[Carsideteam-TRY] All New Isuzu D-max V-Cross 3.0 M 6AT: ลองคร่าวๆ กับสปอร์ตปิกอัพออฟโรด

447

ในโลกของการทำงาน คำว่า “ศักยภาพ” เป็นสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวและทุกที่ทำงานจะจ่ายงาน
ให้ตามความเหมาะสม บางคนอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ลืมดูศักยภาพตัวเอง จะคุมไหวหรือไม่
แต่กระนั้นคำว่า ศักยภาพไม่มีสิ้นสุด คือคำอมตะที่แปลความหมายว่า “การเรียนรู้ไม่สิ้นสุด”
ดังนั้นถ้าอยากจะเก่งและประสบความสำเร็จต้องเรียนรู้อย่างไม่มีหยุด เช่นเดียวกับ Isuzu
ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นับตั้งแต่การเปิดตัว Isuzu D-max เจเนอเรชั่นที่ 2
เมื่อปี 2011 เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีคำว่า Isuzu อยู่ในตัวเลือกของการซื้อรถ

ผ่านไป 8 ปี Isuzu ได้พันธมิตร พร้อมกับพัฒนารถรุ่นใหม่ให้มีขีดความสามารถที่มากขึ้น
และในวันที่ 11 ตุลาคม 2019 Isuzu ได้ยลโฉม D-max รุ่นที่ 3 เป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย
พร้อมกับรูปแบบโฆษณาที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น VDO Product และภาพยนตร์โฆษณา
ที่มีความเป็นระดับโลกมากขึ้น นอกจากนี้ยังพยายามสร้างจุดเด่นในเรื่องการขับขี่ มันน่าสนใจตรงนี้แหละ
ผ่านไป 1 สัปดาห์พอดี อันเป็นกำหนดการเริ่มส่งมอบของรถกระบะคันนี้ ผมเลยตัดสินใจทดลองขับโดยไม่รีรอ
จึงได้รับความอนุเคราะห์จาก อีซูซุนครหลวง สาขาพระราม 2 ในการทดลองขับครั้งนี้

สำหรับรถที่เราทดลองขับ เป็นรุ่น V-Cross 3.0 M เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ราคา 1,157,000 บาท
อันเป็นรุ่นสูงสุดของ All New Isuzu D-max ดังนั้นตัวรถจะถูกตกแต่งให้ดูสปอร์ตออฟโรด ด้วยชุดแต่งรมดำ
ด้านหน้าตาภายนอก ถูกออกแบบใหม่หมด เริ่มจากไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อม Daylight ในโคม
กระจังหน้าแนวนอนจากเดิมที่ทำเป็น 6 ช่อง มาคราวนี้ทำให้ดูเป็นตัว n ซ้อนกัน 2 ชั้น ทำต่อเนื่องกับ
ช่องดักลมด้านล่าง อย่างไรก็ตามไฟเลี้ยวย้ายลงมาไว้ที่กันชนหน้า แถมอยู่ที่เดียวกับไฟตัดหมอก
หน้า LED อีกด้วย ดูแล้วอาจจะแปลกตาสักเล็กน้อย

ด้านข้างแม้ว่าเส้นสายจะเฉียบคมขึ้น แต่ในรุ่น 4 ประตูได้ออกแบบแนวกระจกใหม่ กระจกมองข้าง
ที่ฟังก์ชั่นครบตามสมัยนิยม ทั้งมีไฟเลี้ยวปรับ/พับไฟฟ้า แต่ตัวกรอบมีพื้นที่ลดลง และแทนที่ด้วยแผ่น
สีดำมากขึ้น

ส่วนด้านหลัง สิ่งที่เป็นงานออกแบบใหม่มีแค่ 2 จุดคือ ไฟท้าย LED แบบ Dual Sonic-LED
ที่มาทรงเป็นเลข 8 โดยมีเส้นแดงๆล้อมรอบไฟถอยและไฟเลี้ยวขนาดใหญ่ กับกันชนหลัง
แบบ Integrated ดูกลมกลืนกับด้านหลัง

ด้านขนาดตัวรถของ Isuzu D-max V-Cross 3.0 M 6AT
ความยาว x ความกว้าง x ความสูง x ฐานล้อ
5,265 x 1,870 x 1,810 x 3,125 มิลลิเมตร
น้ำหนักรวม 2,020 กิโลกรัม

เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า (RT-50) :ความยาว x ความกว้าง x ความสูง x ฐานล้อ
5,200 x 1,860 x 1,840 x 3,095 มิลลิเมตร น้ำหนักรวม 1,980 กิโลกรัม

พบว่า ยาวขึ้น 65 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร สูงขึ้น 10 มิลลิเมตร
ฐานล้อเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น 40 กิโลกรัม

ภายในเปลี่ยนจากรุ่นเดิมชัดเจน สิ่งที่เปลี่ยนชัดๆคือแผงคอนโซลหน้า นอกจากจะมีการเล่น
โทนสีน้ำตาลเข้มที่ดูหรูแล้ว วัสดุต่างดีขึ้นกว่าเดิมเห็นได้ชัด ทั้งการบุนุ่มและตะเข็บจริง
(แต่ไม่นุ่มจ๋าเหมือนฝาครอบเก๊ะเก็บของเหมือนกับรุ่นปี 2017) พร้อมการตกแต่งสีเงิน
ตามจุดต่างๆที่ให้สัมผัสดีขึ้นอย่างชัดเจน มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง เสริมด้วยจอแสดง
ผลการขับขี่ MID จอสี ขนาด 4.2 นิ้วที่มีกราฟิกสวยขึ้นจากเดิม พร้อมพวงมาลัย 3 ก้าน
ที่มีสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาพร้อมกับกุญแจอัฉริยะพร้อมสตาร์ท ที่สามารถสตาร์ทรถผ่านรีโมทโดยตรง
ล็อกรถเมื่อเดินพ้นรัศมีหรือปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้รถ พร้อมไฟ Welcome Light,กระจกหน้าแบบ
กรองแสงอินฟราเรด/UVA/UVB,ที่ปัดน้ำฝนแบบมีที่ฉีดน้ำในตัว,ไฟแต่งหน้าและกระจกบนแผงบังแดด
และช่องเก็บของบริเวณตรงกลางพร้อมฝาปิด เก๊ะคู่หน้าฝั่งผู้โดยสารหน้า ที่เก็บของบริเวณแผงประตู
และหลังเบาะคู่หน้า

เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มด้วยหนัง โดยออกแบบให้ลดความเมื่อยล้าลงจากรุ่นเดิม โดยใช้เทคโนโลยี AVEC
(Anti Vibration Elastic Comfort) ฝั่งคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนเบาะหลังสามารถ
พับได้แบบแยกฝั่ง 60/40 พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ
ช่องชาร์จไฟ USB 1 จุด และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับวิทยุ AM/FM CD MP3 เชื่อมต่อแบบ
ไร้สาย Bluetooth และช่องเชื่อมต่อ USB/AUX พร้อมระบบ Infortainment อย่าง
Apple Car Play และ Android Auto เชื่อมกับลำโพง 8 ตำแหน่ง แบบ Surround Sound
และแสดงภาพผ่านกล้องมองหลัง ในรุ่น ZP และ M จะติดตั้งระบบนำทางแบบ Built-in มาให้

ขุมพลัง
เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร Blue Power รหัส 4JJ3-TCX ความจุกระบอกสูบ 2,989 ซีซี
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว จ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผันแบบ VGS Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ พร้อมโหมดบวกลบ (+/-) แบบ Rev-Tronic 6 จังหวะ
ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-Time พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า Electric Differential-Lock

อัตราทดเกียร์
เกียร์ 1 : 3.600
เกียร์ 2 : 2.090
เกียร์ 3 : 1.488
เกียร์ 4 : 1.000
เกียร์ 5 : 0.687
เกียร์ 6 : 0.580
เกียร์ถอยหลัง : 3.732
อัตราทดเฟืองท้าย 3.727

ช่วงล่าง ด้านหน้ายังคงเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นคอย์ลสปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็น
แบบแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรี พร้อมโช้คอัพแก๊สทั้งด้านหน้า/หลัง ซึ่งตัวรถสร้างขึ้นบนพื้นฐาน
ภายใต้ชื่อ Isuzu Dynamic Drive Platform ที่ปรับปรุงการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ส่วนระบบเบรก
แบบหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก พร้อมพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน

ขณะที่ระบบความปลอดภัย Isuzu ได้ติดตั้งมาให้ทั้งแบบพื้นฐาน คือ ระบบเบรก ABS/EBD/BA
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เมีให้“ทุกรุ่นย่อย” นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบอื่นๆ อาทิ ไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
ระบบควบคุมการทรงตัว ESP ระบบป้องกันรถลื่นไถล TCS ระบบช่วยขึ้นเขา HSA ระบบช่วยลงเขา HDC
กุญแจนิรภัย Immobilizer สัญญาณกันขโมย ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านนิรภัย กล้องมองหลัง
ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot และระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง RCTA

สมรรถนะ
เนื่องจากผมมีเวลาค่อนข้างจำกัดดังนั้น จึงขอลิสต์เป็นข้อๆ สิ่งที่หลายสงสัย
เกี่ยวกับรถกระบะคันนี้ ถึงความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัส

แรงขึ้นไหม?
เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร บล็อก 4JJ1-TCX พบว่าช่วงออกตัวเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม
นิดหน่อย เทอร์โบเริ่มบูสต์ติดในช่วงประมาณ 2,000 รอบต่อนาที แม้จะใกล้เคียงกับรุ่นเดิม
แต่แรงดึงมาเร็วขึ้น ส่วนการจับเวลาอัตราเร่งช่วงออกตัว ในเบื้องต้น 0-100 กม./ชม.
ทำได้ 10.35 วินาที (จับครั้งเดียว) ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นเดิมที่เคยทำไว้ อยู่ที่ 12.40 วินาที
(จับครั้งเดียวเช่นกัน) ขณะที่ช่วงเร่งแซงมีจังหวะให้คิดอยู่แต่น้อยลง หลังจากนั้นกำลังเครื่อง
ปล่อยออกมาตามคันเร่งที่คุณเหยียบ ภาพรวมเร็วขึ้นทั้งตัวเลขและความรู้สึก มีจังหวะหน่วงอยู่
แต่น้อยลงกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เบื้องต้นยังคงต้องต่อเกียร์ได้ดี
ส่วนโหมดบวกลบ ยังมีจังหวะให้คิดและตอบสนองอยู่ แต่น้อยลงจากรุ่นเดิมนิดนึง

พวงมาลัยหนักอยู่รึเปล่า?
แม้ Isuzu จะยังคงใช้พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียนอยู่ แต่ได้มีการปรับจูนใหม่ ให้ควบคุมง่ายขึ้น
และมีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบลง จากที่ได้ลองขับพบว่า ในความเร็วต่ำมีน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิม
คล้าย Mu-X แต่ยังมีความหนักๆ ให้สัมผัส การบังคับวงเลี้ยวออกแรงน้อยลง ส่วนย่านความเร็วสูง
มีระยะฟรีที่น้อยลง การตอบสนองวงเลี้ยวทำได้เร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่หากเทียบกับเพื่อนในตลาดแล้ว
พอสู้กับ Hilux Revo ได้ และดีกว่า Mitsubishi Triton ส่วนแป้นเบรก การตอบสนองดีขึ้น ระยะเหยียบ
แป้นเบรกตื้นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

ช่วงล่างยังนุ่มติดย้วยอยู่ไหม?
เนื่องจากรถทดสอบได้เติมลมยางสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (เพื่อรักษารูปยางเมื่อจอดเป็นเวลานาน)
ดังนั้นอาการสะเทือนจึงมีมากกว่าปกติจึงขอเก็บไว้รอได้ลองเต็มๆ (ที่ยังไม่รู้เมื่อไร) แต่จากการ
เปลี่ยนเลนในช่วงเร่งแซง พบว่าแม้จะยังคงความนุ่มย้วย แต่มีความรู้สึกแข็งขึ้น ความมั่นใจ
ในการเข้าโค้งดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่ยังไม่ถึงกับสาดโค้งแรงๆ และเกาะถนนราวกับกาวตราช้างได้

รวบให้ฟังหลังลองคร่าวๆ
: พลิกงานออกแบบ การขับขี่ดีกว่ารุ่นเดิมในหลายด้าน พอสู้กับเพื่อนในตลาดได้

การเปลี่ยนโฉมของ Isuzu D-max ในครั้งนี้ สิ่งที่สัมผัสคือความเป็นตัวตนของ Isuzu ในยุคนี้
เริ่มเด่นชัดขึ้น มีปรับปรุงหลายด้านจากการฟังเสียงลูกค้าและดูรถกระบะรายอื่นที่มีความโดดเด่น
ในแต่ละด้าน ให้มีความทัดเทียบเท่าที่ทำได้ รวมทั้งกำลังเครื่องที่ทำได้เร็วขึ้น ช่วงล่างที่มีความแน่นขึ้น
และออปชั่นต่างๆ ที่ใส่มา เพียงพอและสู้ได้ ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ข้อนี้ All New D-max ทำได้

จากการที่ได้ลองขับคร่าวๆ ในระยะเวลา 10 นาทีโดยประมาณ ก็พอจะจับความแตกต่างได้อยู่บ้าง
บางจุดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม และบางจุดที่ยังต้องปรับแก้อยู่ ส่วนนี้คงต้องรอฟังเสียง
ลูกค้าที่จับจองและรับรถหลังจากนี้

คงต้องรอดูกันต่อไปว่าศักยภาพที่มีไม่สิ้นสุดของ Isuzu ดังสโลแกนภาษาอังกฤษ “Infinite Potential”
จะสามารถแสดงพลานุภาพของตัวรถที่มี ให้คนอึ้งจน”พลิกโลก” ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและ
เรียนรู้สิ่งใหม่ของ Isuzu กับพันธมิตรใหม่ Mazda ว่าจะสามารถทำได้ดีแค่ไหน

คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ขอขอบคุณ
บริษัท อีซูซุนครหลวง จำกัด สาขาพระราม 2
สำหรับเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ 22 ตุลาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...