ก่อนที่จะเปิดตัว Honda City เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งห่างจากงาน Motor Expo ไม่กี่วัน
เป็นช่วงที่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่ารถจะใกล้เปิดตัวเต็มที แม้กระทั่งข้อมูลที่หลุดมาทีละเล็กละน้อย
แต่หน้าตาตัวเป็นๆแทบไม่มีอะไรหลุดมาเลย จะมีก็แต่ลายเส้นไฟท้ายในคลิป Teaser เท่านั้น!!

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวรถจะปรับเปลี่ยนเยอะขึ้นทั้งงานออกแบบรอบคัน ภายในที่จัดพื้นที่ได้ดีขึ้น ทำราคาให้ถูกลง
ตามภาษีโครงการ Eco Car รวมถึงเปลี่ยนเครื่องยนต์มาเป็น 1.0 ลิตร Turbo ครั้งแรกของ Honda ประเทศไทย
แต่รูปทรงนั้นแน่นอนว่าหลายคนชอบ แต่หลายคนผิดหวังจนไปคบกับ Almera อยู่เรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก่อน ในเมื่อ
เปลี่ยนกันมากมายแบบนี้ มาดูกันดีกว่าว่าตัวรถมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาชมกันเลยดีกว่าครับ

หน้าตาภายนอกมาในสไตล์ Honda ยุคใหมอย่างชัดเจน ไฟหน้ารุ่น RS เป็นแบบ Full LED ทั้งโคมเป็นครั้งแรก
ของกลุ่ม Eco Car แน่นอนว่าลวดลายเป็นแบบเกล็ดปลาเช่นเดียวกับรุ่นพี่หลายๆรุ่น ส่วนกระจังหน้า ในรุ่น RS
มาพร้อมกับแถมสีดำเงาขนาดใหญ่พร้อมกับโลโก้ RS พร้อมช่องกระจังหน้าและช่องดักลมเป็นลายตาข่ายพร้อม
กันชนหน้าที่ทำเส้นด้านล่างเป็นสีดำ รวมทั้งกันชนหน้าที่มีกรอบไฟตัดหมอกหน้าที่มีลวดลายฉวัดเฉวียนขึ้น
เสริมดวงไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED

ด้านข้างลดทอนเส้นสายจากรุ่นที่แล้ว ไปหลายๆจุด เริ่มจากหดความยาวของแนวกระจกลง ตัดมุมดำๆบริเวณเสา C
ออกไป ย้ายฐานกระจกมองข้างมาไว้ที่ประตูเช่นเดียวกับรุ่นที่ 2 แต่ไม่ทำกระจกสามเหลี่ยมบริเวณประตูด้านหน้าซึ่ง
เป็นเรื่องดี เพราะกระจกดังกล่าวแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย (ว่าไปแล้วมันก็แอบคล้าย Nissan Almera รุ่นแรกอยู่
เหมือนกันนะ) เส้นสายตัวรถและชายล่างมาเป็นแนวเส้นตรง ซึ่งดูเรียบขึ้นรวมทั้งล้ออัลลอยที่มีขนาดใหญ่ถึง 16 นิ้ว
ลาย 5 ก้านคู่ที่ดูลงตัวขึ้น

สิ่งที่น่ากังขาก็คือ รุ่น S อันเป็นรุ่นเริ่มต้นกระจกมองข้างระบุว่า ไม่สามารถปรับหรือพับด้วยไฟฟ้าได้ อันที่จริงแล้ว
ถ้าพับไฟฟ้าถือว่ายังพอเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ถือว่าเป็นจุดด้อยสำคัญ เพราะในราคา 5 แสนปลายๆ
ทุกรุ่นสามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้าหมด (บางรุ่นพับได้เสียด้วยซ้ำ) ต้องรอดูรถคันจริงว่า กระจกมองข้างจะปรับด้วยวิธีใด

ด้านหลังมีการตัดทอนรายละเอียดเช่นกัน เริ่มจากตัดคิ้วเหนือป้ายทะเบียนโครเมียมหรือสีเทาออกไป
โดยอาศัยการเล่นระดับเหมือนกับเพื่อร่วมค่ายหลายๆรุ่น พร้อมไฟท้าย LED แบบเส้นที่ลงตัวขึ้น
พร้อมทั้งไล่มิติของตัวโคมให้เตะตาขึ้น ซึ่งหลายๆคนมองแล้วถึงกับบอกว่า นี่มัน BMW Series 3
โฉมปัจจุบันชัดๆ กันชนหลังมาในทรงเรียบง่าย ทว่า แผงทับทิมวางเป็นแนวตั้งทำให้พอมีจุดที่
แปลกตาอยู่บ้าง นอกจากนี้สปอยเลอร์หลังและเสาอากาศครีบปลาเป็นสีดำเงาซึ่งดูแปลกตา

เมื่อดูงานออกแบบโดยรวม พบว่า เป็นการนำรุ่นที่ 4 มาลดรายละเอียดที่ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
กระจังหน้าที่เหลือแค่ช่องเดียว แนวกระจกสั้นลงและลดรายละเอียดออกไป ฝากระโปรงหลังที่
ตัดคิ้วโครเมียมออก ซึ่งความสวยรวมๆนั้นแน่นอนว่าดีกว่า 2 รุ่นแรกชัดเจน แต่กับรุ่นที่ 3
และ 4 นั้น ผมยังให้รุ่นปัจจุบันอยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่นที่ 3 (ปี 2008) และรุ่นที่ 4 (ปี 2014)
แต่จะเอียงไปในทางรุ่นที่ 4 มากกว่า

ขนาดตัวถังมีดังต่อไปนี้

  • ความยาว 4,553 มิลลิเมตร (ยาวขึ้นจากรุ่นเดิม 113 มิลลิเมตร)
  • ความกว้าง 1,748 มิลลิเมตร (กว้างขึ้นจากรุ่นเดิม 53 มิลลิเมตร)
  • ความสูง 1,467 มิลลิเมตร (เตี้ยลงจากรุ่นเดิม 8 มิลลิเมตร)
  • ความยาวฐานล้อ 2,589 (สั้นลงจากรุ่นเดิม 11 มิลลิเมตร)

สีตัวถังอย่างน้อย Honda ก็ยังพอมีสีสดใสอย่างสีแดง Ignited Red Metallic มาให้เลือกแต่ยังคงสงวนไว้
เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น ส่วนรุ่นอื่นๆนั้น ยังคงได้ 4 สี Gray Scale กันอยู่ดี แต่ก็นะอยากให้ Honda มีสีอื่น
ให้เลือกในรุ่นธรรมดาบ้าง เพราะมีหลายๆคนอยากได้สีสดใส แต่ไม่เล่นรุ่นสูงสุดด้วยหลายๆเหตุผล ดังนั้น
เพิ่มเป็นทางเลือกสักสีบ้างก็ยังดีนะ

การเข้า/ออกรถมาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะทรงเดิมที่คุ้นเคยกันดีในรุ่นที่แล้ว ทั้งหน้าตาและปุ่มที่ดูเรียบๆ (ไปนิดนึง)
การใช้งานยังคงเหมือนเหมือนเดิมคือ กดเพื่อล็อก ดึงมือเปิดประตูเพื่อปลดล็อก ทว่าใครที่เคยใช้ฮอนด้าในยุคก่อนๆ
พบว่า ไฟเลี้ยวเวลาสังงานกุญแจรีโมทนั้น เวลาล็อกจะกระพริบ 3 ครั้งและปลดล็อกไฟเลี้ยวจะกระพริบค้าง 1 ครั้ง
แต่รุ่นหลังๆจะมาเป็นล็อกรถจะกระพริบ 1 ครั้ง ปลดล็อกรถจะกระพริบ 2 ครั้งเหมือนกับรถรุ่นอื่นๆ (เสียที)

ภายในออกแบบแผงแดชบอร์ดหน้าต่างจาก Fit รุ่นล่าสุดโดยสิ้นเชิง วัสดุต่างๆ รวมถึงพลาสติกให้สัมผัสดีขึ้น
และยังบุนุ่มมาให้บริเวณคอนโซลด้านหน้าพร้อมลายตะเข็บ แต่อาจจะไม่เรียบเนียนเหมือนกับ Mazda 2
การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ (โดยเฉพาะคอนโซลหน้าตรงกลาง) แอบมาในแนวทางเดียวกับ Honda Accord
โฉมปัจจุบัน เพียงแต่ว่า การออกแบบโดยรวมอาจจะดูไม่ทันสมัยเสียเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่พึ่งเปิดตัวอย่าง
Almera รวมไปถึง City โฉมที่แล้วแต่เมื่อเทียบกับบางเจ้าถือว่าทำมาได้ค่อนข้างดีกว่าพอสมควร

 

ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่ปรับปรุงกราฟิกและหน้าตาวิทยุให้ดูดีขึ้นชัดเจน
(ต่อให้เป็นจอแบบ Advanced Touch ในล็อตแรกๆก็ตาม) แน่นอนว่าไม่มีช่องใส่ CD มาให้ แต่ก็รองรับ
การเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Android Auto มาอีกด้วย ตรงจุดนี้ขอยอมรับว่า Honda คงได้เสียง
ตำหนิจากลูกค้ามาเยอะมากเพราะชุดเครื่องเสียงแบบสัมผัสที่ให้มาในปี 2016 – 2019 ค่อนข้างที่จะดู
เชยกว่าชัดเจน ปุ่มกดต่างๆของวิทยุชุดนี้ดูดีขึ้น ทว่า คุณภาพเสียงนั้นถือว่า ยังพอฟังเพลงได้อยู่แต่ไม่ถึงขั้น
สุดยอดเหมือนกับ รุ่นที่ 3 ถัดมาเป็นระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติที่ Honda ยอมกลับมาใช้แบบปุ่มเสียที!!
แถมผิวสัมผัสของสวิตซ์ค่อนข้างดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิยังคงปรับได้สูงสุดแค่ 28 องศาเท่านั้น
ดังนั้น ไม่มีฮีทเตอร์มาให้นะครับ

จุดที่หลายๆคนติมานั่นคือ มาตรวัดที่ยังคงเป็นแบบเข็ม แต่ไฟเรืองแสงหลักกับไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด
(Eco Coaching) ถูกแทนที่ด้วยไฟเรืองแสงสีแดงตามขอบมาตรวัดและบริเวณรอบๆ พร้อมลูกเล่นเล็กๆน้อย
อยู่ที่เข็มกวาดให้ 1 รอบหลังสตาร์ทรถ อย่างไรก็ตาม จอแสดงผลการขับขี่ MID เป็นสิ่งที่หลายๆคนขัดตาที่สุด
เพราะไม่ได้เป็นจอสี และตัวจอดูไม่สวยงามเหมือนกับรุ่นที่แล้ว ยังดีที่บอกข้อมูลต่างๆได้ครบครันตามมาตรฐาน
ของรถยนต์ในปี 2019 ทั้งอัตราสิ้นเปลืองและระยะทางที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม น่าจะมีจอแสดงผลแบบสีให้เลือก
ในรุ่น RS ก็ยังดี ส่วนการอ่านค่าบนมาตรวัดทำได้ดีขึ้น เนื่องจากตัวอักษรมีขนาดใหญ่กว่าเดิมนั่นเอง

แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องดีคือ พวงมาลัยที่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านทรงเดียวกับ Accord โฉมล่าสุด ซึ่งมีความ
ทันสมัยกว่า Fit เวอร์ชั่นญี่ปุ่นที่เป็นแบบ 2 ก้านเป็นอย่างมาก ปุ่มต่างๆทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์
และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control มีการจัดเรียงที่ดูดีและใช้งานง่าย รวมทั้งวัสดุปุ่มดูดีกว่า
Civic และ CR-V ที่เป็นพลาสติกใสๆลื่นๆชัดเจน ส่วนหนังที่หุ้มบนพวงมาลัยมีความเรียบเนียนและสัมผัสค่อนข้างดี
การจับถือว่าค่อนข้างดี สามารถปรับได้ถึง 4 ทิศทางได้อีกด้วย

บนหลังคามาพร้อมกับไฟอ่านแผนที่ทรงเรียบง่าย แต่มีขนาดใหญ่ และกลับมาใช้หลอดไส้อีกครั้ง พร้อมแผงบังแดด
ที่ติดตั้งกระจกมาให้ทั้ง 2 ฝั่งอย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าขัดใจมาให้จนได้ เพราะตำแหน่งของกระจกมองหลังนั้นมันใกล้กับ
ด้านบนของหลังคามากเกินไป เวลาปรับกระจกมองหลังจะติดขัดพอสมควร

เบาะนั่งคู่หน้ามีรูปทรงคล้ายกับ Accord แต่ปรับขนาดให้เล็กลงตามตัวรถ และดูเหมือนว่า อาจจะเล็กกว่ารุ่นที่แล้ว
เสียด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น การรองรับส่วนต่างๆของร่างการทำได้ดีขึ้น ตัวเบาะในรุ่น RS มาเป็นแบบหนังสลับผ้าที่
ปรับปรุงการหุ้มได้ดีกว่ารุ่นที่แล้ว (รุ่นนั้นจะจะดีเฉพาะส่วนที่สัมผัสเวลานั่งเท่านั้น ขณะที่ส่วนอื่นมีการลดต้นทุนชัดเจน)

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับที่พักแขนในรูปแบบคอนโซลกลางที่วางแขนได้ดี พร้อมมือจับบนหลังคาฝั่งคนขับในรุ่น RS
และฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าทุกรุ่น ทว่า ตัวปรับเบาะนั้น แม้ว่าจะใช้ง่าย แต่หน้าตานั้นกลับเป็นแบบเดียวกับ BR-V Minorchange ซึ่งดูบอบบางกว่า รวมถึงเข็มขัดนิรภัยที่ยังคงปรับสูง/ต่ำไม่ได้ ดังนั้น ช่วยใส่ให้ด้วยบ้างก็ดีนะ

เบาะหลังมีการปรับปรุงทั้งพื้นที่ศรีษะจากเดิมที่หัวติดหลังคา ตอนนี้ยังพอมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณหนึ่ง พร้อมเบาะนั่ง
ที่ปรับให้นั่งสบายขึ้น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง มือจับบนหลังคา 2 ตำแหน่ง ช่องชาร์จไฟ 12 โวลต์ 2 จุด
และที่วางแก้วมาให้อีก 1 จุด บริเวณคอนโซลกลาง และ 2 จุดบริเวณที่พักแขนที่กลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามเบาะหลังไม่สามารถพับได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น Ultra Seat ในรุ่นที่ 2 จนถึงรุ่นที่แล้ว
รวมถึงพนักพิงศรีษะที่ไม่สามารถปรับระดับได้ แม้การรองรับศรีษะ จะดีขึ้นก็ตามที ส่วนพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระมี
ความกว้างอยู่พอสมควร แต่ฉนวนที่บุมานั้น เอาเป็นว่า แม้จะดูบางแต่ก็บุมาเต็มที่กว่า Almera ใหม่ และปล่อย
เปลือยแบบที่ Ciaz เป็นอยู่

จุดเด่นสำคัญนั่นคือขุมพลัง การถอดเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรที่อยู่กันมายาวนานตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่ 4
(ซึ่งมีวิวัฒนาการมาทั้งการใช้ระบบ VTEC LEV,i-DSi,VTEC หรือ i-VTEC เป็นต้น) และแทนที่ด้วยเครื่องยนต์
1.0 ลิตร VTEC Turbo ซึ่งติดตั้งใน Civic เวอร์ชั่นจีนและยุโรป โดยมีรายละเอียดเครื่องยนต์ดังนี้

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่
    5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที จับคู่กับ
    เกียร์อัตโนมัติ CVT อัตราสิ้นเปลืองเคลมที่ 23.8 กิโลเมตร/ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20
    ค่าปล่อยไอเสียอยู่ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร

คำถามแรกที่ถามว่าแรงไหม ขอบอกว่า แรงขึ้นกว่าเดิมในระดับหนึ่ง ในช่วงออกตัวทำได้ดี แต่เมื่ออยู่ในช่วง
ความเร็ว 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น กำลังของเครื่องยนต์ไหลคงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็น
Eco Car Sedan ด้วยกันแล้ว แน่นอนว่าแรงกว่า Ciaz,Yaris Ativ (เครื่องยนต์ใหม่) และ Mazda 2
1.3 ลิตรชัดเจน แต่เมื่อเทียบกับ Attrage แล้ว City แรงกว่าประมาณหนึ่ง และยิ่งมาเทียบกับคู่แข่งสำคัญ
อย่าง Almera แล้ว ยอมรับโดยสดุดีกว่า City ให้ความกระฉับกระเฉงกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องมาลองขับ
ในเงื่อนไขเดียวกันอีกที เพื่อความชัดเจน (เฉพาะ Almera นะ)

ช่วงล่างด้านหน้ายังคงเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงด้านหน้า ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม
โดยจุดนี้ยอมรับว่า Honda ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมมากจนเรียกได้ว่า กลับมาอยู่ในลำดับต้นๆของตลาด การรองรับ
แรงสั่นสะเทือนค่อนข้างดีกว่าที่คิด เมื่อเทียกับคู่แข่งแล้ว ดีกว่าคู่แข่งเกือบทั้งหมดแม้กระทั้ง All New Almera
แต่ยังมีบางจุดที่รู้สึกว่าคู่แข่งยังทำได้ดีกว่าเล็กน้อย อาทิ ความหนักแน่นยังสู้ Mazda 2 ไม่ได้”เล็กน้อย”
และความนุ่มสบายที่ Ciaz ยังทำได้ดีกว่านี้อยู่บ้าง แต่เทียบกับ Yaris Ativ แล้วเรียกได้ว่า ใกล้กันอย่างมาก

พวงมาลัยเป็นเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์แบบไฟฟ้าซึ่งมีการควบคุมดีกว่ารุ่นเดิมมาก กล่าวคือ
น้ำหนักของพวงมาลัยมีความหนักแน่นมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่แน่นอนว่า ยังติดอาการเบาๆอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับ
คู่แข่งแล้วดีกว่าคู่แข่งทั้งหมด เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ถูกจริตคนขับเท่า Mazda 2 เท่านั้น ขณะที่ระบบเบรก
เป็นแบบด้านหน้าดิสก์เบรก ด้านหลังดรัมเบรคเหมือนรุ่นที่แล้ว ในความรู้สึกเบื้องต้นถือว่าน้ำหนักในการเบรก
ค่อนข้างดี แถมไม่มีอาการจิกๆๆๆๆแบบที่ Civic FC เป็นอยู่ทุกวันนี้

ระบบความปลอดภัยของ All New Honda City มีดังต่อไปนี้

  • ระบบเบรก ABS,EBD,BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSA,TCS
  • ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
  • ไฟเบรกแบบฉุกเฉิน ESS
  • กล้องมองหลังปรับได้ 3 มุมมอง
  • ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 จุด + ด้านข้าง 2 จุด + ม่านนิรภัย 2 จุด)
  • กุญแจนิรภัย Immobilizer แบบ Wave Key พร้อมสัญญาณกันขโมย
  • ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ
  • ไฟเบรกดวงที่ 3

เมื่อเทียบกันตรงๆแล้วยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ว่าถ้าอยู่ในช่วงปี 2014 จะเรียกได้ว่า “จัดเต็ม”
แต่ถ้ามาอยู่ในช่วงปี 2020 ซึ่งออปชั่นพวกนั้นกลับเป็นว่า “ใครๆเขาก็มี” จนบางค่ายมีระบบที่เหนือกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Honda Sensing อาจจะยังไม่พร้อม แต่อย่างน้อยน่าจะใส่ Honda Lanewatch
มาให้ก็ดีนะ

รวบให้ฟัง หลังลองขับ :

City ที่กลับมาอัดแน่นด้วยคุณภาพอีกครั้ง แต่รายละเอียดบางอย่างหายไปจากรุ่นที่ผ่านมา

แม้ว่า City โฉมนี้จะไม่ได้แค่เปลี่ยนโฉมให้กับรุ่นดังกล่าวเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่แทนตระกูล Brio ที่ไม่ประสบ
ความสำเร็จในบ้านเรา อย่างไรก็ตาม Eco Car ต่างทำการบ้านอย่างหนักเพื่อให้รถตัวเองดีขึ้นแทบทุกค่าย
ซึ่ง Honda เองก็เช่นกัน แน่นอนว่าการอัดออปชั่นอย่างเต็มเหนี่ยวในรุ่นที่ 4 เรียกได้ว่าพอจะมีลูกค้ามาสนใจบ้าง
แต่คุณภาพบางอย่างกลับด้อยลง

มาคราวนี้ Honda ได้ทำ City ให้กลับมาเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพอีกครั้ง ทั้งในเรื่องการออกแบบภายนอกและภายใน
การขับขี่ที่ดีขึ้นชัดเจน และสมรรถนะที่ทำให้เห็นว่า เครื่องยนต์เล็กแต่มีเทคโนโลยีที่เต็มเปี่ยมก็ทำให้รถมีสมรรถนะ
ที่ดีขึ้นได้ แต่ใช่ว่าจะมีข้อดีไปเสียทั้งหมด เพราะ Honda เองก็ต้องมีเรื่องปรับปรุงอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ดังต่อไปนี้

ข้อดี

  1. ภายในที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น หลังจากที่ City รุ่นที่แล้วมีภายในที่สวยล้ำ แต่การใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก
    มาคราวนี้ได้ปรับปรุงการจัดวางแผงคอนโซลให้มันดีขึ้น ทั้งชุดเครื่องเสียงที่ใช้งานง่าย แต่มีหน้าตา
    เมนูที่ดูดีกว่าเดิม ระบบปรับอากาศที่กลับมาใช้ปุ่มกดอีกครั้ง เบาะนั่งที่มีวัสดุและสัมผัสการนั่งที่ดีขึ้น
    พร้อมอุปกรณ์ความสะดวกสบายที่มีให้เยอะขึ้น นอกจากนี้ ยางขอบประตูได้มาอยู่ในที่ที่ควรอยู่เสียที
  2. การขับขี่ที่ลงตัวขึ้นจนดีเป็นลำดับต้นๆของกลุ่ม แน่นอนว่าเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร Turbo นั้นแรงเป็นลำดับต้นๆ
    ของกลุ่ม Eco Car รวมถึง B-Segment พร้อมทั้งช่วงล่างที่แข็งแต่ซับแรงสะเทือนได้ดี แป้นเบรกที่
    ไม่มีอาการจิก น้ำหนักของพวงมาลัยดีขึ้น แม้จะสู้คู่แข่งบางค่ายที่เอาใจคนขับไม่ได้ แต่แค่นี้ถือว่า
    เพียงพอต่อการใช้งานแล้วละ
  3. พื้นที่ภายในที่ดีขึ้น แน่นอนว่าทุกค่ายต่างโฆษณารถตัวเองว่า กว้างสบาย แต่เวลานั่งจริงๆพบว่า
    เบาะรองนั่งสั้นบ้าง พื้นที่ศรีษะด้านหลังติดบ้าง แต่ใน City ใหม่ มีการจัดการพื้นที่ดีกว่ารุ่นเดิม
    นอกจากจะกว้างขึ้นแล้ว พื้นที่ศรีษะด้านหลังมี Headroom เหลือประมาณหนึ่ง หลังจากที่รถ
    ในกลุ่มนี้หัวติดแทบทุกรุ่น (ยกเว้น Attrage และ Brio Amaze ที่ยังพอมีพื้นที่ศรีษะอยู่บ้าง)

ข้อเสีย

  1. อุปกรณ์ต่างๆน้อยลงกว่าเดิม แน่นอนว่าการทำรถที่เน้นคุณภาพมากกว่าอุปกรณ์ต่างๆนั้น จำเป็นต้องลดต้นทุน
    ในส่วนนี้ออกไป ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลังที่ปรับระดับพนักพิงและไม่สามารถพับเบาะได้ เข็มขัดนิรภัยปรับระดับไม่ได้
    ที่ปัดน้ำฝนไม่สามารถตั้งเวลาได้ ซึ่งจุดนี้หลายๆคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น แต่มีเรื่องน่ากังขาที่ว่ารุ่น S นั้น
    กระจกมองข้างไม่สามารถปรับ/พับได้ด้วยไฟฟ้า ซึ่งพับไฟฟ้าอาจจะพอเข้าใจได้ แต่ปรับไฟฟ้านี่สมควรมีมาให้แล้ว
    คาดว่า รุ่นปรับอุปกรณ์อาจจะมีมาให้เช่นกัน
  2. ปรับงานออกแบบให้ดูดีกว่านี้ แน่นอนว่างานออกแบบนั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่ในมุมมองผมนั้น
    ด้านหน้าควรจะปรับกระจังหน้าให้ดูลงตัวกว่านี้สักนิด เพราะที่มีอยู่ค่อนข้างเรียบไปหน่อย ด้านข้างและด้านหลัง
    ถือว่ายังพอไหวบ้าง ส่วนภายในแม้ว่าจะดูทันสมัยกว่า Fit/Jazz 2020 แต่งานออกแบบบางอย่างน่าจะปรับปรุง
    สักนิด อาทิ ช่องแอร์ที่ยังออกแบบไม่ลงตัว มาตรวัดที่แม้จะมีไฟเรืองแสงสีแดง แต่จอแสดงผลการขับขี่และหน้าตา
    ไม่ดึงดูดพอและก้านปรับระดับสูง/ต่ำของเบาะที่ดูบอบบางไปสักนิด ซึ่งต้องรอดูว่า รุ่นไมเนอร์เชนจ์จะปรับจุดไหนบ้าง ต้องรอชม
  3. กระจกมองหลังปรับยากไปหน่อย ประเด็นสำคัญของข้อนี้อยู่ที่การวางตำแหน่งของกระจกมองหลังที่อยู่ใกล้กับ
    แผงบนหลังคามากเกินไป เวลาปรับมือจะติดกับแผงบนหลังคาอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าหลายๆคนบอกว่ากระจกมองหลัง
    ปรับกันไม่บ่อย แต่ก็ยังพอมีบางโอกาสที่คอยขยับอยู่เรื่อยๆ ซึ่งรุ่นต่อไปหวังว่าจะแก้ในจุดนี้ด้วยครับ

เรียกได้ว่า City โฉมปัจจุบันเป็นการผสมผสานระหว่างรุ่นที่ 3 ที่มีการปรับปรุงคุณภาพตัวรถให้น่าใช้ขึ้นในทุกๆด้าน
และรุ่นที่ 4 ที่มีออปชั่นต่างๆให้มาจัดเต็ม ส่วนราคานั้นต้องเข้าใจว่าต้นทุนของเครื่อง VTEC Turbo ค่อนข้างสูง
(เมื่อดูจากราคาขายปลีกของ Civic และ City ที่สูงกว่าคู่แข่งเล็กน้อย) เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นอยู่นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงก็คือ คุณภาพการประกอบตัวรถ บ่อยครั้งที่ Honda มักจะมีปัญหาจุกจิกจากงานประกอบ
อยู่เรื่อยๆ เช่น เสียงก๊อกแก๊กของตัวรถ และเรื่องสนิมที่ยังได้ยินอยู่เรื่อยๆ และสิ่งที่เป็นห่วงไม่แพ้กันคือ ศูนย์บริการ
หลายๆศูนย์เริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทว่า ก็ยังมีบางศูนย์ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเซลล์หยิ่ง บริการหลังการขายที่มีปัญหา
และงานซ่อมที่ไม่พึงพอใจนัก ดังนั้น ต้องคอยแก้ไขกันต่อไป แต่ถ้าไม่ดีขึ้น อาจจะมีมาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้เพื่อทำให้
ลูกค้าสบายใจกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น ต้องรอดูกันว่า City โฉมนี้จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน รอดูกันไปเรื่อยๆครับ

ขอขอบคุณ

บริษัท ระยอง ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด
ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดระยอง
สำหรับการเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

________________________________________________________

ทดลองขับและภาพถ่าย : Takatojenrya24V

เผยแพร่ครั้งแรก : 24 ธันวาคม 2562

หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th

อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/twitter/instagram : carsideteam

Facebook Comments