ต้องยอมรับความบ้าและกล้าของ MG นับตั้งแต่รุกตลาดในประเทศไทย ที่อัดออพชั่นล้นคันแต่ตั้งราคาได้เร้าใจจนผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นและอเมริกาต่างเหวอรับประทานไปหลายครั้ง จนกระทั่งกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเพิ่มความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ MG ไม่รอช้าเลยชิงลงตลาดด้วยการนำ SUV ยอดนิยมอย่าง ZS ถอดเครื่องยนต์สันดาปออก แล้วยัดมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แทนพร้อมเคาะค่าตัวไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ผลคือยอดขายครองอันดับ 1 จนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่าขึ้นบัลลังค์ว่ายากแล้ว การรักษาบัลลังค์ยากยิ่งกว่า ความต้องการรถยนต์พลังงานทางเลือกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นสวนทางกับนโยบายส่งเสริมจากรัฐบาลที่ยังเกาไม่ถูกจุด กระนั้น MG ไม่รอช้าเลยเตรียมส่ง SUV ไซซ์ใหญ่ในชื่อ MG HS PHEV ตามหมายเชิญสำหรับสื่อมวลชนมีกำหนดจะเปิดตัวในวันที่ 27 ตุลาคม 2563 แต่หากจะเปิดตัวอย่างเดี๋ยวจะเหงา เลยชวนนักข่าวสายรถยนต์มาสัมผัสและลองขับแบบสั้น ๆ กันในสนาม แล้วมันแตกต่างจาก MG HS รุ่นปกติ

ภายนอก : แตกต่างแค่ลายล้อ ตัวอักษร และ ช่องชาร์จฝั่งขวา
ภายนอกของ MG HS PHEV หากดูผ่านแทบจะแยกไม่ออก แต่ถ้าจอดนิ่ง ๆ จะเห็นอยู่ 3 จุด คือ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว คนละลายกับรุ่นปกติ , ช่องเสียบปลั๊กลาร์จไฟที่ฝั่งประตูบานหลังขวา และ อักษร “PHEV” สีฟ้า ด้านสีภายนอกในเบื้องต้นเผยออกมา 3 สีคือ สีดำ สีขาว และ สีแดง ส่วนที่เหลือรอวันเปิดตัว //แหม บอกอีกนิดก็ไม่ได้

เปิดประตูภายใน : เปลี่ยนโทนสี ยัดลูกเล่นล้ำให้สมเป็น PHEV
ภายในของ MG HS PHEV ยกมาจากจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซินปกติ แต่มีบางจุดที่ MG ได้ใส่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดแบบ Digital Full LCD ขนาดใหญ่ที่แสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิทัล พร้อมสถานะการทำงานระบบ Hybrid ปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือ และแสดงลมยางทั้ง 4 ล้อ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อลมยางอ่อน ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว พร้อมระบบ i-Smart Infortainment ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถค้นหาร้านอาหาร หรือ ฟังเพลงได้ผ่านออนไลน์ ส่วนตัวลำโพง MG ลงทุนถอดตัวเดิมอันแหบแห้งทิ้ง แล้วใส่ลำโพงและซับวูปเฟอร์ของ BOSE แทน ด้านคุณภาพเสียงในเบื้องต้นผมลองเปิดเพลง Soundtrack ภาพยนตร์เรื่อง TENET ผ่านแอปพลิเคชั่น Spotify พบว่าคุณภาพเสียงดีกว่ารุ่นเดิมชัดเจน การเก็บรายละเอียดเสียงทำได้เกือบครบทุกย่านโดยเฉพาะเพลงที่เบสแยอะ ๆ ลำโพงชุดนี้ขับเสียงอันหนักแน่นได้ดีเลยทีเดียว แต่การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนนั้นยังรองรับได้แค่ Apple Car Play เท่านั้น ส่วนโทนสีภายในมีให้เลือก 2 แบบ คือ สีดำด้ายตะเข็บแดง และสีขาว ทูโทน พร้อมวัสดุหนังกลับที่เบาะนั่งและยังคงปรับไฟฟ้าเหมือนกับรุ่นปกติ

ขุมพลัง
สำหรับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของ MG HS PHEV ในเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในประเทศนจีน จะได้เครื่อยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ 169 แรงม้า ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า เมื่อรวมกันจะรีดพละกำลังได้ 291 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ EDU Gearbox พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบ 6 โมดุล ขนาด 16.9 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าไกลถึง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนเวอร์ชั่นประเทศไทยทาง MG ยังไม่เปิดเผยตัวเลขจริง เนื่องจาก ณ วันที่เราทดสอบผู้บริหาร MG บอกว่ายังต้องรอยืนยันจากวิศวกรที่ทดสอบรถยนต์คันนี้ อีกทั้งยังต้องยื่นเรื่องไปที่ภาครัฐบาลเพื่อออก ECO Stricker แต่ที่ยืนยันได้คือขนาดแบตเตอรี่เวอร์ชั่นประเทศไทยจะมีขนาด 16.6 กิโลวัตต์ ด้านการชาร์จไฟหัวชาร์จเป็นแบบ Type 2 หากใช้ตู้จ่ายไฟที่บ้าน (Wall Box) จะใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 4 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จผ่านสาย MG Charging Cable จะใช้เวลา 5.5 ชั่วโมง

