ในขณะที่ผมที่กำลังนอนอย่างมีความสุขในวันหยุดของมนุษย์เงินเดือน ก็มีสายโทรศัพท์เข้าแต่เช้า
NAOW27 : ฮัลโหลพี่ ตื่นยัง
PunTam : ยังไม่ตื่น แต่โทรมาแล้วก็ต้องตื่นแล้วหละ
NAOW27 : เราได้คิว Hilux Revo Minor Change แล้วนะพี่
PunTam  : แล้วไงหละ
NAOW27 : ในฐานะที่พี่คุ้นเคยกับรถกระบะมากที่สุดในทีม พี่เอาไปเลยนะ
PunTam  : พุทโธ่ รถ Minor Change จะไปเปลี่ยนอะไรเยอะแยะ
NAOW27 : พี่ลองขับก่อน ผมขับที่ TDEX แล้ว เดี๋ยวนัดเจอกันตอนได้รถมา แล้วเอารถไปเลย
PunTam : ได้ รีบๆวางสายได้ยัง นี่วันหยุด คนจะนอน………

แล้วผมก็งีบต่อไปอีกหน่อย จนกระทั่งหายงัวเงีย แล้วก็ไปทำภารกิจในวันหยุดจนหมดไปหนึ่งวัน
แน่นอนว่า ไม่อภิรมย์มากกับการใครที่ชอบโทรมาตอนวันหยุดตอนเช้า ผมเชื่อว่าใครหลายคนก็เป็น
จนกระทั่ง รถกระบะสีเขียวคันนี้ มาอยู่ในรั้วบ้านผมเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ผมได้เห็นหลายอย่างที่เปลี่ยนไป
อย่างชัดเจน และทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ไม่ยากในการเป็นเจ้าของ อย่างที่ NAOW27 รีบโทรมาปลุกผม
ในเช้าวันหยุดด้วยความตื่นเต้นนี่แหละครับ ส่วน Hilux Revo ในมุมของคนที่เคยมี Hilux Revo 2.8 4X4
เป็นรถใช้งานอยู่ในออฟฟิศของที่ทำงาน จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกัน เลื่อนมาอ่านกันได้เลยครับ


ภายนอก : เปลี่ยนแปลงไปหลายจุด สะดุดตาทุกสายตาที่มอง
มิติรถ

กว้าง : 1900 มม.
ยาว : 5325 มม.
สูง : 1815 มม.
ความยาวฐานล้อ : 3085 มม.
ระยะต่ำสุดจากพื้น : 217 มม.
ความจุถังน้ำมัน : 80 ลิตร

ด้านหน้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบทิ้งของเดิมเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ Projector พร้อม
DRL จากที่เป็น LED หลอดเล็กๆติดเหมือนคิ้ว กลายมาเป็นแท่งยาวต่อเข้าถึงกระจังหน้า และกระจังหน้า
ก็เปลี่ยนเป็นทรงแบบใหม่ และมีการตกแต่งด้วยโครเมี่ยมบริเวณด้านบน และทั้งหมดตัดด้วยสีด้าน
โลโก้หน้าเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์ Toyota Safety Sense ช่องไฟตัดหมอกจากที่เคยเป็นวงกลม
เปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยม พร้อมมีฝาครอบรับกับโป่งข้าง ชายล่างมีกันแคร้งสีเทาขาวตัดรับความดุ

ด้านข้างแตกต่างจาก Revo Rocco รุ่นเดิมคือ การมีโป่งข้างทรงใหม่ โดยเป็นสีดำด้าน และตรงกลาง
ตัดด้วยสีเทา มีบั้งนอน 1 ขีด ล้อ 5 ก้านคู่ลายใหม่ พร้อมยาง A/T มือเปิดประตูจากสีดำเงา ถูกเปลี่ยน
เป็นดำด้าน กระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยว Sport bar มีการเพิ่มรายละเอียดโดยการใส่ชิ้นพลาสติกสีเทา
บริเวณเสา Sport bar ให้ดูไม่กลืนตาจนเกินไป สติกเกอร์ Rocco ที่มีขนาดเล็กลงตามสมัยที่เน้นความ
Minimal มากกว่ารุ่นก่อน

ด้านท้ายที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือไฟท้าย ที่เปลี่ยนเป็นแบบ LED เส้น และจะติดเมื่อเปิด
ไฟหน้า ไฟเบรกเป็นแบบโคมใสและใช้หลอดสีอยู่ด้านบน และไฟเลี้ยวไว้ด้านล่าง และล่างสุดเป็น
ไฟถอยหลังสีหลอดขาว และนำไฟตัดหมอกหลังออก ไฟเบรกดวงที่ 3 มาพร้อมกับครอบไฟเบรกดวงที่ 3
แปะโลโก้ Hilux สีโครเมี่ยม รูปทรงดูดุดัน กันชนแตกต่างจากรุ่นปกติที่ใช้โครเมี่ยมเป็นพลาสติกสีเทา
โดยรวมแล้ว ภายนอกของ Revo Rocco ดูสวยกว่าเดิม ดุ และแทบจะไม่ต้องเพิ่มอะไรให้ตัวรถเลย

และที่สำคัญ Revo Rocco ได้ทำการเพิ่มสีใหม่เพิ่ม 2 สีดังนี้
1.สีเขียว Oxide Bronze Metallic (คันที่เราได้รับมาทดสอบ)
2.สีแดง Emotion Red II
ซึ่งในความเห็นของ Carsideteam มองว่า สีเขียว Oxide Bronze Metallic สวยและดูสะอาดถึงแม้
จะไมได้ล้างรถก็ตามที (ซึ่งช่วงที่เรารับรถคันนี้มา ก็เจอฝนทุกวัน อย่างที่เห็นในภาพเลยครับ)



ภายใน : คงเดิมไปหน่อย แต่ใช้สอยง่ายเพิ่มขึ้น 

สำหรับภายในของ Revo Rocco ยังคงเน้นการใช้สีดำเงาแบบเดียวกันกับรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะช่องแอร์
คันเกียร์ แผงเครื่องเสียงและมือจับประตู แต่สิ่งที่ทางทีมออกแบบเห็นคือ ทุกอย่าดูกลืนตาจนเกินไป
จึงใช้ชิ้นพลาสติกชิ้นยาวที่อยู่บริเวณใต้ช่องแอร์ตรงกลางลากไปถึงทางช่องแอร์ผู้โดยสาร จากสีดำเงา
เป็นสีเงินลายอลูมิเนิยม ซึ่งดีในแง่การตัดโทนในรถและลดการสะท้อนจากแสงแดดที่เข้ามาในรถ

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านทรงเดิม ตกแต่งก้านด้านล่างด้วยสีดำเงา แต่สิ่งที่เปลี่ยนจากรุ่นปี 2015-2018
อย่างชัดเจนคือ ขนาดของวงบริเวณ 3 นาฬิกาและ 9 นาฬิกาที่มีขนาดเล็กลงทำให้สอดนิ้วจับได้กระชับขึ้น
กว่าเดิมอย่างชัดเจน ชิ้นพลาสติกบริเวณมือเปิดประตู ใช้สีเป็นเงินอลูมิเนิยม และเฉพาะรุ่น Rocco ท่านจะได้
อภิสิทธิพิเศษคือ Ambilent Lamp สีฟ้าเพื่อเพิ่มบรรยากาศในการขับขี่ยามค่ำคืนเพิ่มขึ้น (อันนี้ไม่รู้จริงไหม
แต่จากที่ผมขับ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าเดิมนัก เพราะแสงของ Ambilent Lamp แค่สว่างรำไรครับ)
สวิตช์ระบบปรับอากาศยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างรุ่นเดิมคือ การจัดวางปุ่มที่ลดลง โดยปุ่ม VSC
และ Diff-Lock จะอยู่รวมกัน แต่ทำการแบ่งขนาดของปุ่มให้เท่ากัน และมีปุ่ม DAC (Down-hill Assist Control)
อยู่แยก และมีช่องเสียบ USB เพิ่อเชื่อมต่อกับระบบเครื่องเสียงและชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือในตัว
แต่ข้อเสียคือ มีเพียงแค่ช่องเดียว ซึ่งทำให้ใช้งานไม่สะดวก ในอนาคตเพิ่มเป็นช่องสำหรับชาร์จไฟอีกช่อง
จะดีมากครับ เพราะเหตุการณ์แย่งที่ชาร์จกับ BellzonaNT และผม เกิดขึ้นมาแล้ว

หน้าปัด เปลี่ยนพื้นจากสีขาวใน Rocco รุ่นก่อน เป็นพื้นสีดำ คล้ายกับรุ่นปกติ แต่ตกแต่งเข็มโดยใช้
สีดำตัดกับสีฟ้า (รุ่นปกติจะเป็นกรอบกลมสีเงิน เข็มสีเงิน) ด้านซ้ายเป็นวัดรอบเครื่องยนต์และอุณหภูมิของ
ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์ ด้านขวาเป็นวัดความเร็วและระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ตรงกลางเป็นจอ TFT ที่แสดงผลทั้งระยะทาง Trip A และ B,องศาการเลี้ยวของพวงมาลัย,ระยะที่วิ่งได้และสิ่งที่ Carsideteam ชอบมากคือ Eco Saving Mode ที่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายของน้ำมันที่วิ่งไปตามระยะทางที่วิ่งตั้งแต่ติดเครื่องจนดับเครื่อง โดยจะทำการคำนวณจากจำนวนและราคาเชื้อเพลิงที่เราเติมไป จะมีให้กรอกราคาของเชื้อเพลิง ณ ตอนที่เติม ซึ่งสะดวก ใช้งานง่าย และใกล้เคียงกับการที่เรากดเครื่องเลขครับ อันนี้ใครใช้เชื่อว่าชอบทุกคนครับ

ระบบเครี่องเสียง จากที่เคยบ่นในรุ่นปี 2015 ว่า ใช้ยาก เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆก็ยากเย็นแสนเข็ญ คุณภาพเสียงก็แทบจะรั้งท้าย แต่เหมือนทีมงาน TDEM จะได้ยินเสียงบ่นจากทั้งสื่อ และผู้ใช้งานโดยทำการยกระบบเครื่องเสียงใหม่ทั้งหมด และรองรับระบบการเชื่อมต่อทั้ง Apple Carplay และ Android Auto พร้อมกับระบบ T-Connect ที่สามารถทั้งติดตามตัวรถ ดูพฤติกรรมการขับและสามารถแจ้งเตือนเพื่อเข้าซ่อมบำรุงตามระยะได้อีกด้วย สำหรับคุณภาพเสียงนั้น ไม่ว่าท่านจะเปิด Jazz อย่าง Kenny G หรือแม้กระทั่งเพลงลูกทุ่งอย่างไมค์ ภิรมย์พร คุณภาพเสียงที่ออกมานั้น ดีมาก รายละเอียดของดนตรีไม่ว่าจะทุ้ม กลาง แหลม ออกมาครบ แต่ถึงกระนั้น เสียงเบสก็ยังคงบวมไป หากท่านฟังเพลงโทน Flat อาจจะรู้สึกขัดใจไปหน่อย ซึ่งก็สามารถปรับได้ที่ EQ ของเครื่องเสียงได้สบายๆ
ระบบการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นค่ายผลไม้หรือหุ่นกระป๋องเขียว ก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ และทำงานได้ดี ไม่มีค้างระหว่างการใช้งาน นับว่าตรงนี้ ทาง TDEM และ TMT ได้ทำการบ้านมาอย่างดี ตรงนี้ขอชมจากใจครับ ดีกว่านี้ได้อีกหน่อยก็แทบจะไร้ที่ติเลย

การเข้า-ออกตัวรถ สำหรับรุ่น 2.8 High โดยเพียงแค่พกกุญแจรูป Biscuit สีดำ ไว้กับตัวท่าน
และใช้วิธีกดปุ่มที่มือเปิดประตูรถทั้ง 2 ฝั่ง โดยการปลดล็อก จะมีระบบ Safety โดยปลดล็อกเพียงแค่
บานคนขับ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพแฝงตัวขึ้นรถเพื่อปล้นชิงรถยนต์และทรัพย์สินของเจ้าของรถ
ดังนั้น หากมากันหลายคน ผู้ขับขี่ต้องขึ้นไปปลดล็อกประตูบานอื่นโดยการกดปุ่มปลดล็อกที่บริเวณ
สวิตช์เปิด-ปิดกระจกฝั่งคนขับครับ

เบาะคู่หน้า มีการเปลี่ยนสีหนังจากน้ำตาลเป็นสีดำตั้งแต่ปี 2017  ตัวเบาะมีปีกข้างที่โอบกระชับพอดี รองนั่งยาวพอดี ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป พนักพิงหลังและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นัก เพราะตัวเบาะมีขนาดที่พอดีสำหรับคนไซส์ M สูง 172 ซม.อย่างพอแบบไม่ได้มีปัญหาอะไร และหนังที่ใช้ทำเบาะ ไม่ได้เป็นกึ่งผ้าแบบ Ranger Wildtrak จึงสบายใจในการงานระยะยาวได้ว่า อาการซีดหรือขาดง่ายจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าครับ

เบาะคู่หลัง ยังคงชันเหมือนเดิม และดูเหมือนว่า MG Extender และ Mistsubishi Triton ยังคงครองแชมป์แคร์คนนั่งท้ายอยู่ไม่มีเปลี่ยนแปลงครับ ซึ่งหากต้องการให้พนักพิงเบาะหลังสามารถเอนได้มากกว่านี้ คงต้องรอรุ่นต่อไปที่เพิ่มพื้นที่ตอนหลังให้มากกว่านี้ครับ ภาพรวมในเรื่องภายใน อุปกรณ์การใช้งานต่างๆที่ใช้ยาก ถูกเปลี่ยนเป็นของที่ User friendly มากขึ้น การตกแต่งภายในที่ใช้สีโทนดำ ที่ทำความสะอาดง่าย และมีการเพิ่ม Ambilent Lamp ให้ความรู้สึกภายในห้องโดยสารดีขึ้น



เครื่องยนต์ : เครื่องเดิม เพิ่มเติมคือแรงขึ้น

ใต้ฝากระโปรงของ Hilux Revo Rocco คันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 1GD-FTV ความจุ 2,755 ซีซี หรือ 2.8 ลิตร ความจุกระบอกสูบxระยะชัก 92.0 x 103.6 มม. ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Commonrail พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันและอินเตอร์คูลเลอร์
สำหรับสิ่งที่เปลี่ยนจากรุ่นเดิมมีดังนี้
– หัวฉีดแบบ i-ART ของ Denso โดยใส่ Pressure Sensor เข้าไปในบริเวณปลั๊กหัวฉีด
– แรงดันในระบบ Commonrail จากเดิม 180 MPa เป็น 250 MPa
– เทอร์โบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เพิ่มกำลังสูงสุดเป็น 204 แรงม้าที่ 3400 รอบ/นาที และแรงบิด 500 นิวตันเมตร
ที่ 1600-2800 รอบ/นาที

มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +- อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 อัตราทด 3.600 :1
เกียร์ 2 อัตราทด 2.090 :1
เกียร์ 3 อัตราทด 1.488 :1
เกียร์ 4 อัตราทด 1.000 :1
เกียร์ 5 อัตราทด 0.687 :1
เกียร์ 6 อัตราทด 0.580 :1
เกียร์ถอยหลัง อัตราทด 3.732 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 3.909 : 1

สำหรับการตอบสนองนั้น เมื่อมีการอุปกรณ์ใหม่หลายชิ้น เลยต้องมีการปรับจูนโปรแกรมเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งการตอบสนองของคันเร่ง เร็ว แต่เนียน และไม่เป็นสวิตช์เปิด-ปิดแบบในรุ่นปี 2015 ที่มักสร้างความรำคาญเวลาขับขี่ เทอร์โบติดบูสต์เมื่อ 1500 รอบต่อนาที แล้วรถเดินยาวจนเปลี่ยนเกียร์ที่ 3500 รอบ/นาที ไหลไปเรื่อยๆ จนไปหมดที่ความเร็ว 190 กม./ชม.แล้วตัด ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ ต่อเนียนและเร็ว อาจมีอาการอมแรงบิดเล็กน้อยก่อนปล่อยกำลังออกมา เพื่อลดความเสียหายของชุดเกียร์โดยรวมแล้ว ทำงานได้ดี แต่อาจจะไม่ได้เร็วแบบเกียร์ 10 จังหวะใน Ranger T6 2.0 Bi-Turbo ครับ สำหรับโดยรวมแล้ว คนที่ใช้รุ่นก่อนนี้อาจจะบอกเสียดายที่ทุกอย่างดีขึ้น แต่ถ้าหากรถของท่าน เป็นรถที่ทำการ Remap แก้ไฟล์โปรแกรมเครื่องยนต์และเกียร์จากสำนักแต่งใดๆที่ท่านศรัทธา บอกเลยว่า Revo Rocco รุ่นใหม่ ให้การตอบสนองของตัวรถที่คล้ายกับรถที่ Remap มาแล้วครับ

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part time ที่ใช้สวิตช์ในการบิดด้วยระบบ Shift-On the fly โดยสามารถเปลี่ยนจากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ (H2>>H4) มาพร้อมกับระบบ Auto LSD ที่ช่วยให้ตะกุยในสภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวยได้ดีขึ้น สามารถใช้งานได้โดยเข้าไปที่โหมด L4 และ TRC จะหยุดทำงานเพื่อให้ระบบ Diff Lock ทำงานแทน นอกจากนี้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้ปรับลดรอบเครื่องยนต์จาก 850 รอบต่อนาที ลงเหลือ 680 รอบต่อนาที เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดย Naow27 ได้ทดลองในเส้นทางออฟโรดพบว่าการใช้คันเร่งทำได้ง่ายขึ้น ตัวรถ Walking Speed ให้อยู่แล้ว ในช่วงที่เราต้องการเพิ่มกำลังขณะไปในเส้นทางทุรกันดารสามารถทำได้ทันที

ช่วงล่าง พวงมาลัย เบรก : บางอย่างมาถูกทาง บางอย่างนอกทางไปหน่อย อร่อยแต่ยังไม่ฟิน
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ
แหนบแผ่นซ้อน พร้อมโช๊คอัพ โดยในส่วนของแหนบในรุ่น 4 ประตู มีการลดจำนวนแผ่นแหนบจาก 5 แผ่น
เป็น 3 แผ่น เพื่อลดอาการสะท้านและดีดที่เก็บช่วงต่อถนนจากรุ่นเดิมเมื่อไม่มีน้ำหนักบรรทุก
สำหรับอาการในช่วงความเร็วต่ำ รู้สึกได้เลยว่า อาการสะท้านจากด้านหลังลดลงอย่างชัดเจน
แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง อาการสะท้านจากด้านหลัง ขึ้นมาอย่างชัดเจน และชัดขึ้นเมื่อผ่านรอยต่อบนถนนหรือทางด่วน
จนสะท้านขึ้นมาบริเวณเอวของคนขับอย่างชัดเจน ส่วนการซับแรงทางด้านหน้า อยู่หมัด ไม่ย้วยแบบรุ่นเดิม
ถึงแม้ภาพรวมอาการดีดจนสะท้านจากด้านหลังจะลงลด แต่จุดนี้ Ford Ranger T6 ยังคงทำได้ดีที่สุดในกลุ่ม

เบรกด้านหน้าเป็นแบบ Disc Brake แบบมีครีบระบายความร้อน และด้านหลังเป็นแบบ Drum Brake
สำหรับ Feeling ของแป้นเบรก เมื่อท่านเหยียบลงไปราว 20% รถจะเริ่มหน่วงความเร็วลงทันที
และใช้ความเร็วสูง เมื่อต้องเหยียบเบรกแรงๆติดกัน อาการ Fade ของเบรกก็ไม่ได้เกิดขึ้น เรียกได้ว่า
จุดนี้ ดีเท่า Ford Ranger T6 อย่างชัดเจนแบบที่เราเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ถ้าใครขับดุมากๆ
ผ้าเบรกและจานเบรก Upgrade ก็เพียงพอแล้วครับ

พวงมาลัยยังคงเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบเพาเวอร์ไฮดรอลิก วงเลี้ยวแคบสุด 6.4 เมตร แต่มีระบบ VFC (Variable Flow Control) ที่สามารถปรับน้ำหนักของพวงมาลัยได้ตามความเร็ว เพิ่มเข้ามาจากรุ่นเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนอย่างชัดเจน น้ำหนักที่ช่วงความเร็วต่ำ ในรุ่นก่อนหน้านี้คุณสุภาพสตรีอาจจะรู้สึกว่าหนักไปสำหรับการ
ใช้งานในเมือง ทำให้ขับยาก ตรงนี้ระบบ VFC ทำให้ความคล่องตัวในเมืองดีขึ้นอย่างชัดเจนแบบที่รู้สึกได้
แต่ใช่ว่าจะดีไปเกือบหมด สิ่งที่ตกม้าตายกลายเป็นเมื่อใช้ความเร็วสูง On Center Feeling ลดลงจากรุ่นเดิม
และมีอาการคัดของพวงมาลัยบ้าง เมื่อต้องผ่านรอยต่อถนนไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตรงนี้ถ้าสามารถนำข้อดีของทั้ง 2 รุ่น
มารวมกันได้ จะเป็นอะไรที่ Perfect มากๆจนหลายคันในกลุ่มมองค้อนแน่นอนครับ



ระบบความปลอดภัย : อยากได้คนใส่ใจแบบ Toyota Safety Sense มีแค่ Revo Rocco นะ 

ในเรื่องระบบความปลอดภัย ใน Revo Rocco ก็ไม่ได้ตัดซะคนใช้ Toyota น้อยใจ ระบบ Active Safety มาครบ
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
– ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
– ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC
– ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS (เฉพาะรุ่น 4 ประตู)
– ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (เหมือนใน Ford Ranger Wildtrak)
และระบบ Passive Safety มีดังนี้
– โครงสร้างนิรภัย GOA
– คานเหล็กนิรภัยด้านข้าง
– ถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS คู่หน้า/ด้านข้าง/ม่านด่านข้าง/หัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ใบ

แต่สิ่งที่ถูกสงวนให้กับ Revo Rocco รุ่น 4 ประตูเท่านั้น ก็คงจะเป็นระบบ Toyota Safety Sense
ที่มาช่วยระบบการทำงานดังต่อไปนี้ สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำขึ้น
– ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA
– ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS
– ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)

การทำงานโดยรวมถือว่าทำงานได้ไว เพียงแต่ระบบเตือนออกนอกเลน และดึงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติของรถรุ่นนี้ทำงานได้รุนแรงไปหน่อย เพราะระบบ LDA เชื่อมกับพวงมาลัยไฮโดรลิกแบบ VFC ดังนั้นความนุ่มนวลจะแตกต่างจากพวงมาลัยไฟฟ้า กระนั้นทีมวิศวกรอาจต้องไปปรับปรุงการทำงานของระบบนี้ให้นุ่มนวลกว่านี้จะดีมาก หากจะเปลี่ยนให้มาใช้พวงมาลัยไฟฟ้าคงเป็นไปได้ยาก (รอ All New Hilux ไปเลยจะดีกว่า)

Carsideteam Eco Mode
สำหรับการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Hilux Revo Rocco ยังคงมาตรฐานเดิมของ Carsideteam คือนั่ง 2 คนโดย Naow27 และ ปลื้ม BellzonaNT เริ่มตั้งแต่ปั้มน้ำมันบางจาก สุขุมวิท 62 ลัดเลาะไปตามเส้นทางสุขุมวิทเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 แล้วขึ้นทางด่วนท่าเรือ จากนั้นยิงตรงยาวจนถึงด่านบางพลีน้อย ในความเร็ว 110 กม./ชม. คงที่ โดยใช้ระบบล็อคความเร็ว Cruise Control แล้วกลับรถที่หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนอีกครั้งแล้วยิงตรงจนถึงด่านบางนาแล้วลงบริเวณหน้าเซ็นทรัลบางนา ลัดเลาะเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้วกลับไปเติมน้ำมันที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม

โดยผลที่ได้มีดังนี้
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 90.6  กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.59 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.74 กม./ลิตร<<

กลายเป็นรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประหยัดที่สุดเท่าที่ Carsideteam ทดสอบมา แซงหมดทุกคัน แต่กว่าจะได้ตัวเลขนี้ต้องบอกว่าคอถังน้ำมันรถคันนี้ยาวมาก ๆ จนต้องมีการทดสอบถึง 2 รอบเพื่อความมั่นใจและตัวเลขออกมาสมเหตุสมผลที่สุด ด้านอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานทั่วไป จะอยู่ประมาณ 13.2 กม./ลิตร น้ำมัน 1 ถัง สามารถวิ่งได้ประมาณ 700 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพการจราจรในการใช้งานจริง



รวบให้ฟังหลังขับ
: ดีขึ้นในหลายทาง บางอย่างเกือบประทับใจ 

Hilux Revo คันแรกที่ผมได้มีโอกาสขับ เป็นรุ่น 2.8 4*4 6A/T เมื่อหลายปีที่แล้ว แน่นอนในฐานะ
คนที่ครอบครัวเคยมี Hilux Vigo และมีเหตุจำเป็นต้องขายออกไปเพื่อหารถที่มีความจำเป็นมากกว่า
ยอมรับว่า Hilux Revo เป็นการปฏิวัติรถกระบะของ Toyota ที่เคยผลิตออกมาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเรื่อง
เรื่องที่ผู้ใช้กระบะ Toyota มาแทบทุกรุ่นสาปส่งอย่างเบรก ที่ไม่ว่าจะขับขี่ปกติ หรือเหนือมนุษย์ไปไม่ไกล
สามารถเอาอยู่ได้ทุกดอก ถ้าไม่เบรกหนักติดๆกันแบบรถแข่งในสนาม ช่วงล่างที่ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา
พวงมาลัยที่เลี้ยวคมดั่งใจสั่ง ถึงแม้ว่าน้ำหนักพวงมาลัยจะหนักไปซักหน่อยสำหรับสุภาพสตรีก็ตามที
มาในวันนี้ Toyota เริ่มรับฟังเสียงลูกค้า และมองรถที่ใช้ในการ Benchmark ใหม่ ที่มองรถอย่าง VW Amarok
และ Ford Ranger T6 ซึ่งทั้ง 2 คันเป็นที่มีสมถรรนะในการขับขี่ดีที่สุดในกลุ่ม ทำให้ผลลัพธ์ของ Hilux Revo
กลายเป็นผู้ปฏิวัติรถกระบะที่ Toyota เคยทำมาทั้งหมดเลยก็ว่าได้ แต่ใครที่ชอบอ่านแบบประชับ เลื่อนลงมาเลยครับ

ข้อดีที่ควรชม 
1.กำลังเครื่องยนต์ที่เหลือใช้ ไร้กังวลทุกดอย
ถึงแม้ว่าการลดความจุของเครื่องยนต์ จาก 3.0 ลิตรในรหัส 1KD เหลือ 2.8 ลิตรในรหัส 1GD จะมีคนทัดท้าน
ว่า”เครื่องเล็กลง Flat Torque ที่เคยมีก็หายไป ขับลำบากแค่เลย”ใจเย็นครับ อาจจะเป็นความจริงเมื่อปี 2015
ที่ Hilux Revo ออกมาเจอสื่อและประชาชน แต่ ณ วันนี้ปี 2020 เวลาที่ผ่านไป 5 ปี Toyota โดยทีม TMT
(Toyota Motor Thailand) และ TDEM (Toyota-Daihatsu Engineering and Manufacturing)
นำ VOC (Voice Of Customer) หรือเสียงจากลูกค้า มาปรับปรุง ทำให้กำลังที่ได้ แรงขึ้น ขับสนุก แต่ยังคง
ความประหยัดน้ำมันและคันเร่งนวล ละมุน ไม่กระชาก

2.Interface ของวิทยุแบบใหม่ ใช้ง่าย คุณภาพเสียงดี 
หลังจากที่ปี 2015 มีแต่คนสาปส่งเครื่องเสียงติดรถของ Revo และ Fortuner ที่ใช้งานยาก และคุณภาพเสียงแย่
มาวันนี้ การบ้านที่ทาง Toyota นำกลับไปเก็บและนำเสนอให้กับลูกค้า ก็กลับมาพร้อมระบบเครื่องเสียงแบบใหม่
ที่รอบรังการเชื่อมต่อทั้ง Apple Carplay และ Android Auto และสามารถใช้งานได้ง่าย
สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งคุณภาพเสียง ที่ไม่ว่าจะเป็นเพลงสากล เพลงบรรเลง หรือแม้กระทั่งเพลงลูกทุ่ง ก็ให้
คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ

3.ฟังก์ชันหน้าปัดที่มีครบ และใช้งานได้จริง 
เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ Toyota มองเห็น ไม่ว่าจะเป็นระบบคำนวณค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบบอกทิศทาง
ของการเลี้ยวล้อคู่หน้า ที่ช่วยในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับขี่ ล้วนเป็นสิ่งที่คู่แข่ง
มองข้ามไป แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่ใส่นั้น ไม่ใช่แค่ของเล่นหลอกเด็ก แต่สามารถใช้งานได้จริงทั้งคู่ ตรงนี้ขอชม
จากใจ ที่ Toyota ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ครับ

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง 
1.ช่วงล่างหลังที่ยังดีดสะท้านในความเร็วสูง
ถึงแม้ระบบช่วงล่างจะดี เกาะ เอาอยู่ที่ทุกย่านความเร็ว แต่อาการสะท้านจากด้านท้าย ถึงแม้จะลดลงจากรุ่นปี 2015
แต่ก็ยังมีอาการดีด ไม่ว่าจะหลุมบ่อ หรือรอยต่อถนนบนทางด่วน และจะชัดเจนเมื่อความเร็วเกิน 140 กม./ชม.
จนลงจากรถ มีอาการปวดหลัง เพราะอาการดีดจนสะท้าน ซึ่งหากเป็น Mitsubishi Triton หรือ Ford Ranger T6 MC ปี 2015 แทบจะไม่มีอาการดังกล่าวมาข้างต้นครับ รถ Cab อาจจะเข้าใจว่ามีการขนของบ้าง แต่รถ 4 ประตู
ส่วนใหญ่จะเน้นการนั่งเสียมาก หากปรับตรงนี้ได้หมด ข้างหน้าจบแล้ว หลังดีกว่านี้ Ranger T6 ที่ว่าดี ก็มีหนาวครับ

2.พวงมาลัยที่ On Center Feeling ดรอปลงอย่างชัดเจน 
การมาของระบบ VFC ที่ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ในช่วงความเร็วต่ำนั้น เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้การขับขี่คล่องตัว
และลัดเลาะตรอกซอย ช่องจอดรถตามห้างสรรพสินค้าได้อย่างสะวดกขึ้น แต่ความเร็วสูงนั้น ก็มีสิ่งที่เราประทับใจ
จากรุ่นปี 2015 นั่นคือ On Center Feeling ที่นิ่ง อาการคัดของพวงมาลัยไม่ว่าจะผ่านทางขรุขระหรือรอยต่อถนน
ก็ไม่มีอาการ แต่เมื่อ Revo Rocco มีระบบดังกล่าว เริ่มมีอาการคัดของพวงมาลัย ถึงแม้จะไม่มาก แต่ความรู้สึกมั่นใจ
ลดลงอย่างชัดเจน ถ้าหากสามารถทำได้ Perfect ครับ

3.เบาะผู้โดยสารตอนหลัง ที่ชันจนนั่งไม่สบาย 
ถึงแม้ว่าข้อเสียตรงนี้ อาจจะต้องรอ Hilux รุ่นต่อไปตาม แต่นี่คือสิ่งที่ Vigo ทำได้ดีกว่า Revo ชัดเจน
คือเบาะคู่หลังของรุ่น 4 ประตูที่เอนได้มากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มาก แต่การ Support หลัง ทำได้ดีและสามารถ
นั่งได้สบายกว่า เพราะไม่ต้องนั่งตั้งตรงแบบ Revo ครับ

คันต่อคัน : พิเศษทั้งที ก็ต้องเจอกับพิเศษ
เมื่อ Hilux Revo Rocco ราคา 1,239,000 บาท ต้องมาเจอกับคู่แข่งรุ่นตกแต่งพิเศษจากโรงงานเหมือนกัน
มาดูกันว่า จะมีใคร และได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร มาอ่านกันได้เลยครับ

1.Isuzu D-max V-Cross 3.0 M 6A/T 4X4  ราคา 1,157,000 บาท
คู่แข่งตรงรุ่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2019 โดยมีการเปลี่ยนหลายสิ่งอย่าง เพื่อให้สามารถสู้กับคู่แข่งได้
เครื่อง 3.0 เดิม ที่มีการเบ่งพลังจนฝีเท้าน่ากลัว ระบบ Infotainment ที่สามารถเชื่อมต่อไร้สายได้
เป็นเจ้าแรกในกลุ่ม แต่ช่วงล่าง ก็ยังมีอาการดีดท้ายไม่ต่างกับ Hilux Revo และสิ่งที่เคยได้รับความเชื่อมั่น
อย่างความทนทาน ก็มีปัญหาทั้งศูนย์ล้อไม่ตรง หน้าปัดดับ เสียงจากยอยพวงมาลัย ก็ภาวนาว่า จะเป็นแค่
เฉพาะ First Lot ที่ Part และงานประกอบยังไม่นิ่ง เพราะในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีที่ After Sale
ยังครองใจคนที่ใช้ค่ายนี้เสมอมาครับ

2.Ford Ranger 2.0 Bi-Turbo 10 A/T 4X4 Wildtrak ราคา 1,265,000 บาท
The Best in class ของ Carsideteam ทั้งการขับขี่ที่เครื่องยนต์ในช่วงปลายเดินกว่าทุกคันในตลาด
เกียร์ 10 จังหวะ พวงมาลัยไฟฟ้าที่เบาและแม่นยำที่สุดในตลาดปัจจุบัน Ford Sync ที่ฉลาดและใช้งานง่าย
แต่ช่วงล่างบนความเร็วสูงมีย้วยเล็กๆ ซึ่งต่างจาก 3.2 Minor Change ที่ทุกอย่างลงตัวพอดี
ยังไม่นับเรื่องศูนย์บริการที่ยังหามาตรฐานดียาก ปัญหาตัวรถเช่น น้ำมันเครื่องหาย น็อต Torque Corverter
หลุด ยังคงมีให้กวนใจ แต่ฝ่าย After Sale ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ก็ได้แต่หวังว่า จะดีขึ้นจนอยู่ในระดับ
ที่ลูกค้าสามารถไร้กังวลในอนาคตครับ

3.Nissan Navara PRO4X 2.3 7A/T 4X4 ราคา 1,149,000 บาท
พึ่งเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน สำหรับรถกระบะความหวังของบางนา กม. 21 อย่าง Nissan Navara PRO4X ที่มาพร้อมขุมพลังบล็อกใหม่ ดีเซล 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ 190 แรงม้า เชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ จากที่ลองขับคร่าว ๆ (เขียนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020) พละกำลังแรงขึ้นกว่าตัวเดิม การควบคุมทำได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะพวงมาลัยที่เซทมาเบาลง แต่แม่นยำเหมือนเดิม ส่วนการซับแรงสะเทือนในเบื้องค้นทำได้เนียนกว่ารุ่นเดิม และอาจจะแซง Revo Rocco ไปได้ แต่คุณจะต้องรับกับบางออหปชั่นที่หายไปอย่าง เบาะนั่งไฟฟ้า และราวจับด้านคนขับ ซึ่งถ้าอยากได้ความดิบ คันนี้ถือว่าน่าสนใจ

4.Mitsubishi Triton 2.4 Double Cab 4WD ATHLETE 6A/T  ราคา 1,146,000 บาท
ตัวเลือกหลายคนตัดสินใจไม่ยาก เพราะตั้งแต่มีการปรับหน้าตาใหม่ให้สวยขึ้น ราคากับสิ่งที่ได้ ก็เรียกว่า
มาแน่น มาล้น เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรที่อัตราเร่งดีตั้งแต่ออกตัว ช่วงล่างที่ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน
ในชีวิตประจำได้ดี ห้องโดยสารด้านหลังที่นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม (จนกระทั่งโดน MG Extender มาแย่งตำแหน่งนี้ไป) แต่ด้วยน้ำหนักพงมาลัยที่หนักแบบรถกระบะรุ่นเก่า อาจทำให้การขับขี่ในเมืองลำบากสำหรับคุณสุภาพสตรี
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายบริการหลังการขาย เท่าที่ทราบทาง Mitsubishi รับทราบและพยายามปรับราคาให้สมเหตุสมผล
อยู่ครับ

บทส่งท้าย : เมื่อเสียงลูกค้าเป็นใหญ่ หันมาใส่ใจมากขึ้นคือทางที่ถูกต้อง
ตลอดระยะเวลาที่ Hilux Revo เปิดตัวออกมา จนวันนี้ครบ 5 ปีที่เข้ามาทำตลาดแทนที่ Hilux Vigo ถึงแม้ว่า
การมาของ Hilux Revo อาจจะไม่ได้สร้างกระแสการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ Hilux Vigo เคยทำได้ในปี 2006
และสามารถลากขายมาได้ถึง 13 ปี ซึ่งนับว่าเป็นรถที่อายุในตลาดมากเกินค่ามาตรฐานปกติของรถยนต์ในปัจจุบันก็ตาม แต่สิ่งที่ Hilux Revo มีมากกว่าคือ การที่ TMT และ ทีม TDEM ที่ฟังผู้ใช้มากขึ้น และเริ่มมองรถที่นำมา
Benchmark เปลี่ยนไป จากที่เคยมองรถยนต์ที่เป็นคู่แข่ง แต่หันมามอง VW Amarok และผลลัพธ์ที่ได้ คือรถที่ขับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ไม่ว่าจะพวงมาลัย ช่วงล่าง เบรก ที่คนเคยค่อนขอดว่า Toyota ไม่เคยทำออกมาได้ดีเลย
แต่ Revo ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าตั้งใจจริงๆ รถที่ดี อุปกรณ์ที่ครบ ในราคาที่สมเหตุสมผล ก็สามารถทำได้
ถึงแม้ว่าอุปกรณ์อาจจะน้อย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันก็ตามที แต่ชีวิตที่ต้องการความหวือหวานิดหน่อย
แต่ก็ยังสบายใจ Hilux Revo ยังคงเป็นรถกระบะที่ยังมอบสิ่งนี้ให้กับผู้ใช้ได้อยู่

เดินทางถูกทางแล้วนะ เป็นกำลังใจให้ทีม TMT และ TDEM เดินต่อไปเพื่อคนไทยครับ

ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับเอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ


ทดลองขับ/ถ่ายภาพ : PunTam
เผยแพร่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam