Ford Ranger Raptor : เปิดตัว Ranger เวอร์ชั่นแรงสุดครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย

345

หลายๆคนคงได้เห็นวีดิโอเรียกน้ำย่อยของ Ford Ranger Raptor พร้อมอ่านข้อมูลกันไปแล้ว
(อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ) ทำให้มีผู้ที่สนใจรถกระบะต่างรอคอยที่จะเห็นเวอร์ชั่นจำหน่ายจริง
กันพอสมควร ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ Ford ก็ได้เปิดตัว Ranger Raptor ครั้งแรกในโลก
ที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยวางรุ่นย่อยเป็นรุ่นสูงสุดของ Ranger ซึ่งจะปรับรายละเอียด
หลายๆจุด และมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่เช่นกัน

หน้าตาภายนอกปรับรายละเอียดอยู่หลายจุด เริ่มจากไฟหน้าเป็นแบบ LED โปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่าง
เวลากลางวันพร้อมพื้นโคมไฟหน้าเป็นสีดำ กันชนหน้าตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินพร้อมไฟตัดหมอกหน้า LED
ด้านข้างมีการย้ายเสาอากาศมาไว้ด้านหลัง (จากเดิมอยู่ที่ด้านหน้า) ตกแต่งแก้มข้างและคิ้วขอบล้อสีดำ
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลาย 6 ก้านคู่พร้อมยางขนาด 285/70R17 ส่วนสติ๊กเกอร์ Raptor จะติด
บริเวณด้านข้างกระบะและฝากระบะท้ายฝั่งขวา ด้านหลังเปลี่ยนตำแหน่งสติ๊กเกอร์ Ranger จากแบบ
แยกตัวอักษร R A N G E R ด้านล่างมาไว้ตรงด้านบนฝั่งซ้ายและกันชนหลังพ่นสีดำเสริมเซนเซอร์ถอยหลัง

มิติตัวถังมีความยาว 5,398 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 36 มิลลิเมตร) กว้าง 2,180 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น
320 มิลลิเมตร) สูง 1,873 มิลลิเมตร (สูงขึ้น 58 มิลลิเมตร) ฐานล้อยาว 3,220 มิลลิเมตร
ระยะต่ำสุดจากพื้น 283 มิลลิเมตร (สูงขึ้น 53 มิลลิเมตร)

ภายในปรับแผงแดชบอร์ดให้ดูดีขึ้นเล็กน้อย โดยตกแต่งช่องแอร์ด้วยกรอบสีเงินและเดินตะเข็บสีน้ำเงิน
ชุดเครื่องเสียงรองรับการสั่งงานด้วยเสียง Sync 3 และระบบนำทาง รวมถึงเพิ่มปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ
ที่เพิ่มปุ่มให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น (โดยไม่ต้องเสียเวลาจิ้มบนจอแสดงผล) และที่สำคัญกุญแจก็มาเป็นแบบอัจฉริยะ
พร้อมปุ่มสตาร์ทเหมือนกับรถกระบะจากค่ายญี่ปุ่นตามที่หลายๆคนรอคอย

มาตรวัดได้ยุบจอแสดงผลการขับขี่ให้เหลือแค่จุดเดียว พร้อมย้ายมาที่บริเวณตรงกลาง รวมถึงมาตรวัดรอบ
ที่กลับมาใช้แบบเข็มอีกครั้ง และตกแต่งลายกราฟิกใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น พวงมาลัยปรับรายละเอียด
บริเวณที่ครอบแตรและตัวก้านด้านล่างให้เอียง (จากปกติที่เป็นแบบก้านตรง) และสลักคำว่า Raptor
ซึ่งจะใช้หนังในการหุ้ม พร้อมตกแต่งด้วยสีแดงบริเวณด้านบนพร้อมแป้นเหยียบอลูมิเนียม
ส่วนเบาะนั่งออกแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตขึ้น หุ้มด้วยวัสดุหนังกลับ Alcantara โทนสีขาว/ดำ

สมรรถนะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0 ลิตร Ecoblue TDCi เทอร์โบคู่ที่มีทั้งแบบแรงดันต่ำและ
แรงดันสูงไว้ในเครื่องเดียว รวมถึงปรับรายละเอียดเครื่องยนต์ใหม่ เช่น ใช้สายพานไทม์มิ่งแบบจุ่ม
ในน้ำมันเครื่อง เพิ่มชิ้นส่วนต่างๆ เช่น โฟมซับเสียงบริเวณฝาครอบเครื่องยนต์และฝาครอบคอมเพรสเซอร์
เพิ่มแอ่งบริเวณหัวลูกสูบอลูมิเนียม เพิ่มกรองน้ำมันเกียร์ Sump Filtration, ปั๊มน้ำมันเกียร์ชนิดใบพัดแปรผัน
แบบเยื้องศูนย์และคลัตซ์แบบ Rollover One-Way Clutch ให้ความแรงสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด
500 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ บนพวงมาลัย Paddle Shift

โหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นแบบ Terrain Management System ที่คุ้นเคยกันดีใน Everest เช่น Normal
สำหรับถนนปกติ,Snow สำหรับลุยทางหิมะและถนนที่มีผิวขรุขระ,Sand สำหรับลุยบนพื้นทราย และ Rock
สำหรับลุยบนโขดหินโดย Ranger Raptor จะเพิ่ม Sport สำหรับเพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้ไวขึ้น
และ Baja (บาฮา) Mode สำหรับขับบนถนน Off-Road ด้วยความเร็วสูง

ส่วนงานวิศวกรรมจุดอื่นๆมีทั้ง Chassis ออกแบบใหม่ที่ทำจากเหล็กกล้าผสมต่ำความแข็งแรงสูง HSLA
(High-strength Low-alloy) เพื่อรองรับการลุยในสภาพถนนที่หลากหลาย
ช่วงล่างด้านหลังเป็น
คอยล์สปริงแบบ Watt-Link ติดตั้งโช้คอัพ Fox Racing ขนาดลูกสูง 46.6 มิลลิเมตรทั้ง 4 ล้อ
พร้อมระบบเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทก(PSD = Position Sensitive Damping) และระบบ
Internal Bypass Technology

ระบบเบรกมาพร้อมกับดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้ามีจานเบรกขนาด
332 x 32 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์เส้นผ่าศูนย์กลาง 54 มิลลิเมตร ด้านหลังติดตั้งระบบ
Brake Actuation Master Cylinder พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD
และระบบเสริมแรงเบรก BA รวมถึงระบบความปลอดภัย อื่นๆทั้งระบบควบคุมการทรงตัว ESP
ระบบช่วยการทรงตัวขณะลากจูง TSC,ระบบออกตัวบนทางลาดชัน HLA ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ROM
และระบบควบคุมรถขณะบรรทุกของหนัก LAC (Load Adaptive Control)

Ford Ranger Raptor มีให้เลือก 5 สี คือ สีเทาทูโทน Conquer Grey/Dyno Grey
สีน้ำเงิน Lightning Blue,สีแดง Race Red,สีดำ Shadow Black และสีขาว Frozen White
ซึ่งจะผลิตในโรงงาน Ford Thailand Manufacturing จังหวัดระยอง ส่วนรายละเอียดรุ่นย่อย
และราคา รวมถึงรายละเอียดรุ่นปรับโฉมเวอร์ชั่นปกติตามที่มีรูปออกมาสักพักนั้น ทาง
Carsideteam จะรายงานให้ทราบต่อไป

 

Comments
Loading...