[Carsideteam-TRY] Toyota Corolla Altis Hybrid (TNGA) 1.8 HV Hi : ลองสั้นๆ กับ Altis ที่เสถียรขึ้น

518

หลายๆคนได้จับตามองรถยนต์รุ่นนี้กันเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้รับความนิยมในบรรดาลูกค้าหลากหลายกลุ่ม
รวมถึงบรรดารถแท็กซี่,รถนักข่าว และรถยนต์สำหรับใช้ในองค์กรต่างๆ มาวันนี้ ต้องมีการพัฒนาขึ้นให้ทัดเทียม
คู่แข่งกันเสียที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง ออปชั่นสมรรถนะ การขับขี่ รวมถึงความปลอดภัย ซึ่งรถรุ่นนั้นคือ
Toyota Corolla Altis นั่นเอง

แม้ว่ารุ่นที่หลายๆคนสนใจจะเป็นรุ่น GR Sport ซึ่งเป็นรุ่นแต่งแบบจัดเต็มที่มาแทนรุ่น ESport (ซึ่งยอดขายก็
ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆของของกลุ่มเลยทีเดียว) ทว่า ก็ยังมีหลายคนที่ยังติดตามว่ารุ่นสูงสุดอย่างรุ่น
HV Hi ที่มีการอัดอุปกรณ์แบบจัดเต็ม รวมถึงเพิ่มขุมพลังใหม่เป็นแบบ Hybrid ที่วางใน Corolla Altis
เป็นครั้งแรก โดยจะมีอะไรน่าสนใจนั้น เรามาดูกันดีกว่าครับ

หน้าตาภายนอกมีให้เลือกทั้งแบบ Sport ที่มาพร้อมกับไฟหน้าทรงแปลกตา พร้อมไฟท้ายที่ดูเป็นก้อนมนๆ
ซึ่งจะจำหน่ายในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และจีนในชื่อ Levin แต่สำหรับประเทศไทยจะได้หน้าตาแบบเวอร์ชั่น
Prestige สำหรับทำตลาดในยุโรป จีน (ในชื่อ Corolla) ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ที่ดูหรูหรากว่ามาก

เริ่มจากไฟหน้าที่เป็นแบบ LED โปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบเส้นยาวๆที่ดูลงตัวขึ้น
การปรับระดับยังคงใช้”มือ”จากเดิมที่เป็นแบบอัตโนมัติ คาดว่าจะได้เสียงวิจารณ์มาหนักพอสมควร
จาก Toyota Fortuner ที่ติดตั้งระบบปรับอัตโนมัติ แต่แยงตาจนคนก่นด่ากันเป็น Talk of the Town

กระจังหน้าเสริมด้วยเส้นโครเมียมที่มีขนาดยาวเป็นพิเศษพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่อีกทั้งยังมี
ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED เสริมด้วยโครเมียม แต่ออปชั่นนี้สงวนไว้ให้รุ่น GR และ HV Hi เท่านั้น
(อยากให้ HV MID มีออปชั่นดังกล่าวด้วยก็ยังดีนะ)

ด้านข้างมาพร้อมกับแนวกระจกที่ลากไปจนถึงเสา C ตกแต่งด้วยสีดำซึ่งชวนให้นึกถึง Yaris Ativ
แต่มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมเสริมด้วยโครเมียมที่ดูหรูหรา กระจกมองข้างเปลี่ยนตำแหน่งมาไว้ที่ข้างประตู
พร้อมปรับรูปทรงที่ดูปราดเปรียวขึ้น มือจับประตูได้เปลี่ยนมาเป็นแบบยกชิ้นเช่นเดียวกับ Camry รุ่นล่าสุด

ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายแบบ Full LED ที่ให้แสงสว่างดูดีกว่าแบบธรรมดาที่มีใน 1.6 ลิตรอย่างเห็นได้ชัด
เสริมด้วยคิ้วเหนือป้ายทะเบียนโครเมียมที่เพิ่มส่วนผิวด้านเข้ามา พร้อมช่องใส่ป้ายทะเบียนที่กว้างขึ้นมาก
ส่วนกันชนหลังเสริมด้วยแผงทับทิมแนวนอน และปรับเส้นสายต่างๆให้ดูตื่นตาขึ้น ส่วนโลโก้ชื่อรุ่น
จะย้ายมาไว้ด้านล่างเป็นครั้งแรก (จากเดิมอยู่ที่ด้านขวาบนเหมือน 4 รุ่นที่ผ่านมา)