ลองสั้น ๆ 2 รอบสนาม
หลังจากฟังบรีฟคร่าว ๆ ทาง MG ได้จัดรถ HS PHEV สีขาว จำนวน 2 คัน ให้สื่อช่วงบ่ายได้ทดสอบกันคนละคัน แล้ววิ่งทดสอบในสนามคนละ 2 รอบ และรถที่เราทดสอบเป็นทดลองประกอบขั้นสุดท้าย (Pre-Production) ดังนั้นมันจะมีอาการแปลก ๆ โผล่มาให้รู้สึกในบางช่วง เริ่มจากอัตราเร่งจากขุมพลัง Plug-in Hybrid พบว่าการถีบตัวของมอเตอร์ไฟฟ้าทำได้แรงดีและไวมากในช่วง 0-30 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยประมาณ หลังจากนั้นเครื่องยนต์ก็ติดและทำงานร่วมกัน ที่สัมผัสได้ชัดคืออาการหน่วงมีให้รู้สึกเล็ก ๆ แต่ไม่ถึงหน่วงแรงมาก กระนั้นความเร็วของรถก็พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วและใกล้ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ต้องชะลอความเร็วเพราหมดทางตรงพอดี ภาพรวมของกำลังเครื่อง MG HS PHEV อยู่ในเกณฑ์กลางค่อนดี ส่วนเกียร์อัตโนมัติในเบื้องต้นเปลี่ยนจากคลัชต์คู่เป็นกลไกไฟฟ้า การปรับอัตราทดทำได้เนียน นุ่มนวล และรู้นิสัยเท้าคนขับได้ดี แต่การทดสอบในวันนี้มีเวลาน้อยทำให้เราไม่มีโอกาสได้ลองเล่นโหมด +- ที่คันเกียร์และแป้นบนพวงมาลัย

ด้านการขับขี่ พวงมาลัยยังคงเป็นแบบไฟฟ้า EPS ในเบื้องต้นมีน้ำหนักที่เบาและมีระยะฟรีกว่า MG HS รุ่นปกตินิดหน่อย คาดว่าเพื่อให้สุภาพสตรีสามารถใช้งานรถยนต์คันนี้ได้โดยไม่ต้องออกแรงจนกล้ามแขนขึ้น กระนั้นการบังคบวงเลี้ยวยังคงให้ความแม่นยำแและไวเหมือนเดิม ขณะที่แป้นเบรกเท่าที่จับความรู้สึกได้มีอาการต้านเท้าค่อนข้างน้อย และเผลอ ๆ อาจมีนิสัยเหมือนกับ MG ZS EV ส่วนช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์ลินสตริท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง ใครที่ไม่ชอบความตึงของท้ายรถแล้วละก็ MG HS PHEV คันนี้ได้ปรับเซทใหม่ให้เหมาะกับขุมพลังและระบบกำลังมากขึ้น การซับแรงสะเทือนมีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น แต่หากเล่นโค้งจะมีอาการย้วยให้สัมผัสเล็ก ๆ เพียงแต่การเข้าโค้งช่วงล่างยังคงให้ความนิ่งเหมือนกับรุ่นปกติ ภาพรวมในเบื้องต้นถ้าใช้เดินทางไกลมีความสบายกว่ารุ่นปกติแน่นอน แต่ยังให้ความสนุกในการเล่นโค้งได้อยู่

สรุปเบื้องต้น
: แรง นุ่ม ขับสนุกไม่แพ้รุ่นปกติ เหลือเพียงราคาจริง ๆ ประกาศวันเปิดตัว
การลองขับ MG HS PHEV เป็นเวลา 2 รอบสนาม เท่าที่เราสัมผัสได้คือคาแรกเตอร์คนรถจะมีความสุภาพ นุ่มนวลขึ้น แต่ยังคงความแซ่บพร้อมบู๊เหมือนรุ่นปกติ ส่วนออพชั่นต่าง ๆ ได้เพิ่มเข้ามาไม่ว่าจะเป็นลำโพง BOSE ที่เราไม่คิดว่า MG จะลงทุนขนาดนี้ รวมไปถึงโทนการตกแต่งที่เน้นความหรูหรา สบาย คาดว่าตัวรถจะเจาะกลุ่มคนที่มีครอบครัวหรือคนที่ชอบพาที่บ้านเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ อยากใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่กังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟที่ไม่เพียงพอ SUV คันนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจโดยที่คุณไม่ต้องกำเงิน 2,000,000 บาทขึ้นไป เพื่อครอบครองคันนี้

เพียงแต่ MG ขออุบเรื่องราคาอย่างเป็นทางการของ HS PHEV และทีมงานที่เกี่ยวข้องได้เก็บ Feedback จากสื่อมวลชนในแต่ละรอบ เพื่อนำไปทำการบ้านต่อให้เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ก่อนเปิดตัว ในมุมของผมคาดว่าคันนี้อาจจะมีราคาอยู่ประมาณ 1,300,000 – 1,500,000 บาท แต่อะไรก็เกิดขึ้นสำหรับ MG เพราะรถคันนี้ประกอบในประเทศไทย อาจจะได้สิทธิพิเศษเรื่องภาษีสรรพสามิตในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดอาจทำให้ราคาต่ำกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นได้ ทั้งนี้คงต้องรอดูรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นออพชั่นตัวรถที่อาจจะมีมากว่าที่เราเห็น ตัวเลขขุมพลังอย่างเป็นทางการ และสารพัดเรื่องราวเกี่ยวกับรถคันนี้

อดใจรอ…วันที่ 27 ตุลาคมนี้ รู้พร้อมกันทุกช่องของ Carsideteam

 

ขอขอบคุณ
บริษัท เอ็มจี เซลล์ (ประเทศไทย) จํากัด
สำหรับการทดสอบในครั้งนี้


ทดลองขับและภาพถ่าย : Naow27
เผยแพร่ครั้งแรก : 17 ตุลาคม 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam