[Carsideteam-TRY] Chevrolet Captiva 1.5T Premier : Downsizing Captiva ในทุกด้านทั้งตัวรถและราคา

740

ในช่วงต้นปี 2019 หลายๆคนได้ยินข่าวว่า Chevrolet จะเปิดตัว SUV รุ่นใหม่ นับเป็นการเปิดตัวรถ
ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากที่ได้ปรับโฉมคู่หูรุ่นสำคัญอย่าง Corolado และ Trailblazer ทว่า
ถ้าจะขายแค่ 2 รุ่นมันก็แปลกๆอยู่ ซึ่งหลายคนเดากันไปต่างๆนาๆว่าเอา Trax มาบ้างเอย หรือจะเป็น
Equinox หรือไม่ก็ Blazer ซึ่งแต่ละรุ่นถือว่าเอาเข้ามาขายในไทยยาก ไม่ก็ใกล้หมดอายุตลาดแล้ว

ทว่า ในประเทศโคลัมเบีย ก็ได้เปิดตัว Chevrolet Captiva ที่หน้าตายังเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้อยู่
แต่ตัวรถเป็นการนำ Baojun 530 จากประเทศจีนมาแปลงหน้าและขายในแต่ละประเทศ โดยเน้น
ทำตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นหลัก ส่วนประเทศไทยก็ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการในงาน
มอเตอร์โชว์เมื่อเดือน มีนาคม 2019 แต่กว่าจะเปิดตัวต้องรอถึงเดือนกันยายนกันเลยทีเดียว
หลายๆคนสงสัยว่าคันนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง เรามาชมกันดีกว่าครับ

หน้าตาภายนอกถ้าจะถามว่าแตกต่างจาก Baojun 530,MG Hector และ Wuling Almaz ตรงไหน ซึ่งจุดต่าง
มีแค่กระจังหน้า โดย Baojun 530/Wuling Almaz มาพร้อมกับเส้นโครเมียมแนวนอน 2 เส้นพร้อมเส้นเฉียงสีดำ
MG Hector มาเป็นแบบลายตาข่าย และชายล่างของ Wuling Almaz ตกแต่งด้วยสีดำนอกนั้นจะตกแต่งด้วยสีเงิน

ส่วน Chevrolet Captiva มาพร้อมกับกระจังหน้าเส้นแนวนอนโครเมียม 3 ชั้น และตกแต่งชายล่างด้วยสีเงิน
นอกนั้นจะเหมือนกับฝาแฝดทั้ง 3 ค่าย ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า 2 ชั้น ชั้นบนเป็นไฟหรี่ LED ชั้นล่างเป็นไฟหน้าหลัก
แบบ Projector LED และไฟเลี้ยว ซึ่ง Pattern ดังกล่าวชวนคิดถึง Nissan Juke และ Mitsubishi Xpander
อยู่มิใช่น้อย ส่วนกันชนหน้ามาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าทรงเหลี่ยม

แต่มีเรื่องน่าสงสัยว่า ตามปกติแล้วไฟหน้าจะเปิดติดได้แม้ดับเครื่องยนต์ แต่ใน Captiva จำเป็นต้อง
กดสวิตซ์ไปที่ On ก่อนไฟถึงจะติด ซึ่งลองดูทั้ง 2 คันพบว่า เป็นทั้งคู่ ซึ่งคันอื่นจะเป็นเหมือนกันหรือไม่
ยังไม่ทราบแน่ชัด

ด้านข้างมาในสไตล์ Crossover กึ่ง SUV มากกว่าจะเป็นสไตล์ Coupe เหมือนคู่แข่งหลายๆรุ่น เริ่มจาก
เส้นสายตัวรถที่เป็นเส้นตรงเป็นหลัก พร้อมแนวกระจกที่มีการตวัดเส้นลง และมีกระจกหลังที่ดูต่อเนื่อง
กับด้านหลังที่พอมีจุดแปลกตาอยู่เล็กน้อย และแค่นั้นจริงๆ ส่วนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่มีลายที่ดูดี
ในรุ่น Premier ส่วนรุ่นธรรมดาถือว่ามีลายที่ลดความสวยลงมาพอสมควร

ด้านหลังมาพร้อมกับไฟท้ายแบบหลอดไส้ (แต่ไฟเลี้ยวกลับเป็นหลอด LED เสียอย่างนั้น) ที่รวมเป็น
ชุดเดียวกับประตูหลังเหมือน Audi หลายๆรุ่น ซึ่งตัวบานประตูมีเส้นสายที่แปลกตาเล็กน้อย เสริมด้วย
คิ้วเหนือป้ายทะเบียน”สีเงิน” (พร้อมไฟส่องป้ายทะเบียนสีขาวแบบเดียวกับ HR-V) และกันชนหลัง
สีดำที่มีการเสริมด้วยสีเงินและแผงทับทิมสีแดงที่ลากเป็นเส้นตรงเส้นเดียว

ในภาพรวมแม้ว่าจะไม่ได้เน้นความโฉบเฉี่ยวแบบสุดๆเหมือนอย่างที่ Mazda CX-3,Honda HR-V และ
Toyota C-HR หรือจะเน้นหรูหราแบบที่ MG HS ที่พึ่งเปิดตัวตามหลังไม่กี่วัน แต่ Captiva นั้นก็ไม่มีจุดไหน
ที่มีมุมดู “จืดชืด” จนเกินไป ซึ่งก็พอมีความร่วมสมัยอยู่บ้าง

ขนาดตัวถังของ Chevrolet Captiva มีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,655 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,835 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,760 มิลลิเมตร
  • ความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 175 มิลลิเมตร

สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้

  • สีขาว Candy White
  • สีดำ Starry Black
  • สีเงิน Dazzling Silver
  • สีเทา Aurora Silver
  • สีแดง Canelian Red

การเข้า/ออกมาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะ Smart Entry ที่มารูปทรงกุญแจที่ดูดีกว่าเดิมมาก (จากเดิมจะเป็น
ก้อนบางๆใหญ่ๆ) พร้อมปุ่มสีเงินวาวที่ให้สัมผัสดีเล็กน้อย ส่วนสวิตซ์เปิด/ปิดยังเป็นแบบปุ่มกดเช่นเคย แต่ก็
ให้มาทั้ง 2 ฝั่งที่กลมกลืนไปกับแถบตกแต่งสีเงิน พร้อมปุ่มสตาร์ท ซึ่งตัว Font ไม่ค่อยดึงดูดเท่าไหร่นัก

การออกแบบภายในมีความเรียบง่ายชัดเจน มีการเล่นสีทูโทนบริเวณส่วนตรงกลาง เสริมด้วยสีเงิน
บริเวณช่องแอร์ทุกจุด ทว่า แม้วัสดุภายในส่วนใหญ่ยังคงใช้พลาสติกแข็งในการตกแต่งเป็นหลัก
แต่ก็มีบุนุ่มมาให้บริเวณแผงด้านบนของเรือนมาตรวัด และแผงสีเบจ ซึ่งก็มีเยอะพอที่จะบอกได้ว่า
“รุ่นนี้มีการบุนุ่มตรงแผงคอนโซลแล้วนะ”

อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณจอแสดงผลขนาด 10.4 นิ้วที่ทำให้มีอะไรตื่นตาอยู่บ้าง ซึ่งตัวจอจะควบคุม
หมดทุกอย่างทั้งชุดเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง ทว่า ฟังก์ชั่นมีแค่รองรับ
การเชื่อมต่อ Bluetooth/USB และ Cherolet Mylink เท่านั้น (น่าเสียดายที่ไม่รองรับ Apple Carplay
และ Android Auto เหมือนหลายๆรุ่น แต่อย่างน้อยน่าจะใส่มาให้สมกับขนาดหน้าจอที่โดดเด่นกว่า
คู่แข่ง ส่วนลำโพงมีให้ถึง 9 ตำแหน่งของ Infinity by Harman แต่คุณภาพเสียงเอาเป็นว่าทั้ง HR-V
และ C-HR มีคุณภาพเสียงที่ดีกว่าพอสมควร (ไม่ต้องไปเทียบกับ CX-3 ที่เสียงดีกว่ามาก) แต่ถือว่า
ยังพอฟังได้

สำหรับระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ แต่ไม่แยกฝั่ง แม้ว่าควมเย็นในระดับดี แต่เวลาควบคุม
ต้องทำเฉพาะบริเวณหน้าจอเท่านั้น แม้ว่าจะดูล้ำๆเท่ๆ แต่เอาเข้าจริงต้องละสายตาจากถนนไป
พอสมควร (พอๆกับ City Jazz และ Civic รุ่นปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ) เอาเป็นว่า อย่างน้อยน่า
จะมีปุ่มควบคุมแยกมาให้เหมือนกับรุ่นวิทยุสักหน่อยก็ยังดี

ถัดมาเป็นแผงคอนโซลกลางที่มาพร้อมกับสารพัดช่องเสียบต่างๆทั้ง AUX USB ที่รวมกันเป็นกระจุก
แต่ต้องระวังให้ดี เพราะช่องเสียบ USB จะมี 2 จุด ด้านซ้ายจะเป็นแบบชาร์จเท่านั้น ด้านขวาเป็นแบบ
ต่อกับเครื่องเสียง (แต่มีปัญหาที่ว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อบ้างเล็กน้อย หลังจากที่ลองต่อทั้ง
Xperia XZ2,Redmi Note7 และ iPad Mini 2 แล้วพบว่า ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด)

เกียร์อัตโนมัติแบบรางตรง ตกแต่งด้วยสีดำเงาซึ่งหัวเกียร์แอบดูย้อนยุคเล็กน้อย แต่ก็มีการหุ้มถุงเกียร์
เพื่อความดูดี พร้อมทั้งมีที่วางแก้วมาแบบเจาะช่องตามสมัยนิยม ถัดลงมาเป็นสารพัดปุ่มต่างๆทั้งเบรกมือ
ที่เป็นแบบไฟฟ้าเสริมปุ่ม Auto Hold  ปุ่มเปิด/ปิดเซนเซอร์ถอยหลัง และปุ่มเซ็นทรัลล็อกที่วางผิดที่ผิดทาง
ไปหน่อย (น่าจะรวมไว้ที่แผงควบคุมกระจกไฟฟ้าจะดีกว่านะ) และที่พักแขนหุ้มหนังที่มีสัมผัสดีขึ้น

มาตรวัดในรุ่น LS,LT มาพร้อมกับแบบเข็มธรรมดาของสีเงิน พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID จอขาวดำ
ที่บอกข้อมูลเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าป็นรุ่น Premier จะมีทั้งไฟสีฟ้า ลูกเล่นกวาดเข็มรอบมาตรวัด และ
จอแสดงผลการขับขี่ MID ขนาด 7 นิ้วที่มีกราฟิกสวยงามมาให้ แต่มีเรื่องให้ติคือ ตัวอักษรมีการทำให้
กลมกลืนไปกับมาตรวัดทำให้อ่านยากพอสมควร ซึ่งรุ่นต่อไปจะมีการแก้ไขไหม ยังไม่ทราบแน่ชัด
เพราะค่ายนี้ใช้มาตรวัดแบบนี้มาหลายรุ่นจนเป็นเอกลักษณ์ไปเรียบร้อย

รวมถึงพวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน พร้อมปรับลวดลายให้จับกระชับมือ แต่สวิตซ์ควบคุมมีการวางตำแหน่ง
ที่แปลกไป โดยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงจะอยู่บริเวณขวามือ และปุ่มของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
และจอแสดงผลการขับขี่ MID อยู่ซ้ายมือ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับรถหลายๆรุ่น ดังนั้น ต้องปรับตัวในการใช้งาน
เยอะพอสมควร

บนหลังคามาพร้อมกับไฟอ่านแผนที่แบบ LED สีขาวที่ให้แสงนวลตา (มีกล่องเก็บแว่นตาด้วยเช่นกัน)
เช่นเดียวกับไฟแต่งหน้าบริเวณกระจกแผงบังแดด (แต่วัสดุแผงบังแดดเป็นแบบพลาสติกแข็งอยู่นะ)
นอกจากนี้มาพร้อมกับหลังคากระจกแบบ Panoramic Glassroof ที่สามารถเปิดมารับลมได้
ซึ่งทั้งหมดนี้มาเฉพาะรุ่น Premier เท่านั้น (รุ่นอื่นๆมีแค่กระจกบนแผงบังแดดและไฟอ่านแผนที่เล็กๆเท่านั้น)

เบาะนั่งแถวแรกหุ้มด้วยวัสดุหนัง ที่มีสัมผัสค่อนข้างธรรมดา พร้อมปรับไฟฟ้าด้านคนขับ (ส่วนรุ่น LT จะปรับด้วยมือแทน)
ซึ่งมีฟังก์ชั่นที่ค่อนข้างดี แต่การนั่งจริงๆนั้นกลับไม่ได้สบายอย่างที่คิด เพราะพนักพิงศรีษะมีการดันศรีษะ อีกทั้งตัวเบาะ
ไม่ค่อยนั่งกระชับเท่าที่ควร ส่วนการวางแขนบนแผงประตูถือว่ากำลังดี

พอมาเป็นเบานั่งแถวที่ 2 ตัวเบาะมีการปรับให้สามารถปรับเอนได้พอสมควร ส่วนการปรับเลื่อนสามารถทำได้
แต่ต้องเลื่อนสลักล็อกบริเวณตรงกลางตามที่แนะนำให้เท่านั้น มิเช่นนั้นจะเป็นอันตราย พร้อมที่พักแขนและ
ที่วางแก้วที่เล็กกว่าตัวที่พักแขนพอสมควร พอนั่งจริงกลับเป็นว่ามีการดันบริเวณช่วงลำตัว นอกจากนี้ยังมี
มือจับมาให้ 2 ตำแหน่งพร้อมกับไฟอ่านแผนที่แบบ LED ตามเคย ส่วนคอนโซลกลางติดตั้งช่องแอร์ด้านหลัง
และช่องเสียบ USB เพิ่มเติม

ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 ถือว่าเป็นจุดเด่น เพราะพื้นที่มีขนาดกว้างพอสมควร ถ้าให้เปรียบเทียบกับบรรดา
รถที่มี 7 ที่นั่งแล้ว แน่นอนว่าดีกว่าคู่หูนิสสันอย่าง X-Trail กับ Terra ที่แคบกว่าชัดเจน รวมถึง
Peugeot 5008 ที่ชวนให้อึดอัดไม่แพ้กัน เอาเป็นว่า ให้นึกถึง CR-V รุ่นปัจจุบันไว้ก็แล้วกัน

ส่วนอุปกรณ์นั้นมีทั้งช่องแอร์ที่ติดมาให้ทั้ง 2 ฝั่งซ้าย/ชวา พร้อมสวิตซ์ควบคุมด้านซ้ายที่วางแก้ว
และช่องเสียบ USB ฝั่งขวามือ ส่วนตัวเบาะการรองรับถือว่าพอโอเค แต่พนักพิงศรีษะดันศรีษะ
ไม่แพ้เบาะนั่งแถวที่ 1

ขุมพลังของ Chevrolet Captiva มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์วพร้อมวาล์วแปรผัน DVVT ให้กำลังสูงสุด
    105 แรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 2,400 รอบต่อนาที
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ล็อกอัตราทด 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง รองรับน้ำมัน E10

หลายๆคนสงสัยว่าเครื่องยนต์เท่านี้มันจะอืดไหม แน่นอนครับ….มันอืด

ใครที่เห็นว่าเครื่อง 1.5 Turbo แล้วคาดว่า มันจะต้องแรงกระชากใจแบบที่ Civic และ Accord พิสูจน์ให้แล้วว่า
แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็แรงจริงนั้น ผิดถนัด ต้องทำใจว่าสำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้จะเน้นขับไปเที่ยวสบายๆ ไม่เร่งรีบ
และแน่นอนว่าเมื่อ เทียบกับคู่แข่งแล้วถือว่า แทบสู้กันไม่ได้สักรุ่น แม้กระทั่ง MG GS 1.5 ลิตรก็ตาม ดังนั้น
ควรมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่หรือปรับพละกำลังให้ดีกว่านี้จะดีมาก

ช่วงล่างแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง
ทั้งด้านหน้า/หลัง ประสิทธิภาพเรียกได้ว่า ทำได้ดีกว่า HR-V ชัดเจน แต่ยังไม่ถึงขั้นเทพเมื่อเทียบกับ C-HR
CX-3 และ XV เพราะยังมีการการนุ่มโยนอยู่บ้าง ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก 4 ล้อซึ่งการเบรกค่อนข้างจิก
ไม่แพ้ Honda หลายๆรุ่น

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS เหมือนกับรถทั่วๆไป แต่การใช้งาน
ในความเร็วปกติพบว่า มีการปรับให้หนืดกว่าหลายๆรุ่น แต่ถ้าถามว่าเฉียบคมไหม ขอยืนยันว่า C-HR และ CX-3
มีความเฉียบคมกว่าชัดเจน แต่ก็ถือว่าดีกว่า HR-V อยู่เล็กน้อย แค่นั้น

ระบบความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้

  • ระบบเบรก ABS EBD BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว ESP TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
  • ถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 ตำแหน่ง + ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง)
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง
  • เซ็นเซอร์ช่วยจอดหน้า/หลัง
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
  • เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold
  • กุญแจนิรภัย พร้อมสัญญาณกันขโมย

เมื่อดูจากรายการต่างๆแล้วพบว่า สิ่งที่พอจะร่วมสมัยได้คือกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเตือนลมยาง
และเซ็นเซอร์รอบคันเท่านั้น ส่วนระบบเบรก ABS EBD BA ระบบควบคุมการทรงตัว และช่วยขึ้นเขาถือว่า
เป็นมาตรฐานในยุคปี 2019 ไปเรียบร้อย ถุงลมนิรภัยที่อาจจะน้อยไปหน่อยในยุคที่คู่แข่งให้มาขั้นต่ำ 6 ลูก
ถ้าจะเรียกว่า สมราคา ก็อาจจะค่อนข้างห่างไกลไปสักนิดเพราะราคาเดียวกัน คู่แข่งให้มาเยอะกว่านี้ เอาเป็นว่า
พอๆกับคู่แข่งก็แล้วกัน


รวบให้ฟังหลังลองขับ :
Captiva ที่ย่อส่วนทุกอย่างทั้งขนาดและขุมพลัง แต่การใช้งานที่ต้องปรับตัวเยอะพอสมควร

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีจากประเทศจีนมีการพัฒนาไปไกลมากไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ
แม้กระทั่งรถยนต์ นอกจากจะมีบรรดารถไฟฟ้าแล้วก็มีรถ SUV ที่ถูกลืมอย่าง DFM Glory 580 ที่มีราคา
ถูกกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันอยู่หลายแสน

ขณะเดียวกัน Baojun ก็ได้ทำรถ Crossover สำหรับเจาะตลาดประเทศที่เริ่มมีกำลังซื้อรถที่ราคาไม่แพงมาก
แต่ต้องมีขนาดใหญ่ มีที่นั่งเยอะที่พอนั่งสบายอยู่บ้าง และออปชั่นล้ำๆครบอย่างเช่น 530 ที่มาขายในประเทศไทย
ในชื่อ Captiva อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารถจะมีต้นกำเนิดมาจากไหน ก็ต้องมีเรื่องที่ต้องติชมเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป

ข้อดี

1.ตัวรถที่ยังไม่ละทิ้งความอเนกประสงค์และความกว้างของตัวรถ ถึงแม้ว่า Captiva จะมีขนาดรถที่เล็กลงกว่าเดิม
แต่ก็พื้นที่และความอเนกประสงค์เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งพื้นที่เบาะนั่งอาจจะไม่ค่อยอึดอัดนัก และเบาะแถวที่ 3
ที่กว้างในระดับที่พอยอมรับได้ เรียกได้ว่าสายขน (ทั้งสัมภาระและผู้โดยสาร) อาจจะถูกใจสิ่งนี้

2.งานประกอบและวัสดุที่โอเคกว่าที่คิด หลายๆคนติดภาพจำที่ว่า รถยนต์จากประเทศจีนต้องมีภายในที่รู้สึกไม่ดี
ทั้งคุณภาพวัสดุและการประกอบ แต่สำหรับ Captiva กลับทำได้ดีกว่าที่คิด ทั้งเสริมวัสดุบุนุ่มบริเวณแผงคอนโซล
และแผงที่อยู่เหนือมาตรวัด และงานประกอบที่ยังคงความแน่นหนาอยู่บ้าง รวมถึงห้องเครื่องที่เพิ่มฝาครอบเพื่อ
ความเรียบร้อย ถือว่าสอบผ่านไปอย่างฉิวเฉียด

3.อุปกรณ์มาตรฐานที่ยังมีความโดดเด่น ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆอย่างที่คู่แข่งมีกันแล้ว แต่เมื่อดูแบบละเอียดพบว่า
มีทั้งหลังคาแบบกระจก Panoramic Moonroof,เบรกมือไฟฟ้า,กล้องมองภาพรอบทิศทาง,หน้าจอขนาดใหญ่ถึง
10.4 นิ้ว,ไฟภายในแบบ LED ทุกจุด และเบาะคนขับปรับไฟฟ้า เรียกได้ว่าให้มาแบบค่อนข้างเยอะตามรถ
ในยุคปัจจุบันที่มีให้ (ทว่า ยังติดปัญหาอยู่บางประการซึ่งจะบอกตามข้างล่างนี้)

ข้อเสีย

1.ขอภายในที่เป็นมิตรกว่านี้ จุดด้อยสำคัญของรุ่นนี้อยู่ที่ ภายในห้องโดยสาร ถึงแม้ว่าจะมีความกว้างขวาง ทว่า
การใช้งานหลายๆอย่างที่ไม่เป็นมิตร ทั้งจอแสดงผลขนาดอลังการที่แม้จะใช้งานง่าย แต่ต้องละสายตาจากถนนไป
พอสมควร (สามารถแก้ได้โดยการปรับเมนูให้เป็นมิตรขึ้น ถ้าตราบใดที่ไม่ลด Spec จอให้เหมือนกับเวอร์ชั่น
ต่างประเทศ) มาตรวัดที่อ่านค่าค่อนข้างยาก เบาะนั่งที่ดันศรีษะและลำตัว (แถมตัวปรับเลื่อนเบาะแถว 2 ที่ยุ่งยาก
เล็กน้อย) สวิตซ์บนพวงมาลัยที่ขัดกับการใช้งานที่คุ้นเคย ดังนั้น ขอให้มีการปรับปรุงในจุดนี้ด้วย

2.ต้องการขุมพลังที่แรงกว่า แน่นอนว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Turbo อาจจะไม่ได้ขับสนุกแบบพร้อมซิ่งได้ตลอดเวลา
เหมือนกับ Honda Vtec Turbo แต่พอมาใช้ในชีวิตประจำวันกลับ เหนื่อยกว่าที่คิดในเรื่องการเร่งแซงในยามคับขัน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องการคือเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าเดิมหรือใหญ่กว่า แต่พละกำลังต้องทันใจ
ในทุกสถานการณ์

3.จัดอุปกรณ์มาตรฐานให้น่าใช้กว่านี้ก็ดีนะ หลายๆคนพอเปิดสเปคของ Captiva แล้วอาจจะมองว่า ทำไมอุปกรณ์
ให้มาน้อยขนาดนี้ ถึงแม้ว่ารุ่นสูงสุดจะมีทั้งกล้องรอบคันและหลังคากระจก แต่พอมองถึงรุ่น LT พบว่า ไม่มีระบบ
ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ซึ่งยังพอเข้าใจ แต่พอมองรุ่น LS พบว่า ยังขาดทั้งกระจกมอง
ข้างพับไฟฟ้า หลายๆคนเข้าใจว่าอาจจะไม่จำเป็น แต่ในช่วงราคานี้ คู่แข่งจะมีมาให้เกือบทุกค่ายแล้ว แม้จะเป็น
Toyota ก็ตาม ดังนั้น ขอให้มีการเพิ่มอุปกณ์ในรุ่นรองลงมาให้เหมาะสมขึ้น ไม่ต้องถึงขั้น Wow ขอแค่ว่า
สมบูรณ์แบบกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ยังดี

และนี่คือ ความรู้สึกเบื้องต้นของ Chevrolet Captiva ซึ่งการขับครั้งนี้อาจจะรู้บุคลิคของตัวรถไม่เท่าไหร่นัก
แต่เชื่อว่า Full Review นั้นอาจจะจับรายละเอียดบางส่วนได้แน่นอน ซึ่งจะมาเมื่อไหร่นั้น โปรดติดตามกันต่อไป

ขอขอบคุณ

บริษัท ชลบุรี ออโต้ เซ็นเตอร์ จำกัด (สาขาชลบุรีและระยอง)
ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเล็ตในจังหวัดชลบุรีและระยอง
สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V

เผยแพร่ครั้งแรก : 8 ตุลาคม 2562

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th

อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Comments
Loading...