Toyota C-HR Thailand Spec : Compact Crossover ที่ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยขึ้น

1,303

หลังจากที่ Toyota เปิดตัว C-HR จนประสบความสำเร็จในหลายๆประเทศ (โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น
ที่ขายดีจนมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถ SUV ซึ่งมียอดขายรวม 117,299 คัน (อ้างอิงจากสมาคม
ผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น JAMA (Japanese Automotive Manufacturers Association))

ส่วนประเทศไทย หลังจากที่มาโชว์ตัวในงานMotor Expo 2017 พร้อมกับเปิดรับจองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ก็มีเสียงตอบรับในหลายๆด้าน ล่าสุด ก็ได้เวลาเผยข้อมูลและสเปคของ C-HR อย่างเป็นทางการเสียที

หน้าตาภายนอกออกแบบมาในสไตล์ Coupe Crossover ซึงมีให้เลือก 2 การตกแต่งคือ แบบปกติ
มาพร้อมกับไฟหน้า Projector แบบฮาโลเจนไฟท้าย LED และแบบไฮบริดมาพร้อมกับไฟหน้า
Bi-Beam LED พร้อมไฟเลี้ยวที่กระพริบไล่จากซ้ายไปขวา (Sequential) และไฟท้ายแบบ LED
ทั้งโคมพร้อมตกแต่งด้วยการรมดำ กันชนหน้าออกแบบให้ดูเหลี่ยมสันเสริมด้วยช่องขนาดเล็ก
และไฟตัดหมอกหน้า ด้านข้างออกแบบให้มีเส้นสายลู่ลม กรอบหน้าต่างที่ออกแบบสไตล์รถ Coupe
พร้อมตกแต่งด้วยโครเมียมและสีดำเงาบริเวณเสาและกรอบหน้าต่าง และด้านท้ายที่ลาดลงมา
พร้อมสปอยเลอร์หลังที่เจาะช่องเพื่อช่วยในเรื่องอากาศพลศาสตร์ รวมถึงตกแต่งชายล่างด้วยสีดำรอบคัน
อย่างไรก็ตาม ล้ออัลลอยของรุ่นนี้จะมีแค่ขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/60R17 ทุกรุ่นย่อย เท่านั้น

ขนาดตัวถังมีความยาว 4,360 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,795 มิลลิเมตร ความสูง 1,565 มิลลิเมตร
ฐานล้อยาว 2,640 มิลลิเมตร

ภายในมีการออกแบบให้ดูหวือหวาพอสมควร โดยจะตกแต่งภายในด้วยสีดำตามสมัยนิยม (เสริมด้วย
สีน้ำตาลบริเวณคอนโซลหน้า ที่พักแขน และแผงประตูในบางรุ่น) พร้อมเบาะนั่งที่หุ้มด้วยผ้าสีดำ หรือ
หนังสีดำ/น้ำตาลที่ปรับด้วยมือได้ถึง 6 ทิศทาง ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบ CD DVD จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว
พร้อมกล้องมองหลังทุกรุ่นย่อย แต่รุ่น Hybrid จะรองรับลูกเล่นใหม่อย่าง T-Connect Telematics
ที่สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi,ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมงและระบบค้นหารถอัจฉริยะพร้อม
แจ้งเตือนกรณีสตาร์ทหรือรถถูกเคลื่อนย้ายได้เช่นกัน

มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ MID แบบสีขนาด 4.2 นิ้วที่ปรับกราฟิกให้ทันสมัยขึ้น
พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนัง ตกแต่งด้วยสีดำเงาพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง,จอ MID และ
สวิตซ์เปิด/ปิดระบบความปลอดภัยต่างๆ พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ทุกรุ่น
ออปชั่นอื่นๆจะมาทั้งไฟหน้า ที่ปัดน้ำฝน และกระจกมองหลังตัดแสงที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศ
อัตโนมัติแบบแยกฝั่งพร้อมระบบกรองอากาศ Nanoe,กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทดีไซน์ใหม่

เครื่องยนต์ของ C-HR มีให้เลือกแค่ความจุ 1.8 ลิตรเท่านั้น แต่จะมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา ที่ให้กำลัง
140 แรงม้า แรงบิด 175 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อมโหมด + – (ที่ล็อก
อัตราทดเกียร์ 7 จังหวะ) และแบบ Hybrid ที่พัฒนาระบบให้น่าใช้ขึ้น โดยเครื่องยนต์มีกำลัง 98 แรงม้า
แรงบิด 142 นิวตัน-เมตร (มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตัน-เมตร) และมีกำลัง
รวมกันสูงสุด 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT

จุดเด่นหลักอยู่ที่ เป็น Toyota ประกอบในประเทศรุ่นแรกที่ให้ Platform ใหม่อย่าง TNGA
(Toyota New Global Artitecture) ที่ออกแบบพื้นฐานใหม่ที่แข็งแรงขึ้น ลดจุดศูนย์ถ่วงรถให้ต่ำลง
และลดการบิดของตัวถังขณะเลี้ยว พร้อมช่วงล่างที่เปลี่ยนจากคานแข็ง Torsion Beam มาเป็นช่วงล่างอิสระ
Double Wishbone ทั้ง 4 ล้อ รวมถึงปรับพวงมาลัยและทัศนวิสัยตัวรถให้ดีขึ้นเช่นกัน

ระบบความปลอดภัยของ C-HR ที่นอกจากจะให้ระบบเบรก ABS,ระบบกระจายแรงเบรก EBD,
ระบบเสริมแรงเบรก BA,ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC,ระบบช่วยขึ้นเขา HSA และถุงลมนิรภัย
7 ลูกทุกรุ่นย่อยเหมือนกับ Toyota ในหลายๆรุ่นแล้ว ยังมาพร้อมกับ Toyota Safety Sense P
เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Crash Safety System
ระบบรักษาระยะห่างหน้ารถอัตโนมัติ Radar Cruise Control,ระบบเตือนรถออกนอกเลนที่มีพวงมาลัย
ช่วยในการดึงให้เข้าเลน และไฟสูงเปิด/ปิดอัตโนมัติ

Toyota C-HR มีให้เลือก 4 รุ่นย่อยซึ่งมีข้อมูลดังนี้

1.8 Entry

– ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน
– ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light)
– ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Follow-Me-Home
– กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถพร้อมไฟเลี้ยว ปรับ พับไฟฟ้า (และพับเมื่อล็อกรถ)
– กระจกหน้ารถแบบลดเสียงรบกวน Acoustic Glass
– ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าปรับตั้งเวลาได้
– คิ้วหน้าต่างและกรอบเสาประตูสีดำ
– ล้ออัลลอยพร้อมยาง 17 นิ้ว
– บังโคลนซุ้มล้อด้านหลัง
– เสาอากาศแบบครีบฉลาม
– แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
– สปอยเลอร์หลัง
– ไฟตัดหมอกหลัง
– ไฟท้าย LED
– เสาอากาศแบบครีบปลา
– ภายในสีดำ
– ตกแต่งภายในสีดำด้าน
– มือจับบนหลังคาคู่หน้า
– พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง
– ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง,โทรศัพท์และจอแสดงผล MID
– ชุดเครื่องเสียงแบบจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วรองรับการเล่น CD/DVD Bluetooth
– ลำโพง 6 ตัว
– กล้องมองหลัง
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง
– กระจกไฟฟ้าอัตโนมัติทุกบาน
– เซ็นทรัลล็อก พร้อมกุญแจรีโมทแบบพับเก็บได้
– แผงบังแดดพร้อมกระจกคู่หน้า
– ไฟอ่านแผนที่
– เบาะผ้า
– เบาะคนขับปรับสูง/ต่ำได้
– เบาะหลังพับได้ 60/40
– มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงผล TFT 4.2 นิ้ว
– โหมดการขับขี่แบบ Sport และ ECO
– เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold
– ระบบเบรก ABS EBD BA
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC TRC
– ระบบช่วยขึ้นเขา HSA
– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2,ด้านข้าง 2,ม่านนิรภัย 2,หัวเข่า 1)
– เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 5 ตำแหน่ง (ด้านหน้าปรับระดับสูง/ต่ำได้)
– ระบบเตือนลมยาง TPMS พร้อมซุดซ่อมยางฉุกเฉิน
– เซ็นเซอร์หน้า/หลัง 8 จุด
– กุญแจนิรภัยพร้อมสัญญาณกันขโมย

1.8 Mid

– ไฟตัดหมอกหน้า
– กรองเสาประตูสีดำเงา
– คิ้วหน้าต่างโครเมียม
– บังโคลนซุ้มล้อด้านหน้าและหลัง
– กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ท
– คอนโซลกลางสีดำเงา
– เบาะหนัง
– ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งคู่หน้า
– ปุ่มดันหลังด้านคนขับแบบไฟฟ้า

1.8 HV Mid

– ไฟหน้า Bi-Beam LED ปรับสูง/ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟเลี้ยวแบบไล่จากซ้ายไปขวา
– ไฟส่องสว่างภายในบริเวณประตูหน้าและที่วางแก้ว
– โหมดการขับขี่แบบ Hybrid
– ชุดเครื่องเสียงรองรับระบบ Telematics และ Wi-Fi

1.8 HV Hi

– ไฟส่องสว่างใต้กระจกมองข้าง (Welcome Light)
– ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
– กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
– แผงบังแดดพร้อมกระจกคู่หน้าและไฟส่องสว่าง
– ระบบกรองอากาศ Nanoe
– Toyota Safety Sense P
– ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยดึงตัวอัตโนมัติ​ (Lane Departure Alert with Steering Assist)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Pre-Crash Safety System)
– ระบบรักษาระยะห่างหน้ารถอัตโนมัติ (Radar Cruise Control)
– ระบบไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High Beam)

สีตัวรถให้เลือกถึง 6 สี ซึ่งจะมีทั้งสีเดียวตลอดทั้งคัน 3 สีคือคือสีขาวมุก White Pearl Crystal Shine
สีดำ Attitude Black Mica และสีเทา Metal Stream Metallic (มีให้เลือกทุกรุ่นย่อย) และแบบสีทูโทน
หลังคาดำ 3 สีคือ สีน้ำเงิน Blue Metallic,สีแดง Premium Red และสีเขียว Radiant Green Metallic
(มีให้เลือกเฉพาะรุ่นไฮบริดเท่านั้น) สำหรับสีทูโทนและสีขาวมุกต้องจ่ายเพิ่ม 10,000 บาท

Toyota C-HR ใหม่เปิดรับจองแล้ววันนี้ โดยลูกค้าที่จองเฉพาะ 2,000 คันแรก จะได้รับสิทธิ์ในการทำโลโก้
ติดรถตามชื่อที่ลูกค้าออกแบบไว้และรับโลโก้พร้อมส่งมอบรถได้ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ถ้าใครอยากสัมผัส
ตัวจริง สามารถไปชมได้ตาม Roadshow ที่กำหนดไว้ตามรูปข้างต้น และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่
28 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะทยอยให้สัมผัสได้ที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศ

Comments
Loading...