[Carsideteam-TRY]All New Suzuki Ertiga 1.5GX 4AT : มินิแวนที่ยังขับสนุกเหมือนเดิม แต่รายละเอียดบางอย่างต้องปรับอีกนิด

1,092

ตลาดมินิแวนในช่วงปัจจุบันนี้ มักจะเทไปกับรุ่นที่ตกแต่งสไตล์ Crossover เสียมากกว่าจากความนิยม
ของรถกลุ่มนี้ที่มากขึ้นไม่ต้องอื่นไกล ตัวอย่างเช่น Mitsubishi Xpander ที่เปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว
รวมถึง Honda BR-V ที่อายุตลาดนานกว่าใครเพื่อน แต่ก็รักษายอดขายได้เสมอต้นเสมอปลาย

ทว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคม Suzuki ได้เผยโฉม Ertiga โดยประกาศตัวเองว่าเป็น Sport Minivan
ซึ่งก็ยังเป็นห่วงว่า ท่ามกลางกระแสมินิแวนยกสูงที่กำลังเป็นที่นิยม รุ่นนี้จะดังหรือไม่ แต่พอเปิดตัวเมื่อวันที่
6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับราคาที่เกือบจะเท่าเดิม ทำให้เป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง หลายๆคนคงอยากรู้ว่า
สมรรถนะของรุ่นนี้จะเป็นอย่างไรเรามาชมกัน

จริงๆแล้ว Suzuki บุกตลาดมินิแวนครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2005 ในชื่อรุ่นว่า APV
โดยเป็นรูปทรงขนาดเล็กพร้อมดีไซน์เหลี่ยมสไตล์รถเพื่อการพาณิชย์ที่แปลงเป็นรถยนต์นั่ง
(ซึ่งก็คือ Carry นั่นเอง) ถึงแม้ว่าจะลงทุนด้วยการนำโดราเอม่อนเป็นพรีเซนเตอร์ แต่ชื่อชั้น
ของ Suzuki ในสมัยนั้นยังไม่ดังเหมือนกับยุคที่ดูแลโดย iTOA ทำให้ยอดขายค่อนข้างเงียบ
(ซึ่งรถรุ่นดังกล่าวยังคงลากขายในอินโดนิเซียมาจนถึงปัจจุบัน)

แต่ใช่ว่าจะหยุดแค่นั้น หลังจากที่ Suzuki อยู่ในมือของ iTOA ในปี 2009 รวมทั้งยอดขายของ Swift
ที่ขายดีเป็นพลุแตก ทำให้ Suzuki จึงตัดสินใจกลับมาเล่นในตลาดกลุ่มนี้อีกรอบ และแน่นอนว่า Ertiga
ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดโลกเมื่อปี 2012 (แต่นำมาขายในไทยเมื่อปี 2013 พร้อมดึง
นิธิ สมุทรโคจรและลูกชาย น้องเคนโด้ มาเป็นพรีเซนเตอร์) ส่วนยอดขายถือว่าพอไปรอดกว่าคู่แข่ง
บางรุ่นแม้ว่ายอดขายไม่สูงนัก แต่ก็ถือว่าไม่ล้มเหลว

หลังจากที่ขายมาถึง 5 ปี รวมถึง Swift ที่ได้เปลี่ยนโฉมไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ถึงเวลาของมินิแวนขวัญใจ
ชาวอาเซียนที่จะต้องเปลี่ยนโฉมตามอายุขัย ในเดือนเมษายน 2018ทางฝั่งอินโดนิเซียได้เปิดตัว
Ertiga รุ่นที่ 2 ออกมา และมีเสียงตอบรับค่อนข้างดี สำหรับในไทย ได้มีภาพหลุด ไม่สิ ภาพของรถ
ที่ใช้ถ่ายทำโฆษณาของตลาดโลกออกมาในช่วงกลางปีนั้น (ที่เป็นของตลาดโลกเพราะรถที่ใช้โปรโมท
เป็นสีทอง ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ใช้สีแดงในการโปรโมท) เวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุด Suzuki
ก็เปิดตัว Ertiga รุ่นที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่มาพร้อมกับจุดเด่นหลายๆประการ

งานออกแบบภายนอกแทบจะหาเค้าโครงเดิมจาก Swift ใหม่ไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกที่หรูหราขึ้น
ทั้งไฟหน้าโคมโปรเจคเตอร์แบบแนวนอน (แต่หลอดข้างในเป็นฮาโลเจน) และกระจังหน้าแนวนอน
ที่มีทั้งเส้นแนวตรงและบานเกล็ด รวมถึงกันชนหน้าที่มีรูปทรงค่อนข้างฉวัดเฉวียนและไฟตัดหมอกหน้า
แบบโคมธรรมดาในรุ่นสูงสุด GX

ด้านข้างปรับการออกแบบที่ดูหวือหวาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นเส้นสายตัวรถที่พัฒนาใหม่ กระจกด้านหลัง
ที่ขยายให้ใหญ่ขึ้น พร้อมแถบพลาสติกสีดำที่แปะเพื่อให้ดูต่อเนื่องกับกระจกหลัง และด้านหน้าที่เพิ่ม
แถบสีดำเป็นแนวยาวมาเพื่อความสวยงาม ส่วนล้ออัลลอยยังคงขนาด 15 นิ้วลาย 5 ก้านใหญ่ 3 ก้านย่อย
พร้อมยางขนาด 185/65R15 ทุกรุ่น ซึ่งดูเล็กเมื่อเทียบกับตัวรถที่ใหญ่ขึ้น (ทั้งๆที่ล้อมีขนาดเท่าเดิม)

ด้านท้ายอาจจะแปลกใจสักหน่อยว่า งานออกแบบโดยรวมชวนให้นึกถึง Xpander อยู่ไม่ใช่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นไฟท้าย LED ทรงตัว L พร้อมเส้นโครเมียมเหนือคิ้วป้ายทะเบียนหลังที่ทำให้ดูต่อเนื่อง
กันชนหลังที่มีเส้นสายปราดเปรียวกว่ารุ่นเดิม แต่ที่น่าสะกิดใจคือขนาดของไฟเบรกดวงที่ 3
ที่มีขนาดเล็ก ที่อาจจะมองยากนิดหน่อยสำหรับรถที่มองตามหลัง

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,395 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรุ่น DREZA ในปัจจุบัน)
  • ความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,690 มิลลิเมตร (สูงขึ้น 5 มิลลิเมตร)
  • ฐานล้อยาว 2,740 มิลลิเมตรเท่าเติม
  • ระยะความสูงจากพื้น 180 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 5 มิลลิเมตร)

เมื่อเทียบกับคู่แข่งมีขนาดดังต่อไปนี้
ยาว x กว้าง x สูง x ระยะฐานล้อ x ความสูงจากพื้นราบ (หน่วย : มิลลิเมตร)

  • Mitsubishi Xpander : 4,475 x 1,750 x 1,700 x 2,775 x 205 มม.
  • Honda BR-V : 4,456 x 1,735 x 1,666 x 2,655 x 201
  • Honda Mobilio : 4,398 x 1,683 x 1,603 x 2,652 x 189
  • Toyota Sienta : 4,235 x 1,695 x 1,695 x 2,750 x 170
  • Toyota Rush (ยังไม่วางจำหน่ายในประเทศไทย ณ เวลานี้) :
    4,435 x 1,695 x 1,705 x 2,685 ความสูงจากพื้นราบยังไม่ระบุ
  • Suzuki Ertiga : 4,395 x 1,735 x 1,690 x 2,740 x 180

แน่อนว่า Xpander ยังคงใหญ่กว่า Ertiga ในทุกมิติ แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อเทียบกันจริงๆพบว่า
ตัวรถค่อนข้างสั้น (แต่ยาวกว่า Sienta),ความกว้างเท่ากับ BR-V ตัวรถสูงกว่า Honda ทั้งสองรุ่น
ฐานล้อสั้นกว่า Sienta 10 มิลลิเมตร รวมๆแล้วตัวรถแอบเล็กกว่าชาวบ้าน แต่มีบางส่วน
ที่มีขนาดมากกว่าคู่แข่งเล็กน้อย

สำหับการเข้าออกรถ คราวนี้เปลี่ยนจากกุญแจรีโมทธรรมดามาเป็นกุญแจอัจฉริยะทรงเดียวกับ Swift
ซึ่งมีขนาดเล็ก ส่วนการสตาร์ทยังคงใช้ปุ่มสตาร์ทเหมือนกับมินิแวนรุ่นใหม่ๆเช่นเคย

ภายในจากเดิมที่ยังพอมีเค้าโครงจาก Swift อยู่บ้าง มาคราวนี้ปรับงานออกแบบใหม่หมดจนเหลือให้ใช้
ร่วมกันได้ไม่กี่ชิ้น สารภาพตามตรงกว่าแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าแอบคิดถึง Toyota Innova Crysta
เล็กน้อย โทนสีภายในรอบนี้เปลี่ยนจากสีเบจล้วนมาเป็นโทนสีดำ แต่มีสิ่งที่ขัดใจกับบุคลิกรถคือลายไม้
ที่เพิ่มเข้ามา ถึงแม้ว่าอาจจะมีคนชอบอยู่บ้าง แต่ถ้าได้สีเมทัลลิกจะเข้ากับโทนสีภายในมากกว่านี้

ชุดเครื่องเสียงหลายๆคนอาจจะผิดหวังว่า ทำไมไม่เป็นจอสัมผัสเช่นเดียวกับ Swift และ Ciaz รุ่นบนๆ
ถึงกระนั้น ฟังก์ชั่นพื้นฐานของชุดเครื่องเสียงให้มาครบไม่ว่าจะเป็นวิทยุ และช่องต่อ AUX USB
พร้อม Bluetooth โดยการควบคุมมาเป็นระบบสัมผัสเช่นเดียวกับ Honda ในบางรุ่น คุณภาพเสียง
ถือว่าค่อนข้างดีสมราคา (แว่วๆว่าอาจจะดีกว่า Xpander อีกด้วย) ทว่า การควบคุมแม้ว่าจะง่ายกว่า
ยี่ห้อดังกล่าว แต่ด้วยปุ่มควบคุมหลักๆที่รวมกับปุ่มบันทึกช่องวิทยุ ทำให้มีโอกาสกดปุ่มผิดขณะขับรถ
อยู่พอสมควร

ระบบปรับอากาศยังคงเป็นแบบธรรมดาเช่นเคย แต่ฟังก์ชั่นต่างๆหายไปจาก Swift เยอะพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม A/C ที่ตัดออกไป,ทิศทางเป่าลมลดจาก 5 ทิศทางเหลือแค่ 2 ทิศทางเหมือน Toyota บางรุ่น
รวมถึง ไม่มีไล่ฝ้ามาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนการทำงานถือว่าเย็นกำลังดี แม้กระทั่วบริเวณที่วางแก้ว
ที่มีช่องสำหรับรักษาอุณหภูมิมาให้ เอาเข้าจริง ปล่อยลมออกมาแรงกว่าช่องเก็บความเย็นใน
Hilux Revo/Fortuner และ Innova Crysta เสียอีก

มาตรวัดยกมาจาก Swift แบบไม่ต้องคิดมากทั้งการจัดเรียง และฟังก์ชั่นจอแสดงผลการขับขี่แบบขาว/ดำ
มีมาให้เท่าที่จำเป็น แต่ตัดส่วนที่เป็นสีแดงออกไป การมองเห็นต่างๆถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายกำลังดี
ส่วนพวงมาลัยยกชุดจาก Swift เช่นกันแต่เปลี่ยนวัสดุตกแต่งเป็นหนัง/ไม้ที่มีความลื่นมืออยู่บ้าง
มาพร้อมกับปุ่มควบคุมเครื่องเสียงยังคงใช้งานง่าย แต่ถึงกระนั้น รุ่นนี้ยังไม่ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
Cruise Control แต่ยังพอมีโอกาส ที่จะติดตั้งเข้าไปได้ง่ายเช่นเดียวกับรถบางรุ่น (แต่จะมีระบบต่างๆรองรับไหม
ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้)

เบาะนั่งคู่หน้ายกชุดมาจาก Swift มาทั้งชุด จากที่ได้เข้าไปนั่ง พบว่า ตัวเบาะมีความนั่งสบายพอสมควร
รองรับสรีระต่างๆได้ค่อนข้างดี ส่วนฝั่งคนขับสามารถปรับสูง/ต่ำได้เช่นเคย ส่วนผ้าหุ้มเบาะให้สัมผัส
ดีพอสมควร ทว่า ก็ยังมีจุดที่น่าเสียดายคือ เข็มขัดนิรภัยที่จากเดิมสามารถปรับสูง/ต่ำได้ มาคราวนี้
ถูกตัดออกไป และยังคงไม่มีที่พักแขนให้เช่นเคย แต่ถ้าจะหามาติดตั้งอาจจะลำบากเล็กน้อย เนื่องจาก
ไม่มีช่องวางแก้วบริเวณคอนโซลกลางสำหรับเสียบ แต่ก็ยังพอหาแบบอื่นมาใส่ได้ เมื่อเทียบกับเบาะนั่ง
ของคู่แข่งแล้ว ถือว่า ให้ความกระชับกว่าเบาะนั่ง Xpander เล็กน้อย แต่ยังคงนั่งสบายกว่า BR-V และ Mobilio

เบาะนั่งแถวที่ 2 มีการปรับรายละเอียดให้ดูนั่งสบายขึ้น ฟังก์ชั่นต่างๆมีให้ทั้งเอนเบาะที่มีองศาเยอะพอสมควร
และเลื่อนหน้า/หลังได้ รวมทั้งโนัมตัวไปข้างหน้าเพื่อให้เข้าไปในเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งมีช่องที่พอที่จะเข้าไปได้
พื้นที่วางศรีษะถือว่ามีความโปร่งพอสมควร มาพร้อมกับช่องเป่าลมที่ยกชุดเดิมมาใช้ แต่น่าเสียดายที่ว่า
ที่พักแขนในเบาะนั่งแถวที่ 2 ถูกตัดออกไปด้วยเช่นกัน

เบาะนั่งแถวที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เริ่มจากกตัวเบาะแยกส่วนมาเป็น 50/50 สามารถเอนได้อิสระ
และพับได้ราบเรียบ ส่วนที่วางแขนมีการทำที่วางแก้วมาให้ฝั่งละจุด ส่วนการวางแขนถือว่าทำได้พอดีตัว
เมื่อเทียบกับคู่แข่งถือว่า Xpander ให้ความรู้สึกดีกว่านิดๆ น่าเสียดายที่ว่ามือจับแถวที่ 3 ยังไม่มีมาให้
ส่วนที่วางของด้านหลังมีขนาดใหญ่พอสมควรพร้อมช่องเก็บของด้านหลังที่สามารถเปิดแบบแยกส่วนได้

ขุมพลัง

อีกจุดหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ เครื่องเดิม จากเดิมที่เป็นขนาด 1.4 ลิตร คราวมาได้ขยายขนาด
มาเป็น 1.5 ลิตร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส K15B ความจุกระบอกสูบ 1,462 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
พร้อมวาล์วแปรผัน VVT ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตร
ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

สมรรถนะ

เนื่องจากการทดสอบครั้งนี้มีผู้โดยสารถึง 6 คน (ตัวผม 1 + เซลล์ 2 และลูกค้าท่านอื่นอีก 2 คน)
ทำให้อาจจะมีฟิลลิ่งบางอย่างที่แตกต่างแบบโดยสาร 2 คน เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนที่เคยลองขับมาสั้นๆพบว่า
ตัวรถมีความจี๊ดจ๊าดมากกว่าเดิม ฟิลลิ่งการออกตัวดีกว่า Xpander ชัดเจน และมีความสูสีกับ BR-V เล็กน้อย
และแน่นอนว่าดีกว่า Avanza โฉมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เก่าหรือใหม่ก็ตาม ส่วนเกียร์อัตโนมัติ
ยังคงทำงานได้ค่อนข้างดี แน่นอนว่าดีกว่า Avanza แต่พอสูสีกับ Xpander เล็กน้อย

พวงมาลัยของรุ่นนี้ยังคงเป็นเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้าเช่นเคย ซึ่งยังคง
ปรับจูนให้มีน้ำหนักขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย แน่นอนว่าฟิลลิ่งต่างๆดีกว่า Xpander Avanza และ
Sienta เพราะมีความหนืดกำลังดี ไม่เบาหรือหนักเกินไป ตรงนี้ยอมรับเลยว่า ในบรรดา Minivan
ทั้งหมด Ertiga มีการตอบสนองของพวงมาลัยดีที่สุดในกลุ่ม

ช่วงล่างของรุ่นนี้ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอย์ลสปริง
ทั้ง 4 ล้อ แต่งวดนี้มาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ HEARTECH เช่นเดียวกับ Swift แน่นอนว่า
Platform ดังกล่าวก็ไม่ทำให้เสียชื่อ Heartech เพราะรุ่นนี้ให้ความนิ่ง (ในกรณีที่นั่งหลายคน)
จากการเลี้ยวโค้งในความเร็วที่บายพาสชลบุรีใกล้ฝั่งเซ็นทรัลชลบุรีด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง
(แต่ถ้านั่งสองคนอาจจะดรอปลงมาเล็กน้อยตามน้ำหนักที่กดลงไป)

ระบบความปลอดภัยมีให้ทั้งระบบเบรก ABS,ระบบกระจายแรงเบรก EBD,ระบบเสริมแรงเบรก BA
ระบบควบคุมการทรงตัว ESP,ระบบช่วยขึ้นบนทางลาดชัน HHC และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ฟังดูเหมือนจะ
มีค่อนข้างน้อย แต่เมื่อเทียบกันจริงๆแล้ว คู่แข่งรุ่นอื่นๆมีมาให้แทบไม่ต่างจากนี้ ยกเว้นบางรุ่น
อาทิ Honda ทั้ง Mobilio และ BR-V ที่มีกล้องมองหลัง หรือจะเป็น Sienta ที่เพิ่มถุงลมหัวเข่า
ด้านคนขับมาให้เพิ่มจากนี้ แต่ก็ยังดีกว่า Avanza ที่ยังไม่มีระบบควบคุมการทรงตัวมาให้เลย

รวบให้ฟัง หลังลองคร่าวๆ
: ยังคงเป็นมินิแวนขับสนุกเหมือนเดิม แต่บางอย่างควรใส่มาให้ด้วยจะดีมาก

แม้จะผ่านมาเท่าไหร่ Ertiga ยังคงเป็นมินิแวนที่เอาใจทั้งคนขับและผู้โดยสารเช่นเคย จากรุ่นแรกที่มีความดี
เกี่ยวกับหน้าตาที่เรียบง่ายแต่ลงตัว อุปกรณ์พื้นฐานที่ครบครัน ช่วงล่างและพวงมาลัยที่ดีเป็นลำดับต้นๆ
และสมรรถนะที่กำลังดี มาในวันนี้ Ertiga ก็ยังรักษาความดีได้เกือบทั้งหมด เพิ่มเติมคือสมรรถนะที่แรงขึ้น
และหน้าตาที่ดึงดูดตามากขึ้น รวมทั้งแก้จุดด้อยต่างๆไปพอสมควร ซึ่งสามารถสรุปข้อดี-ข้อเสียได้ดังนี้

ข้อดี

1.งานออกแบบของตัวรถ งวดนี้ยืนยันว่าสวยขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่มาแนวหรู
ด้านข้างที่แอบมีบุคลิกสปอร์ตนิดนึง และด้านท้ายที่แม้ว่าจะคล้ายคู่แข่ง แต่ถ้ามองในแง่การออกแบบ
ถือว่า ลงตัวค่อนข้างมากไม่ดูหวือหวาหรือราบเรียบจนเกินไป

2.เบาะนั่งที่นั่งสบายทุกที่นั่ง ในระหว่างที่รอลองขับได้ลองนั่งมาในระยะหนึ่ง พบว่า ตัวเบาะให้สัมผัส
นุ่มกำลังดี รองรับได้พอสมควร ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของมินิแวนสำหรับจุดนี้ และที่สำคัญ
พนักพิงศรีษะไม่ได้ดันศรีษะจนรับไมาได้เหมือนรถสมัยนี้บางรุ่น

3.เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่ไม่อืด แม้ว่าจะไม่ได้แรงสะใจคนเท้าหนัก แต่อัตราเร่งที่ให้มา
ถือว่าเหมาะสมกับตัวรถ แน่นอนว่ามันดีกว่า Sienta และ Xpander แต่กับ BR-V ถือว่าสูสี
ส่วนช่วงล่างที่ค่อนข้างนิ่ง จุดนี้ยังรักษาได้ดีจากรุ่นปัจจุบันตัวรถค่อนข้างนิ่งในระดับหนึ่ง
รวมถึง พวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกกระชับกว่าคู่แข่งบางรุ่น เรียกได้ว่า งานวิศวกรรมลงตัวที่สุด
ในบรรดารถมินิแวนขนาดเล็ก

4.สีตัวรถ อย่างที่ทราบกันดีกว่ารถที่นำเข้าจากอินโดนิเซียหลายๆรุ่น มักจะได้สีที่ค่อนข้างจืดชืด
มาจำหน่าย (นั่นคือ พวกสีขาว ดำ เงิน เทา) แต่ก็มีบางรุ่นที่ได้สีที่นอกเหนือจากนี้ ซึ่ง Ertiga
ได้สีเด่นๆมาเพิ่ม นั่นคือ สีแดง Pearl Radiant Red ซึ่งยังพอมีความโดดเด่นขึ้นมาบ้าง

ข้อเสีย

1.ออปชั่นที่หายไป แม้ว่าจะติดตั้งออปชั่นที่ร่วมสมัยอย่าง กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท ชุดเครื่องเสียง
รองรับ USB และ Bluetooth และเบาะปรับสูงต่ำได้ แต่มีบางสิ่งที่คิดว่า สมควรจะใส่มาได้แล้ว นั่นคือ
เป็นขัดนิรภัยปรับสูง/ต่ำได้ (รุ่นเดิมปรับได้ แต่รุ่นใหม่ทำไม่ได้) กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อน
และไล่ฝ้ากระจกหลัง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็ออปชั่นขั้นพื้นฐานในรถปี 2018 แต่ไม่ต้องห่วงครับ

เพราะในรุ่น MY2019 ของประเทศอินโดนิเซีย จะมีการเพิ่มแอร์อัตโนมัติ ไล่ฝ้ากระจกหลัง
ชุดเครื่องเสียงใหม่ มือจับบนหลังคาที่ดูดีขึ้นในเร็วๆนี้ คาดว่าประเทศไทยอาจจะมาในรุ่นท็อปสุด
ดังเช่น Swift RX และ Ciaz RS ที่จะตามมาที่หลังก็เป็นได้

2.ลายไม้บนแผงคอนโซล แน่นอนว่าถ้าวางตัวในแนวทางเน้นความสปอร์ต การที่ใช้ลายไม้ตกแต่งอาจจะขัดใจ
อยู่พอสมควร แต่บางคนอาจจะชอบก็เป็นได้ ดังนั้น วิธีแก้ของข้อนี้คือ เพิ่มภายในสีเบจ หรือเปลี่ยนการตกแต่ง
มาใช้สีเงินเมทัลลิก เพื่อให้ดูลงตัวขึ้น ซึ่งข้อนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลแล้วกันนะ

3.ชุดเครื่องเสียง แม้ว่าจะไม่ได้ติดตั้งจอแสดงผลแบบสัมผัสเหมือนหลายๆค่าย แต่การใช้งานที่ยุ่งยากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นปุ่มควบคุมที่ยุบสารพัดปุ่มมาไว้ในปุ่มบันทึกช่องวิทยุ ซึ่งจะต้องปรับตัวการใช้งานอยู่พอสมควร
ดังนั้น รุ่นต่อไปควรจะให้วิทยุที่ควบคุมได้ง่ายกว่าชุดดังกล่าวจะดีมาก

คันต่อคัน

Toyota Sienta – มินิแวนประตูสไลด์ไฟฟ้าหนึ่งเดียวในตลาด แม้ว่างานออกแบบจะแปลกตา
เมื่อเทียบกับคู่แข่งค่ายอื่นๆ ออปชั่นต่างๆให้มาครบไม่ได้ขี้เหร่อะไร แต่การขับขี่อาจจะไม่ได้
เอาใจคนขับมากนักเมื่อเทียบกับคู่แข่งเจ้าอื่นๆ และศูนย์บริการที่น่าไว้ใจมากที่สุดในกลุ่ม
แต่ถ้าใครรอไหว รุ่นไมเนอร์เชนจ์อาจจะตามมาในอีกไม่นานนี้ ส่วน Rush และ Avanza
ณ เวลานี้ยังไม่ทราบอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงยังไม่สรุปในตอนนี้

Mitsubishi Xpander – มาแรงแซงโค้งกับ Minivan สไตล์ Crossover ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
การออกแบบภายนอกและภายในที่โดนใจลูกค้ามาก แม้ว่าเครื่องยนต์ที่ให้มาจะค่อนข้างอืดก็ตาม
รวมถึงพวงมาลัยที่ค่อนข้างเบา แต่ช่วงล่างดีกว่าที่คิด ส่วนศูนย์บริการคาดว่าจะปรับไปในทางที่ดีขึ้น
ในภาพรวม

Honda Mobilio – แม้ว่าจะจำหน่ายมาก่อนใครเพื่อน แต่ก็มีพัฒนาการในหลายๆด้านทั้งภายนอก
ที่สปอร์ตขึ้น ภายในที่ปรับแผงคอนโซลหน้าใหม่ให้น่าใช้ขึ้น แต่การขับขี่นั้น เครื่องยนต์ให้ความ
จี๊ดจ๊าดพอกัน แต่ช่วงล่างและพวงมาลัยต้องยกให้ Ertiga เขา ส่วนศูนย์บริการที่เยอะ แต่คุณภาพนั้น
กลับสูสีกับ Mazda ที่อาจจะเสี่ยงพอสมควร

Honda BR-V – ใครที่ยังชอบการตกแต่งสไตล์ลุย รวมถึงรายละเอียดบางอย่างที่เพิ่มเติมจาก
Mobilio ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความน่าสนใจ แต่ในเรื่องอื่นๆถือว่าพอๆกับคันข้างบนนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะเอา Ertiga แล้วจะเลือกรุ่นไหนดี

1.5 GL    – 655,000 บาท
1.5 GX    – 695,000 บาท

เมื่อเทียบออปชั่นในแต่ละรุ่นแล้วรุ่น GL ให้ออปชั่นมาได้คุ้มค่าประมาณหนึ่ง แต่ระบบความปลอดภัย
ครบเหมือนกับรุ่นท็อป แต่ถ้าใครอยากได้ ข้าวของที่ครบครัน การออกแบบภายนอกที่ดูดีขึ้น การขยับ
ไปรุ่น GX ถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก ส่วนถ้าใครอยากได้ครบกว่านี้ แนะนำว่าจับตาดูการปรับอุปกรณ์
ของเวอร์ชั่นอินโดนิเซียก่อน เพราะสิ่งที่เพิ่มมานั้น เป็นอุปกรณ์ที่ลูกค้าหลายๆคนอยากให้มีด้วยเช่นกัน

และนี่คือ การทดลองเบื้องต้นของ All New Suzuki Ertiga สำหรับที่อยากรู้เกี่ยวกับอัตราสิ้นเปลือง
และความเร็ว 0-100 และ 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือรายละเอียดเพิ่มเติมของรุ่นนี้ โปรดติดตาม
กันต่อไป และเช่นเคยครับ สำหรับการทดลองขับครั้งนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่า
ตัวรถเป็นอย่างไร ไปลองขับได้ที่โชว์รูม Suzuki ทั่วประเทศก่อนตัดสินใจครับ

ขอขอบคุณ
บริษัท Suzuki iTOA Chonburi จำกัด
ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในจังหวัดชลบุรี
สำหรับเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ


ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24v
เผยแพร่ครั้งแรก : 15 กุมภาพันธ์ 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...