[Check-in Drive] Isuzu D-max 1.9 Ddi Blue Power Hi-lander 4 Door Z-Prestige 6AT | ปิกอัพขวัญใจภูธร ที่ดีได้อีก!!

2,242

“ปิกอัพดีสุดสุด”อันเป็นสโลแกนล่าสุดของรถกระบะขวัญใจชาวไทยที่ทำตลาดมาอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ
ด้วยเสียงตอบรับและคุณสมบัติเด่นในหลายด้านต่างๆ ทำให้ Isuzu ตัดสินใจทำแคมเปญเพื่อชูจุดเด่นรถปิกอัพของตน
ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยการจัดออฟชั่นหรือใส่ลูกเล่นล้ำสมัย เพื่อให้ผู้บริโภคมีความสนใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น Isuzu ยังทำ Viral Video ที่จิกกัดและแสบมาก จนผมต้องถามว่า “พี่อัดอั้นมาจากไหนนนน!!”

เชิญชมคลิป



ในแคมเปญดังกล่าว คือสิ่งที่ Isuzu โดดเด่นมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้ามาอย่างยาวนาน
และเป็นการแก้เกมในเบื้องต้นก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของทุกปี
(ณ วันที่ปิดต้นฉบับและเผยแพร่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปรับอุปกรณ์ใหม่แต่อย่างใด)

อย่างที่หลายคนทราบกันว่า Isuzu ไม่มีนโยบายปล่อยรถเพื่อนำไปทดสอบ จะให้เฉพาะกองถ่ายรายการ
ที่เป็นผู้สนับสนุน ,ยืมเพื่อนำรถเข้าฉากในละคร หรือรายการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มเพจต่างๆที่มีผู้ติดตาม
จำนวนมาก ถึงแม้ว่า Carsideteam จะมีโอกาสนำรถยนต์ Isuzu มาใช้ถ่ายทำคลิปพิเศษหรือนำไปถ่ายรายการ
ท่องเที่ยวอย่าง “หมี เป็ด แรด อยู่แถวนี้” แต่เราก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสสมรรถนะแบบจริงๆจังๆเหมือนคนอื่นๆ

กระทั่งวันนึงผมได้ Line คุยกับคุณอาของผม (ขอสงวนนาม) ที่ทำงานอยู่กรุงเทพ ทราบเรื่องว่าพึ่งซื้อ
รถกระบะรุ่นใหม่มา ด้วยความที่คุณอารู้ว่าผมทำรีวิวรถอยู่แล้ว จึงพิมพ์บอกผมไปว่า
“ถ้าหนาวลงกรุงเทพ เอารถไปลองขับเลยก็ได้นะ..” ความคิดแรกที่สะกิดขึ้นมาในหัวผมคือ “ทำไมใจดีขนาดนั้น”
สักพักข้อความใน Line เด้งขึ้นมาอีกครั้งว่า “แต่ดูแลรถดีๆนะ มีรอยขีดข่วนเมื่อไร ชดใช้ด้วยนะ..”
ตอบไปแบบสั้นว่าๆ “ครับ” เหงื่อตกเลยเรา…

หากคุณกังวลใจว่าการนำเสนอครั้งนี้จะเอนเอียงหรือ คำตอบคือ “ครั้งนี้เรานำเสนอแบบครบถ้วน
และตรงไปตรงมาเช่นเคย” แม้ที่ผ่านมา การทดสอบรถยนต์ Isuzu ของ Carsideteam จะไปตาม
ผู้แทนจำหน่าย (ครั้งที่ผ่านๆมา ไม่ต้องย้อนอ่าน เพราะข้อมูลหายตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา จนตอนนี้
เริ่มกู้ยากขึ้นแล้ว TT) แต่ทำเต็มที่มากไม่ได้ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ครั้งนี้เป็นรถของคุณผู้อ่านจริงๆ
เราจะมาล้วงลึกกันว่า ทำไมกระบะรุ่นนี้ได้รับความนิยม และสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีขนาดเล็ก
ที่สุดในตลาดรถกระบะเมืองไทย มันจะเพียงพอกับความต้องการและความทนมือทนตีนลูกค้าชาวไทย
ได้แค่ไหน ทุกอย่างเริ่มต้นจากพารากราฟข้างล่างนี้…

Street of Story 
ก่อนจะเข้าถึงการทดสอบ เรามาทำความรู้จักและประวัติของ Isuzu D-max กัน โดยผมรับหน้าที่
เป็นกัปตันสป๊อกแห่ง Star Trek พาเปิดแกนวาร์ปกลับไป 16 ปีก่อน กันครับ..

นี่คือจุดเริ่มของรถกระบะในชื่อ D-max ได้ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2002 ที่ประเทศไทย
ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในโลก และย้ายฐานพัฒนาจากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย ก่อนที่จะย้านฐานการผลิต
ในปี 2003 การเปิดตัวของ Isuzu D-max รุ่นแรก ถือว่าประสบความเร็วอย่างสูง มียอดจำหน่ายสูงถึง 100,000 คัน
ในระยะเวลา 1 ปี ก่อนที่ในปี 2004 Isuzu ได้ปรับโฉมให้กับ D-max ครั้งแรก พร้อมกับเปลี่ยนเครื่องยนต์
เป็นแบบจ่ายน้ำมันแรงดันสูง (Commonrail) ในชื่อ”i-TEQ Super Commonrail” เพื่อท้าชนกับการมาของ
Toyota Hilux Vigo ที่มีกระแสมาแรง ณ ขนาดนั้น Isuzu เลือกที่จะเปิดตัวขนาด 3,000 ซีซี เปิดตัวก่อน
แล้วเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี ตามมาในอีก 1 ปีถัดมา

พอทำตลาดมาได้ 4 ปี Isuzu เลยจับแต่งหน้าทาปาก D-max ครั้งใหญ่ พร้อมใช้ชื่อที่เห็นครั้งแรก
ถึงกับอึ้ง ในการหาคำที่ยิ่งว่าใหม่คือ “รุ่นใหม่ของโลก” การปรับโฉมครั้งนี้ ได้เพิ่มทางเลือกให้กับ
ลูกค้าที่ต้องกำลังสูง นั้นคือบล็อกรหัส 4JJ1-TCX ขนาด 3,000 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
จ่ายน้ำมันแบบ Commonrail ทำงานร่วมกับเทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo และ Intercooler
ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที
ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 333 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ หลังจาก
ที่เปิดตัวมาได้ 1 ปี ก็ได้ตกแต่งพิเศษในชื่อ Gold Series เพื่อเฉลิมฉลองการดำเนินธุรกิจ 50 ปี
ในประเทศไทย ก่อนที่จะปรับอุปกรณ์ชนิดซีรี่ส์ตารางธาตุ ไล่ตั้งแต่ Platinum , Super Platinum ,
Super Titanium นอกจากนี้ได้เปิดตลาดกลุ่ม Life Style Pickup Truck ด้วยรุ่น X-Series
ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ในแต่ละรุ่น Isuzu ได้สร้างปรากฎต่างๆเป็นครั้งแรก
ของตลาดรถกระบะในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองหลัง , ระบบนำทาง, กล้องมองหน้า เป็นต้น


จนกระทั่งปี 2011 Isuzu ตัดสินใจเปิดตัว All New Isuzu D-max ภายใต้รหัสโครงการ RT-50
ครั้งนี้ Isuzu ทุ่มทุนที่สุดเพื่อสลัดภาพเดิม พร้อมเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ถึงแม้ว่างานด้าน
วิศวกรรมบางส่วนยังคงใช้พื้นฐานร่วมกับ Chevrolet Colorado เหมือนรุ่นก่อน แต่มีความเป็น
ตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่ไม่ได้ใช้ร่วมกัน ในช่วงเปิดตัวแรกๆแม้จะอุทกภัย
จนทำให้ตลาดซบเซา แต่ไม่เป็นผลให้กับ All New Isuzu D-max เพราะมียอดจองสูงถึง 15,000 คัน
ภายในระยะเวลา 3 วันหลังจากลงโชว์รูมอย่างเป็นทางการ หลังจากในปี 2013 ได้ปรับโฉมเล็กน้อย
ภายใต้ชื่อ Super Daylight ที่มาพร้อมไฟ Daylight ซึ่งติดตั้งแทนไฟตัดหมอก และเพิ่มรุ่นกระบะตอนเดียว
(Spark) ขับเคลื่อน 4 ล้อ มาเจาะกลุ่มลูกค้าที่เน้นงานบรรทุกโดยไม่ต้องนำไปยกสูง


หลังจากที่เปิดตัวไปได้ 3 ปี Isuzu ได้ประกาศพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร เพื่อใช้ใน
รถกระบะและรถบรรทุกขนาดกลาง แล้วซุ่มพัฒนามานานเกือบ 2 ปี ในที่สุด Isuzu ได้เปิดตัวเครื่องยนต์
บล็อกใหม่คือ 1.9 Ddi Blue Power พร้อมกับการปรับโฉมหน้าตาครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015
กระแสตอบรับถือว่าสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าวที่หลายคนยังไม่ตัดสินใจ
ซื้อรถยนต์คันใหม่ จนผ่านไปเกือบ 2 ปี มีผู้ใช้ถึง 200,000 คัน นับเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรเท่านั้น

จนกระทั่งปรับโฉมอีกครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2017 เป็นการฉลองวาระการดำเนินธุรกิจ
ในประเทศไทยเป็นเวลา 60 ปี และเป็นการกลับมาครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในรอบ 11 ปี
แม้การปรับโฉมในครั้งนี้จะเป็นการแต่งหน้าทาปากเล็กๆน้อยๆ แต่งานด้านวิศวกรรมมีการปรับอัตราทด
เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะในรุ่น Spark มาเป็นทางเลือกที่ต้องการใช้กำลังมากเป็นพิเศษ

สำหรับรุ่นย่อยที่เราทดลองขับเป็นรุ่น 1.9 Z-Prestige เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อันเป็นรุ่นสูงสุดของ
กลุ่มเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power และเป็นรุ่นท็อปสุดในตระกูลรุ่นย่อยของ D-max


ขนาดตัวรถของ Isuzu D-max รุ่น Hi-lander 4 Door 1.9 Z-Prestige เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ
กว้าง 1,860 มม. ยาว 5,200 มม. สูง 1,795 มม. ฐานล้อ 3,095 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,830 กก.

ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงหลายจุด เริ่มจากกระจังหน้าแบบโครเมียมขนาดใหญดีไซน์ใหม่
ถอดแบบมาจากรถบรรทุกรุ่นพี่อย่าง Giga แต่คว่ำลง เชื่อมกับไฟหน้า Projector ที่เปลี่ยน
รายละเอียดโคมใหม่ แบบ Bi-LED และไฟ Daylight ดีไซน์ใหม่ที่ยาวขึ้นจากรุ่นเดิม พร้อม Multi
-Functional Daylight ที่รวมไฟหรี่ ไฟ Daylight ไว้ในโคมเดียวกัน และสามารถปรับระดับสูงต่ำได้ 4 ระดับ
กรอบไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมที่มีเพียงตรงขอบกรอบ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว
แบบก้านคู่ พร้อมยาง 255/60 R18 เสาข้างประตูสีดำแบบ Blackout Film ส่วนด้านท้ายยังคงดีไซน์เดิม
อาทิ ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED , ฝากระบะท้ายพร้อม Built-in Spoiler เป็นต้น

กุญแจของ Isuzu D-max Hi-lander 4 Door 1.9 Z-Prestige จะเป็นแบบ Smart Keyless Entry ที่เรียกว่า
Isuzu Genius Entry รูปทรงรีโมทขนาดใหญ่ที่สามารถปลดล็อครถได้ในระยะไม่เกิน 30 เมตรจากตัวรถ
โดยไม่ต้องหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า พร้อมปุ่ม Push Start ที่อยู่ฝั่งซ้ายใต้พวงมาลัย


เปิดประตู ดูภายใน : ชุดเครื่องเสียงใหม่ บุหนังมากขึ้น หรูหรายิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารของ Isuzu D-max Hi-lander 4 Door 1.9 Z-Prestige ได้รับการออกแบบ
ให้กว้างขว้างจากรุ่นเดิม ภายใต้แนวคิด Isuzu Universal Design หลักการคือ สะดวกสบาย ใช้งานง่าย
ใครๆก็ใช้ได้ เนื่องจากช่วงพัฒนา Isuzu สังเกตพฤติกรรมกาการใช้งานของลูกค้าชาวไทยผ่านการบันทึกวีดีโอ
ทำให้ทีมวิศวกรสามารถออกแบบและวางตำแหน่งต่างๆให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น ช่องเก็บของอเนกประสงค์
และช่องวางแก้วน้ำหลายจุด นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งถูกออกแบบให้เหมาะกับทุกสรีระไม่ว่าจะเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่
ชุดแต่งกายราคาหลักแสนหรือ หนุ่มวัยกลางคน ลุคการแต่งตัวชิลๆ ใส่เสื้อห่านคู่ กางเกงขายาวราคา 790 บาท
ก็สามารถนั่งและควบคุมการขับขี่ได้ง่าย

เบาะนั่งในรุ่นที่ทดลองขับ ด้านคนขับปรับแบบไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังคงเป็นปรับมือ
เมื่อผมลงไปนั่งแล้ว รู้สึกได้ว่าตำแหน่งของเบาะสูงแต่เข้ากับสรีระ โดยเฉพาะชายหนุ่มร่างผอมที่สูง 172 ซม.
(อย่างผม)กลับพอดี แต่ถ้าหุ่นไซซ์หมีๆอย่าง โก้ Jmngwp อาจมีปรับบ้างเล็กๆน้อยๆ การโอบกระชับ
ยังทำได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับกระบะรุ่นใหม่ๆ

ด้านการตกแต่งภายในได้เพิ่มความหรูหรา และสะดวกสบายยิ่งขึ้น เริ่มจากการบุวัสดุหนังแบบ Soft touch
ที่บริเวณพักแขนด้านข้างประตู , กล่องเก็บของอเนกประสงค์ตรงกลางฝาปิดคอนโซลกลาง คิ้วคอนโซล-
-เหนือหน้าปัดและที่ฝาปิดของพร้อมสัญลักษณ์ D-max นอกจากนี้ยังเพิ่มชุดตกแต่ง Piano Black
ที่ช่องแอร์ด้านข้าง , กลางคอนโซล และแผงข้างประตู ทำให้ตัวน่าใช้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีช่องชาร์จแบต
แบบ USB ปล่อยกระแสไฟฟ้า 5 โวลต์ 2 จุด ที่ด้านหน้าและหลัง

มาตรวัดเป็นแบบ Super Vision แบบ 3D Shape Point จอแสดงข้อมูล MID แบบสี พร้อมเมนูภาษาไทย
ที่แสดงข้อมูลต่างๆ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย/ขณะขับขี่,ปริมาณเชื้อเพลิงตามระยะทาง,
อุณหภูมิภายนอกรถยนต์ เป็นต้น หากเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา จะมีระบบ Genius Sport Shift (GSI) ที่จะเตือน
เปลี่ยนเกียร์ในรอบที่เหมาะสม ภาพรวมถือว่าอ่านง่าย สบายตาขึ้นจากรุ่นเดิม แต่ตัวจอ MID กลับมีความรู้สึก
แน่นไปหน่อย หากเป็นคนที่สายตาสั้น อาจต้องละสายตายเพื่อเพ่งดูข้อมูล ทำให้สมาธิในการขับขี่ลดลง กระนั้น
อาจต้องแก้ด้วยการปรับขนาดตัวอักษรให้มีความรู้สึกสบายตาขึ้น และลูกค้าทุกกลุ่มสามารถใช้งานได้อีกด้วย

ขณะที่ระบบความบันเทิง ครั้งนี้ Isuzu ได้ใช้ชุดเดียวกับ The New Isuzu Mu-X นั้นคือ Isuzu i-Connect
เป็นแบบจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว เล่นได้ทั้ง CD/DVD/MP3/WMA/AAC พร้อมช่อง USB รองรับทั้งสมาร์ทโฟน
เครื่องเล่น MP3 หรือ Flash Drive รวมทั้งเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth พร้อม Built-in Navigator
และระบบ Air Mirroring รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับสมาร์ทโฟน ผ่าน Wi-Fi Dongle นอกจากนี้ยัง
สามารถดูข้อมูลการขับขี่ ISUZU Insight และดาวน์โหลดข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนรองรับทั้งระบบ iOS และ Android
พร้อมระบบเสียง Isuzu Surround Sound System ลำโพง 8 ตัว และ Roof Speaker

การใช้งานเครื่องเสียงชุดยอมรับว่าดีขึ้นจากเดิม แต่บางฟังก์ชั่น เช่น การเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย Bluetooth ,
การส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบ Mirror Link หรือ การรับชม VDO ต้องดึงเบรกมือก่อน จึงจะใช้งานได้
คุณภาพเสียงโดยรวมถือว่าพอใช้ได้สำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าเป็นนักขับหูทองแล้วพบว่า “เสียงใสแอบแห้ง
แต่เสียงเบสทุ้มแปลกๆ” อาจต้องปรับลำโพงใหม่หรือเพิ่มซัพวูฟเฟอร์เข้าไปให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
ส่วนการดึงข้อมูล Isuzu Insight ผ่านแอปพลิเคชั่น ถ้าเป็นโทรศัพท์ iPhone จะมีความคล่องตัวและง่ายกว่า
แต่ถ้าเป็น Android จะรองรับบางรุ่นเท่านั้น และการทำงานบางช่วงมีอาการเอ๋อๆ งงๆ งานนี้อาจต้องไปเจรจา
กับซัพพลายเออร์ให้แก้ไขส่วนนี้ให้ใช้งานง่ายกว่านี้ “มาถูกทางแล้ว แต่ปรับให้ดีกว่านี้”

เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 พับได้ทั้งแบบยกเบาะรองนั่งขึ้นพับเก็บ และ เบาะรับแผ่นหลัง
ในแง่ความสบาย อาจไม่เท่า Mitsubishi Triton แต่ถือว่าไม่เลวร้าย พอนั่งจากบางนาไปอยุธยาได้
ขณะที่พื้นที่วางขาถือว่ากว้างพอสมควร สามารถนั่งไขว้ห้างได้แบบสบายๆ

ขุมพลัง
สำหรับรุ่นเราทดลองขับ เป็นเครื่องยนต์ดีเซลตระกูลใหม่ล่าสุดของ Isuzu และจะเป็นเครื่องยนต์ที่
เริ่มทะยอยทำตลาดในแต่ละประเทศที่คุมเข้มเรื่องการปล่อยไอเสีย และถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์
ตลาดรถกระบะในประเทศไทยด้วยความจุกระบอกสูบที่เล็กที่สุด แต่ให้สมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์
ดีเซลขนาด 2,500 ซีซี ของ Isuzu ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร รหัส RZ4E-TC ความจุกระบอกสูบ 1,898 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที
อัตราการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 194 กรัม/กิโลเมตร* (*อ้างอิงจาก www.car.go.th)
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ พร้อมโหมดบวกลบ (+/-) แบบ Rev-Tronic 6 จังหวะ
ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ยกสูง

จุดเด่นของเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร อยู่การปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนให้มีน้ำหนักเบาลงแต่ทนทานยิ่งขึ้น
เริ่มจาก

-ห้องเผาไหม้แบบโคลธอยด์-เคิร์ฟ (Clothoid Curve Combustion Chamber)
เพิ่มสมรรถนะ และความประหยัดน้ำมันสุด
-ท่อร่วมไอดีแบบ Free Flow
ออกแบบให้อากาศไหลเข้าห้องเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-กระเดื่องกดวาล์วแบบลูกกลิ้ง (Roller Rocker Arm) พร้อมระบบปรับตั้งระยะวาล์วอัตโนมัติ
(Hydraulic Lash Adjuster) รักษาระยะห่างของวาล์วให้เหมาะสมตลอดเวลา
เพื่อประสิทธิภาพการเผาไหม้และลดค่าบำรุงรักษา
-ลูกสูบออกแบบเยื้องศูนย์ พร้อมเคลือบสารพิเศษ Graphite Coating
และประกับก้านสูบแบบ High Strength Fracture Split
ลดการขยับตัวของประกับก้านสูบ ช่วยลดแรงเสียดทานได้ดีเยี่ยม
-สายพานเครื่องแบบเส้นเดียว Single Engine Belt พร้อมระบบปรับตั้งความตึงสายอัตโนมัติ
ช่วยลดแรงเสียดทาน บำรุงรักษาง่ายขึ้น
-ชุดขับเคลื่อนเพลาลูกเบี้ยวด้วยเฟือง และโซ่ (Timing Gear and Chain)
พร้อมระบบปรับความตึงโซ่อัตโนมัติ 

-ช่องกักเก็บน้ำมันเครื่อง Oil Galleries บริเวณเสื้อสูบ, Roller Rocker Arm และ Timing Gear
ช่วยลดการสึกหรอได้ดีเยี่ยม
-ระบบฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง Multi-injection
ช่วยให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดียิ่งขึ้น
-กรองน้ำมันเครื่อง แบบเปลี่ยนไส้ได้
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

สมรรถนะ
เราเริ่มต้นกันด้วยอัตราเร่งทั้งการออกตัวและการเร่งแซง
ทดสอบในอุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียส ตำแหน่งเกียร์ D
ผลออกมามีดังนี้

ก่อนที่จะได้ขับเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ผมได้มีโอกาสขับรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ทั้งแบบ VGS Turbo
และ Turbo ธรรมดา พบว่า หากคุณกระทืบคันเร่งลงไปเต็มแรงลักษณะจะคล้ายกับคนกำลังตื่นและงวยเงี้ย
พอเข็มวัดรอบแตะที่ 2,000 รอบต่อนาที กำลังเครื่องยนต์ จะมาอย่างรวดเร็วราวกับคนดีดจากการดื่ม
เครื่องดื่มชูกำลังทันที หลังจากนั้นกำลังเครื่องและแรงบิดถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง การเร่งแซงไวขึ้น
และทำได้ดีกว่า 2.5 Ddi หากคุณจุ่มคันเร่งแบบเต็มตีน จะมีอาการหน่วงเล็กๆ หลังจากนั้นกำลังเครื่อง
จะตอบสนองแบบพุ่งเบาๆให้ได้สัมผัส อาจไม่ได้ถึงกับหลังติดเบาะ แต่พอให้เล่นบทบู๊ได้บ้าง
กระนั้นการตอบสนองของอัตราเร่งโดยรวมถือว่าทำได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรของ Isuzu
แต่ถ้าเทียบกับพิกัด Mid Power ในคลาดแล้วละก็ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

ส่วนการทำงานเกียร์ หากเข้าตำแหน่ง D การทำงานโดยรวมถือว่ามีความนุ่มนวลเหมือนกับกระบะทั่วๆไป
ไม่ได้แนบเนียนเหมือน CVT แต่ไม่กระตุกเหมือนเกียร์ Selematic เรียนรู้นิสัยการใช้งานของผู้ขับขี่ได้ดี
อย่างช่วงเร่งแซงและถอนคันเร่ง ระบบเกียร์จะทดต่ำลงเพื่อให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในช่วงที่สามารถดึงแรงบิด
หากผู้ขับขี่ต้องการจะเร่งแซงอีกครั้ง ส่วนโหมด +/- ทำงานได้ระดับกลางๆ ไม่ช้าและไม่เร็วมาก การเปลี่ยนเกียร์
มีช้าบ้าง แต่รวมแล้วทำผลงานได้พอใจ แต่สำหรับคนที่ชอบสับเกียร์แบบรวดเร็ว อาจต้องลดอารมณ์อันเร้าร้อน
เพราะตัวเกียรต้องใช้เวลาประมวลผลนิดนึง ถึงจะตอบสนอง ฉะนั้นถ้าอยากปรับการสั่งงานของเกียร์ให้เร็ว
อาจต้องเข้าอู่เพื่อจูน และปรับการทำงานให้เร็วขึ้น

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง แกนพวงมาลัยสามารถยุบตัวได้
ภาพรวมมีความเบาแต่หน่วงอยู่ คุมง่าย ขณะที่ความเร็วสูงยังมีอาการเบา แต่ On Center Feeling อยู่เกณฑ์ดี
ในรุ่นต่อไป มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้พวงมาลัยไฟฟ้า กระนั้นควรดู Ford Ranger เป็น Benchmark
ในการพัฒนาในแง่ของน้ำหนัก และการควบคุมในย่านความเร็วต่างๆ

ขณะที่แป้นเบรกและระบบห้ามล้อในย่านความเร็วต่ำทำได้นุ่มนวล ขณะที่ความเร็วสูงได้ลองในช่วงความเร็ว
140 เหลือ 90 กม./ชม. จึงเหยียบแป้นเบรกลงน้ำหนักไปเกือบครึ่ง การทำงานระบบห้ามล้อทั้ง 4 จุด
ทำงานได้เร็วและนุ่มนวล น้ำหนักแป้นเบรกอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ลึกและตื้นจนเกินไป

ระบบกันสะเทือนของ Isuzu D-max Hi-lander 4 Door 1.9 Z-Prestige
ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงพร้อมโช้กอัพแก๊ส
ส่วนด้านหลังเป็นแบบแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรีพร้อมโช้กอัพแก๊ส (แหนบเหนือเพลา)
ในด้านการซับแรงสะเทือนพบว่ามีความนุ่มนวล แต่ย้วยและมีอาการดิ้นตามสภาพถนน
ความเร็วต่ำจะมีความนุ่มผสมกับความแข็งอยู่เล็กๆ พอความเร็วสูงการซับแรงสะเทือนจะเริ่มแข็งขึ้น
อาการนุ่มน้อยลง ส่วนการเข้าโค้งในช่วงความเร็วประมาณ 90 กม./ชม.ขึ้น มีอาการโยนตัว
แต่พอควบคุมได้ ด้านหน้ามีอาการ Under Steer ให้เห็นเล็กๆ ส่วนด้านหลังนิ่ง

ถ้าเทียบกับ Hilux Revo มีความมั่นใจในคนละด้าน D-max จะมีอาการท้ายออกน้อยกว่า แต่จะเสียเปรียบ
เรื่องความแน่นและนิ่ง โจทย์ต่อไปที่ Isuzu ต้องทำคือ “เซ็ทการซับแรงสะเทือนของ D-max รุ่นต่อไป
ให้อยู่ในระดับที่มั่นใจมากกว่าเดิม (ไหนๆได้ Mazda มาเป็นพันธมิตรแล้ว เรียนรู้การทำช่วงล่างให้มากๆละ)”

ความปลอดภัยของ Isuzu D-max Hi-lander 4 Door 1.9 Z-Prestige ได้ติดตั้งมาให้แบบพอดีๆ
เริ่มจาก ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA
ระบบควบคมการทรงตัว ESC ทำงานร่วมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS  ถุงลมนิรภัยแบบคู่หน้า SRS
โครงสร้างนิรภัยใชเหล็กแบบ High Tensile Strength Steel แกนพวงมาลัย และแป้นเบรกแบบยุบตัวได้

Carsideteam Fuel Con. Mode
สุภาษิตไทยประโยคนึงระบุว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ใช่ครับ ผมได้ยินชื่อเสียงเรื่องความประหยัดน้ำมัน
ของ Isuzu มาแต่นานนม แล้วมือรถอยู่ในมือผมแล้ว เลยทำอัตราสิ้นเปลืองเพื่อพิสูจน์ว่าประหยัดจริงหรือไม่

เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save Diesel ถึงคอถังน้ำมันเกือบเอ่อล้น หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัย
เซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส แล้วเข้าเกียร์ D ขับรถลอดเลาะ
ตามเส้นทางบนถนนพหลโยธิน หน้าปากซอยอารีย์สัมพันธ์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยอารีย์ ลัดเลาะไปออก
แถวๆปากซอยโรงเรียนเรวดี แล้วขึ้นไปบนทางด่วนสายอุดรรัถยา ขับมุ่งหน้าตรงไปยังปลายสุดทางด่วน
ด่านบางปะอิน ในความเร็วคงที่ 110 กม./ชม. เนื่องจากรถที่เราทดลองขับมีระบบ Cruise Control
ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากเลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วน เส้นเดิมแล้วลงทางด่วนที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย
กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน เข้าปั้มน้ำมันเชลล์บริเวณ BTS อารีย์ หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 92.3 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.21 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.80 กม./ล.<<

เมื่อเทียบรถกระบะที่เรานำมาทดสอบทุกระบบขับเคลื่อน พบว่า “ประหยัดที่สุดเท่าที่ Carsideteam เคยทดสอบมา”
ไม่แปลกใจที่การเซทเครื่องยนต์จะไม่ได้จัดจ้านเท่าขนาด 3.0 ลิตร แต่ถือว่าเหลือเฟือ ส่วนน้ำมันเต็มถัง
สามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 593 กม. เหมือนดูน้อย แต่จากที่เคยเดินทางนำรถไปถ่ายรายการ”หมีเป็ดแรด อยู่แถวนี้”
จากกรุงเทพสู่เชียงใหม่พบว่าน้ำมัน 1 ถังยังเหลือให้วิ่งหาร้านข้าวในเมืองได้ 2-3 รอบ ถือว่าประหยัดได้โล่ห์จริงๆ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: สมรรถนะไม่เล็กตามขนาด ประหยัดสุดในตลาด สลัดภาพเดิมออกไปเยอะ แต่ทำได้มากกว่านี้
ผมคืนกุญแจรถให้คุณอาของผม เนื่องจากมีภารกิจไปต่างจังหวัด ผมกลับมีความคิดเกี่ยวกับ
Isuzu อยู่อย่าง ในช่วงชีวิตผมมักจะมีคนรอบข้างซื้อรถ Isuzu ใช้งานกัน ผมเปรียบรถคันนี้ว่า
เป็นหนุ่มที่ใสซื่อ มีความทันสมัยเรียบง่ายและเข้าถึงได้ ไม่ถือตัว แต่กลัวการเปลี่ยนแปลง
จนกระทั่งการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ในปี 2011 หนุ่มคนเดิมที่มีความคิดเปลี่ยนไป ร่างที่ใหญ่ขึ้น
และกล้าลองผิดลองถูก ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จนสามารถยืนในตลาดได้
แม้ว่าทุกวันนี้ตลาดรถกระบะทำออกมาได้น่าใช้และมีลูกเล่นที่มากกว่าอดีต แต่ยังครองใจลูกค้า
ในกลุ่มเดิมได้อย่างเหนี่ยวแน่น ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มให้ความสนใจกับแบรนด์ Isuzu มากขึ้น

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2002 จนถึงปัจจุบัน มีอายุ 18 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเป็น
Default Choice (ตัวเลือกหลัก) ในการซื้อรถกระบะกันอยู่ดี แน่นอนว่าก็ย่อมมีทั้งข้อดี
และข้อเสีย เช่นเดียวกับรถยนต์หลายๆรุ่น

ข้อดี
– การออกแบบที่เรียบง่าย แต่เส้นสายโดยรวมที่ยังคงร่วมสมัยอยู่พอสมควร แม้ว่าหน้าตา
อาจจะดูไม่สวยเฉียบเหมือนรุ่นที่ผ่านมา ทั้งรุ่นปกติ และรุ่น X-Series

– ภายในรถออกแบบได้ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ต้องปรับตัวเยอะ ตำแหน่งของอุปกรณ์
วางได้ค่อนข้างเหมาะสม เบาะนั่งที่ออกแบบเข้ากับสรีระทุกคน

– เครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ทำผลงานได้ดีกว่า 2.5 ลิตร ทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง ความจี๊ดจ้าน
อาจไม่เท่ารุ่น 3.0 ลิตร แต่ถ้าชอบขับเรื่อยๆ ขอแค่มีอัตราเร่งที่ทันใจไว้สำหรับแซงในยามคับขัน
แต่ต้องประหยัดน้ำมัน รุ่นนี้จะตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง

– อัตราสิ้นเปลือง ที่เรียกได้ว่าประหยัดที่สุดในกลุ่มรถกระบะที่ Carsideteam นำมาทดสอบ
ด้วยขนาดเครื่องยนต์และน้ำหนักที่ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพในด้านความประหยัดเพิ่มขึ้น
อย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นอยู่ที่พฤติการขับขี่ของคุณผู้อ่านล้วนๆ

– ศูนย์บริการและอะไหล่ แน่นอนว่าจุดแข็งของค่ายนี้ที่หลายๆแบรนด์ควรเป็นกรณีศึกษา
การบริการในภาพรวมที่เอาใจใส่ลูกค้ามากที่สุด เมื่อพบปัญหาสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว
ไม่รอให้ปัญหาขยายวงกว้าง จึงไม่แปลกที่จะได้คำชมจากลูกค้า และเกิดการบอกต่อ
ถือว่าดีกว่ารถหลายๆค่าย (แต่พอแยกเป็นศูนย์ๆ อาจจะไม่ใช่เสมอไป) รวมถึงอะไหล่รถ
ที่หาได้ไม่ยากเย็น ทั้งสองข้อนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าคนไทยค่อนข้างซีเรียสเป็นอย่างมาก

ข้อเสีย
– ช่วงล่างและพวงมาลัย ถึงแม้ว่าใช้ทั่วๆไปค่อนข้างดี แต่สำหรับลูกค้า”ส่วนใหญ่” ที่เน้นขับมั่นใจ
อาจจะค่อนข้างย้วยจนน่ากลัว จนต้องไปทำช่วงล่างและพวงมาลัยกันเยอะ หวังว่ารุ่นต่อไป
อาจจะเซ็ตรถให้ขับสนุกมากกว่าเดิม เพราะลูกค้าที่อยากได้กระบะขับดี แต่ไม่อยากทำรถ
ให้เสียประกัน ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย

– ชุดเครื่องเสียงที่ยังต้องปรับปรุงเรื่องคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับจูนใหม่
หรือเปลี่ยนให้เป็นรุ่นที่ดีขึ้น และแน่นอนว่า ควรเพิ่ม Apple Carplay เหมือนรถยนต์ในยุคปัจจุบันด้วย

– ออปชั่นที่ให้มา แม้ว่าจะมีเยอะเทียบเท่ากับค่ายคู่แข่งแล้ว แต่หวังว่า ยังสามารถเพิ่มเติมอีก
ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านิรภัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ฯลฯ ที่แม้ว่ายังไม่จำเป็น
เท่าไหร่นัก แต่ก็ช่วยดึงลูกค้าไปจากคู่แข่งได้บ้างเหมือนกัน

คันต่อคัน
ราคา 990,000 บาท เมื่อเทียบกับรถกระบะ 4 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ไม่มีชุดแต่ง
มีตัวเลือกรุ่นไหนละที่น่าสนใจ?

Toyota Hilux Revo Double Cab 2.4 G 6AT
กระบะคู่กันตลอดกาลที่มีทรวดทรงทะมัดทะแมงขึ้น ภายในห้องโดยสารให้ความหรูคล้ายกับ SUV
ลูกเล่นตามยุคสมัย เครื่องยนต์บล็อกใหม่ที่ประหยัดน้ำมันและแรงขึ้น ความปลอดภัยที่ให้มาไม่ขี้เหร่
พวงมาลัยเซทดีที่สุดในกลุ่มกระบะ (แบบแร็คแอนด์พีเนียน ไม่ใช้ระบบไฟฟ้า) แต่จะเสียตรงช่วงล่าง
เวลาเข้าโค้งด้านหน้านิ่งขึ้น แต่ท้ายยังมีเป๋ออกอยู่นิดๆ รวทถึงออปชั่นที่อาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับ
คู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน ส่วนเรื่องศูนย์บริการครอบคลุมพอๆกับร้านสะดวกซื้อ

Ford Ranger Double Cab 2.0 Turbo Limited 10AT
กระบะลุคอเมริกัน ทรงใหญ่ได้ใจชาวไทยไปมาก จนครองอันดับ 3 ของตลาดไปอย่างไร้ข้อกังขา
และการปรับโฉมครั้งล่าสุดนี้ได้เปลี่ยนหัวใจใหม่อย่าง 2.0 Turbo 180 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ
เรี่ยวแรงเหลือเฟือ เกียร์เปลี่ยนได้นุ่มนวลและฉลาดมาก ช่วงล่างที่ยังความแข็งแต่มั่นใจในการเข้าโค้งมากขึ้น
พวงมาลัยไฟฟ้าที่เซทมาธรรมชาติมากขึ้น เว้นแต่ศูนย์บริการที่คุณอาจต้องพึ่งร่างทรง 4G ช่วงสแกน
หาศูนบ์บริการดีๆ เพราะถ้าเจอศูนย์บริการไม่ประทับใจ คุณอาจต้องกุมขมับไปอีกนาน

Mitsubishi Triton Double Cab 2.4 GLS-Limited 5AT
กระบะทรงประหลาด ออฟชั่นจัดอยู่กลางค่อนบน เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร Mivec 181 แรงม้า ที่ให้อัตราเร่ง
เร็วที่สุดในกลุ่ม ด้วยอนิสงค์จากน้ำหนักรถที่เบา พวงมาลัยมีความไวคล้ายกับรถเก๋ง วงเลี้ยวแคบสุด
ช่วงล่างให้ความมั่นใจขณะเข้าโค้ง แต่แอบมีอาการเด้งเล็กๆ ส่วนศูนย์บริการอยู่ในระดับกลางๆ
และแคมเปญการขายโหดเอาเรื่อง!!!! ส่วนถ้าใครไม่รีบ เตรียมรอรุ่นไมเนอร์เชนจ์ได้เลยครับ
ขอบอกว่า ด้านหน้าสวยกว่ารุ่นเดิมแบบคนละเรื่อง

Nissan Navara Double Cab 2.5 VL 7AT
รุ่นที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า รุ่นนี้ยังมีขายอยู่ใช่ไหม แต่ถึงกระนั้นยอมรับว่า การออกแบบภายนอก
ที่ค่อนข้างหล่อ ภายในที่ดูสวย ออปชั่นที่เยอะขึ้น (จากการใช้ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกับ Nissan ร่วมกับรุ่นอื่นๆ)
สมรรถนะที่ไว้ใจได้กำลังดี แต่เบาะนั่งที่อาจจะดันศีรษะพอสมควร รวมถึงพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ค่อนข้าง
คับแคบเมื่อเทียบกับคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ส่วนศูนย์บริการถือว่าอยู่ในกลางๆ (แต่ไปในทางลบมากกว่า)

Chevrolet Colorado C-Cab 2.5 LTZ 6AT
อดีตพันธมิตรที่สะบัดรักไปเมื่อปี 2016 ที่มาในรุ่นนี้มีความแตกต่างจากเดิมมากขึ้น การใช้ชิ้นส่วนร่วมกัน
น้อยลง ภายในที่เปลี่ยนแผงคอนโซลหมดเกือบหมด แต่ยังคงใช้งานง่ายเหมือนเดิม ออปชั่นติดรถให้มาเพิ่มขึ้น
และระบบความปลอดภัยที่เยอะกว่าคู่แข่ง เครื่องยนต์ที่ไม่แรงจนติดใจเหมือน 2.8 แต่ก็ยังเรียกพละกำลังได้ดี
กว่าเครื่อง 2.5 เดิม ช่วงล่างและพวงมาลัยทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่ส่วนศูนย์บริการที่แม้ว่าดีขึ้น
แต่ก็ยังน่าเป็นห่วง

Mazda BT-50 Pro Double Cab 2.2 Hi-Racer 6AT
พึ่งปรับหน้าตาใหม่ตามเวอร์ชั่นออสเตรเลีย ภายใต้รุ่นย่อยใหม่ “THUNDER’ แต่ในบรรดา BT-50 Pro ทั้งหมด
รุ่นนี้ถือว่าครบเครื่องเป็นลำดับต้นๆไม่ว่าจะเป็นภายนอกที่เน้นความสวยงามมากว่าความดุดัน ภายในที่แผงคอนโซล
หน้าใช้งานง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นแรก ออปชั่นที่ให้มาเยอะขึ้นรวมถึงความปลอดภัยที่ให้มาพอสมควร
แต่เครื่องยนต์ที่ยังเป็นรองในเรื่องความแรงและอัตราสิ้นเปลืองที่ไม่ประหยัดเท่า และหน้าตาที่อาจจะไม่โดนใจ
คอกระบะเท่าไหร่นัก รวมทั้งศูนย์บริการที่คุณภาพในภาพรวมเริ่มลดลงพอสมควร

ณ วันที่ปิดต้นฉบับ ผมยังไม่รู้ว่า Isuzu D-max รุ่นประจำปี 2018-2019 จะติดตั้งหรือใส่ออปชั่นอะไรเพิ่มลงไป
กระนั้นเป็นการปรับกลยุทธ์ฆ่าเวลา เพื่อรอการมารถกระบะรุ่นต่อไปที่ได้พันธมิตรใหม่รวมสัญชาติอย่าง Mazda
ถึงแม้ว่าการพัฒนารถกระบะในครั้งนี้ Isuzu จะเป็นแม่งานในการทำเครื่องยนต์ เกียร์ และ ช่วงล่าง

แต่ผมอยากจะฝากถึงทีมวิศวกรของ Isuzu ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงงานสำโรง , โรงงานเกต์เวย์ หรือ สำนักงาน
ที่ประเทศญี่ปุ่นให้ทำการบ้านอย่างหนักหน่วงนั้นคือ

1.จงมองคู่แข่งในตลาดที่มีจุดเด่นในด้านการขับขี่ ไม่ใช่ยอดขาย : ที่ผ่านมา Isuzu มองการพัฒนา
รถกระบะเพื่อโค่น Toyota Hilux ให้ได้ แต่กระนั้นในรุ่นต่อไป อยากให้ Isuzu มองไปที่ Ford Ranger
หรือ Mitsubishi Triton เป็น Benchmark ในการพัฒนา เพราะเป็นรถกระบะในตลาดที่เซทสมรรถนะ
และ Handling ได้ดี ณ ขณะนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจและชื่นชอบบุคลิกของรถมากขึ้น และการมาของ
พวงมาลัยไฟฟ้า (ที่คาดว่าจะติดตั้งและนำมาใช้) ต้องดูการเซทน้ำหนักของ Ford Ranger นั้นคือธรรมชาติที่สุดแล้ว
ดังนั้นอยากให้ทีมวิศวกรรม “เซทพวงมาลัยให้คนทั่วไปใช้งานได้ง่าย แต่ให้ความมั่นใจในขณะขับขี่ความเร็วสูง”

2.เรียนรู้เทคโนโลยีจากพันธมิตรใหม่ให้มากที่สุด : การได้ Mazda มาเป็นพันธมิตรใหม่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้
สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การทำช่วงล่างที่ทรงตัวนิ่ง ซับแรงสะเทือนได้ดีที่สุดในตลาด ,พัฒนารถยนต์นั่งส่วนบุคคล ฯลฯ
กระนั้นอาจทำให้ Isuzu สามารถต่อยอดนำองค์ความรู้ที่ได้ มาพัฒนารถยนต์เซกเมนต์ใหม่ๆให้ได้เห็นกัน

3. จับตา Hi-Performance Pickup Truck : การมาของ Ford Ranger Raptor รถกระบะสมรรถนะสูง
ที่มาพร้อมชุดแต่งที่ครบครันและค่าตัวที่สูงลิ่ว เป็นที่หลายคนกำลังจับตามองในด้านความสำเร็จของยอดขาย
แม้ว่า Isuzu จะไม่ได้สนใจการทำกระบะสมรรถนะสูงก็ตาม แต่สำหรับผมแล้ว “ดูความเคลื่อนไหวไว้ ไม่เสียหาย”

4.การวางอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับราคาที่ตั้ง : หากเทียบกับราคาของ D-Max เมื่อเทียบกับค่ายอื่นในราคาเท่าๆกัน
ปัญหาของอีซูซุตลอดมาคือ อุปกรณ์ที่ติดรถมา ไม่ได้สัมพันธ์กับราคาที่ต้องจ่ายเมื่อเทียบกับค่ายอื่น จริงอยู่ที่ Isuzu
เน้นการทำการตลาดกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดที่ต้องการรถยนต์ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ไม่ใช่ในราคาที่เท่ากัน
หรือแพงกว่า อุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์เมื่อเทียบกับ Ford Ranger หรือ Mitsubishi Triton ที่ให้อุปกรณ์มา
ในราคาที่เท่ากันหรือถูกกว่าในบางรุ่นย่อย แต่เข้าใจทางอีซูซุว่า การที่มีรถยนต์จำหน่ายเพียงแค่ 2 โมเดล
ทำให้อำนาจในการต่อรองกับบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ทำได้ยาก เพราะนอกจากประเทศไทยแล้ว
ที่อื่นบนโลกใบนี้ สถานการณ์ของ Isuzu ในบางประเทศ แย่กว่า Mazda เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ได้แต่ให้กำลังใจ
คนของ ITA (Isuzu Technical Center Of Asia) ที่พยายามทำราคาชิ้นส่วนเพื่อใส่อุปกรณ์เข้าไปให้รถยนต์
ของตนให้ได้มากที่สุด และสามารถต่อกรกับรถกระบะค่ายอื่นได้

ส่วนกลุ่มตรีเพชร อันเป็นผู้รับผิดชอบด้านการตลาด,ประชาสัมพันธ์และบริการหลังการขาย ด้านการตลาด
พักหลังมานี้
มีความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้สอดคล้องกับยุคสมัย ถือเป็นเรื่องดี แต่นับจากนี้จะเป็นเรื่อง
ที่ท้าทายมากขึ้นทั้งการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมให้เหนี่ยวแน่น ขณะเดียวกันต้องสร้างการตลาดรูปแบบใหม่ๆ
ให้กลุ่มคน GEN Y GEN Z หรือ Gen Alpha เกิดการรับรู้และมองแบรนด์ Isuzu ในแบบใหม่ ฉะนั้นโจทย์นี้
อาจต้องลองผิดลองถูกดู และพยายามปรับตัวอยู่เสมอ ส่วนด้านบริการหลังการขาย ขอให้รักษามาตรฐานที่ดีไว้นานๆ
ดูและและเอาใจใส่ลูกค้าแบบนี้ไปนานๆ เพราะเป็นจุดเด่นที่”ค่ายรถยนต์หลายแบรนด์ยังทำไม่ได้!!”

สิ่งที่ผมเขียนนี้ เป็นมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มองแบรนด์ Isuzu ในปัจจุบัน และอยากให้แบรนด์มีทิศทางดีขึ้นไปอีก
เพราะอนาคตนับจากนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง การได้ Mazda มาเป็นพันธมิตรในการทำรถกระบะในรุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไร
ผมคงตอบไม่ได้ มีเพียงทีมงานที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่รู้คำตอบ กระนั้นอยากให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องตั้งใจทำและพัฒนาให้ดีขึ้น

แล้วลูกค้าจะชอบและบอกต่อๆกันไปในทางที่ดีแน่นอน…

ขอขอบคุณ
คุณอา (ขอสงวนนาม)

สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด
สำหรับข้อมูลต่างๆทั้งภาพและงานวิศวกรรม


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 28 กันยายน 2561
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...