เสริมให้อีกว่า ในเวอร์ชั่นมาเลเซียนั้น ได้ถอดชื่อ Altis ออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียว
ในอาเซียนที่ใช้ชื่อ Corolla แบบเพียวๆโดยไม่มีชื่อต่อท้ายเหมือนหลายๆประเทศ

Update : อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเวอร์ชั่นมาเลเซียจะไม่มีคำว่า Altis ในการโปรโมท แต่รถยนต์คันจริง
ยังมีชื่อ Altis ตามหลังเหมือนเดิม เท่ากับว่า ตลาดอาเซียนใช้ชื่อว่า Corolla Altis เช่นเคย

แต่สิ่งที่หลายๆคนได้แอบอึ้งเล็กน้อย คือ ล้ออัลลอย แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้วพร้อมยางขนาด
225/45R17 แต่ลายล้อนั้น กลับไปนึกถึง Toyota Corolla Altis ESport ก่อนไมเนอร์เชนจ์อย่าง
เสียมิได้ ส่วนล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วพร้อมยางขนาด 205/55R16 ก็มีลวดลายคล้ายกับ Camry 2.0
รุ่นปี 2010-2017 เช่นกัน เรียกได้ว่างานออกแบบมีการอ้างอิงจากรุ่นเก่าๆอยู่พอสมควร

ในภาพรวมนั้น งานออกแบบด้านหน้าจะเป็นการนำเส้นสายจากรุ่นปี 2016-2018 มาปรับให้เรียบง่ายขึ้น
แต่ต้องยอมรับว่าด้านข้างและด้านหลังมีเส้นสายที่สวยหรูกว่า Camry เสียด้วยซ้ำ (ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ เนื่องจาก
Camry ได้เปลี่ยนแนวทางการออกแบบไปในทางสปอร์ตตามตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย)

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,630 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,780 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นกว่าเดิม 5 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,455 มิลลิเมตร (เตี้ยลงกว่าเดิม 45 มิลลิเมตร)
  • ฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตรเท่าเดิม

การเข้า/ออกรถมาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะ Smart Entry ที่มีหน้าตาเหมือนกับ Toyota ที่ใช้พื้นฐาน
TNGA ทั้ง C-HR และ Camry แถมมีลูกเล่นเล็กน้อยตรงที่โลโก้สามห่วง ในรุ่น Hybrid จะมีสีฟ้าแซมๆ
ซึ่งสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ข้อเสียอยู่ที่สวิตซ์เปิด/ปิดประตูรถมีให้เฉพาะฝั่งคนขับ
และฝากระโปรงหลังเท่านั้น ไม่ได้ให้ในฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ามาให้ อย่างน้อย ก็ควรติดตั้งมาให้ก็ยังดี

ภายในห้องโดยสารของ All New Toyota Corolla Altis ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Sensuous Minimalism
ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหน ตัวถังแบบไหนก็ตาม สำหรับรุ่น HV Hi มาพร้อมกับ
ภายในสีดำ ที่มีการบุนุ่มแบบจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซลส่วนบน แผงผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมตะเข็บจริง อีกทั้ง
แผงประตูที่บุนุ่มส่วนบนแทบทั้งหมด เรียกได้ว่ามีพัฒนาการเรื่องวัสดุอย่างชัดเจน รวมทั้งติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศ
(Ambient Light) สีฟ้าบริเวณแผงประตู คอนโซลหน้า และที่วางแก้วอีกด้วย

มีข้อสังเกตว่า Pattern การวางอุปกรณ์จะคล้ายกับ C-HR ค่อนข้างมาก ไล่มาตั้งแต่ชุดเครื่อง เสียงช่องแอร์
แผงควบคุมระบบปรับอากาศไว้เป็นชุด แต่ไม่ได้โน้มเข้าหาคนขับเหมือนกับรุ่นดังกล่าว การใช้งานในภาพรวม
ถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่ปุ่มชุดเครื่องเสียงมีขนาดที่เล็กไปหน่อย รวมถึงปุ่มกดฟังก์ชั่นต่างๆของระบบ
ปรับอากาศที่อาจจะแออัดไปซักเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาปรับตัวไม่เยอะนัก

ชุดเครื่องเสียงของเวอร์ชั่นไทยในรุ่นดังกล่าวเป็นจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple Carplay กับ Android Auto
(ที่พึ่งเปิดใช้บริการในบ้านเรากันเสียที) เป็นรุ่นแรกของ Toyota ประเทศไทย รองรับการเชื่อมต่อ USB และ
Bluetooth ติดตั้งระบบ T-Connect Telematics และระบบนำทาง Navigator คุณภาพเสียงพัฒนาขึ้น
จากรุ่นเดิมพอสมควร เมื่อเทียบกันแล้ว ถือว่าไล่เลี่ยกับ Civic และ Mazda 3 เสียด้วยซ้ำ

ระบบปรับอากาศจะให้แบบอัตโนมัติเกือบทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่นเริ่มต้น Limo ที่ยังเป็นมือบิด 3 ปุ่มเช่นเคย)
พร้อมจอแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ติดตั้งระบบทำความร้อน (Heater) เป็นที่เรียบร้อย
หลังจากที่มีแต่เป่าลมเย็นมาให้โดยตลอด รวมถึงยังคงมี ระบบกรองอากาศ​ Nanoe มาให้เช่นกัน น่าเสียดาย
ที่ยังไม่สามารถแยกฝั่งได้ (แต่เวอร์ชั่นอินโดนิเซียและมาเลเซียกลับมีมาให้เสียอย่างนั้น ซึ่งหวังว่า
รุ่นปรับอุปกรณ์คงติดตั้งมาให้อย่างแน่นอน)

มาตรวัดของรุ่น HV Hi เป็บแบบเรืองแสงสีฟ้า มาพร้อมกับแบบจอแสดงผลขนาด 7 นิ้วที่แสดงความเร็ว
และข้อมูลการขับขี่แบบต่างๆ ตัวกราฟิกมีการออกแบบให้สวยขึ้นกว่ารุ่นเดิม พร้อมลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ อาทิ
สามารถปรับหน้าตาได้ 2 แบบคือแบบเข็ม (ที่เห็นตามภาพด้านบน) และแบบตัวเลขพร้อมเส้นที่ดูกลมกลืน
กับมาตรวัดฝั่งซ้ายและขวา และไฟสีเขียวเมื่อเข้าสู่ ECO Mode (อันที่จริงจะมีกราฟิกสีแดงเมื่อกดปุ่ม
Sport Mode แต่เวอร์ชั่นไทยกลับไม่มีโหมดนี้มาให้) ส่วนมาตรวัดของระบบ Hybrid วัดความร้อน
และปริมาณน้ำมันยังเป็นแบบเข็มแท้ๆเช่นเคย นอกจากนี้รุ่น HV Hi มาพร้อมกับมาตรวัดที่แสดงผล
บนกระจก HUD ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร แสดงผลได้หลากหลายขึ้น และเป็นแบบจอสีด้วย

พวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่มาพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ จอแสดงผลการขับขี่รวมถึง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่เปลี่ยนจากแบบก้านมาเป็นแบบกดปุ่ม ตัวพวงมาลัยให้สัมผัสหนัง
ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่มีการกัดลายเพื่อให้จับกระชับแบบรุ่น GR Sport แต่ยังมีข้อตำหนิ นั่นคือ
สวิตซ์ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่มีการแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ต้องปรับตัวในการใช้งานค่อนข้างเยอะพอสมควร
ซึ่งรุ่นปรับโฉมอาจจะทำปุ่มที่เข้าใจง่ายขึ้นกว่านี้

แผงคอนโซลกลางมาพร้อมกับที่ชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) โดยแค่วางโทรศัพท์ และรอสักระยะ
จะมีไฟสีส้มขึ้นมาเพื่อบอกว่า กำลังชาร์จอยู่ ส่วนรุ่นไหนไม่ได้ติดตั้งมาให้จะมีให้เป็นทางเลือกเสริม แต่
จะมีปุ่มเปิด/ปิดที่แตกต่างกันเล็กน้อย ส่วนตัวเกียร์อัตโนมัติกลับมาใช้รางตรงกันอีกครั้ง (หลังจากที่เป็น
รางขั้นบันไดมาโดยตลอด) พร้อมหุ้มด้วยถุงเกียร์เพื่อความดูดี ถัดมาเป็นเบรกมือไฟฟ้าที่มีให้เฉพาะ
เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรพร้อม Auto Brake-hold ที่หน้าตาสวิตซ์ดูน่าใช้งานกว่า C-HR เล็กน้อย

รวมถึงยังมีที่วางแก้วน้ำมาให้ พร้อมกล่องคอนโซลกลางติดตั้งที่พักแขน ซึ่งตำแหน่งการวางถือว่าพอโอเคอยู่
สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกจุดคือกล่องคอนโซลกลางมีขนาดเล็กลง พร้อมช่องเสียบปลั๊กไฟ 12 โวล์ต และช่องเสียบ USB
ที่ย้ายมาจากด้านหลังในรุ่นเดิม และลดเหลือตำแหน่งเดียว (จากเดิมที่มี 2 ตำแหน่ง)

บนหลังคามาพร้อมกับแผงบังแดดพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง ซึ่งตัวแผงบังแดดให้สัมผัสที่แข็งมากกกกก
และช่องเสียบเอกสารที่แอบย้วยพอสมควร ถัดมาเป็นไฟอ่านแผนที่ที่ยังคงใช้ทรงเดียวกับรุ่นเดิม ทว่า
กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติที่เปลี่ยนทรงใหม่ที่ดูเผินๆว่ามาในสไตล์ Frameless แต่ก็มีกรอบ
มาให้เล็กน้อย

เบาะนั่งด้านหน้าสามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมดันหลังมาให้ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งตัวเบาะนั้นมีการโอบกระชับ
ชัดเจน มีการรองรับในส่วนต่างๆมากขึ้น แต่พนักพิงศรีษะยังมีอาการดันเช่นเดียวกับ C-HR พร้อมหนังที่หุ้มเบาะ
ให้สัมผัสที่นุ่มขึ้น การเข้า/ออกตัวรถถือว่าทำได้ดีกว่า Civic นิดหน่อย ส่วนแผงประตูมีการบุหนังที่ค่อนข้างนุ่ม
เป็นพิเศษสำหรับการวางแขนอีกด้วย ตำแหน่งการวางแขนถือว่าทำได้พอๆกับรุ่นเดิม

เบาะหลังมีให้เลือกทั้งแบบพับได้ในอัตราส่วน 60/40 เสริมด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วแบบไม่มีฝาปิด
ตัวเบาะหลังมีการปรับงานออกแบบให้นั่งสบายขึ้น ทว่า พื้นที่ห้องโดยสารอาจจะไม่ได้กว้างสะใจเหมือนกับ
รุ่นที่แล้ว เนื่องจากเปลี่ยนงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ แต่ฐานล้อยังคงเหมือนเดิม ส่วนพื้นที่ศรีษะยังเหลืออยู่
ประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่นัก ฟังก์ชั่นมาพร้อมกับม่านบังแดดหลังมาให้เป็นเจ้าเดียวในตลาด
และช่องแอร์ด้านหลังที่มีลมออกมาแรงกว่าหลายๆรุ่นมาก อย่างไรก็ตามก็มีรายการลดต้นทุนอยู่บ้าง อาทิ
พนักพิงศรีษะตรงกลางไม่สามารถปรับระดับได้ รวมถึง รุ่นพับเบาะไม่ได้ที่ไม่สามารถปรับพนักพิงศรีษะได้เลย
และยังมีพลาสติกข้างเบาะนั่งที่คล้ายกับ Civic FC อย่างเห็นได้ชัด

ขุมพลัง

แม้ว่าน่าเสียดายที่ไม่มีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Dynamic Force แต่ก็มีให้ถึง 3 ทางเลือก
โดยเครื่องยนต์ที่นำมาทดสอบมีรายละเอียดดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.8 ลิตรรหัส 2ZR-FXE มีพละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที
แรงบิดมีกำลัง 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบต่อนที ส่วนแบตเตอรี่ มีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิดมีกำลัง
163 นิวตัน-เมตร (รวมกันแล้วมีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT

ถ้าจะบอกว่า สมรรถนะของเครื่องยนต์นั้นเหมือนกับ C-HR ทั้งดุ้นมันก็กระไรอยู่ แต่ในฐานะที่เคยขับรถยนต์
ที่มีขุมพลังเดียวกันทั้ง 3 รุ่นนั่นคือ Prius โฉมที่ 3 (ที่เคยขายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ) C-HR
และรุ่นนี้พบว่า ใน Prius ให้การตอบสนองดีในระดับที่พอรับได้

แต่พอมาเป็น C-HR และ Corolla Altis ซึ่งมีการปรับจูนให้เข้ากับระบบ Hybrid ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพขึ้น
ทำให้ตัวรถอืดพอสมควร แต่ไม่ได้ร้ายแรงมากนัก ยิ่งเมื่อเทียบกับรุ่นท็อปสุดของคู่แข่งแล้ว Honda Civic
มีพละกำลังที่แรงขึ้นแบบไม่ต้องสืบ และ Mazda 3 ที่แอบแรงอยู่นิดๆ ซึ่งต้องฝากความหวังว่า รุ่นปรับโฉม
จะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ที่มีเรี่ยวแรงมากกว่านี้ ส่วนเรื่องความประหยัดยังคงเป็นปริศนา

ระบบกันสะเทือน

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนมาใช้แบบ TNGA (Toyota New Global Architecture)
เช่นเดียวกับ C-HR และ Camry พร้อมเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ ด้านหน้าเป็นแบบแมคฟอร์สันสตรัท แต่ด้านหลังเปลี่ยนจาก
แบบคานบิด (Torsion Beam) มาเป็น แบบอิสระ Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลงทั้งหน้าและหลังมาให้
โดยทาง Toyota เคลมว่าสามารถตอบสนองได้ดีขึ้น รองรับการบิดตัวได้ดี และขับสนุกขึ้น

แต่เมื่อมาลองกันจริงๆแล้วพบว่า ทำได้ดีกว่า Corolla Altis รุ่นเดิมชัดเจน มีความนุ่มนวลและหนักแน่นขึ้น
แต่เมื่อเทียบกับ C-HR แล้วพบว่า ช่วงล่างมีความนุ่มกว่า C-HR เพราะต้องเอาใจคนนั่งมากกว่ารุ่นนั้นที่เอาใจ
คนขับล้วนๆ และเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วพบว่า ความหนักแน่นดีกว่า Civic อยู่พอสมควร แต่ถ้าเทียบกับ
Mazda 3 ถือว่าสูสีกว่ากันเล็กน้อย

พวงมาลัยยังคงเป็นแบบ Rack and Pinion พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ซึ่งให้การตอบสนองที่ไวเช่นเคย
แต่มีความหนืดให้เห็นอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับ C-HR แล้วถือว่ายังมีระยะฟรีน้อยกว่านิดเดียว ส่วนคู่แข่งนั้น
ถือว่าทำได้พอๆกับ Civic และ Mazda 3 แต่อาจจะเหนือกว่าไม่มากนัก

จุดที่ปรับปรุงอีกอย่างคือระบบเบรก ในรุ่นเดิมมีแป้นเบรกที่ทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก มารุ่นใหม่มีการปรับให้
ตอบสนองไวขึ้น (ซึ่งรุ่น Hybrid จะมีไฟฟ้าไว้ช่วยหน่วงเบรกให้) เทียบกับ C-HR พบว่าแป้นเบรกให้สัมผัส
ที่นุ่มกว่าและตอบสนองได้ไวพอๆกัน แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งแล้วแป้นเบรกของ Civic จะทำงานไวแบบจิกๆ
ส่วนของ Mazdaจะให้ความรู้สึกอยู่ตรงกลางระหว่าง Civic และ Corolla Altis

ระบบความปลอดภัย

แน่นอนว่าความปลอดภัยของ Toyota ยุคใหม่ๆมาพร้อมกับ ระบบเบรก ABS EBD BA ,ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัย 7 ลูกทุกรุ่นย่อน พร้อมออปชั่นเสริมอย่างระบบเตือนมุมอับด้านข้าง BSM
และขณะถอยหลัง RCTA รวมถึงกล้องมองหลังในบางรุ่น แต่ที่สำคัญ รุ่น HV Hi มาพร้อมกับ Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นใหม่ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ส่วนระบบความปลอดภัยมีออปชั่นมาให้ดังนี้

  • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถแบบทุกย่านความเร็ว All-Speed Dynamic Radar Cruise Control (DRCC) พร้อมระบบหยุดและเคลื่อนรถอัตโนมัติ ระบบดังกล่าวเป็นการพัฒนามาจาก Radar Cruise Control
    รุ่นเดิม สามารถแปรผันได้ในความเร็วต่ำ แม้แต่ตอนหยุดนิ่ง (0 กิโลเมตร/ชั่วโมง) หลักการทำงานคล้ายกับ
    Propilot ใน Nissan นั่นคือ จะเบรกและเร่งเองโดยอัตโนมัติ แต่ยังไม่ถึงขั้นช่วยขับขี่ได้หลากหลายกว่านั้น
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System (PCS) แม้ว่าในเสปคของต่างประเทศบอกว่ามีการปรับปรุง
    ให้สามารถใช้ได้ในตอนกลางคืน แต่ของประเทศไทยคาดว่ายังคงเหมือนเดิม หลักการทำงานคือเมื่อรถเข้าใกล้
    วัตถุข้างหน้าระจะเบรกอัตโนมัติมาให้
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยช่วย Lane Departure Alert (LDA) ระบบยังคงตรวจจับเลนบนถนน
    พอรถเลยจากเส้นแล้วรถจะเตือนพร้อมประคองพวงมาลัยให้เช่นเดิม
  • ระบบช่วยให้รถอยู่ตรงกลางแม้ไม่มีเส้นจราจร LTA (Lane Tracing Control) เมื่อระบบตรวจรถออกนอกเลน
    ไม่สามารถตรวจจับเส้นถนนได้ ระบบจะใช้กล้องข้างหน้าเพื่อตรวจจับรถให้รถอยู่ในเลนตรงกลางและประคองรถ
    ให้ตรงเลนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งระบบนี้จะไม่มีใน C-HR และ Camty
  • ระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto High Beam ระบบจะเปิดไฟสูงอยู่ตลอดเวลา พอรถสวนมา ระบบจะปิดไฟหน้าให้อัตโนมัติ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ
: Toyota Corolla Altis ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ยังไม่สุดพอ..

ตลอดเวลาที่ทำตลาดของ Toyota Corolla ทำให้รู้ว่า การปรับตัวให้เข้ากับตลาดนั้นค่อนข้างสำคัญมาก ไม่ใช่แค่
ตัวรถทนทาน ไว้ใจได้แล้วจะโดนใจลูกค้าตลอด แต่รวมถึงตัวรถที่มีงานออกแบบที่ทันสมัยขึ้น เทคโนโลยีต่างๆ
ที่มีมากขึ้นทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย สมรรถนะและการขับขี่ที่ต้องดีขึ้นพอที่จะฟัดเหวี่ยงกับคู่แข่งได้

ซึ่งในรุ่นปัจจุบันนั้นนับว่ามีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดตามที่ได้กล่าวมา จนคิดว่าเป็น Corolla ที่น่าใช้มากที่สุด
ในบรรดา Corolla ทั้งหมดอย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีคุณงามความดีมากแค่ไหน แต่ก็ต้องมีข้อติชมดังต่อไปนี้

ข้อดี

1.งานออกแบบที่พัฒนาขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ยอมรับว่าหลังจากที่ Corolla Altis หน้าหมู
(รุ่นปี 2001-2007) นั้น มักจะมีอะไรทั้งไม่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นภายนอกสวย ภายในเชย
(รุ่นปี 2014-2018) หรือจะเป็นภายนอกเชย แต่ภายในสวย (รุ่นหน้าแบนปี 2008 – 2013)
สำหรับรุ่นปัจจุบันเรียกได้ว่าลงตัวกันทั้งภายนอกที่มีเส้นสายเรียบหรูขึ้นขี้น ภายในที่ใช้งานง่ายและ
ออกแบบให้ดูทันสมัยรวมถึงวัสดุต่างๆมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เรียกได้ว่า น่าใช้งานในทุกมุมมอง

2.อุปกรณ์ที่มากขึ้นจนรุ่นใหญ่มองค้อน ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายที่ให้เยอะไม่แพ้ Camry อาทิ
ที่ชาร์จไร้สาย มาตรวัดแบบจอสีขนาดใหญ่ มาตรวัดเสริมนกระจก HUD ชุดเครื่องเสียงรองรับ
Apple Carplay และ Android Auto แอร์หลัง ฯลฯ และความปลอดภัยอย่าง Toyota Safety Sense
เวอร์ชั่นล่าสุดที่ทำงานได้เหนือกว่า C-HR และ Camry อีกด้วย เรียกเลยว่า ให้มาแบบเต็มที่กันเลยทีเดียว

3.การขับขี่ที่พัฒนาขึ้น ภาพจำของการขับขี่ Corolla รุ่นที่ผ่านมาเรียกได้ว่า ไม่ค่อยสู้คู่แข่งได้เต็มที่นัก
แต่เมื่อสร้างบนพื้นฐาน TNGA ที่มีการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เบรก ช่วงล่าง และพวงมาลัย
จนมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดจนสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งได้ เรียกได้ว่าทำให้ Corolla ขับสนุก
เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จเรียบร้อย

ข้อเสีย

1.ขอเครื่องยนต์ที่แรงกว่านี้หน่อย แม้ว่าจะมีเครื่องยนต์มาใหม่ แต่เป็นเครื่องยนต์เดียวกับ C-HR ที่ได้ในเรื่อง
ความประหยัด แต่สำหรับใครที่ชอบความแรง เครื่องยนต์ดังกล่าวไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก ดังนั้น รุ่นต่อไป
อาจจะต้องมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid ที่แรงกว่านี้ ส่วนเรื่องประหยัดน้ำมันอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้

2.ออปชั่นและการลดต้นทุน ยอมรับเลยว่า Corolla Altis รุ่นนี้ให้มาค่อนข้างจัดเต็มเลยทีเดียว แต่ก็มีจุดที่น่าขัดใจ
อยู่บ้าง อาทิ เบาะหลังที่ไม่สามารถปรับพนักพิงศรีษะได้ในรุ่นที่พับเบาะไม่ได้,แผงพลาสติกข้างเบาะหลังที่มาในสไตล์
เดียวกับ Civic FC (โฉมปัจจุบัน) รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ยังกั๊กไว้อยู่อาทิ ไฟตัดหมอกหน้าที่มีมาให้เฉพาะ 2 รุ่นย่อย
เท่านั้น และ Cruise Control ที่สงวนไว้ในรุ่นสูงสุด (อันที่จริงน่าจะให้มาเฉพาะ 1.8 ลิตรก็ยังดี) คงต้องฝาก
ความหวังให้กับรุ่นปรับอุปกรณ์ที่จะมาเมื่อไหร่นั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด

3.การใช้งานภายในที่ต้องมีการปรับตัวเล็กน้อย แม้ว่าการควบคุมต่างๆจะลดการละสายตาจากถนน
ได้ดีกว่ารุ่นเดิม แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นปุ่มบนวิทยุที่ค่อนข้างเล็ก,ปุ่มควบคุม
เครื่องเสียงทีแยกเป็น 2 ฝั่ง และแผงสวิตซ์ระบบปรับอากาศที่ปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นเล็กและเบียดกัน
แน่นไปหน่อย ซึ่งอาจจะมีการปรับปรุงในอนาคตอัตใกล้นี้

สำหรับคันต่อคันยังไม่ขอเทียบในตอนนี้ เนื่องจาก Mazda 3 จะออกสู่ตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เมื่อถึงวันนั้น อาจจะเห็นภาพอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้น และนี่คือความรู้สึกของ Toyota Corolla Altis
รุ่น Hybrid แบบเบื้องต้น ซึ่งการขับขี่เต็มรูปแบบจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามกันต่อไป

ขอขอบคุณ

บริษัท Toyota Interyont Chonburi 1999 จำกัด
ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในจังหวัดชลบุรี
สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

Toyota Alive Space ICONSIAM ชั้น 3
สำหรับภาพประกอบบางส่วน

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V

เผยแพร่ครั้งแรก : 16 กันยายน 2562

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th

อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Comments
Loading...