เป็นเวลา 6 ปีที่รถกระบะแห่งความหวังจากย่านบางนา กม. 21 อย่าง Nissan Navara รหัส D23 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในโลกปี 2014 และไม่มีการแต่งหน้าเสริมหล่อแต่อย่างใด มีเพียงการปรับอุปกรณ์และเพิ่มรุ่นย่อยพิเศษอย่าง Black Edition และ N-trek Warrior ฆ่าเวลาเพื่อรอวันที่ทางบริษัทแม่อนุมัติโครงการปรับโฉมตัวรถเพื่อต่อลมหายใจในตลาดรถกระบะทั่วโลก

ในที่สุดความอัดอั้นก็ได้ระเบิดออกมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2020 Nissan Thailand ใช้ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 30 ไร่ นิรมิตให้เป็นงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ในรอบปี นอกจากปรับหน้าตาแล้ว แต่ไส้ในและหัวใจยังเปลี่ยนอีกด้วย การปรับโฉมครั้งนี้ถือเป็นความหวังสำคัญเลยก็ว่าได้และแน่นอนเครื่องหมายคำถามของผมก็ผุดขึ้นมาว่า ในเมื่อมันปรับโฉมขนาดนี้การขับขี่จะเป็นอย่างไรละ ไม่รอช้า Nissan Thailand ได้เชิญผมร่วมทดสอบ New Nissan Navara แบบเรียกน้ำย่อยในช่วงเช้าวันเสาร์ อันเป็นช่วงที่ผมขุดออกจากเตียงได้ยากลำบากมากวันปกติ แต่ครั้งนี้ยอมตื่นเช้า (แต่ออกคอนโดสาย…) เพื่อมาสัมผัสสมรรถนะเบื้องต้นของกระบะความหวังของหมู่บ้านบางนา 21

ในบทความนี้เราขอโฟกัสไปที่การทดลองขับเป็นหลักในส่วนรายละเอียดตัวรถ คุณผู้อ่านสามารถชมคลิป ชมรอบคัน New Nissan Navara ได้ ตามลิงก์ข้างล่างครับ

ดูรถเร็ว New Nissan Navara

ชมรอบคัน New Nissan Navara PRO4X

ชมรอบคัน New Nissan Navara DOUBLE CAB

ขุมพลัง
เครื่องยนต์ของ New Nissan Navara มีให้เลือก 3 ขนาด โดยมีทั้งบล็อกเดิมและบล็อก มีรายละเอียดดังนี้

เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร รหัส YD25DDTi 4 สูบ 16 วาล์วแบบ VGS Turbo อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 403 นิวตัน-เมตรอยู่ที่ 2,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร รหัส YS23DDT จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล Turbo อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 403 นิวตัน-เมตร อยู่ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร รหัส YS23DDT จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล Twin Turbo อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ พร้อม Manual Mode

ลองขับสั้น ๆ 1 รอบถ้วน 4 รุ่นย่อย
ต้องบอกกับคุณผู้อ่านว่า เส้นทางในการทดสอบจัด ณ สถานที่เปิดตัวที่ทาง Nissan Thailand ยึดที่ดินว่างเปล่า 30 ไร่ ถนนเจริญนคร เป็นสนามทดสอบสมรรถนะในชื่อ Nissan NEXT Experience ในรูปแบบออฟโรดเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับรถที่เป็นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะมีระยะทางสั้นกว่าฉะนั้นจึงไม่สามารถทำตัวเลขอัตราเร่งได้อย่างแน่นอน แต่พอสัมผัสพละกำลัง การควบคุมรถและช่วงล่างได้ในบางจังหวะ

