[Carsideteam-TRY] Subaru Forester 2.0 with Eyesight : ลองคร่าวๆ กับรถพ่อบ้านพร้อมลูกเล่นใหม่

128

หลังจากที่ Subaru Forester ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อช่วงเดือนมีนาคมในงาน Bangkok Motor Show 2019
และเป็นรถรุ่นแรกที่ประกอบในโรงงานใหม่ล่าสุด TCI Subaru อันเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง TC Subaru
และ Subaru ประเทศญี่ปุ่น กระสอบตอบรับของรถรุ่นนี้ เรียกได้ว่า “ม้ามืด” แม้จะมีเจ้าตลาดครองส่วนแบ่งอยู่
แต่ยอดขายของ Forester ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ผมเองยังไม่มีโอกาสได้ลองขับรถรุ่นนี้เสียที

จนกระทั่งมีกิจกรรมของเว็บไซต์ Headlightmag.com ที่ร่วมมือกับ Subaru ประเทศไทย จัดกิจกรรม
“Subaru Ultimate Test Drive” ที่เปิดโอกาสให้คุณผู้อ่านและลูกค้าได้ลองขับ Subaru Forester
สถานีทดสอบสมรรถนะรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่ของปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในผู้โชคดี
ที่ได้เข้าในกิจกรรมครั้งนี้ เอาละไม่ต้องเกริ่นนำให้เสียเวลา ได้เวลาอ่านรายละเอียดรถคันนี้กันครับ

สำหรับ Subaru Forester ที่อยู๋ตรงหน้าคุณผู้อ่านนี้ ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ของตระกูล Forester
ในรุ่นนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Dynamic and Solid ด้วยเส้นสายที่เฉียบคม เหลี่ยมสัน ผนวกกับ
ทรวดทรงที่โค้งมนให้มีความลงตัว แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Subaru อยู่

ด้านขนาดตัวรถของ Subaru Forester มีดังนี้

  • ความยาว 4,625 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,815 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,730 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ 2,670 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักตัวรถ 1,538 กิโลกรัม

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ จะพบว่ามีขนาดที่ยาวขึ้น 30 มม. กว้างขึ้น 20 มม.
เตี้ยลง 5 มม. ระยะฐานล้อยาวขึ้น 30 มม.

ภายนอกของ Subaru Forester หากดูผ่านๆ จะรู้สึกว่า “เหมือนรุ่นเดิมชะมัด” แต่หากเพ่งสายตาดู
จะพบว่ามีหลายจุดที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าโครเมียม ไฟหน้าแบบ Projector ลำแสง LED
พร้อมไฟส่องสว่าง Daytime Rumming Light ในโคม เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ และมีระบบล้างไฟหน้า
ไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมกรอบไฟตัดหมอกแบบโครเมียม ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225 / 55 R18
กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถปรับ – พับ ไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ราวหลังคาสีดำ เสาอากาศ
เป็นแบบครีบฉลาม ไฟท้ายเป็นแบบ LED ที่มีทรงคล้ายตัว C และงานดีไซน์ได้ลากเส้นมาจนถึง
ฝากระโปรงหลัง สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 นอกจากนี้ฝาท้ายยังมาแบบไฟฟ้า

ภายในห้องโดยสารของ Subaru Forester ภาพรวมเป็นการเอางานดีไซน์ของ XV และ Impreza มายำรวมรวมกัน
เพิ่มเติมคือวัสดุบุหนังที่เพิ่มตามจุดต่างๆ และคันเกียร์ที่ตกแต่งให้ดูดีตามราคา เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มด้วยวัสดุหนัง
พร้อมปรับตำแหน่งแบบไฟฟ้า เบื้องต้นเบาะออกแบบได้นั่งกระชับกำลังดี ไม่อึดอัด ซัพพอร์ตดันหลังได้ดี
ถัดมาเป็นมาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี TFT  และจอแสดงข้อมูล
การขับขี่ตรงกลางคอนโซล และแสดงระบบการทำงานของ Eyesight

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และ ปุ่มควบคุมเร็วแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control
ถัดมาที่กลางคอนโซล จะพบกับชุดเครื่องเสียง Subaru STARLINK จอขนาด 8 นิ้ว รองรับวิทุย AM/FM CD MP3
เชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth และช่องเสียบ USB/AUX แต่ยังไม่รับรอง Apple Car Play
นอกจากนี้ยังมีระบบนำทางมาให้ ทั้งนี้ควรใส่ระบบ Infortainment รองรับ Smart Phone เพื่อความสะดวก
สำหรับผู้ใช้รถในยุค 4.0/2 ที่ผู้คนใช้เวลากับมือถือมากขึ้น ถัดลงมาเป็นเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ

วาร์ปไปที่เบาะแถวหลังของ Forester ใหม่ สามารถพับได้ 60:40 และจุสัมภาระท้ายมากถึง 520 ลิตร
สามารถใส่กระเป๋าเดินทางล้อลากขนาดใหญ่ได้ 4 ใบ หรือ ถุงกอล์ฟ 4 ใบ นอกจากนี้ยังได้ออกแบบ
พื้นที่ด้านหลังให้กว้างขึ้น 1,300 มม. (เดิม 1,166 มม.) ถือว่ากว้างที่สุดในบรรดา SUV ด้วยกัน

ขุมพลัง
สำหรับเครื่องยนต์ของ Subaru Forester ใหม่ ยังคงใช้บล็อกเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ (เจเนอเรชั่นที่ 4)
นั้นคือ เครื่อยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส FB20  4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ 1,995 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 84.0 x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.5 : 1
ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที
และปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 179 กรัม/กิโลเมตร (อ้างอิงจาก www.car.go.th)


จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Manual Mode 7 จังหวะที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ผ่าน
แป้น Paddle Shift บนพวงมาลัย และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ X-Mode ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 แบบ
คือ SNOW DIRT และ DEEP SNOW DIRT ทั้ง 2 โหมดนี้จะช่วยในเรื่องการกระจายแรงบิดเพื่อการยึดเกาะถนน
ในสภาพต่างๆ รวมทั้งการขับขี่ออฟโรดที่ต้องใช้แรงบิดในดึงกำลังให้พ้นจากหลุมอุปสสรค์หรือทางโคลน

อัตราทดในโหมด CVT ปกติ = 3.600〜0.512
อัตราทดในโหมด + / – มีดังนี้

เกียร์ 1 ……… 3.600
เกียร์ 2 ……… 2.155
เกียร์ 3 ……… 1.516
เกียร์ 4 ……… 1.092
เกียร์ 5 ……… 0.843
เกียร์ 6 ……… 0.667
เกียร์ 7 ……… 0.557
เกียร์ถอยหลัง 3.687
ทดเฟืองท้าย 3.900

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ นับเป็นลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้ทดลองระบบความปลอดภัยใหม่ล่าสุด
จาก Subaru (ที่ญี่ปุ่่นใช้มานานแล้ว 10 ปี) นั้นคือ “Eyesight” ชุดระบบความปลอดภัย
ที่เปรียบเสมือนดวงตาคอยตรวจจับและแจ้งเตือนเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิด
ความเสียหายได้ ระบบ Eyesight ที่ติดตั้งมาประกอบด้วย

-ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control
-ระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน Pre-Collision Braking
-ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน Pre-Collision Throttle Management
-ระบบเตือนเมื่อออกจากเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว Lane Departure Warning
-ระบบเตือนเมื่อขับรถส่าย Lane Sway Warning
-ระบบเตือนเมื่อรถคันข้างหน้า เริ่มเคลื่อนที่ Lead Vehicle Start Alert

ในแต่ละระบบจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป และเป็นระบบที่พบได้ในรถท้องตลาด แต่จะมีระบบพิเศษ
ที่มีใน Subaru เท่านั้น ส่วนการทำงานต่างๆ เดี๋ยวจะอธิบายในภาคสมรรถนะ

สมรรถนะ
เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถเรียบร้อยแล้วได้เวลาลองขับกัน เริ่มจากการฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์
จาก Product Manager ของ TC Subaru ประเทศไทย ถึงระบบ Eyesight งานนี้พี่เขาเล่าทั้งด้านดี
และข้อจำกัดในการทำงาน ทำให้ลูกค้าที่รับฟังในวันนั้นเข้าใจระบบการทำงานมากขึ้น สิ่งสำคัญ
ของระบบ Eyesight ที่ต้องเข้าใจคือ “มันคือระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติ”

หลังจากฟังข้อมูเกี่ยวกับตัวรถเสร็จ ก็ถึง Session การขับขี่ในสนาม งานนี้ได้ทีมพี่มิต
สุรมิต เจริญงาม แห่งขับซ่า 34 ช่องอมรินทร์ทีวี และ Garage Story ช่อง PPTV 36
แท็กทีมกับ พี่เอส นราศักดิ์ อิทธิริทพงษ์ นักแข่งมืออาชีพ รับหน้าที่เป็น Instructor
ในงานนี้ได้วางรูปแบบสนามไว้ 2 แบบ คือ Test Track และ Eyesight Track
เริ่มจาก Test Track จะมี 6 สถานี เริ่มจาก SGP Test Track / Break Station /
Active Corner Control/ Wet Track/ Lane Change และ Slalom จนครบแล้ว
วนอีก 1 รอบสนาม หลังจากนั้นสิ้นสุดการทดสอบ โดยใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.

เริ่มจากสถานีแรกที่จะทดสอบความนิ่งของตัวถังและพื้นฐานใหม่ Subaru Global Platform
ผ่านลูกระนาดขนาดเล็กสลับซ้าย-ขวา ในความเร็ว 30 กม./ชม. เสมือนขับในย่านชุมชนแล้ว
เจอถนนที่กำลังทำถนนด้วยงบประมาณสร้างทางด่วน แต่หน้างานถนนชนบท พบว่า
Subaru Forester ซับแรงสะเทือนได้นุ่ม นิ่ง อาการสั่นของโครงตัวรถน้อยกว่ารุ่นเดิมจนแทบไม่รู้สึก
เป็นผลมาจากการออกแบบโครงสร้างและพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่แข็งแรง


หลังจากนั้นเข้าสู่สถานีทดสอบระบบเบรก (Break Station) Instructor ให้ผมขับในความเร็ว
50 กม./ชม. แล้วกระทืบแป้นเบรกจนระบบ ABS ทำงาน Instructor บอกกับผมว่า หากมีแรงต้าน
ให้เหยียบสู้แล้วกดลงไป เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานและระยะเบรก ซึ่งเคลมว่ามีระยะสั้นกว่า
รถยนต์ SUV ในท้องตลาด สิ้นสุดการแนะนำของ Instructor ผมดันคันเร่งให้เข็มความเร็วแตะ
อยู่ที่ 50 กม./ชม. แล้วกระทืบแป้นเบรกทันที พบว่าตอบสนองได้นุ่มนวลแต่ฉับไว ถือว่าสอบผ่าน
และให้ความมั่นใจหากเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานีต่อไปเป็นสถานีต่อเนื่องคือ Active Corner Control แล้วต่อด้วย Wet Track เพื่อให้เห็นถึง
โครงสร้างตัวรถที่ออกแบบได้สมดุล เครื่องยนต์ Boxer ที่ออกแบบให้เฉลี่ยน้ำหนักได้เท่ากัน และ
วนรอบถังน้ำขนาดใหญ่พร้อมสภาพพื้นที่เปียกโดยรอบ เพื่อให้เห็นการเกาะถนนและระบบ X-Mode

ปิดท้ายด้วย 2 สถานีสุดท้ายคือ Lane Change ที่เห็นถึงการถ่ายเทน้ำหนักและอาการโคลง
ซึ่ง Subaru Forester แม้จะมีอาการนุ่มนวลชวนย้วย แต่เป็นอาการย้วยที่จบ

ส่วนสถานี Eyesight จะมีรถ Subaru XV นำหน้าแล้วผมเป็นคนขับตาม เพื่อสาธิตระบบผ่านสถานีต่างๆ
โดยวนทั้งสิ้น 1 รอบ จากที่ได้ลองระบบ Eyesight พบว่ามีลักษณะคล้ายระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ คือสามารถ
เคลื่อนที่เองได้ แต่ผู้ขับขี่ต้องประคองพวงมาลัย  คันเร่ง และ เบรก อยู่ จะเว้นเพียงระบบเตือนกันชน
หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ระบบจะเบรกโดยอัตโนมัติทันที แต่กระนั้นระบบ
ความปลอดภัยที่ Subaru Forester ถือว่าเข้ามาเสริมการขับขี่เท่านั้น

รวบให้ฟัง ลองหลังคร่าวๆ
:แม้จะเอือย แต่มั่นใจสุดๆ ในราคาเป็นมิตร 
แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในการลองขับ Subaru Forester แต่ก็พอรับรู้ได้ว่า “รถคันนี้ไม่ธรรมดา”
แม้คาแรกเตอร์จะไปในทางเอือยๆ ไม่ปรู๊ดปร๊าด รักครอบครัว แต่ยังมีความกระฉับกระเฉงอยู่
ไม่ต่างจาก XV ทั้งพวงมาลัยที่คุมง่าย น้ำหนักกำลังดี ช่วงล่างที่ออกไปในทางนุ่มนวลแต่เฟิร์มแน่น
เมื่อต้องหักหลบสิ่งกีดขวาง และระบบความปลอดภัยที่ทำงานได้ฉลาด แม้ยังต้องให้ผู้ขับขี่ควบคุมอยู่ก็ตาม

ในราคา 1,450,000 บาท สำหรับรุ่น 2.0 i-S Eyesight ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในเรทราคา
ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท หากเทียบในกลุ่ม SUV ด้วยกัน อาจจะยังไม่ได้ระบบความปลอดภัย
ที่จัดเต็มแบบนี้ แต่สิ่ง Subaru ต้องทำต่อเนื่อง คือการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องบริการหลังการขาย
ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ขยายมากขึ้น ทั้งนี้คงต้องอาศัยเวลากันอีกพักใหญ่
เพื่อให้รถยนต์ Subaru เข้ามาเป็นตัวเลือกในการซื้อรถยนต์ของคนไทย ทั้งนี้อยากให้คุณผู้อ่าน
ไปลองขับที่โชว์รูม Subaru ใกล้บ้านคุณ แล้วจะรู้ถึงสมรรถนะและคาแรกเตอร์ของรถว่าเหมาะกับคุณไหม

นี่เพียงทดลองขับสั้นๆ เท่านั้น ถ้าใครอยากอ่านแบบ Full Test คงต้องรออีกพักใหญ่กว่าที่เราจะได้ลองขับ
SUV คันนี้ เพื่อที่จะรับรู้สมรรถนะในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ต้องภาวนาว่ามันจะต้องไม่เกิดเหตุสุดวิสัยก่อน
รถถึงมือเรา แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่งคือ “มารไม่มี บารมีไม่เกิด”

ขอขอบคุณ
บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด
เว็บไซต์ Headlightmag.com
สำหรับกิจกรรมทดสอบรถในครั้งนี้


ทดลองขับ : Naow27
ภาพถ่าย : Moo Teerapat , Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 16 สิงหาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...