Toyota Alphard/Vellfire Minor Change : ปรับหน้าตาให้ปราดเปรียวขึ้นพร้อมเทคโนโลยีใหม่

189

ตั้งแต่ Toyota เปิดตัว Alphard และ Vellfire โฉมใหม่มาตั้งแต่ปี 2015 ก็มีลูกค้าที่เป็นเศรษฐี
และคนมีชื่อเสียงมาอุดหนุนกันอย่างคับคั่งเช่นเดียวกับรุ่นที่ผ่านมา ทว่า เมื่อถึงเวลาที่จะต้องปรับโฉม
จึงจำเป็นที่จะต้องปรับหน้าตาและเพิ่มอุปกรณ์เพื่อกระตุ้นตลาดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา

สำหรับรุ่น Alphard มีการปรับกระจังหน้าใหม่ให้ดูกระชับขึ้น โดยจะมีเส้นโครเมียมที่รับกับไฟหน้า LED
แบบ 3 ดวง ไฟตัดหมอกหน้า LED เปลี่ยนกรอบสีดำเสริมด้วยโครเมียม ขณะที่เวอร์ชั่นสปอร์ตจะมีการ
เดินเส้นโครเมียมใหม่เพื่อรับกับกรอบไฟตัดหมอกที่ยาวขึ้น ด้านข้างเปลี่ยนแค่ล้ออัลลอยลายใหม่ที่
ดูเรียบหรูขึ้น รวมถึงด้านท้ายที่เปลี่ยนไฟท้ายเป็นแบบ LED ทั้งโคม คิ้วโครเมียมที่ลากให้ยาวขึ้น

ส่วน Vellfire เวอร์ชั่นธรรมดาจะปรับหน้าตาให้ดูแข็งกร้าวมากขึ้น เริ่มจากไฟหน้าที่มีไฟหรี่ LED 2 ชั้น
กระจังหน้าปรับเส้นใหม่พร้อมแถบโครเมียมบริเวณช่องใส่ป้ายทะเบียนยกชิ้น พร้อมกรอบไฟตัดหมอก
LED แบบสามเหลี่ยม และเวอร์ชั่นสปอร์ตที่ปรับช่องไฟตัดหมอกหน้าให้ใหญ่โตขึ้น พร้อมแถบแนวนอน
5 เส้น ส่วนด้านท้ายลากคิ้วโครเมียมบริเวณคิ้วเหนือป้ายทะเบียนให้ยาวจนถึงพื้นที่ไฟท้าย

สีตัวรถจะมีให้เลือกทั้งสีขาวมุก White Pearl Crystal Shine,สีขาวอมเหลือง Luxury White Pearl
Crystal Shine Glassflake (เฉพาะรุ่น Alphard) สีดำ สีน้ำตาลเข้ม Graphite Metalic สีเทาอมน้ำตาล
Steel Bronze Metalic สีแดง Dark Red Mica Metalic,สีน้ำเงิน Sparkling Black Preal Crystal Shine
สีม่วง Burning Black Crystal Shine Glassflake (เฉพาะรุ่น Vellfire)

ภายในเปลี่ยนจากรุ่นเดิมไม่เยอะนัก เริ่มจากสีของลายไม้ที่มีสี Maple (ซึ่งจะออกโทนสีเทา) ให้เลือก
พร้อมกับเบาะหนังสีขาวให้เลือกในบางรุ่น มาตรวัดที่เพิ่มสีสันบริเวณพื้นมาตรวัดและเข็มวัดปริมาณ
น้ำมันและวัดความร้อนที่มีทั้งสิ้น 4 แบบ (ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย) นอกนั้นจะไม่ต่างจากเดิม
ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซลกลางสีเงินขัดเงา ชุดเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศควบคุมด้วยระบบสัมผัส
รวมถึงเบาะนั่งแถว 2 ที่มีทั้งแบบ 3 ที่นั่งแถวยาว และ 2 ที่นั่งแบบแยก (Captain Seat) ที่มีทั้งแบบ
ปรับมือ ปรับไฟฟ้า และปรับไฟฟ้าพร้อมสวิตซ์ควบคุมแบบจัดเต็ม

สมรรถนะของเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 182 แรงม้า แรงบิด 235 นิวตัน-เมตร จับคู่กับ
เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะและ 2.5 ลิตร Hybrid 152 แรงม้า แรงบิด 206 นิวตัน-เมตร
พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (ด้านหน้ามีกำลัง 143 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตัน-เมตร ด้านหลัง
มีกำลัง 68 แรงม้า แรงบิด 139 นิวตัน-เมตร) ยังคงเหมือนเดิม

แต่เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร V6 ที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์รหัส 2GR-FKS ที่ยกมาจาก Camry โฉมใหม่
เวอร์ชั่นอเมริกา พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด D4-S ที่มีพละกำลังสูงถึง 301 แรงม้า แรงบิด
361 นิวตัน-เมตร และเปลี่ยนระบบส่งกำลังเป็นอัตโนมัติ 8 จังหวะ Direct Shift

ความปลอดภัยเป็นรุ่นแรกที่ใช้ระบบ Toyota Safety Sense Generation ใหม่ที่มีทั้งระบบช่วย
ประคองรถให้อยู่ในเลน LTA (Lane Tracing Assist) ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDA
(Lane Departure Alert) ที่สามารถตรวจจับเมื่อรถออกนอกเลนได้แม้ไม่มีเส้นถนน
ระบบเตือนการชนและเบรกอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับคนและมอเตอร์ไซค์ได้ ไฟสูงทำงานอัตโนมัติ
และระบบอ่านป้ายจราจร ซึ่งจะติดมาให้ทุกรุ่นย่อย รวมถึงติดตั้งระบบตรวจจับมุมอับด้านข้าง BSM
(Blind Spot Monitoring) และขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
รวมถึงกระจกมองหลังที่เปลี่ยนมาเป็นมุมมองจากกล้องด้านหลังเป็นครั้งแรกของ Toyota เช่นกัน

Toyota Alphard และ Vellfire มีให้เลือกรุ่นละละ 17 ทางเลือก พร้อมกับรุ่นย่อยใหม่ที่นำรุ่นเริ่มต้น
และรุ่นท็อปสุด Exclusive Lounge มาตกแต่งสไตล์สปอร์ต โดยราคาอยู่ระหว่าง 963,0000
ถึง 2,156,000 บาท โดย Alphard จะขายอยู่ที่โชว์รูม Toyopet ทั่วประเทศญี่ปุ่น ตั้งเป้ายอดขาย
อยู่ที่ 3,600 คัน/เดือน และ Vellfire จะจำหน่ายในโชว์รูม Netz พร้อมตั้งเป้าไว้ที่ 4,500 คัน/เดือน
เริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นวันที่ 8 มกราคม 2018 ส่วนประเทศไทยจะนำเข้ามาขายอย่างเร็วก่อนมอเตอร์โชว์
2018

Comments
Loading...