New Nissan Navara King Cab 2.5 V 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
ผมเริ่มทดลองขับรุ่น King Cab 2.5 V เป็นคันแรก รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร VGS Turbo 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 403 นิวตันเมตร ที่ 2,500 ต่อนาที ซึ่งผมมองว่ากลุ่มลูกค้าที่ซื้อจะเป็นคนที่ต้องใช้บรรทุกและเดินทางไกลทำรอบเป็นหลัก ดังนั้นลูกค้าจึงมองขนาดความจุที่ใหญ่ และพละกำลังที่เพียงพอต่อการบรรทุกขนส่ง ความรู้สึกหลังจากได้ลองขับพบว่า กำลังเครื่องถือว่าแรงเหลือ ๆ ในย่านจากเกียร์ 1 ไป 2 ไปได้เร็ว แต่ระยะชิพเกียร์มีลักษณะที่ยาวอยู่ แต่ไม่ยาวเหมือนรถเมล์ ขสมก. ส่วนช่วง 3 ไป 4 มีระยะชิด ขณะที่แป้นคลัชต์มีนุ่มนวล ดีดกำลังดี ทำให้เปลี่ยนเกียร์สบายขึ้น ด้านการขับขี่พวงมาลัยแม้จะยังใช้ไฮโดรลิก แต่น้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ทำให้การออกแรงเปลี่ยนวงเลี้ยวทำได้ง่ายขึ้น คล่องแคล่วกว่ารุ่นเดิม ส่วนช่วงล่างในเรื่องการซับแรงสะเทือนแม้จะยังมีอาการดีดตามนิสัยรถกระบะ แต่น้อยลงกว่าเดิมนิดหน่อย เพราะยังต้องรองรับงานบรรทุกอันเป็นเรื่องปกติ
ขณะที่การลงน้ำในบ่อน้ำลึก 60 ซม. ตัว King Cab 4×2 สามารถลุยได้สบาย

ภาพรวมของ Nissan Navara King Cab 2.5 V เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ถือว่าการขับขี่ขับง่ายขึ้น มีความนุ่มนวลขึ้น แต่คงความเป็นกระบะและรับงานบรรทุกได้เช่นเดิม ขณะที่ออปชั่นที่ให้มาถือว่าพอตัว แม้จะไม่ได้กล้องรอบคัน แต่การที่ได้กล้องมองหลัง เครื่องเสียงรับ Apple Car Play และ Android Auto ถือว่าเพียงพอแล้ว จะเสียดายก็ตรงไม่มีระบบควบคุมการทรงตัว VDC ที่ยังกั๊กไว้ให้รุ่นยกสูง ซึ่งมันควรจะมีได้แล้ว

New Nissan Navara King Cab 2.3 VL Calibre (4×2 ยกสูง) เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
ขยับมาที่รุ่นยกสูงกันบ้าง ในครั้งนี้ Nissan ได้บรรจุเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตรให้กับรุ่นยกสูงทั้งหมด เพียงแต่จะแบ่งผ่านระบบส่งกำลัง หากคุณเลือกเกียร์ธรรมดา คุณจะได้บล็อก 2.3 เทอร์โบเดี่ยว 163 แรงม้า แต่ถ้าเลือกเกียร์อัตโนมัติ คุณจะได้รุ่น 2.3 เทอร์โบคู่ 190 แรงม้า

สำหรับรุ่น King Cab Calibre เท่าที่ผมจับความรู้สึกสั้น ๆ ได้ เมื่อเทียบกับ King Cab 4×2 พบว่า กำลังเครื่องดีดตัวได้ดีกว่าชัดเจน และเป็นนิสัยที่พบได้ใน Nissan Terra แต่เติมยาดีดเข้าไปเม็ดเดียว จึงมีความแตกต่างให้สัมผัสเล็ก ๆ ส่วนนึงมาจากน้ำหนักรถที่เบากว่า และขนาดล้อที่เล็กกว่า แต่คงต้องรอวันที่ Nissan ตัดรถให้นักข่าวได้ยืมมาทดสอบ (และวัดดวงว่าจะมีกี่รุ่นย่อยที่ให้ยืม) ด้านพวงมาลัยมีน้ำหนักที่เบาลงกว่ารุ่นเดิม แต่มีความหนืดกว่า King Cab 4×2 นิดนึง การตอบสนองวงเลี้ยวมีความแม่นยำเหมือนเดิม แต่ความคล่องตัวในการหมุนพวงมาลัยเพิ่มขึ้น จึงรู้สึกสนุกเวลาขับขี่ในสนาม ส่วนการซับแรงสะเทือนของช่วงล่างคันนี้มีลักษณะที่นุ่มนวลกว่า King Cab 4×2 ชัดเจน แต่อาการดีดยังมีให้เห็นเพราะต้องเผื่อสำหรับการบรรทุกของท้ายกระบะ

ด้านออปชั่นในรุ่นยกสูง คุณจะได้กล้องรอบคัน เบาะด้านคนขับปรับไฟฟ้าหุ้มหนัง และมีระบบควบคุมการทรงตัว VDC ทั้งหมดนี้คุณจ่ายในราคาไม่เกิน 900,000 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ตอนนี้รุ่นกระบะตอนครึ่งมีราคาสูงใกล้กับ Double Cab แล้ว (บางค่ายก็เท่ากับหรือสูงกว่าแล้ว) ถือว่า Nissan ทำการบ้านมาดี และเชื่อว่าน่าจะเป็นรุ่นที่ขายดีเลยกว่าได้

Fact : รู้หรือไม่? ยอดขาย Nissan Navara รุ่นเดิม คิดสัดส่วนเป็น 100% รุ่นที่ขายดีที่สุดคือ
ตัวถัง King Cab มีสัดส่วน 60% (ตัวเตี้ย 40% ตัวสูง 20%) รองลงมาเป็น Double Cab 30% และสุดท้าย Single Cab 10 %

ทั้งนี้ Nissan Thailand มองสัดส่วนยอดขาย New Navara โดย King Cab ตัวเตี้ยวางไว้ 30% King Cab ยกสูง 30% Double Cab 30% และ Single Cab 10% (ตอนเดียวหน้าใหม่เปิดตัวปี 2021) ข้อมูลจากฝ่ายการตลาด Nissan Thailand


New Nissan Navara Double Cab 2.3 VL 4×4 เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
หลังจากขับตัวถัง King Cab เสร็จ มาต่อกันที่ตัวถัง Double Cab 4×4 รุ่นที่เราลองขับถือว่าเป็นตัวท็อปที่สุดของ Nissan Navara (ในด้านการจัดออปชั่น) เครื่องยนต์ที่ได้ลองขับคือ ดีเซล 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที เชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ พร้อมสวิตช์เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า Shift on the fly และระบบล็อกเฟืองท้าย Diff-Lock ที่จะทำงานเฉพาะโหมด 4L เท่านั้น



พอได้ทดสอบในเส้นทางออฟโรด ระยะทางจะเพิ่มขึ้น พร้อมกับสถานีจำลองที่ท้าทายขึ้นด้วย จากที่ได้ทดลองขับในโหมดออฟโรดพบว่า New Nissan Navara Double Cab VL ควบคุมได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการไต่เนินเอียง หรือการขึ้นภูเขาจำลอง กำลังเครื่องยนต์ 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำได้ดีมาก การมีแรงบิดต่อเนื่อง (Flat Toque) สามารถเติมคันเร่งในเส้นทางออฟโรดทำได้ต่อเนื่องและนุ่มนวลขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นภูเขาจำลองที่มีความชัน 40 องศา เพียงแค่เลี้ยงคันเร่งให้อยู่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,500 รอบต่อนาที รถก็ไหลขึ้นภูเขาจำลองได้สบาย ด้านการขับขี่พวงมาลัยมีน้ำหนักที่เบาลงกว่ารุ่น VL 4×4 ก่อนปรับโฉมชัดเจน การบังคับเลี้ยวทำได้คล่องตัวและแม่นยำขึ้น ส่วนการซับสะเทือนสัมผัสได้ว่านุ่มนวลขึ้นกว่ารุ่นเดิมมาก มีเพียงขนาดล้อและยางที่ทำให้รู้สึกแข็ง แต่ทั้งนี้ด้วยระยะทางและเวลาที่จำกัดจึงต้องรอวันที่ Nissan ปล่อยรถให้เราได้ยืมมาทดสอบกันอีกที



New Nissan Navara PRO4X เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ
มาถึงรุ่นสุดท้ายที่ผมได้ทดลองขับ อันเป็นรุ่นตกแต่งพิเศษคือ PRO4X (ถ้าเป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง จะเป็น PRO2X) สิ่งที่แตกต่างจากรุ่น Double Cab VL คือ ชุดแต่งสีดำสลับแดง ที่การ์ดกันชนหน้า คิ้วขอบล้อ ส่วนกระจังหน้าเป็นแบบสีดำด้าน พร้อมโลโก้ Nissan สีดำ-แดง ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ พร้อมยาง All Terrain ส่วนภายในมีเพียงเบาะหนัง พร้อมสลัก PRO4X และโลโก้ Nissan สีดำ-แดง แต่ที่จะหายไปคือ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า ทำเอาชาวอินเทอร์เน็ตหลายคนงงว่าสรุปแล้ว PRO4X เป็นตัวท็อปหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่แพงกว่า 20,000 บาท แต่จากการที่ผมพูดคุยกับทีมงาน Nissan Thailand เลยสรุปออกมาว่า “ในแง่ออปชั่น VL คือรุ่นที่มีอุปกรณ์และการตกแต่งครบครันที่สุดในรุ่นย่อยทั้งหมดของ Navara แต่ PRO4X คือรุ่นตกแต่งพิเศษเน้นไปทางกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานสมบุกสมบันเป็นหลักมากกว่าการใช้งานในเชิงไลฟ์สไตล์ ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับ Ford Ranger Wildtrak / Toyota Hilux Revo Rocco / Isuzu D-max V-Cross / Mitsubishi Triton Athlete”

ส่วนการขับขี่เอาจริง ๆ ถ้าจะก๊อปปี้ย่อหน้าของตัว Double Cab VL ก็ย่อมได้ แต่เกรงว่าจะโดนคุณผู้อ่านดักตีกบาลสักที่หนึ่ง แหงสิครับไส้ในแทบจะเหมือนกันเลย เพียงแต่จุดที่ผมสัมผัสความแตกต่างได้คือ “ช่วงล่าง” การได้ล้อขนาด 17 นิ้ว สวมยาง All-Terrain ทำให้อาการดีดเด้งแบบรถกระบะที่เราคุ้นเคยเนียนขึ้นมาก แต่เผื่อใจไว้นิดนึงว่า “สนามที่เราทดสอบเป็นพื้นดินสลับกรวด” ดังนั้นยาง All-Terrain มันจะเป็นพระเอกทันทีในพื้นลักษณะนี้ แต่จะเซงหน่อยเมื่อมันอยู่บนถนนปกติ ส่วนการขับขี่โดยเฉพาะพวงมาลัยมีความรู้สึกว่ามันแอบเข้ากันแบบมีนัยยะ ส่วนนี้ขอติดไว้ก่อนครับ

รวบให้ฟังหลังลองสั้น ๆ
: ปรับปรุงดีขึ้นแทบทุกด้าน ที่เหลืออยู่ที่การมัดใจลูกค้า
ต้องยอมรับว่าการลากขาย Nisssan Navara หน้าเดิม เป็นเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนยอดขายในตลาดรถกระบะของ Nissan ตกลงมาอยู่อันดับ 5 อันเป็นเรื่องไม่ดีในสายตาองค์กรทั้งในบ้านเราและสำนักงานใหญ่ที่โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นทีมประเทศไทยจึงพยายามสู้และงัดข้อมาตลอดเพื่อให้การเปลี่ยนโฉมครั้งแรกของ Nissan Navara รหัส D23 มีความสดใหม่และดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่อีกด้วย

จากที่ผมได้มีโอกาสได้ทดลองขับทั้ง 4 รุ่น แม้จะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า แต่สิ่งหนึ่งที่จับได้คือ ตัวรถปรับปรุงดีขึ้นทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังแรงขึ้น เพียงพอต่อการใช้งานไม่ว่าจะบรรทุกหรือใช้งานทั่วไป รวมไปถึงออปชั่นต่าง ๆ ที่จัดมาแน่นขึ้นในราคาที่น่าคบและสมเหตุสมผลขึ้น แต่ทั้งนี้ด้วยระยะเวลาและสถานที่ที่จำกัด ทำให้เราพบคำถามมากมายจากรถกระบะทั้ง 4 รุ่นที่ได้ทดองขับ กระนั้นคงต้องรอวันที่ Nissan Thailand พร้อมปล่อยให้นักข่าวได้ยืมทดสอบรถกระบะคันนี้ แบ้วน่าจะรู้อะไรมากขึ้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระยะเวลาการส่งมอบที่ทิ้งช่วงนานไปหน่อย ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม คงต้องฝากการบ้านให้กับ Nissan Thailand ว่า จัดลำดับความสำคัญและวางแผนดี ๆ ลูกค้าที่อยากดูรถคันจริงประเภท เปิดตัวแล้วขึ้นโชว์รูมเลยมีเยอะมาก กระนั้นอย่าทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้เสียความรู้สึกและต้องรอ เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ Kicks มาแล้ว เพราะสุดท้ายต่อให้ของคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าการจัดการของคุณแย่ ความรู้สึกลูกค้าก็แย่และพร้อมย้านหนีได้ตลอดเวลา

นี่คือสิ่งที่ฝากไว้และทำให้ได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก
เพราะรถคันนี้คือแความหวังของชาวบางนา กม. 21 จริงๆ

ขอขอบคุณ
บริษัท นิสสิน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : Naow27 / เจษฎา กนกโชติกุล
เผยแพร่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam