[Carsideteam-TRY] All New Nissan Almera 1.0 Turbo CVT : ลองขับสั้นๆ กับซีดานความหวังของหมู่บ้าน

0
106

ในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา Nissan อยู่ในสถานการณ์ที่ระส่ำระส่ายพอสมควร ทั้งการเมืองในองค์กรที่รุนแรง
ส่งผลถึงรถยนต์ที่เข้ามาขายแต่ละรุ่นที่ทำยอดขายไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าจะเป็นมาทำตลาดช้ากว่าตลาดโลกร่วมปี
หรือจะเป็นวางขายตามตลาดโลกไม่กี่เดือน แต่มาช้ากว่าคู่แข่งหลายปี อย่างไรก็ตามก็มีรถรุ่นหนึ่งที่รอดพ้นจากปัญหา
นานับประการนั่นคือ Nissan Almera นั่นเอง หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศไทย(และบางประเทศ) ก็ถึงเวลา
ที่จะต้องมีการรุกตลาดครั้งใหญ่กันบ้าง

ในช่วงเดือนเมษายน 2019 Nissan ได้เปิดตัว All New Versa Sedan ซึ่งก็คือ Almera ในประเทศไทย ที่คราวนี้
ได้สลัดภาพรถเรียบๆเฉิ่มๆออกไปจนหมดสิ้น รวมทั้งปรับภายในให้ดูมีราคาขึ้นชัดเจน และเทคโนโลยีที่จัดเต็มเหนี่ยว
สำหรับประเทศไทยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยยังใช้ชื่อ Almera เช่นเคย
มาพร้อมขุมพลัง 1.0 Turboครั้งแรกในค่าย พร้อมกับราคาที่หลายๆคนทำเอาอึ้งไปมาก ในเมื่อทาง Nissan เปิดโอกาส
ให้ลองขับในงานที่โกดัง สเตเดียมแถวท่าเรือ ก็เลยทดลองขับก่อนที่จะเริ่มส่งรถไปให้ดีลเลอร์ในเดือนธันวาคม
ซึ่งจะเปลี่ยนไปเยอะขนาดไหน เชิญอ่านได้เลยครับ

หน้าตาภายนอกมาพร้อมกับการออกแบบที่เหมือนกับ Versa แต่มีการปรับรายละเอียดต่างๆให้หรูหราขึ้น
เริ่มจากไฟหน้าที่เป็นแบบ LED ที่เกือบจะเป็นทั้งโคมไม่ว่าจะเป็นไฟสูง/ต่ำ และไฟหรี่แบบ LED ทรงบูมเมอแรง
ขนาดเล็ก มีเพียงแค่ไฟเลี้ยวยังเป็นหลอดไส้อยู่ กระจังหน้ามาพร้อมกับทรง V-Motion เช่นเคย แต่ตกแต่งใหม่
อาทิ เส้นโครเมียมสีรมดำ พร้อมแถบสีดำเงาที่ทำให้ต่อเนื่องกับช่องดักลมด้านหลังตามยุคสมัยรวมถึงโลโก้นิสสัน
ที่มีผิวสัมผัสแบบแก้วอยู่ ซึ่งจะมีประโยชน์อะไรนั้น ขอยังไม่บอกในย่อหน้านี้ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้า
ที่กลับมาอีกครั้ง (หลังจากที่ตัดออกไปในรุ่น Sportech เมื่อปลายปี 2016) เป็บแบบ LED ทรงเหลี่ยม ที่ยังคงสงวน
ไว้ให้ในรุ่นสูงสุดเช่นเคย

ด้านข้างมีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นเดิมมาก เริ่มจากแนวกระจกที่ตกแต่งเสาประตูสีดำ “ทุกรุ่นย่อย” พร้อมลากเส้น
ให้ยาวไปจรดถึงกระจกหลัง (โดยเรียกการออกแบบลักษณะนี้ว่า Floating Roof) พร้อมเส้นสายตัวถังที่ลากมา
ต่อเนื่องจากด้านหน้าถึงด้านหลัง กระจกมองข้างมีหน้าตาเหมือนกับรุ่นพี่อย่าง X-Trail,Navara และ Note
ที่มีไฟเลี้ยว LED เสริมมาให้พร้อมฐานกระจกมองข้างที่ติดบนประตูคู่หน้าตามสมัยนิยม ทว่า มือเปิดประตู
ได้เปลี่ยนจากโครเมียมในรุ่นเดิมมาเป็นสีเดียวกับตัวรถ แต่ยังดีที่เข้ากับตัวรถอยู่ประมาณหนึ่ง

ล้อของ Almera มาพร้อมกับยางขนาด 195/65R15 ทุกรุ่น ไม่ว่าตัวล้อจะเป็นล้ออัลลอย หรือจะเป็นล้อกระทะ
แบบมีฝาครอบหรือไม่ก็ตาม หลายๆคนเห็นลายล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วลาย 5 ก้านคู่ที่พยายามจะสวยแล้วผิดหวังว่า
ทำไมล้อไม่สวยเหมือนเวอร์ชั่นอเมริกา ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ Nissan มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง เหตุผลที่ไม่ให้
มาตั้งแต่แรกเพราะเรื่องของค่ามลพิษที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์ของ Eco CarPhase 2 ที่ต้องให้ได้ค่าไอเสียตามที่กำหนดไว้นั่นเอง

ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับไฟท้าย LED ที่ดูทันสมัยกว่าเวอร์ชั่นอเมริกาอย่างชัดเจน โดยเส้นไฟท้ายมาในแบบตัว C
ถ้าใครขับรถตอนกลางคืนแล้วเห็นด้านหลังจากระยะไกล อาจจะมองผิดเป็น Camry Hybrid โฉมปัจจุบันก็เป็นได้
พร้อมเล่นระดับช่องใส่ป้ายทะเบียนเพื่อให้ดูมีลูกเล่นขึ้น รวมถึงติดตั้งชื่อรุ่นย่อยไว้ที่ด้านหลัง (ขณะที่ค่ายอื่นไม่ได้
ติดมาให้ รวมถึง Toyota ที่เปลี่ยนการเรียกรุ่นย่อยจากตัวอักษร เป็นชื่อภาษาอังกฤษ ทำให้ต้องถอดออกตามกันไป)

ส่วนกันชนหลังที่ตกแต่งบริเวณแถบสะท้อนแสงสีดำที่ยาวต่อเนื่องถึงอีกฝั่ง แต่สปอยเลอร์หลังแบบติดกับฝากระโปรง
ที่เคยมีจากรุ่นเดิม ตอนนี้ได้ตัดออกไป แต่ถ้าใครอยากได้ก็มีเป็นอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก แต่จะเป็นสีดำ และไม่มี
ไฟเบรกมาให้ แค่นั้น

เมื่อดูภาพรวมแล้วทำไมรู้สึกว่าเหมือนเป็นการนำเส้นสายของ Yaris Ativ มาทำให้เหลี่ยมสันขึ้นก็ว่าได้ ซึ่งเรื่อง
งานออกแบบนั้นแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่ในความเห็นของผู้เขียนนั้นบอกเลยว่า เส้นสายดูสปอร์ตแบบผู้ใหญ่
มากกว่า Mazda 2 Minorchange ที่แม้ว่าหน้าตาที่หรูหราขึ้นกว่ารุ่นเดิมก็ตาม ส่วน Ciaz จะมาแบบสายหรูชัดเจน
ขณะที่ Attrage และ Yaris Ativ จะมาแนวเอาใจคนทุกวัย เพียงแต่รุ่นหลังจะมีเส้นสายที่ร่วมสมัยกว่ากันชัดเจน

อีกสิ่งที่ลงทุนคือสีตัวรถ รอบนี้ได้ตัดสีสำหรับผู้มีอายุออกไป และแทนด้วยสีที่ดูวัยรุ่นกว่าชัดเจน แน่นอนว่ามาพร้อกับ
สีพื้นฐานและสีพิเศษดังนี้

  • สีขาว Storm White (ยกเว้นรุ่น S)
  • สีดำ Black Star
  • สีเงิน Brilliant Silver
  • สีส้ม Monarch Orange โทนเดียวกับ X-Trail Minorchange (ยกเว้นรุ่น S,E)
  • สีแดง Radiant Red (ยกเว้นรุ่น S,E)
  • สีเทา Gun Metallic ที่ยกมาจากรถสปอร์ตอย่าง GT-R เช่นกัน (ยกเว้นรุ่น S,E)

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้ (เทียบกับรุ่นมาตรฐาน ไม่ใช่รุ่นแต่งพิเศษ Sportech)

  • ความยาว 4,495 มิลลิเมตร (ยาวกว่ารุ่นเดิม 70 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,740 มิลลิเมตร (กว้างกว่ารุ่นเดิม 45 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,460 มิลลิเมตร (เตี้ยกว่ารุ่นเดิม 40 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร (ยาวกว่ารุ่นเดิม 20 มิลลิเมตร)

การเข้า/ออกรถมาพร้อมกับกุญแจอัจริยะทรงเดิมที่ใช้มาร่วม 10 กว่าปี ซึ่งยังออกแบบยังคงดูดีอยู่ โดยการสั่งงาน
ยังต้องกดปุ่มบนมือจับประตูเช่นเคย ซึ่งมีมาให้ถึง 3 ตำแหน่งคือ มือจับคู่หน้า และฝากระโปรงหลัง (ขณะที่คู่แข่ง
ค่ายหนึ่งยังคงกั๊กฝั่งผู้โดยสารหน้าทุก Segment ของรถยนต์นั่ง ซึ่งอาจจะลำบากหน่อยเวลเปิดประตูให้คนนั่งเบาะ
ผู้โดยสารด้านหน้า) พร้อมปุ่มเปิดฝากระโปรงหลังมาให้เหมือนกับรถ Sedan หลายๆรุ่น

ภายในมีพัฒนาการในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโทนสีจากเดิมจะมีแค่สีดำที่น่าเบื่อ มาคราวนี้มีการเสริมด้วยสีขาว
ทำให้ดูน่าสนใจขึ้น พร้อมทั้งปรับวัสดุภายในใหม่ที่สัมผัสดีขึ้น เพิ่มการบุนุ่มบริเวณแผงคอนโซลหน้าส่วนที่เป็นสีขาว
ทำให้ดูดีกว่าคู่แข่งบางค่าย (แต่เมื่อเทียบกับ Mazda 2 แล้วถือว่าดีกว่ากันไม่มากนัก) ซึ่งหน้าตาแผงคอนโซลนี้
จะยกมาจาก Micra และ Kicks ซึ่งดูเป็นระเบียบและมีราคากว่ารุ่นเดิม และมีการเพิ่ม Piano Black ในหลายๆจุด

ชุดเครื่องเสียงเปลี่ยนหน้าตาใหม่ จากเดิมที่เป็นวิทยุแบบ 2DIN ที่นำของ Supplier มาติดตั้งกันตรงๆ มาเป็น
วิทยุที่มีหน้าตาเรียบร้อยตามสไตล์ Nissan พร้อมจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว โดยมีการปรับเมนูต่างๆให้ใช้งานง่ายขึ้น
รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth,AUX และ USB แต่ไม่มีช่องใส่ CD มาให้เหมือนรถใหม่ๆบางรุ่น ลำโพงมีให้สูงสุด
6 ตำแหน่ง แต่คุณภาพเสียงนั้น ยังไม่ได้ลอง ณ วันที่ลองขับ ถัดมาเป็บระบบปรับอากาศ แม้ว่าเป็นแบบอัตโนมัติ
แต่เท่าที่ลองปรับอุณหภูมิแล้ว สูงสุดจะอยู่ที่ 28 องศาแค่นั้น นั่นหมายความว่า รุ่นนี้ไม่มี Heater (ระบบทำความร้อน)
มาให้เหมือนกับรุ่นที่แล้ว

ชุดมาตรวัดแทบจะยกมาจาก Leaf มาเลย โดยมีทั้งมาตรวัดความเร็วแพร้อมไฟเรืองแสงสีขาวที่ดูเรียบง่าย
และอ่านค่าง่าย ส่วนฝั่งซ้ายเป็นจอแสดงผลการขับขี่ MID ที่แสดงผลได้หลากหลายมาก เช่น การทำงานของ
ระบบเตือนต่างๆ มาตรวัดรอบที่อ่านค่าได้ละเอียดกว่ารถกระบะและ PPV บางค่ายที่ใช้แบบจอแเสดงผล
แบบเดียวกัน รวมถึงข้อมูลและการตั้งค่าต่างๆ โดยควบคุมผ่านปุ่มบนพวงมาลัย

สำหรับตัวพวงมาลัยนั้นถ้าใครติดตามข่าวมาตลอดจะพบว่า พวงมาลัยยกจาก Almera รุ่นปี 2018 มาเลย
แต่ถ้าไม่ได้ติดตามจะพบว่า พวงมาลัยมีการปรับงานออกแบบให้ดีขึ้นกว่ารุ่นแรกๆมาก สามารถปรับระดับได้
4 ทิศทางทั้งสูง/ต่ำ ใกล้/ไกล (เสียที) รวมถึงปุ่มควบคุมที่ให้สัมผัสดี แต่น่าเสียดาย ยังคงไม่มีระบบควบคุม
ความเร็วอัตโนมัติมาให้ (แต่เวอร์ชั่นตะวันออกกลางและอเมริกาเหนือมีมาให้ คาดว่าจะได้เจอในรุ่นปรับอุปกรณ์
แต่รอบไหนยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้)


ถัดมาที่คอนโซลกลาง เริ่มจากช่องวางของที่มีขนาดลึกปานกลาง พร้อมกับช่องสำหรับเสียบ AUX USB
และช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ที่อยู่เป็นชุดเดียวกัน และมีปุ่มสตาร์ท แต่เดี๋ยว!! ตำแหน่งการวางเข้าใจว่า
จะทำให้มองเห็นได้ง่าย พวงมาลัยไม่บัง แต่ตำแหน่งนี้ค่อนข้างอันตรายพอสมควร เกิดบรรดาเด็กซนๆ
เผลอกดตอนขับขี่ขึ้นมาละก็ งานเข้าเลยนะครับ รวมถึงเคสเผลกดปุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจขณะขับขี่อีกเช่นกัน
ดังนั้น หาตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสมจะดีกว่านี้ (ไม่ใช่แค่ Almera แต่รวมถึง Nissan หลายๆรุ่นอีกเช่นกัน)

บริเวณฐานเกียร์ยังคงเป็นรางตรงอยู่ แต่ออกแบบใหม่ให้ดูดีขึ้น เช่นเดียวหัวเกียร์ที่ดูดีขึ้น แต่ปุ่ม Sport Mode
ย้ายมาไว้ด้านหน้า ซึ่งใช้งานยุ่งยากไปหน่อย นอกนั้นจะมีทั้งที่วางแก้วแบบหลุม ที่ย้ายจากคอนโซลกลางมาไว้ที่
ข้างเบรกมือแบบดึง ที่ปุ่มชุบโครเมียมเพื่อความหรูหรา และติดตั้งคอนโซลกลางแบบมีฝาปิดหุ้มหนังที่นุ่มมาก
แต่ข้างในมีความจุที่ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่นัก พร้อมติดตั้งช่องเสียบ USB มาให้ 1 จุดขณะที่บนหลังคามาพร้อมกับ
แผงบังแดดที่ใหญ่โตเสริมกระจกแต่งหน้ามาให้ทั้งคู่ และไฟอ่านแผนที่ที่ปรับหน้าตาและวัสดุให้มีราคาขึ้นมาก

เบาะนั่งคู่หน้ามาพร้อมกับทรงใหม่ที่ดูดีขึ้น พร้อมตัวปรับเบาะนั่งใหม่ ซึ่งตัวเบาะนั่งสบายขึ้นกว่ารุ่นเดิมในระดับหนึ่ง
แต่วัสดุผ้าเบาะยังคงมีความ”สาก”เช่นเคย ตัวเบาะนั่งมาพร้อมกับสีทูโทนขาว/ดำเหมือนกับ Note แต่มีการกัดลาย
เบาะนั่งให้ดูแตกต่าง (ลายเบาะเป็นแบบเส้นแนวนอน ต่างจาก Note ที่เป็นลายจุด) ขณะที่เบาะหลังมีการปรับปรุง
ให้นั่งสบายขึ้น รวมทั้งมีการเก็บรายละเอียดบริเวณประตูหลัง (ตรงช่องแนวกระจก) ให้ดีขึ้น (จากรุ่นเดิม) อย่างไรก็ตาม
ตัวเบาะมีการลดต้นทุนหลายจุด เช่น พนักพิงศรีษะแบบติดตาย และตัดที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วออกไป ส่วนห้องเก็บ
สัมภาระด้านหลังมีความจุค่อนข้างใหญ่แต่ก็มีการลดต้นทุนทั้งฟิวเจอร์บอร์ดด้านหลัง และบุฉนวนมาให้”ครึ่งเดียว”เท่านั้น

ขุมพลังมาเวอร์ชั่นไทยได้ยกเลิกเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร HR12DE ที่ใช้มายาวนานร่วมๆ 10 ปี 3 รุ่นหลักออกไป
และเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร รหัส HRA0 ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที
    แรงบิด 152 นิวตัน-เมตรที่ 2,400 – 4,000 รอบต่อนาทีจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT
    พร้อมระบบ D-Step Logic และระบบ Idling Stop รองรับน้ำมันสูงสุด E20

แน่นอนว่าเครื่องยนต์ดังกล่าวให้มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นกันเลยทีเดียว ส่วนสมรรถนะเทียบกับรุ่นเดิมแล้วดีขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
ทั้งแรงขึ้น และคันเร่งตอบสนองดีขึ้น ผิดกับรุ่นที่แล้วที่อืดกว่าอย่างชัดเจน ขอบอกเลยว่า แรงขึ้นกว่า Yaris Ativ ที่ติดตั้ง
เครื่องยนต์ใหม่พอสมควร และถ้าเปิดโหมด Sport แล้วจะเรียกกำลังให้แรงขึ้นได้อีก แต่กระนั้น เกียร์ CVT ที่ยังคง
ใช้ลูกเดียวกับ March และ Almera รุ่นเดิมนั้น ยังคงเป็นกำแพงกั้นความแรงของเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร์ใหม่นี่อยู่
ยังคงมีอาการอมไว้แล้วค่อยบ้วนกำลังออกมาแต่น้อยลงจาก March และ Almera รุ่นเดิม จริงๆแล้ว CVT ก็จูนให้
ขับสนุกได้ ลองดูอย่าง Civic และ Accord 1.5 Turbo ซิครับ ควรเอามา Reference ในการปรับจูน แค่นี้ก็มีสนุกขึ้นแล้ว

แต่ยอมรับว่าเสียดาย ที่ Nissan Almera รุ่นนี้มีเครื่องยนต์แรง แต่ตัดสินใจยกเลิกการทำตลาด
ในรุ่นเกียร์ธรรมดาไป อันเนื่องมาจากเหตุผล 2 ประการคือ

1.เกียร์ธรรมดา ไม่สามารถทำค่าไอเสียให้น้อย ซึ่งส่งผลแต่ราคารถได้
2.ปริมาณคนซื้อรถเกียร์ธรรมดาในปัจจุบันลดลง ไม่คุ้มต่อการลงทุน

เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วยังสู้ Mazda 2 ดีเซลไม่ได้ แต่ก็แรงกว่าคู่แข่งหลายรุ่นอยู่เช่นกัน

ช่วงล่างของ Almera ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลงมาให้
ทั้งสองฝั่ง เมื่อขับจริงๆพบว่า ด้านหน้ามีความเฟิร์มกว่ารุ่นเดิมชัดเจน มีความมั่นใจมากขึ้น แต่ด้านหลังยังย้วยอยู่
แต่น้อยกว่ารุ่นเดิมประมาณหนึ่ง แต่ยังมีความเมารถอยู่บ้าง แต่โดยรวมยังไม่เลวร้ายเท่ารุ่นที่แล้วที่น่ากลัวกว่าเยอะ
เทียบกับคู่แข่งแล้วเหนือกว่า Yaris Ativ และเท่ากับ Suzuki Ciaz แต่ความมั่นใจยังไงก็ยกให้ Mazda อยู่ดี

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS ที่มีน้ำหนักมากกว่ารุ่นเดิม แต่ไม่ถึงกับ
มั่นใจนัก การบังคับทำได้ดี เมื่อเทียบกับ Note แล้ว บุคลิกต่างๆถือว่ามาในสไตล์แตกต่างกันในแง่ของน้ำหนัก และ
Reaction ขณะคืนพวงมาลัยที่ Almera ยังเบาและมีความเป็นธรรมชาติน้อยกว่า Note อย่างไรก็ตาม ขอน้ำหนัก
ที่มากกว่านี้สักนิดจะกำลังดี ส่วนระบบเบรกยังคงเป็นแบบด้านหน้าดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นดรัมเบรกเหมือนรุ่นที่แล้ว
แต่การเบรกมีความมั่นใจขึ้น ระยะเบรกสั้นลง และน้ำหนักแป้นเหยียบที่ค่อนข้างโอเค ดีกว่า Note อย่างชัดเจน

ระบบความปลอดภัย จากเดิม Almera มีให้ครบครัน “ตามยุคสมัยของมัน” มาวันนี้ได้จัดเต็มขึ้นกว่าเดิมชัดเจน
ในเบื้องต้น มีระบบต่างดังนี้

  • ระบบเบรก ABS/EBD/BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VDC/TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 + ด้านข้าง 2 + ม่านนิรภัย 2) ในรุ่นสูงสุด
    ขณะที่รุ่นย่อยอื่นให้มาเฉพาะคู่หน้าเท่านั้น

ครั้นจะให้มาแบบนี้ แน่นอนว่าเสร็จคู่แข่งชัวร์ ดังนั้น Nissan จึงจัดมาให้แบบเต็มพิกัดดังนี้

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Intelligent Forward Collision Warning
  • ระบบเบรคอัตโนมัติ Automatic Emergency Braking
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitoring System
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor

หลายๆคนสงสัยว่า ทำไมระบบต่างๆไม่จัดเต็มเหมือนกับเวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ ไม่ต้องน้อยใจไปครับ เพราะเวอร์ชั่นตะวันออกกลาง ก็ได้มาแบบนี้เช่นกัน สิ่งแรกที่สังเกตได้คือ ระบบเตือนการชนด้านหน้าและระบบเบรกอัตโนมัติจะใช้
เรดาร์ข้างหน้ารถ (ตรงโลโก้นิสสันที่มีผิวแบบกระจกนั่นแหละ) ในการตรวจจับวัตถุข้างหน้า (ไม่ได้ใช้กล้องสำหรับ
ตรวจจับวัตถุเหมือนกับ Note) และระบบเตือนมุมอับด้านข้างรถจะตรวจจับรถด้านข้างเมื่อเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้
น่าเสียดายที่ระบบเตือนรถออกนอกเลนไม่ได้ติดตั้งมาให้เหมือนกับ Note และที่สำคัญ กล้องมองภาพรอบทิศทาง
แสดงผลผ่านหน้าจอวิทยุแล้ว ไม่ต้องมามองจอเล็กๆที่กระจกมองหลังเหมือนกับ Note และ Terra (ส่วน Navara
พอเปลี่ยนวิทยุแล้วก็ย้ายมาที่จอโดยอัตโนมัติ หลังจากที่อยู่ที่กระจกมองหลังมาร่วมๆ 1-2 ปี)

รวบให้ฟังหลังลองขับ :
เกือบจะลืมภาพ Almera รุ่นเก่าไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่ยังมีบางอย่างที่ต้องปรับปรุง

กว่าที่ Nissan Almera รุ่นแรกจะประสบความสำเร็จมาได้นั้นส่วนหนึ่งเพราะคู่แข่งในตลาดที่ค่อนข้างน้อยในช่วงแรกๆ
อุปกรณ์มาตรฐานถือว่าให้มามากกว่ารถยนต์ 1.5 ลิตรในสมัยนั้นเสียอีก พร้อมทั้งภายในห้องโดยสารที่กว้างขึ้น ทว่า
หลังจากที่ให้บรรดาคู่แข่งเปิดตัวกันหลายต่อหลายรุ่น แน่นอนว่าความนิยมเริ่มลดลงตามอายุตลาดของมันอีกทั้ง Nissan
ได้พยายามทำให้ Almera มาให้ทันเพื่อนๆ และทำราคาและอัดออปชั่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนมีเสียงตอบรับ
ค่อนข้างดังพอสมควรตอนเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่สวยขึ้นกว่าเดิมมาก ภายในที่กว้างและทันสมัยขึ้นชัดเจน ขุมพลัง
ที่ได้ยินชื่อ Turbo แล้วเริ่มวางใจกว่าเดิม จนหลายๆคนเริ่มอยากขับซึ่งพอขับแล้วก็ได้สรุปข้อดี/ข้อเสียดังนี้

ข้อดี

  1. งานออกแบบที่ทันสมัยขึ้นชัดเจนทั้งภายนอกและภายใน หลายๆคนได้เห็นงานออกแบบของ Nissan Almera
    ใหม่แล้วรู้สึกว่าดูสวยงามและลงตัวกว่าเดิมมาก ส่วนภายในนอกจากจะมีการปรับงานออกแบบแล้ว ยังมีการ
    ปรับวัสดุต่างๆให้สัมผัสดีขึ้น และหน้าตาอุปกรณ์ที่มีความทันสมัยมากขึ้น เรียกได้ว่า สร้างสัมผัสแรกได้ดีขึ้น
    อย่างชัดเจน
  2. การขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่หน้าตาภายนอกและภายในที่สวยขึ้น การขับขี่ต่างๆก็พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
    ทั้งเครื่องยนต์ที่ปรับให้แรงขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างที่ลดความน่ากลัวลง เบรกที่ดีขึ้น และพวงมาลัยที่หนักแน่นขึ้น
    เรียกได้ว่า แทบจะดีขึ้นในทุกด้านเลยทีเดียว
  3. ระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มระดับหนึ่ง อันที่จริงแล้ว Almera รุ่นแรกก็ให้ระบบความปลอดภัยมาครบครัน
    แต่เมื่อเทียบกับรถสมัยใหม่ถือว่า ให้มาน้อยไปหน่อย มาคราวนี้นอกจากจะให้ระบบต่างๆที่เป็นพื้นฐานแล้ว
    ยังมาพร้อมกับระบบเตือนการชนด้านหน้าและเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง
    ถึงแม้ว่าจะมีมาให้ไม่ครบ แต่ก็มีออปชั่นความปลอดภันที่สามารถเอาไปคุยข่มได้ และสามารถใช้งานได้จริง

ข้อเสีย

  1. ยังขาดอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานบางรายการ แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ต่างๆที่ให้มาเพิ่มขึ้น แต่ก็มีบางรายการที่ตัดออก
    ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลังที่พนักพิงศรีษะแบบติดตาย ตัดที่พักแขนออก ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่โอเคเท่าไหร่
    เช่นเดียวกับเข็มขัดนิรภัยที่ไม่สามารถปรับสูง/ต่ำได้ (แต่บางประเทศสามารถปรับระดับได้) ดังนั้น
    รุ่นปรับอุปกรณ์ขอให้มาหน่อยก็ยังดี
  2. ขอปรับช่วงล่างและน้ำหนักพวงมาลัยที่หนักแน่นกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีจุดที่
    ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก ทั้งพวงมาลัยที่น้ำหนักในการเลี้ยวไม่หนักแน่นพอ รวมถึงช่วงล่างที่ยังมีความย้วย
    จากรุ่นเดิมให้เห็นอยู่ ซึ่งต้องฝากความหวังในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ว่า จะดีขึ้นขนาดไหน
  3. ควรย้ายปุ่มสตาร์ทมาไว้ในที่ปลอดภัยกว่านี้ แน่นอนว่าทาง Nissan จะบอกว่าที่ติดตั้งในตำแหน่งดังกล่าว
    เพราะจะให้สามารถกดได้ง่ายๆ โดยไม่มีพวงมาลัยมาบัง แต่ในความเป็นจริง มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้
    กดปุ่มผิด ไม่ว่าจะเป็นเด็กเผลอซนไปกด หรือเผลอไปโดนปุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น ควรย้ายไปอยู่ใน
    ตำแหน่งที่มันปลอดภัยกว่านี้ ซึ่งรวมไปถึง Nissan ยุคใหม่ๆหลายรุ่นเช่นกัน

แน่นอนว่าในเมื่อความหวังของหมู่บ้านอย่าง Almera ได้ทำรถมาน่าใช้ขนาดนี้ และราคาที่โดนใจมากขึ้น หลังจากนี้
สิ่งจะต้องทำนั่นคือ การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าทั้งตอนซื้อ บริการหลังการขาย รวมถึง คุณภาพรถ ซึ่งใน
ช่วงหลังมานี้ Nissan เริ่มที่จะมีจุดอ่อนของเรื่องนี้ อีกทั้งการเคลมที่เริ่มมีเสียงบ่นกันขรึมว่า ยากขึ้นกว่าเดิมมากกก
ดังนั้น ต้องปรับปรุงกันอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้น อาจจะมียอดขายที่ไม่สวยก็เป็นได้ (ซึ่งตัวอย่างนั้น มีให้เห็นหลายยี่ห้อ
กันเลยทีเดียว แถมชะตากรรมบางค่ายถึงกับจบไม่สวยด้วย)

สุดท้ายนี้ ขอเอาใจช่วยให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนสมัยสยามกลการด้วยเถิด ถ้าไม่ได้สะดุดขาตัวเองก่อนนะ

ขอขอบคุณ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V

เผยแพร่ครั้งแรก : 20 พฤศจิกายน 2562

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th

อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Facebook Comments