All New Toyota Crown : เมื่อวันที่ Crown ไม่เหลือความหรูหราที่คุ้นเคยอีกต่อไป

397

หลายๆคนคงจะรู้จัก Toyota Crown กันในฐานะรถรุ่นหรู(แต่ยังไม่เท่า Century) ประจำค่าย
ที่มีประวัติมายาวนาน ณ ตั้งแต่เปิดตัวมาในปี 1955 ก็มีอายุถึ 63 ปีเข้าไปแล้ว ในที่สุด
ก็ได้เวลาเปลี่ยนโฉมของรุ่นปัจจุบันที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2012 รอบนี้ได้เปลี่ยนงานออกแบบ
และงานวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด พร้อมตัดชื่อ Royal Saloon และ Athlete รวมถึง Majesta
ที่ใช้กันมาร่วม 20 ปีทิ้งไป และเหลือแค่ 2 รุ่นการตกแต่งคือแบบธรรมดากับ RS เท่านั้น

หน้าตาภายนอกสานต่อการออกแบบจากรุ่นเดิม เริ่มจากไฟหน้าแบบ Projector LED ที่มีทั้งแบบ
โคมโปรเจคเตอร์เดี่ยว หรือแบบ 3 ดวง (แล้วแต่รุ่นย่อย) เน้นเส้นไฟส่องสว่างเวลากลางวันให้โดดเด่นขึ้น
พร้อมไฟเลี้ยวกระพริบแบบไล่จากซ้ายไปขวา กระจังหน้าออกแบบให้มีขนาดใหญ่แต่ต่างที่รายละเอียดภายใน
(รุ่นธรรมดาเป็นลายบานเกล็ด แต่รุ่น RS เป็นแบบลายตาข่าย) กันชนหน้าที่มาในทรงแปลกตาเหมือนกันทุกรุ่น
(ไม่ออกแบบเฉพาะรุ่นเหมือนที่ผ่านมา) เสริมโครเมียมในรุ่น RS ด้านข้างปรับบานกระจกให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
เพิ่มกระจกโอเปร่าด้านหลังพร้อมเส้นสายที่เรียบหรูขึ้น ด้านท้ายออกแบบไฟท้าย LED ให้มีมิติขึ้น มีการเน้น
เส้นสีแดงให้ดูล้ำอนาคตพร้อมกันชนหลังและฝากระโปรงหลังที่ดูสปอร์ตกว่า Crown รุ่นที่ผ่านมา

มิติตัวถัง

  • ความยาว 4,910 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง 1,800 มิลลิเมตร
  • ความสูง 1,455 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อยาว 2,920 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น 135 มิลลิเมตร

สีตัวถังมีให้เลือกดังนี้

  • สีพื้นฐาน
    • สีขาวมุก White Pearl Crystal Shine
    • สีเงิน Sliver Metallic
    • สีเงินอมขาว Precious Sliver
    • สีดำ Black
    • สีดำมุก Precious Black Pearl
    • สีน้ำเงิน Dark Blue Mica
  • สีพิเศษเฉพาะรุ่น Japan Color Selection Package
    • สีม่วง Bordeaux Mica Metallic
    • สีแดงมุก Rich Red Crystal Shine Glass flake
    • สีส้ม Orange Metallic
    • สีเขียวเข้ม Alumina Jade Metallic
    • สีม่วงอ่อน Dark Blue Mica Metallic (คนละเบอร์กับรุ่นพื้นฐาน)
    • สีฟ้า Pure Blue Metallic

ภายในออกแบบให้ต่อเนื่องกับแผงประตูเพื่อความสวยงาม พร้อมตกแต่งลายตะเข็บและใช้วัสดุที่หรูขึ้น
โดยมีโทนสีให้เลือกทั้งสีขาว ดำ และน้ำตาล รวมถึงจอแสดงผลที่มี 2 ชุด แต่มีการจัดเรียงใหม่ให้เข้ากับ
รถยนต์ในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นจอสำหรับแสดงผลขนาด 8 นิ้ว ตั้งไว้ด้านบน และจอสำหรับควบคุม
ขนาด 7 นิ้วมาไว้ขนาบข้างช่องแอร์ ที่ควบคุมได้ทั้งเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ และโหมดการขับขี่

มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง มีจอแสดงผลการขับขี่ MID ที่ยกมาจาก Camry ซึ่งปรับกราฟิกใหม่
ขยายขนาดจอใหญ่ขึ้น รวมถึงเปลี่ยนสีได้ตามโหมดการขับขี่ และยังมาพร้อมกับจอแสดงผลสำหรับ
ฉายบนกระจก HUD แบบจอสีที่แสดงทั้วัดรอบ ความเร็ว และระยะห่างหน้ารถ พวงมาลัยปรับแผงสวิตซ์
และการออกแบบให้เหมือนกับ Toyota รุ่นใหม่หลายๆรุ่น แต่เปลี่ยนโลโก้เป็นรูปมงกุฎตามชื่อรุ่นเช่นเคย

เบาะนั่งออกแบบลวดลายให้หรูหราขึ้น โดยเบาะคู่เป็นแบบหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบเป่าลมเย็น
เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับได้จากสวิตซ์ข้างเบาะ และเบาะคนขับที่สามารถเลื่อนถอยสุด
เมื่อออกจากรถ พร้อมราวจับเบาะหลังคู่หน้า ส่วนด้านหลังสามารถปรับเอนด้วยไฟฟ้า พร้อมที่พักแขน
ที่มีทั้งแบบธรรมดาสามารถวางแก้วได้ กับแบบติดตั้งจอแสดงผลแบบสรพร้อมช่องเก็บของด้านหลัง

ออปชั่นอื่นๆมาพร้อมระบบที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ที่วางแก้วออกแบบใหม่ ซึ่งตัวฝาปิดจะกลมกลืนกับ
แผงคอนโซล ที่พักแขนเปิดได้สองด้าน ไฟภายในแบบ LED และฝากระโปรงหลังติดตั้งระบบดูดเมื่อปิด

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดังนี้

  • เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ 8AR-FTS พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง D4-T 245 แรงม้า
    แรงบิด 350 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super ECT 8 จังหวะ
  • เบนซินไฮบริด 2.5 ลิตร 4 สูบ รหัส A25A-FXS พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง D4-S 184 แรงม้า
    แรงบิด 221 นิวตัน-เมตร + มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 143 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ ECVT ล็อกอัตราทด 6 จังหวะ มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เลือก
    พร้อมแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดรายด์
  • เบนซินไฮบริด 3.5 ลิตร 4 สูบ รหัส 8GR-FXS พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง D4-S 299 แรงม้า
    แรงบิด 356 นิวตัน-เมตร + มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 180 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร
    จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Multi-Stage Hybrid Transmission ล็อกอัตราทดได้ 10 จังหวะ
    พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียม ไอออน

งานวิศวกรรมใหม่มาพร้อมกับแพลตฟอร์มใหม่ TNGA พร้อมออปชั่นช่วยเหลือการขับขี่มากมาย
ทั้งระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง,ช่วงล่างแบบแปรผัน AVS (Adaptive Variable Suspension)
พร้อมโหมดการขับขี่ที่มีทั้งแบบ ECO Normal Sport และ Snow (ส่วนรุ่น RS เพิ่มโหมด Comfort
Sport S ทั้งแบบธรรมดาและ + และโหมด Custom ควบคุมได้อย่างอิสระ)

ระบบความปลอดภัยมีดังนี้

  • Toyota Safety Sense
    • ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมระบบคาดเดาเส้นถนน LTA (Lane Tracing Control)
    • ระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างหน้ารถอัตโนมัติ Radar Cruise Control
    • ระบบเบรกอัตโนมัติ Pre-Crash Safety System ที่สามารถตรวจจับตอนกลางคืนและคนขี่จักรยานได้
    • ไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam พร้อมระบบหักเหแสงอัตโนมัติ Adaptive High beam System
    • ระบบอ่านป้ายจราจรอัตโนมัติ Road Sign Assist
  • ระบบเตือนรถข้างหน้าเมื่อเคลื่อนไหว Traffic Movement Notification
  • เซ็นเซอร์อัจฉริยะพร้อมหยุดรถอัตโนมัติเมื่อใกล้สิ่งกีดขวาง Intelligence Clearance Sonar
  • ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งกีดขวางขณะถอยหลัง Parking Support Brake
  • กล้องรอบคัน Panoramic View Monitor
  • ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Intelligent Parking Sonar
  • ระบบเตือนมุมอับด้านข้าง Blind Spot Monitoring
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอย Rear Cross Traffic Alert (เตือนเฉยๆ ไม่ได้เบรกอัตโนมัติ)
  • กระจกมองหลังถ่ายทอดภาพจากกล้องด้านหลัง (คนละตัวกับกล้องช่วยถอยรถ)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VDIM
  • ระบบเตือนลมยางอ่อน TPWS
  • ถุงลมนิรภัย 7 ลูก
  • ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

Toyota Crown โฉมใหม่มีให้เลือก 21 รุ่นย่อย (รุ่นธรรมดา 13 รุ่นย่อย + รุ่น RS 8 รุ่นย่อย)
สนนราคาอยู่ที่ 4,606,200 – 6,906,600 เยน (1,380,000 – 2,069,000 บาท)
จำหน่ายในเครือข่าวโชว์รูม Toyota ทั่วประเทศตั้งเป้าเดือนละ 4,500 คัน/เดือน
เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วยประเทศไทยแม้โอกาสจะวางจำหน่ายผ่านตัวแทนหลัก
จะค่อนข้างริบหรี่ แค่บรรดาผู้นำเข้าอิสระอาจจะนำเข้ามาขายเพื่อเอาใจลูกค้าในไทยแน่นอน

 

Comments
Loading...