[Carsideteam-LONG] Volvo XC60 Polestar Engineered : เพิ่มอีก 600,000 บาท คุณได้ช่วงล่างนิ่ง หนึบ เบรกเอาอยู่ และแรงกว่า…นิดนึง

0
299

จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้มีโอกาสทดลองขับรถยนต์สมรรถนะสูงและมีจำนวนไม่มากที่จำหน่ายในประเทศไทย หากนำประโยคแรกมานับดูพบว่า Carsideteam เจอรถประเภทนี้เยอะมาก ๆ (เอาเฉพาะแค่ปีนี้ก็ราว ๆ เกือบ 10 คัน!) แต่พอมาดูประโยคหลังนี่คือครั้งแรกที่เราได้คิวทดสอบรถยนต์ประเภทนี้ เพราะนาน ๆ ทีค่ายรถยนต์พรีเมียมจากสวีเดน จะนำรถยนต์ในท้องตลาดมาปรุงแต่งจากเจ้าสำนักในบ้าน พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าได้จับจองเป็นเจ้าของในค่าตัวที่เพิ่มจากตัวปกติหลักแสน คันนี้เช่นเดียวกัน

นี่คือ Volvo XC60 รถยนต์ Premiem SUV Mid Size ที่เคยได้รับการยกย่องว่า “เป็น SUV ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2009 Volvo XC60 มีระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุมรอบคัน และเป็นเทคโนโลยีที่ปัจจุบันนี้ค่ายรถยนต์รายอื่นนำมาใช้กันหลากหลายแบบ จนถึงปัจจุบันนี้ Volvo XC60 ยังคงมีระบบ City Safety แบบครบครันเหมือนเดิม แต่หลายคนต้องการช่วงล่างที่มั่นใจ เบรกที่เอาอยู่ในความเร็วสูง และกำลังเครื่องที่จี๊ดจ๊าดมากกว่าเดิม Volvo จึงสนองให้โดยให้ทีม Polestar Engineered รับหน้าที่ปรับแต่งสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น จนกลายเป็น Volvo XC60 Polestar Engineered แล้วมันมีอะไรที่แตกต่างและทำให้คุณต้องเพิ่มเงินเพื่อครองครองรุ่นนี้ละ…


มิติตัวรถของ Volvo XC60 Polestar Engineered
ความยาว : 4,688 มิลลิเมตร
ความกว้าง : 1,902 มิลลิเมตร
ความสูง : 1,658 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ : 2,865 มิลลิเมตร
ระยะต่ำสุดถึงพื้น ground clearance : 216 มิลลิเมตร
ความจุถังน้ำมัน 77 ลิตร

ความแตกต่างระหว่างรุ่นปกติกับรุ่น Polestar Engineered มีลักษณะนำงานชุดแต่งจากรุ่น R-Design มาเป็นพื้นฐานแล้วเสริมความดุดันมากขึ้น กระจังหน้า-กรอบช่องดักลมด้านหน้า-กรอบหน้าต่าง และ ขอบกันชนหลังแบบสีดำเงา ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว สวมยาง Pireli P-Zero 255/40 R21 สัญลักษณ์ Polestar ที่กระจังหน้า และ ฝากระโปรงท้าย ปลายท่อไอเสีย สีรมดำ Black Chromed พร้อมโลโก้ Polestar ส่วนนอกนั้นเหมือนรุ่นปกติทุกประการ ด้านสีภายนอกมีให้เลือก 3 สีคือ สีขาว Crystal White Premium Metallic / สีเทา Osmium Grey Metallic และ สีดำ Onyx Black Metallic

เปิดประตูดูภายใน : หรูหราเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสายเข็มขัดสีเหลือง
ภายในของ Volvo XC60 Polestar Engineered ได้ใช้โทนสีดำแบบ Charcoal แผงคอนโซลหน้าและข้างประตูตกแต่งด้วยวัสดุ Metal Mesh Decor ส่วนเบาะนั่งใช้วัสดุหนังแบบ Fine Nappa ปรับทิศทางด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง 2 แบบ ในแง่การรองรับสรีระตรงแผ่นหลังทำได้กระชับกำลังดี ส่วนเบาะรองนั่งให้ความนุ่ม ไม่แข็งเกินไป มาดูที่แผงการควบคุมด้านหน้า มาตรวัดเป็นแบบ Full Digital LCD ขนาด 12.3 นิ้ว ที่แสดงผลการข้อมูลขับขี่ ระบบนำทาง ปรับธีมได้ 3 แบบเหมือนรุ่นปกติไม่มีการตกแต่งเสริมแต่อย่างใด เช่นเดียวกับพวงมาลัย 3 ก้าน สามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทางคือเข้า-ออก และ สูง-ต่ำ พร้อมสวิชต์ควบคุมเครื่องเสียงที่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายเป็นสวิชต์ล็อคความเร็วอัตโนมัติ พร้อมแปรผันตามรถคันหน้า Adaptive Cruise Control และระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ Pro-Pilot Assist พร้อมแป้น Paddle Shift สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันที

ถัดมาที่ตรงกลางจอคอนโซลหน้าแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว Sensus Connect พร้อมระบบนำทางในตัว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ช่อง USB  และ Infortainment ผ่าน Smart Phone อย่าง Apple Car Play / Android Auto และใช้โหมดเครื่องปรับอากาศแบบแยกอิสระ 2 โซน พร้อมระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในรถ Clean Zone ด้านการใช้งานยังคงง่ายเหมือนกับ Volvo รุ่นอื่น ๆ และแสดงภาพรอบคันผ่านกล้อง 360 องศา สามารถตั้งค่าระบบความปลอดภัย City Safety ได้ในจอเดียว ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงและซับวูฟเฟอร์จาก Bower & Wilkins จำนวน 15 ตัว แอมปลิไฟเออร์ 1,100 วัตต์ พร้อมระบบ Dirac Dimensions 3 โหมด ได้แก่ คอนเสิร์ต สตูดิโอ และ สเตจ ในแง่คุณภาพเสียงทำได้ดีเหมือนรุ่นปกติ เก็บรายละเอียดเครื่องดนตรีได้ครบ แน่น ทุกแนวเพลงทำได้ชัดหมด งานนี้นักฟังระดับหูทองแฮปปี้แน่นอน ถัดลงมาเป็นคันเกียร์หุ้มด้วยวัสดุหนัง พร้อมเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Break Hold เพิ่มความสะดวกสบายขณะขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัด

ส่วนพื้นที่ด้านหลัง เบาะนั่งมีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำในตัว สามารถพับได้ 60/40 แบบพื้นราบ พร้อมพนักพิงศีรษะของเบาะโดยสารด้านหลังพับแบบไฟฟ้า ด้านความสบายถือว่ากระชับน้อยกว่าเบาะหน้าส่วนพื้นที่วางขาถือว่ากว้าง สามารถนั่งไขว่ห้างได้ไม่ติดขัด น่าเสียดายที่เบาะหลังไม่สามารถปรับเอนหลังได้แต่เอาเถอะรถประเภทนี้นาน ๆ ทีจะใช้เดินทางไกล…เออ แต่มีให้จะดีมากครับ

ขุมพลัง
สำหรับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เป็นการนำพื้นฐานจาก XC60 T8 ถูกปรับจูนโดยทีม Polestar Engineered ให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้น รายละเอียดคือ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส B4204T35 ความจุกระบอกสูบ 1,969 ซีซี 4 สูบ พร้อม Super Charge Turbo Charge 335 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที  (รุ่นปกติ 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที) จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 87 แรงม้าเหมือนรุ่นปกติ

เมื่อรวมกันจะมีพละกำลังสูงถึง 422 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 670 นิวตันเมตร (รุ่น T8 ปกติ มีพละกำลัง 407 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 640 นิวตันเมตร) เก็บไฟด้วยแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ขนาด 11.6 กิโลวัตต์ แรงดันไฟฟ้า 270-400 วัตต์ พร้อมระบบ Plug-in Hybrid ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Electric Rear Axel Drive (ด้านหน้าขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ด้านหลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้า) ที่สามารถชาร์จไฟได้ 2 แบบคือใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟเก็บไว้ในแแบตเตอรี่ (โหมด Charge) และเสียบปลั๊กชาร์จไฟผ่านตู้จ่ายไฟแบบ Type 2

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Geartronic แบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์จาก Aisin-AW
มีอัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 : 5.250
เกียร์ 2 : 3.029
เกียร์ 3 : 1.950
เกียร์ 4 : 1.457
เกียร์ 5 : 1.221
เกียร์ 6 : 1.000
เกียร์ 7 : 0.809
เกียร์ 8 : 0.673
เกียร์ถอยหลัง : 4.015
อัตราทดเฟืองท้าย : 3.329

จะเห็นได้ว่าอัตราเร่งจากเครื่องยนต์ T8 ที่ได้รับการเพิ่มพละกำลัง หากจับความรู้สึกขณะขับจะพบว่ามันแรงและเร็วขึ้น แต่จับตัวเลขออกมากลับทำได้ไม่หนีห่างกันมาก แม้กระทั่งใช้โหมด Polestar Engineered แทบไม่ต่างจากโหมดปกติ (Hybrid) ขณะที่ช่วงเร่งแซงตอบสนองได้เร็วเหมือนรุ่นปกติ ทั้งนี้ผมได้มีโอกาสลองขับ XC60 รุ่นปกติเหมือนเทียบกันกำลังเครื่องตอบสนองคล้ายกัน เพียงแค่ Polestar Engineered ทำได้เร็วกว่านิดหน่อย ดังนั้นหากคุณอยากได้ความแรงสะใจมากกว่านี้ อาจต้องไปปรับจูนเพิ่มตามความสนอง Need ของนักขับแต่ละคน แต่ถ้าอยากได้ความแรงที่เกินตัวเลขมาจากโรงงาน Mercedes-AMG GLC 43 Coupe จะเป็นตัวเลือกเข้ามาทันที

PunTam Said : อ้าว ไหงโยนมาซะงั้น ในฐานะที่ผมเป็นบุคคลเดียวในทีมที่มีโอกาสขับ GLC43 Coupe เมื่อกระโดดขึ้นมาขับ XC60 เจ้าดาวเหนือคันนี้ ก็ยอมรับว่าคาดหวังไปไกลพอสมควร แต่เมื่อกดโหมด Polestar Engineered ซึ่งเป็นโหมดที่แรงที่สุดในการขับขี่ กลับพบว่า ความแรงที่ให้นั้น ตั้งแต่จอดออกจนถึง 200 กม./ชม.นั้น GLC43 Coupe สามารถทะยานไปได้เร็วกว่าอย่างชัดเจน และไปได้ดุดัน ได้อารมณ์ความกระชากและสนุกกว่า XC60 Polestar Engineered ทั้งที่อยู่ในโหมด C หรือ Comfort ครับ แต่ทั้งนี้ อาการเกียร์เย่อ ยื้อ ไม่ต่อในบางจังหวะระหว่างการใช้งานในเมือง ก็เป็นข้อเสียของ GLC43 Coupe ที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ตรงนี้ XC60 Polestar Engineered ขับได้สบายกว่าครับ

ขณะที่เกียร์อัตโนมัติยังคงทำงานเนียน ต่อเกียร์ลื่นเหมือนรุ่นปกติ พอใช้โหมด Polestar Engineered จะลากรอบเครื่องยนต์และคาเกียร์ไว้เพื่อให้ผู้ขับขี่พร้อมกระแทกคันเร่ง เข้าบทบู๊ได้ทันที

ด้านการขับขี่พวงมาลัยเป็นแบบผ่อนแรงไฟฟ้า มีน้ำหนักเบาในความเร็วต่ำ ควบคุมง่าย ขับในซอยหรือถนนแคบ สามารถบังคับได้คล่องตัว พอความเร็วสูงมีความหนืดเพิ่มขึ้นแต่มีระยะฟรีให้สัมผัสเล็ก ๆ ยิ่งความเร็วเพิ่มขึ้นผู้ขับขี่ต้องคอยประคองพวงมาลัยให้อยู่กลางช่องถนนขณะขับทางตรง ส่วนการตอบสนองวงเลี้ยงและขณะเข้าโค้งทำได้และแม่นยำ จุดที่อยากให้ปรับปรุงจริง ๆ คือน้ำหนักพวงมาลัยที่ดูไม่หนักแน่น และตอบสนองได้ดีเมื่อเทียบกับการอัพเกรดชุดสมรรถนะที่แรงขึ้นทำให้ความมั่นใจในความเร็วสูงกลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร กระนั้นอยากฝาก Volvo นำพวงมาลัยรุ่นนี้ไปปรับจูนน้ำหนักใหม่ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ Polestar มากกว่านี้จะดีมาก

แป้นเบรกของ Volvo XC60 Polestar Engineered ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกด้านหน้าแบบ 6 Pot พร้อมคาลิปเปอร์จาก Akebono และด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกคาลิเปอร์ของ Ohlin Gold การทำงานทั่วไปทำได้ไวแต่นุ่มนวล ส่วนความเร็วสูงใช้คำว่า “เอาอยู่หมัด” ลองนึกภาพหากคุณขับในความเร็ว 199 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเจอทางแยกในระยะ 400 เมตร เพียงกดแป้นลงไป 20% เบรกจะทำงานจนลดลงเหลือ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยื่งเพิ่มขึ้นแรงเบรกก็จะมากขึ้น แต่ยังให้ความนุ่มนวล ไม่จึก ไม่ต้องเหยียบลึกเหมือนรุ่นปกติ ส่วนความรู้สึกตัวแป้นเบรกแม้จะมีอาการไฟฟ้าให้สัมผัสอยู่แต่มีอาการต้านเท้าไม่มาก ภาพรวมสำหรับเบรกรถรุ่นนี้เหมาะสมกับคาแรกเตอร์ตัวรถที่แรงขึ้น

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังแบบ Integral Link ความพิเศษอยู่ที่โช็คอัพแก็สและสปริงของคันนี้ได้ใช้ของ Ohlin พร้อม Strut Bar จากรุ่นปกติมีความนุ่มให้สัมผัสทั้งขณะเข้าโค้งและซับแรงสะเทือน กลายเป็นว่ารถคันนี้ให้ความตึง เฟิร์ม และซับสะเทือนได้จบ อาการสะเทือนที่จะเจอจุดเดียวคือยางติดรถจากโรงงานที่แก้มยางมีขนาดเตี้ย ขณะที่การเข้าโค้งในความเร็ว 90-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้จิกและเกาะถนนมาก เป็นจุดที่ผมประทับใจมากที่สุด จนบางทีอยากให้ Volvo เซทช่วงล่างแบบนี้ในตระกูล R-Design ซึ่งขอเถิด มันจะสนุกและมีความสุขมากสำหรับชาวนักขับผู้ปราดเปรื่อง ขณะเดียวกันหากคุณเป็นสายพ่อบ้านใช้งานทั่วไป อาจจะไม่ชอบลักษณะช่วงล่างแบบนี้แต่ Volvo ไม่ใจร้าย ตัวโช็คอัพของ Ohlin สามารถปรับระดับความแข็งได้ 22 ระดับ แต่วิธีการปรับค่าความแข็งคุณจะต้องเปิดฝากระโปรงและหมุนตัวโช็คทั้ง 2 ฝั่งให้เท่ากัน อาจจะดูดิบหน่อยแต่เชื่อว่าพ่อบ้านสายซิ่งชอบแน่นอน

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ Volvo XC60 Polestar Engineered ยังคงมาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เติมน้ำมันแก็สโซฮอล์ 95 E10 เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม โดยผลที่ได้มีดังนี้

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.4 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.13 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 21.88 กม./ลิตร<<

ด้านอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานทั่วไป จะอยู่ที่ 20.8 กม./ลิตร น้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ประมาณ 860 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่ขับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพการจราจรในการใช้งานจริง

รวบให้ฟังหลังลองขับ
:แรงกว่ารุ่นปกตินิดนึง เบรก ช่วงล่าง เอาอยู่ แต่พวงมาลัยไป หากอยากคบเพิ่มงบอีก 600,000 บาท

ขุมพลัง T8 Twin Engine ยังคงให้ความแรงสะใจอันเป็นเอกลักษณ์ของ Volvo แต่เมื่อถูกเชฟจาก Polestar Engineer มาปรุงแต่งจนกลายเป็น XC60 เวอร์ชั่นพิเศษที่มาบุกตลาดกลุ่ม Premiem SUV Performance ที่ลูกค้าชาวไทยพร้อมเป็นเจ้าของ หากคุณเบื่อ AMG / M หรือยังไม่กล้าทุ่ม RS แล้วละก็ คันนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ส่วนข้อดีที่ประทับใจ และข้อเสียที่ควรปรับปรุงในรุ่นต่อไปละ

ข้อดีที่ควรชม
1. ช่วงล่างจิก เอาอยู่ทุกโค้ง
ต้องยอมรับให้กับทีมงาน Polestar Engineered ที่นำโช็คอัพและคอยสปริงจาก Ohlin ทั้งชุด ผลลัพธ์คือการเกาะถนนที่นิ่งและจบ ส่วนการซับแรงสะเทือนทำได้ตึงแต่เก็บรอยต่อได้เฟิร์สไม่แข็งเกินไป ส่วนนี้ถ้าเป็นคนชอบขับรถคงชื่นชอบแน่นอน

2. เบรก นุ่มนวลเวลาขับช้า หน่วงดีในความเร็วสูง
การปรับจานเบรกให้ใหญ่ขึ้นเข้ากับขนาดล้อที่ใหญ่ตาม เสริมด้วยคาลิเปอร์จาก Akebono และ Ohlin Gold หากใช้ทั่วไปมันก็ยังทำงานได้ดี แต่พอคุณต้องใช้ความเร็วที่สูงขึ้นเพื่อไปถึงที่หมายทัน เบรกชุดนี้ทำงานได้ดี และรับมือคนเท้าหนัก (อย่างผมและทีมงาน) ได้สบาย

3.ภายในนั่งสบายเหมือนเดิม
ยังเป็นสิ่งที่ Volvo ทำได้ดีเหมือนกับทุก ๆ รุ่น ทั้งเบาะนั่งที่กระชับไม่บีบรัดเกินไป ความกว้างและทัศนวิสัยที่โปร่ง ไม่รู้สึกอึดอัด และตำแหน่งผู้ขับขี่ที่ปรับง่าย ไม่พิลึกแปลกประหลาดเกินไป ด้านเบาะหลังที่ให้ความสบาย มีพื้นที่วางขาเหลือไม่ติดขัดเกินไป เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมจริง ๆ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.พวงมาลัยเบาไปหน่อย ความเร็วสูงควรนิ่งกว่านี้
อันที่จริงพวงมาลัยของ Volvo ในรุ่นปกติน้ำหนักที่กลาง ส่วนจะดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มแต่ละรุ่น แต่เมื่อชื่อ Polestar Engineered แปะอยู่ใน XC60 ก็ถูกคาดหวังไปว่ามันต้องดีกว่ารุ่นปกติโดยปริยาย แต่เมื่อได้ลองขับจริงกลับให้ความมั่นใจได้ไม่ดีเท่าไร มีน้ำหนักเบาเกินไปแม้จะมีความหนืดให้สัมผัสแต่น้อยกว่ารุ่นปกติ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้พวงมาลัยปรับน้ำหนักตามก็ยังหาความแตกต่างไม่ได้ กระนั้นฝากทีมงาน Volvo Thailand แปลภาษาแล้วแจ้งที่วิศวกรว่า “ถ้าอยากจะทำรถขับสนุก หันไปดู Mercedes-AMG เป็นคู่แข่งเสียเถิด จะไปก็ไปให้สุดสิ!”

2.เครื่องยนต์/เกียร์ที่เซ็ทมาไม่หนีจากรุ่นปกติมาก
แม้เครื่องยนต์เบนซิน T8 Twing Engine Plug-in Hybrid จะให้พละกำลังมากกว่ารุ่นปกติ แต่การตอบสนองในช่วงออกตัวมีความเนือยอยู่ในบางจังหวะ และในขณะเดียวกันการทำงานของเกียร์ก็ยังมีลักษณะที่นุ่มนวลชวนให้คุณเคลิ้มฝัน แต่ขัดใจชาวซิ่งถลุงที่อาจจะไม่กระชากหรือเร้าใจพอ กระนั้นหากมาทาง High-Performace แล้ว จัดเต็มเลยครับ ลูกค้าสายถลุงมาแน่นอน

3.การใช้งาน / Interface เครื่องเสียง ใช้ยากจนต้องละสายตา
ยังเป็นปัญหาที่พบได้ใน Volvo ทุกรุ่น การมีจอแนวตั้งขนาด 9 นิ้ว Sensus Connect ที่มีขนาดใหญ่ ถือเป็นเรื่องดีในเรื่องการมองเห็นที่ชัดเจนและหน้าตาที่ไม่ซับซ้อน เพียงคุณต้องละสายขณะขับขี่เพื่อปิดฟังก์ชั่นบางตัวหรือเปลี่ยนคลื่นวิทยุ อันนี้แอบไม่เป็นมิตรผู้ขับขี่หน่อย ๆ กระนั้นถ้าอยากจะใช้การแสดงผลแบบนี้ อาจต้องปรับให้เหมาะสมมากขึ้น //แต่อันนี้แล้วแต่คนชอบนะ

คันต่อคัน : Premiem SUV สายซิ่ง ต้องเทียบชนจากสำนักแต่งโดยตรง

1.Mercedes-AMG GLC 43 4Matic Coupe ราคา 4,990,000 บาท
เป็นการเปิดศักราชรถหรูสายซิ่ง ราคาน่าฟัง โดยการจับมาประกอบขายในไทยมันซะเลยนี่แหละ ถึงแม้ว่าเครื่องจะเป็นเครื่องจาก S560e ที่ถอดระบบมอเตอร์ไฟฟ้าออก แต่ก็มีการจูนเครื่องและเกียร์ใหม่ ทำให้การขัขขี่ได้อรรถรสเผ็ดร้อนขึ้น แต่ในแง่การใช้งานในเมือง อาการเกียร์ยื้อ กระชากจนน่าหงุดหงิด ก็ยังมีให้เห็นจนถ้าต้องขับในเมือง XC60 ยังขับสบายและเป็นมิตรกว่า แต่ถึงกระนั้น รอ Carsideteam คิวว่างตรงกับ GLC43 Coupe เมื่อไร จัดให้แบบเต็มอิ่มแน่นอนครับ ขอติดไว้แค่นี้แล้วกันนะ

2.BMW X3 xDrive30e M Sport  ราคา 3,659,000 บาท (ราคารวม BSI Standard)
ชาวพลังถ่านเหมือนพรจากเทพเจ้าดาวเหนือ ในแง่ของความสวยงามและดูเส้นสายคม ดุดัน ต้องยกให้ BMW เลย และพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างรถที่เป็นท้าย Coupe อย่าง GLC43 Coupe อย่างชัดเจน รวมทั้งการมี BSI ที่ผู้ซื้อสามารถซื้อได้ตั้งแต่วันออกรถ จึงทำให้ลูกค้าสบายใจ แต่อย่างไรก็ตาม ทาง BMW Thailand ก็ยังไม่ได้อนุเคราะห์รถให้เราแม้แต่รุ่นเดียว เลยต้องขอติดค้างท่านผู้อ่านเอาไว้ก่อนจริงๆในเรื่องการขับขี่และอื่นๆ ที่ต้องใช้การสัมผัสรถจริงๆ ให้ผู้อ่านได้อ่านกันครับ (อย่าโกรธกันเลย Carsideteam อยากขับเพื่อมาบอกทุกคนนี่แหละคร้าบบบบบ อุแง)

3.Q5 40 TDI quattro ราคา 3,399,000 บาท
ในบรรดา Premium SUV ที่เรานำมาเทียบ คันนี้ดูจะฉีกแนวที่สุดเพราะคันนี้เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 Turbo 190 แรงม้า ออปชั่นที่ให้มาเพียงพอ เพียงแต่ผมยังไม่ได้ลองขับอย่างจริงจัง แต่ถ้าถามว่าควรเก็บไว้เป็นตัวเลือกไหม ควรอย่างยิ่ง เพราะสมรรถนะของ Audi ทำออกมาน่าประทับใจ แต่ถ้าใครอยากให้มีไลน์อัพ Audi Sport อันนี้ต้องลองถามผู้บริหาร Audi Thailand ดูว่ามีความเป็นไปได้ไหม เพราะทุกวันนี้ TTRS RSQ8 RS4 Avant ก็ขายดีเทน้ำเทท่าอยู่แล้ว

บทสรุป : หนุ่มผู้ดี ที่แซ่งซ่า แต่ไม่บ้าเหมือนที่คุยกันไว้
หลังจากใช้ชีวิตร่วมกัน 5 วัน 4 คืน สำหรับ Volvo XC60 Polestar Engineered ทำให้ผมรู้สึกว่า “ผมคาดหวังมากไปหน่อย” เพราะการมีชื่อสำนักแต่งห้อยท้ายรุ่นรถยนต์ที่จำหน่ายในตลาด เป็นการสร้างภาพลักษณ์อีกแบบที่ชูเรื่องสมรรถนะและความสนุกในการขับขี่ แต่เมื่อได้สัมผัสจริง ๆ กลับพบว่ามีบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่ได้แรงอย่างเขาว่ากัน หลายคนที่ได้ลองขับอาจจะรู้สึกผิดหวังแต่บางคนรู้สึกโอเค เพราะไม่ได้ต้องการพละกำลังที่แรงบ้าพลังมาก แต่เน้นใช้งานพาคนที่บ้านเดินทางไปได้โดยไม่มีบ่นถ้าเป็นสายพ่อบ้าน และดูทรงแล้วยอดขายของรุ่นนี้จะอยู่ในเกณฑ์ขายได้เรื่อย ๆ แต่ก็หวังลึก ๆ ว่า Volvo จะนำรถยนต์ที่มีชื่อ Polestar Engineered มาแปะในรุ่นอื่น ๆ และทำออกได้ดีกว่านี้ เพื่อที่จะดึงลูกค้าจากเยอรมันมาซบสวีเดนให้ได้

เรื่องนี้….อยู่ที่ทีมงานเซ็ทรถล้วน ๆ ว่า จะทำรถยังไงให้พ่อบ้านยิ้มร่า สายซ่าแฮปปี้ ลองไปชั่งน้ำหนักดู

ขอขอบคุณ
บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถทดลองขับ


ทดลองขับและถ่ายภาพ : Naow27
เผยแพร่วันที่ 24 ธันวาคม 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam