกค้าที่น่ารักมากขึ้น นั่งคุยกันเรื่องการแข่งขันในฤดูกาลที่ผ่านมาที่เหนื่อยมากกว่าจะเป็นแชมป์ประจำปี
และเนื่องจากภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่เพิ่มขึ้นคือการเป็นหัวหน้าครอบครัว รวมทั้งปัญหาสุขภาพ
ที่เป็นตามวัยที่เพิ่มขึ้น  อาจจะทำให้พี่อ้วนเหนื่อยมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่า ซึ่งสถานการณ์ของ Nissan เอง
ก็ยังคงน่าเป็นห่วงเหมือนกับพี่อ้วน พี่ชายผู้เป็นที่เคารพรักของผม

ทั้งเรื่อง Product ที่ยังออกมาไม่ถูกใจลูกค้า After Sale ที่ยังไม่แข็งแรงพอ ตัวแทนจำหน่ายที่ค่อยๆปิดหายไป
เนื่องจากกรณี Double Finance การเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับในไทยจากญี่ปุ่นเป็น Renault จากฝรั่งเศส
และที่เหมือนเป็นการซ้ำรอยแผลให้กับ Nissan คือ Carlos Ghosn ผู้ที่ได้ชื่อว่า “Cost Killer” จนทำให้สถานการณ์
ขาดทุนของ Nissan สามารถกลับมาเป็นกำไรได้ในเวลาอันสั้น ถูกรัฐบาลญี่ปุ่นจับกุมฐานแสดงเงินเดือนเป็นเท็จ
ต่อรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งใช้บริษัทลูกของ Nissan ในการเลี่ยงภาษีเงินได้ของตน จนถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด
ในเครือ Renault Nissan Mitsubishi ยิ่งทำให้สถานการณ์ของ Nissan ในประเทศไทย พาลแย่ลงไปด้วย
เพราะในวันที่ผมได้รับมอบหมายจาก NAOW27 ใหไปรับ Terra มาขับเพื่อเขียนบทความให้ท่านผู้อ่านนั้น
เป็นวันที่ทีม Nissan กำลังประชุมใหญ่ ผมเห็นสีหน้าของพี่ซู (คุณสุรีย์ทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี) ดูเครียด
และวิตกกังวลอยู่พอสมควรก่อนเข้าห้องประชุม แต่ด้วยเรื่องอะไรนั้น ผมเองก็ไม่สามารถทราบได้ และขณะที่ผม
นั่งรอกุญแจ Terra นั้น ก็ไปสะดุดตากับโฆษณาตัวนึงของ Nissan ที่ชื่อว่า Nissan After Sale Show
ที่ใช้นักแสดง 2 ท่านเป็นชาวต่างชาติ ที่แทนตัวเองเป็น George และ Sara แบบเดียวกันกับในรายการ
ขายสินค้าอย่าง Quantum Television ที่ชอบออกอากาศก่อนเปิดและปิดสถานีโทรศัพท์สมัยก่อน
แต่หลังจากที่ได้คุยกับ NAOW27 แล้วหาโฆษณาตัวนี้ในช่องทางต่างๆ กลับไม่มีออกฉายเลย ซึ่งตรงนี้
ทำออกมาได้ดีมาก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะเก็บไว้ดูแค่ในบริษัททำไม นี่คือสิ่งที่ลูกค้าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่ง
ในการประกอบการตัดสินใจในการซื้อรถของท่านได้เลย และไหนๆ ก็ได้มีโอกาสขับ Nissan แล้ว
ก็ขอพูดในแต่ละสิ่งที่ Nissan หายไป ขอน้อมรับคำติ แต่ที่จะกล่าวต่อจากนี้ คือความจริงใจที่อยากเห็น
Nissan พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นโดยสัจจริงครับ

1.Product ที่ยังไม่โดนใจลูกค้านึก
หลังจากที่มีการเปลี่ยนผ่านจากสยามกลการ มาเป็น Nissan Motor Thailand นั้น ผลิตภัณฑ์ที่ดูน่าสนใจ
และสามารถเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับ Nissan ในประเทศไทยได้นั้น ก็คงเป็น Teana J31,J32 และ Navara D40
ถึงแม้ว่ารถรุ่นหลังจะเปิดตัวช้ากว่าที่อื่นบนโลกอันเนื่องมากจากปัญหาภายในระหว่างสยามกลการและ
Nissan Motor ที่ Yokohama ในการควบรวมกิจการ แต่การที่ Nissan ในตอนนั้น มีความ Outstanding
ในด้านผลิตภัณฑ์ Teana J32 เป็นรถที่หน้าอาจจะดูแก่กว่าในกลุ่ม D-Segment ตอนนั้น แต่ด้วยความหรูหรา
ที่ใส่ลงไป ประกอบกับการมอบความสะดวกสบายและความนุ่มนวลในการขับขี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนซื้อรถกลุ่มนี้
ปราถนา และ Navara D40 ที่คงจุดขายในเรื่องความทนทาน หน้าตาที่ดูบึกบึนและมีความเป็นตัวเองอย่างชัดเจน
จึงทำให้รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นขายดีมากในยุคนั้น ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นหัวตาราง แต่ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
เป็นจุดขายที่ Nissan สามารถซื้อใจลูกค้าเก่าที่ใช้รถ Nissan มาตลอด หรือถ้าหากย้อนไปยังสมัยผมเด็กๆ
Cefiro A31 และ 200SX นี่คือ Iconic ที่ยังคงความน่าใช้ และกลายมาเป็นของเล่นในสนามแข่งรถที่เป็นที่นิยม
จนถึงปัจจุบัน ถ้า Nissan นึกไม่ออกว่า Product ตัวไหนโดนใจลูกค้า ให้ลองย้อนไปดูรถยนต์ Nissan
ที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นครับ

2. การทำงานที่ล่าช้า ช้าจน Product บางตัวไม่ควรมา
ในกรณีนี้ผมขอพูดถึง Terra นี่แหละครับ หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกัน 3วัน 2 คืน จริงๆเป็นรถที่มีความดีงาม
ในหลายส่วน แต่การออกแบบรถตัวรถนั้น กลับนำ Toyota Fortuner และ Mitsubishi Pajero Sport
โฉมก่อนหน้านี้มาเป็น Benchmark ในการออกแบบ และกว่าจะอนุมัติโครงการให้ออกขายในประเทศไทยได้
ก็นานนมจน Toyota Fortuner และ Mitsubishi Pajero Sport นั้น มีงานออกแบบที่สวยและโดดเด่น
จนดูไม่เหมือนว่า เป็นรถที่ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมจากรถกระบะ 1 ตัน นี่เป็นสิ่ง Nissan สอบตกในการคิดนาน
ทำงานช้า จริงอยู่ที่สุภาษิตว่า “ช้าช้าได้พร้าเล่มงาม” แต่ในบางจังหวะที่มัวแต่รอพร้าเล่มงาม มะพร้าวบนต้น
คงโดนลิงเก็บไปจนหมดต้นแล้วครับ

3.ตามกระแสมากจนเกินไป จนลืมความเป็นตัวเอง
เมื่อครั้งผมยังเด็กที่ยังเกาะแผงหนังสือ รถยนต์ที่มักขึ้นปกนิตยสารรถแต่ง หรือรถแข่งที่ชนะจนเป็นสุดยอด
ไร้พ่ายในสนามก็ต้องเป็น Nissan นี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็น Skyline R32 Calsonic สีฟ้าในรายการ JGTC
(หรือปัจจุบันคือรายการ Super GT) พอโตมาอีกหน่อย เมื่อวงการ Motorsport ในประเทศไทยเริ่มคึกคัก
เชื่อว่าไม่มีไม่รู้จัก Skyline R32 JUN และ Skyline R32 Speed D ที่เป็นราชา Quarter Mile ที่สนาม
Bangkok Drag Avenue คลอง 5 ปทุมธานี หรือในยุคที่ Drift รุ่งเรือง แน่นอนว่า ไม่มีใครไม่รู้จักพี่กีกี้
(คุณศักดิ์ นานา) พี่กี้กี้เองก็ใช้ Nissan Silvia S15 ในการแข่งขันและขับโชว์มาตลอด จนกระทั่ง
เพิ่งเลิกแข่งไปเมื่อไม่นานนี้ หรือใครเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง Fast&Furious ก็จะเห็น Paul Walker
ขับ Skyline R34  บางคนอาจจะบอกว่า แล้วเกี่ยวอะไรกับการตามกระแสหละ จริงๆแล้ว Nissan
นอกจากจะถนัดทำรถที่คุ้มค่า ถ้าเจอช่างรู้ใจ ก็อยู่ด้วยกันยาวๆแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งมาตลอด
คือการลงเข้าไปร่วมกิจกรรม Motorsport ที่เหนือกว่ารถยนต์ค่ายอื่น ลองตั้งใจปัดฝุ่น NISMO กันจริงๆจัง
เริ่มที่ Navara NISMO เลยครับ เครื่อง 2.3 ลิตรใน Terra แต่งองค์ทรงเครื่อง ช่วงล่าง 5 Link จาก
Terra ทำตัวรถให้สวย เชื่อว่าขายได้แน่นอน

รวมทั้งเส้นสายรถสปอร์ตที่กล่าวมาข้างต้น ยังคงความสวยงามตลอดกาล โดยที่เวลาไม่สามารถฆ่าเขาได้
หากมีโอกาสไปงานแสดงรถแต่ง ลองไปเดินอยู่ Silvia S15 ซิครับ รถอายุเกือบ 20 ปี เส้นสายการออกแบบ
ยังคงความร่วมสมัยจนถึงปัจจุบัน Nissan เองสามารถออกแบบรถที่สวยมากๆ โดยยืนความเป็นตัวเองได้
แต่ทำไมในปัจจุบัน รถยนต์ Nissan ในปัจจุบัน ถึงได้โดนกระแสสังคมกลบไปหมด ความสวยงามของตัวรถ
มีผลต่อยอดขายโดยตรงในบางประเทศ อย่างเช่น ประเทศไทย First Impression ในการมอง Product
เป็นเรื่องสำคัญมาก และผมเองได้ข่าวว่า NMAP (Nissan Motor Asia Pacific) มี Design Center
ในประเทศไทยแล้ว ผมได้แต่ขอภาวนาว่า รถยนต์รุ่นใหม่ๆของ Nissan หลังจากนี้ ทีมออกแบบที่เป็นคนไทย
จะมีบทบาทในงานออกแบบเหมือน HRAP (Honda R&D Asia Pacific) และ ITA (Isuzu Technical-
Center of Asia) ที่เริ่มออกแบบรถตั้งแต่ปั้นดินรถต้นแบบ ใช่เพียงออกแบบสติกเกอร์ให้รถรุ่นปรับโฉม
แบบที่ได้ยินได้ฟังมา จุดแข็งอะไรที่มีงัดของดีออกมา ทำราคาให้สมเหตุสมผล เชื่อว่ามีคนซื้อครับ
ลองดูยุค Cefiro A31 และ 200SX ซิ แค่ได้ยินชื่อรุ่นคนซื้อก็ร้องจะซื้อแล้วครับ

4.เมื่อได้รุ่นไหนเข้ามาทำตลาดแล้ว กลับไม่ดูแลตลอดอายุตลาด แน่นอนว่าสำหรับค่าย Nissan
และที่สำคัญ ยังเกาไม่ถูกจุด ซึ่งมีหลายรุ่นที่ทำแบบนี้ อย่างเช่น

  • Nissan Pulsar อุตส่าห์งัดข้อเพื่อให้ได้รุ่นนี้กลับเข้ามาขายอีกครั้ง (หลังจากที่บ.แม่-
    ไม่อนุมัติในตอนแรก)แน่นอนว่าทางค่ายก็พยายามจัดออปชั่นให้เยอะกว่า Sylphy
    แต่พอยอดไม่เดิน กลับไม่ทำอะไรเลยนอกจากเพิ่มรุ่น Turbo ที่มีการประชาสัมพันธ์ไม่ดีพอ
    ทำให้รุ่นนี้ต้องจากไปอย่างน่าเสียดาย (ทั้งที่ยังมีโอกาสรอดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มออปชั่นในแต่ละปี
    หรือจะเอาหน้าแบบเวอร์ชั่นยุโรปมาใส่ก็ได้แต่ไม่ทำ)
  • Nissan Teana เข้าใจว่า D-Segment ยอดขายเริ่มทรุด ส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบที่ดีอยู่แล้ว
    ให้ดรอปลงชัดเจน และที่สำคัญ ตลอดอายุ 5 ปีที่ลากขาย Nissan สามารถทำอะไรก็ได้กับตัวรถ
    แต่ไม่ทำ ขณะที่ Camry ยังมีการปรับอุปกรณ์ให้ดูน่าใช้ขึ้นทุกปี รวมทั้ง Accord ที่เพิ่มรุ่น Hybrid
    หวังดึงลูกค้าจาก Camry ให้ได้ ล่าสุด พอถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์ กลับไม่ปรับให้มันครบๆเหมือนกับ
    เวอร์ชั่นต่างประเทศ กลับปรับแค่ด้านหน้าและออปชั่นเล็กน้อย แม้ว่าในมุมบริษัทอาจจะมองว่าพยายาม
    เซฟค่าใช้จ่ายให้เยอะที่สุด แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ มองว่า เปลี่ยนแค่หน้าแบบนี้ มันน่าสนใจตรงไหน(วะ)
    รวมทั้ง หน้าแบบนี้ถ้ามาในปี 2016-2017 ถือว่าไม่น่าเกลียดนัก (ซึ่งเป็นไปตามที่บอกในข้อ 2 นั่นแหละ)
  • Nissan Note คันนี้น่าเสียดายสุด Nissan รู้ทั้งรู้ว่าในตลาดยังขาดรถยนต์ B-Segment 1.5 ลิตร
    เต็มตัว แทนที่จะให้ March ครองตลาดนี้ไป และให้ Note ไปสู้กับ Jazz แต่ดันให้ไปอยู่ใน Eco Car
    ซึ่งมีกฏเข้มงวดจนต้องเสียสมรรถนะที่แท้จริงออกไป แน่นอนว่าอย่างไรต้องกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรที่
    คอยแบกน้ำหนักที่เยอะขึ้น ผลก็คือ ตัวรถอืดเกินไปแม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ 1.2 Eco Super Charger
    ที่ให้สมรรถนะดีกว่า แต่ดันมองว่า อัตราสิ้นเปลืองไม่เข้าเกณฑ์และไม่ใส่มาให้ (ทั้งๆที่วางเครื่องใหญ่
    กว่านี้ หรือวางตำแหน่งการตลาดให้สูงกว่านี้ก็ได้) ยังดีที่ว่าออปชั่นต่างๆยังให้มาแบบจัดเต็ม ไม่อย่างนั้น
    จะกลายเป็นรถอีกรุ่นที่ไม่น่าสนใจ (ถ้ายังไม่ลองขับก่อน)

ที่ออกมาบ่นยาวขนาดนี้ เพราะผมเองก็มีความผูกพันกับรถยนต์ Nissan พอสมควร ทั้งเป็นคันแรกที่หัดขับ
สมัยที่ครอบครัวผมทำกิจการเล็กๆ ก็ใช้รถกระบะ Nissan ในการเป็นพาหนะส่งของให้ทันเวลาที่ลูกค้าต้องการ
พอเริ่มมาสนใจ Motorsport และรถแต่ง รถที่เพื่อน พี่ น้อง เอามาทำเล่นกันในสนาม ก็เป็น Nissan
และรถ Nissan ที่ทำ ก็พาทุกคนคว้าชัยชนะในงานแข่งในประเทศและต่างประเทศ เพราะด้วยตัวรถที่มีงาน
ทางวิศวกรรมออกมาได้เหมาะกับการนำมาทำรถแข่ง และในวัยเด็กผมเองก็ทันเห็น Nissan สามารถสู้กับ
Toyota ได้อย่างสนุกสนาน แย่งชิงตำแหน่งเจ้าตลาดกันมันส์มาก

ผมอยากเห็น Nissan กลับมารุ่งเรืองเหมือนที่ผมเคยเห็นอย่างวันนั้น เพราะผมรักและห่วง Nissan
เหมือนที่ผมรักและเคารพพี่อ้วนผู้มีพระคุณสมัยผมเรียนหนังสือนี่แหละ

อะไรรีบทำได้ รีบเลย ผมเชื่อว่าทุกคนใน Nissan ทำได้ และทำได้ดี ผมเป็นกำลังใจให้ครับ



ขอขอบคุณ

บริษัทนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 11 ธันวาคม 2561
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

 

Comments
Loading...