All New Ford Focus : เปลี่ยนโฉมใหม่พร้อมหน้าตาที่หลากหลายขึ้น และเทคโนโลยีที่มากขึ้น

542

หลายๆคนรู้จัก Ford Focus กันเป็นอย่างดีในฐานะรถยนต์ C-Segment รุ่นหลักในการทำตลาดทั่วโลก
และให้การตอบรับอย่างเป็นอย่างดีในยุโรป (รวมถึงระเทศไทยในช่วงแรกๆ) ล่าสุด หลังจากรอคอยมาถึง
6 ปี ก็ได้เวลาเผยโฉม All New Ford Focus ตามที่ได้ปล่อยตัวอย่างไป (รายละเอียดอ่านได้ที่นี่ครับ)
และพร้อมจำหน่ายในต่างประเทศเร็วๆนี้

Ford Focus โฉมใหม่นับเป็นโฉมที่ 4 ในตลาดโลก ซึ่งในบางประเทศได้วางตัวเป็นทายาทของ Ford Laser
(รวมถึงประเทศไทยที่ขายในชื่อ Focus ครั้งแรกในโฉมที่ 2 เมื่อปี 2005) ตัวถังรถของ Focus โฉมนี้
มีให้เลือกถึง 3 สไตล์เช่นเคยคือ Sedan Wagon และ Hatchback 5 ประตู

การออกแบบภายนอกปรับให้ดูล้ำขึ้นกว่าเดิม เริ่มจากไฟหน้า LED ที่มีความหนามากกว่ารุ่นเดิมพร้อมไฟหรี่
และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED ที่ลากเส้นเพื่อให้รถดูโดดเด่นขึ้น กระจังหน้ายังคงเป็นทรง 6 เหลี่ยมเช่นเคย

ด้านข้างปรับเส้นสายให้โค้งมนมากขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ได้ถอดกระจกโอเปร่าบริเวณเสา C ออกไปในรุ่น Sedan
และ Hatchback มือจับประตูเพรียวบางกว่าเดิม เช่นเดียวกับกระจกมองข้างที่มีขนาดไฟเลี้ยวเล็กลง ส่วนหลังคา
ในบางรุ่นตกแต่งสีดำตามสมัย พร้อมหลังคาแบบ Panoramic Moonroof ด้านท้ายของทุกรุ่นจะมีไฟท้าย LED
ทรงแนวนอนแบบเดียวกัน พร้อมคิ้วป้ายทะเบียนติดคำว่า FOCUS

โดยการตกแต่งในแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันดังนี้

รุ่น Sedan – กระจังหน้าโครเมียมเส้นแนวนอน 6 เส้น บริเวณช่องไฟตัดหมอกหน้าขนาดใหญ่ตกแต่ง
ด้วยเส้นสีดำ ตกแต่งคิ้วกระจกหน้าต่างโครเมียม ฝากระโปรงท้ายติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 พร้อมชายล่าง
สีดำพร้อมแผงทับทิมแบบเฉียง และล้ออัลลอย 10 ก้านคู่

รุ่น Hatchback – มีให้เลือกทั้งแบบหรู VIGNALE รุ่นแต่งสปอร์ต ST Line และแต่งลุย Active

VIGNALE – ออกแบบรายละเอียดไฟหน้าใหม่ กระจังหน้าบานเกล็ดทรงใหม่ พร้อมกันชนหน้าตกแต่ง
โครเมียมยาวต่อเนื่องระหว่างไฟตัดหมอกหน้าพร้อมไฟตัดหมอกหน้า LED ตกแต่งชายล่างสีเดียว
กับตัวรถเสริมโครเมียม และล้ออัลลอย 5 ก้าน (ที่ซอยเป็น 3 ก้านเล็ก)

ST-Line – ไฟหน้ารมดำ กระจังหน้าลายตาข่ายสีดำ ไฟตัดหมอกหน้า LED พร้อมออกแบบกันชนหน้า
ให้ดุดันขึ้น กรอบกระจกด้านข้างสีดำ เสกิร์ตข้าง กันชนหลังตกแต่งชายล่างสีดำพร้อมท่อไอเสียคู่ และ
ล้ออัลลอยลายกลีบดอกไม้ 5 ก้าน

Active – กระจังหน้าแบบช่องตาข่ายสีดำพร้อมไฟหน้ารมดำ คิ้วขอบล้อสีดำที่ยาวต่อเนื่องเป็นชายล่างในตัว
พร้อมตกแต่งสีเงิน ไฟตัดหมอกหน้า LED เสริมกรอบสีเงินเมทัลลิก กระจกมองข้างกรอบสีดำ
ราวหลังคาแบบแนบสีเงิน กันชนหลังติดตั้งแถบสีเงินขนาดใหญ่พร้อมปลอกท่อไอเสียคู่แบบโครเมียม

รุ่น Wagon – รายละเอียดด้านหน้าเหมือนกับรุ่น Sedan แต่ไฟหน้าปรับการตกแต่งใหม่เหมือนรุ่น 5 ประตู
VIGNALE ด้านข้างออกแบบกรอบกระจกให้โค้งมนกว่ารถ Wagon ทั่วๆไป ตกแต่งคิ้วโครเมียมเฉพาะส่วนล่าง
เพิ่มราวหลังคาแบบแนบ ด้านท้ายมาพร้อมกับประตูท้ายไฟฟ้า ที่สามารถควบคุมได้ด้วยระบบเตะเปิด กันชนหลัง
ตกแต่งแผงทับทิมเป็นแบบแนวนอน (ซึ่งต่างจากแบบอื่นๆที่เป็นแนวเฉียบ) และล้ออัลลอย 7 ก้านรูปตัว Y

ส่วนขนาดมิติตัวถังยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ

ภายในปรับให้ดูเรียบง่ายกว่าเดิม (จากเดิมจะมีปุ่มบนแผงคอนโซลหน้าเยอะมาก และมีการเพิ่มจอมาให้
ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) โดนการตกแต่งภายในจะมีทั้งสีเบจหรือสีดำ พร้อมแผงคอนโซลสีเงินเมทัลลิก
ภายในสีดำ แผงคอนโซลสีลายไม้สีเข้มหรือสีเทาเข้ม (แล้วแต่รุ่นย่อย)

ชุดเครื่องเสียงมาพร้อมกับจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่ออกแบบให้เหมือนกับ Tablet แปะคอนโซลหน้า
เหมือนรถยนต์หลายๆรุ่นในปัจจุบัน และลดปุ่มควบคุมจนเหลือให้เท่าที่จำเป็น ฟังก์ชั่นมาพร้อมกับ
รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Sync 3,การสั่งงานโดยใช้ท่าทางได้ รวมถึงรองรับ Apple Carplay
Android Auto และ Ford Pass

FordPass Connect เป็นระบบ Telematics ของ Ford ที่รองรับการใช้งานของระบบในรถ
ไม่ว่าจะเป็นเชื่อมต่อ Wifi Hot Spot ได้ถึง 10 เครื่อง,ระบบนำทางที่อัพเดตการจราจรในขณะนั้น
และยังมี Application ที่ที่ความสามารถในการค้นหารถ,เช็คสถานะรถ,ควบคุมรถโดยใช้มือถือ
และระบบ eCall ที่เรียกเมื่อเกิดเรื่องฉุกเฉิน มาพร้อมกับ ลำโพง 10 ตัวจาก Bang & Olufsen กำลังขับ 675 วัตต์

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านออกแบบปุ่มใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยแยกเป็นปุ่มของระบบควบคุมความเร็ว
อัตโนมัติ Cruise Control กับ ระบบควบคุมจอแสดงผลการขับขี่ MID โดยมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง
บริเวณด้านล่างของทั้งสองฝั่ง พร้อมมาตรวัดที่จัดวางตำแหน่งเหมือนกับรุ่นที่แล้ว แต่มีการปรับรายละเอียด
ทั้งถอดเส้นสีเงินออก และทำให้ดูกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกัน

ออปชั่นความสะดวกสบายมาพร้อมกับช่องชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย,เบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Hold
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง จอแสดงผลการขับขี่บนกระจกด้านหน้าครั้งแรกของ Ford

เบาะนั่งคู่หน้ามีการปรับความยาวช่วงไหล่ถึง 1,421 มิลลิเมตรและพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง
ที่ออกแบบให้พื้นเรียบและฐานล้อยาวขึ้น ทำให้ความยาวจากพื้นที่หัวเข่ากับเบาะนั่งด้านหน้า
ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตรจากรุ่นเดิม และช่วงไหล่ขยายยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร

ขุมพลังของ Ford Focus โฉมใหม่มีให้เลือก 2 แบบคือ เครื่องยนต์เบนซิน Ecoboost ที่ติดตั้งระบบ
อัดอัดอากาศ Turbocharge ระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง และวาล์วแปรผันคู่ มีให้เลือกทั้งขนาด
1.0 ลิตร ที่มี 3 ความแรงให้เลือกคือ 85,100 และ 125 แรงม้า อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่
107 กรัม/กิโลเมตร และ 1.5 ลิตร Ecoboost ที่มี 2 ความแรงคือ 150 และ 182 แรงม้า
อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 122 กรัม/กิโลเมตร

และเครื่องยนต์ดีเซล EcoBlue ปรับปรุงเทอร์โบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบจ่ายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพขึ้น
เงียบขึ้น ลดอัตราการปล่อยไอเสีย CO2 และอัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม มีให้เลือก 2 ขนาดเช่นกัน
คือ 1.5 ลิตรที่มีความแรงทั้งแบบ 95 และ 120 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-เมตรที่ปล่อยไอเสีย CO2
อยู่ที่ 91 กรัม/กิโลเมตร และ 2.0 ลิตรที่มีกำลังถึง 150 แรงม้าแรงบิด 370 นิวตัน-เมตร อัตราการปล่อย
CO2 อยู่ที่ 112 กรัม/กิโลเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ติดตั้งระบบ
Idling Stop พร้อมรองรับมาตรฐาน Euro 6

Ford Focus สร้างขึ้นบนพื้นฐาน C2 Platform เป็นรุ่นแรกในค่าย โดยปรับรุงประสิทธิภาพในการชน
ปรับพื้นที่ภายในให้กว้างขึ้นโดยไม่มีผลต่อมิติภายนิดรถ และจัดการ Aerodynamic ได้ดีกว่าเดิม
โดยตัวรถได้มีค่าสัมประสิทธิ์ถึง 0.25 ในรุ่น 4 ประตู และ 0.27 ในรุ่น 5 ประตูพร้อมระบบช่วยเหลือ
ทั้งกระจังหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ,ระบบ Air-curtain Technology ที่ควบคุมการไหลของอากาศและ
ใต้ท้องรถให้เป็นระเบียบขึ้น รวมถึงน้ำหนักตัวรถลดลงจากรุ่นเดิมถึง 88 กิโลกรัม

เทคโนโลยีช่วยเหลือของ Focus มีทั้งระบบรักษาระยะห่างหน้ารถ ACC (Adaptive Cruise Control)
ที่รองรับการควบคุมการเบรกและเคลื่อนที่ได้เอง,ระบบอ่านป้ายจราจร,ไฟหน้าแบบ Adaptive ที่ควบคุม
การกระจายแสงและการทำงานของไฟสูง,ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Park Assist 2 ที่ควบคุม
เกียร์ เบรก และพวงมาลัยได้เต็มรูปแบบ และระบบช่วยเตือนให้หักพวงมาลัย Evasive Steering Assist

Ford Focus จะจำหน่ายในอเมริกาเหนือ ยุโรป จีน และออสเตรเลียภายในปี 2018 ส่วนประเทศไทย
มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่นำเข้ามาทำตลาด เนื่องจากยอดขายของ Focus ในช่วงหลังลดลงไปจากเดิมมาก
เนื่องจากผลกระทบของปัญหาเกียร์อัตโนมัติ Powershift ทำให้รุ่นไมเนอร์เชนจ์ลดทางเลือกจนเหลือแค่
รุ่น 5 ประตู Ecoboost เท่านั้น แต่ยอดขายก็ไม่กระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด

Comments
Loading...