ตอนที่เจอกับ Toyota Avanza ครั้งแรกในสมัย ป.6 ผมตื่นเต้นกับรถรุ่นนี้ตรงที่ความอเนกประสงค์ทั้งตัวเบาะ
และที่เก็บของ แต่ยังติดที่สมัยนั้นเครื่องยนต์ค่อนข้างเล็ก งานประกอบยังสู้ Toyota ประกอบในไทยไม่ได้
และราคาที่แพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ หลังจากนั้น Toyota Avanza เริ่มที่จะปรับปรุงปัญหาต่างๆทั้งเปลี่ยน
เครื่องยนต์จาก 1.3 เป็น 1.5 ลิตร,ปรับงานประกอบใหม่ในโฉมที่ 2 ให้น่าใช้ขึ้น แต่ก็ยังไม่เร้าใจพอ

ล่าสุด Toyota ได้เปลี่ยนแปลง Avanza ครั้งใหญ่ราวกับพัฒนาเริ่มจาก 0 ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบที่เตะตาขึ้น
ห้องโดยสารที่ออกแบบดีขึ้นและใส่ข้าวของมาให้ไม่แพ้รุ่นที่แพงกว่า ขุมพลังที่ปรับปรุงให้แรงขึ้นและที่สำคัญ
เปลี่ยนพื้นฐานช่วงล่างใหม่หมดทั้งใช้พื้นฐานใหม่ เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นล้อหน้า และมาพร้อมกับชื่อใหม่
คือ ” Toyota Veloz ” ซึ่งเป็นชื่อของเวอร์ชั่นสปอร์ตที่ใช้ในอินโดนิเซีย แต่รถน่าใช้ขึ้นไหม ลองมาดูกัน

ภายนอก : มาแบบหน้าดุดัน พร้อมเสริมการตกแต่งจากต้นฉบับ

หน้าตาภายนอกดุดันกว่ารุ่นเดิม และ Avanza โฉมใหม่ทั้งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ
กระพริบจากซ้ายไปขวา (Sequential) ที่รวมกับไฟส่องสว่าง Daytime Running Light พร้อมกระจังหน้า
ขนาดใหญ่และกันชนหน้าที่ดูลงตัว ส่วนด้านข้างมาพร้อมคิ้วโครเมียมที่ลากยาวตั้งแต่ไฟหน้าถึงไฟท้าย
กระจกหน้าต่างใหญ่และยาวตามรูปทรงของตัวรถ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่มีลวดลายชวนคิดถึง
Corolla Cross รุ่นท็อปเล็กน้อย ขณะที่ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED ที่ลากเป็นเส้น Light Guiding
ยาวสะใจ และเวอร์ชั่นไทยขอเสริมความพิเศษด้วยการเพิ่มแถบสีดำตรงชายล่างประตู ข้างกระจกหลัง
และกรอบไฟตัดหมอกหน้าที่ดูกว้างกว่าปกติระดับหนึ่ง

ขนาดตัวถังมีดังนี้
  • ความยาว 4,475 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,750 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,700 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้
  • สีขาว Platinum White Pearl
  • สีดำ Black Metallic
  • สีเงินอมม่วง Purplish Silver Mica Metallic
  • สีแดง Dark Red Mica Metallic

ภายใน : ออกแบบสวยงามขึ้นแต่การใช้งานเป็นมิตรเช่นเคย พร้อมข้าวของที่จัดเต็มพอสมควร

เข้ามาที่ภายในที่มาพร้อมงานออกแบบและชิ้นส่วนต่างๆจาก Daihatsu ที่ดูแปลกตาจาก Toyota หลายๆรุ่น
งานดีไซน์อลังการขึ้นแต่ยังคงเป็นมิตรต่อการใช้งานเช่นเคย เพิ่มวัสดุนุ่มบริเวณฝั่งผู้โดยสารที่มีสัมผัสดีขึ้น
เสริมด้วยไฟ Ambient Light บริเวณคอนโซลกลางและแผงประตูคู่หน้าที่สว่างพอสมควร

ชุดเครื่องเสียง มาพร้อมจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วรองรับ USB/Bluetooth  พร้อมการเชื่อมต่อ Apple Carplay
Android Auto ที่มีหน้าตาเมนูที่ใช้งานง่าย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมจอแสดงผลเป็นแบบขาว/ดำ
น่าเสียดายที่ไม่สามารถเป่าลมที่เท้าได้ (ซึ่งขัดใจคนขี้ร้อนอย่างผมมาก) ถัดมาเป็นไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย
ให้มาครบทุกที่นั่ง พร้อมปุ่มสตาร์ทที่อยู่ในตำแหน่งที่แปลกไปเสียหน่อย ต้องอาศัยความคุ้นชินในการใช้งาน
(ซึ่งผมมองว่าวางสวิตซ์ให้ใกล้มือคนขับดีกว่านะ)

คอนโซลกลางมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติพร้อมโหมด +/- ที่ให้เล่นได้ถึง 7 จังหวะ แถมมีเบรกมือไฟฟ้า
พร้อมปุ่ม Auto-Hold พร้อมที่ชาร์จไร้สายมาให้ ซึ่งออปชั่น 2 อย่างนี้ Corolla Cross ไม่มีมาให้
จนลูกค้าบ่นกันเยอะมากซึ่ง Toyota จะยอมใส่มาให้ในภายหลังหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่มาตรวัด แน่นอนว่าฝั่งขวาเป็นบอกความเร็วแบบดิจิตอล แต่ฝั่งซ้ายเป็นจอแสดงผล
การขับขี่แบบ MID ที่มีแสง สี เสียงกราฟิกอลังการตั้งแต่สตาร์ทรถจนถึงดับเครื่อง (ถ้าชมของจริง
จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น) พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านสามารถปรับได้ 4 ทิศทาง (สูง/ต่ำ,ใกล้/ไกล)
ได้อีกด้วย มาพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์และจอแสดงผลการขับขี่ MID
แต่ไม่มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) มาให้

เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าสลับหนังสีทูโทนขาว/ดำซึ่งมีความนุ่มสบาย ส่วนการรองรับสรีระนั้น เทียบจาก
ผู้เขียนที่หุ่นมีไซซ์ 4XL พบว่า ช่วงไหล่ยังรองรับได้ไม่เยอะนัก แต่ช่วงรองขาถือว่าทำได้ดีพอสมควร
แถมฝั่งคนขับสามารถปรับสูง/ต่ำได้ (เสียที) ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารแถว 2 ปรับปรุงการพับจากแบบ
50/50 มาเป็นแบบ 40/20/40 ตรงกลางสามารถพับลงเป็นที่พักแขน หรือตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่นั่งได้
โดยมีพนักพิงศรีษะแบบเต็มชิ้น (ซึ่งรุ่นเดิมแบ่งเป็น 2 ชิ้นที่ดูขัดตามากๆ) ส่วนเบาะแถว 3 มีขนาดใหญ่ขึ้น
แถมสามารถปรับเอนได้ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่ตัวสวิตซ์ดูน่าใช้งานขึ้น และที่สำคัญ
เบาะนั่งแถว 1 และ แถว 2 สามารถปรับเอนนอนได้เพื่อให้นอนสบายมากขึ้น ว่าแต่ เข็มขัดนิรภัย
น่าจะปรับระดับได้ด้วยก็ดีนะ

สมรรถนะ : ดีขึ้นกว่า Avanza แบบขาดลอยแต่ยังติดที่ช่วงล่างอีกนิด

ขุมพลัง

  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร รหัส 2NR-VE พร้อมวาล์วแปรผัน DUAL VVT-i ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า
    ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที (รุ่นเดิมอยู่ที่ 102 แรงม้า
    แรงบิด 138 นิวตัน-เมตร) จับคู่กับ/เกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า (จากเดิมเป็นขับหลัง)
    แถมลดการปล่อย CO2 จาก 158 กรัม/กิโลเมตรเป็น 131 กรัม/กิโลเมตรอีกด้วย

จากการทดสอบในสนามที่ TDEX พบว่า แม้เครื่องยนต์จะเป็นการพัฒนาจากตัวเดิม แต่อัตราเร่ง
กระฉับกระเฉงกว่ากันมาก และพอลองใช้โหมดการขับขี่ที่สามารถเปิดทั้ง ECO และ PWR MODE
พร้อมกันยิ่งขับสนุกขึ้นไปอีกนับ ซึ่งปิดจุดอ่อนเรื่องเครื่องยนต์อืดไปอีกจุด

ช่วงล่างมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ว่าด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม
เช่นเคย แต่ใช้พื้นฐานใหม่เป็นแบบ DNGA (Diahatsu New Global Architecture) และ
เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากล้อหลังเป็นล้อหน้า ผลลัพธ์ที่ได้คือ ช่วงล่างนุ่มกว่าเดิมชัดเจน

ทั้งการขับขี่บนทางเรียบที่อาการเด้งจากพื้นถนนลดลง ส่วนการทรงตัวในสถานีขับสลาลอม รวมถึง
การเปลี่ยนเลนกระทันหันที่อาการโคลงของตัวรถน้อยลง แต่การซับแรงสะเทือนบนทางขรุขระ
(บนสถานีลูกระนาด) พบว่า ยังพบอาการสะเทือนอยู่ แม้จะลดลงไปจากเดิมก็ตาม แต่อาการบน
ถนนกรวดกลับไม่มีปัญหา

พวงมาลัยเป็นแบบเพาเวอร์ไฟฟ้าตามเดิม แม้จะเพิ่มน้ำหนักให้มั่นใจขึ้นแต่ก็ยังเอาใจสายขับสบายตามเดิม
จากที่ลองขับช่วงสลาลอมพบว่าตอบสนองกำลังดีแต่ไม่ถึงขั้นเฉียบคมจนถูกใจสายขับบู๊ และยิ่งเห็นผลชัดเจน
ตอนที่เลี้ยวในสถานีขับเป็นวงกลม ซึ่งอยากให้ตอบสนองไวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ไวเกินเหตุแบบที่ Yaris รุ่นปัจจุบัน
เป็นอย่างทุกวันนี้

ระบบเบรกเปลี่ยนเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ จากการทดสอบบนเงื่อนไขผู้ใหญ่นั่ง 4 คน พบว่าจากการเบรก
ในสถานีคอสะพานถือว่าทำได้กำลังดี ไม่ไวเกินไปจนน่าหวาดเสียวหรือช้าจนไม่น่าไว้ใจ ดังนั้น
รุ่นไมเนอร์เชนจ์อาจจะปรับให้คงลักษณะนี้ ทว่า ต้องมารอดูอีกทีว่าถ้าขับขี่ในสภาพถนนจริง
จะยังรักษาความดีในจุดนี้ได้หรือไม่

รวบให้ฟังคร่าวๆ : Avanza ที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมทั้งคัน แต่ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ

งวดนี้ขอบอกเลยว่า Toyota Veloz แก้มือจาก Avanza รุ่นเดิมได้ดีมากทั้งงานออกแบบที่หล่อขึ้นทั้งคัน
ภายในที่ดีไซน์และการใช้วัสดุดีขึ้นกว่าเดิม ระบบความปลอดภัยพัฒนาขึ้นจากเดิม รวมไปถึงขุมพลังที่แรงขึ้น
ช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่ากันมาก เรียกได้เลยว่าดีขึ้นทั้งคันก็ไม่ผิดนัก

แต่ก็มีบางจุดที่ต้องปรับปรุง ทั้งเข็มขัดนิรภัยไม่สามารถปรับสูง/ต่ำได้,ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ที่ไม่สามารถเป่าเท้าได้,ยังไม่มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control,ตำแหน่งปุ่มสตาร์ท
ที่อยู่ในตำแหน่งแปลกๆ และช่วงล่างที่น่าจะลดแรงสั่นสะเทือนสักเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นเพียงความรู้สึก
ที่ลองบนสนามเบื้องต้นเท่านั้น แน่นอนว่าการลองบนสนาม 3 รอบ ยังไม่สามารถลองอะไรได้มากนัก
ซึ่งต้องมาว่ากันอีกที

แน่นอนว่าราคาที่เพิ่มจาก Avanza รุ่นท็อปร่วมแสน ในมุมลูกค้าที่จะซื้อรถในพิกัดเดียวกันที่ราคาพอๆกัน
อาจจะไม่ติดใจ แต่สำหรับคนจะซื้อ Avanza อาจจะคิดหนักว่า จะยอมกัดฟันเพื่อเลือกรถที่ดีกว่าทั้งคัน
หรือเซฟเงินส่วนต่างเพื่อเลือกรถที่มีคุณภาพตามราคา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านครับ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : Takatojenrya24V + ภาพจาก Toyota Motor Thailand
เผยแพร่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam