[Carsideteam-LONG] Toyota Fortuner 2.8 TRD Sportivo II | เมื่อ”จืด”โดนจับแต่งตัวเป็นสายเฟี้ยว

653

“จืด”เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน เป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานในออฟฟิศใจกลางเมืองกรุงเทพ จืดแต่งตัวบ้านๆ เสื้อ Shirt ใหญ่ๆ กางเกงทรงสุภาพดึงเอวขึ้นสูงๆ รองเท้าหนังเงาแวป สะพายกระเป๋าใส่ Computer Laptop สถานะโสด แต่วันนึง เมื่อมี”แก้ว”สาวสวยระดับตัวท็อปเข้ามาทำงานในบริษัท “จืด” ก็เป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่หมายปอง”แก้ว” เลยไปปรึกษากับ “หนุ่ม”
คนหล่อประจำออฟฟิศผู้มีภรรยาสาวสวยและลูกหน้าตาน่ารักว่า

จืด : เฮ้ยหนุ่ม กูควรทำไงดี กูชอบน้องแก้วมากเลย กูจะเริ่มจีบน้องเขายังไงดี กูไม่เคยคิดรู้สึกจริงจังกับใครเลย
หนุ่ม : อย่างแรกนะจืด มึงควรเอาเงินที่ไปหวีดวง BNK48 และกดซื้อเกมส์ใน Steam ส่วนนึง มาซื้อเสื้อผ้าหล่อๆ
ที่เข้ากะมึงก่อน แล้วก็ไปหาหมอสิว กดสิว ลบรอยด่างดำ หลุมสิวบนหน้า หาร้านตัดผมใหม่ หลังเลิกงาน ออกกำลังกาย
ไปวิ่งกะกูที่สวนลุมด้วยกันก็ได้ถ้าไม่มีเพื่อน คุมอาหารและกินที่มีประโยชน์ ไม่ใช่กินแต่มาม่า เพราะเอาจริงๆ
มึงก็ไม่ได้หน้าตาแย่ แต่มึงไม่ดูแลตัวเอง
จืด : เอาดิหวะ เพื่อน้องแก้ว กูขอลองซักตั้งนึงหวะ น้องแก้วนี่แม่ของลูกกูเลยนะ
หนุ่ม : เย็นนี้ไปวิ่งกะกูเลยมั้ยหละจืด มีรองเท้ากับสายวัด Heart Rate ยังหละ
จืด : เพื่อน้องแก้วที่รักของกู พากูไปซื้อเลยหนุ่ม ซื้อเสร็จแล้ววิ่งออกจากห้างเลย
หนุ่ม : แหม่ คบกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือ เพิ่งเห็นมึงดีดเรื่องดูแลตัวเองก็วันนี้แหละ

และเวลาก็ผ่านไป จืดจากผู้ชายๆที่ดู”จืด”สมชื่อเล่นของเขา ก็กลายเป็นหนุ่มหล่อ สุขภาพดี แต่งตัวแบบ
มีสไตล์จนน้องแก้ว ดาวประจำออฟฟิศที่ผมกล่าวไปข้างต้น ได้เป็นแฟนกับจืดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

NAOW27 : เดี๋ยวๆๆๆๆๆ BNK48 เดี๋ยวมีน้องแก้ว พี่จะหวีดครูแก้วใช่ไหมครับ
PunTam  :  ขอหน่อยครับท่านประธาน ได้ข่าวว่าตอนเลือกตั้ง ท่านประธานกดโหวดอรอุ๋งไปก็ไม่ใช่น้อยนะครับ
NAOW27 : เราหยุดเรื่องนี้กันดีกว่า เดี๋ยวบ้านผมแตก ถือว่าขอนะครับพี่

ถ้าถามว่า “จืด” กับ Fortuner TRD Sportivo II เหมือนกันตรงไหน ก็คงจะมีส่วนนี้ที่เหมือนกันคือ Toyota
ถนัดทำแต่รถที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสับสน จะใช้แบบถนอมหรือไม่แยแสอะไรเลย ก็ไม่มีปัญหา แต่หน้าตาอาจจะ
ไม่ได้ถูกใจมากนัก เมื่อมีการจับมาตกแต่งเพิ่มขึ้น ก็ดูสวยงาม ไม่รู้สึกจืดชืดแบบรุ่นปกติเมื่อมีคำว่า TRD Sportivo
พ่วงท้ายมาด้วยเหมือนพี่ๆน้องๆใน Toyota ที่ทำตลาดในประเทศไทยนี่แหละครับ ส่วนเรื่องการขับขี่ สเปกจะไม่จืดไหม
วันนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักกันเลยครับ

ภายนอก : จืดคนเดิม ที่ใส่เสื้อผ้าเข้ารูปพร้อมรองเท้าผ้าใบแบบแจ่มๆ
มิติภายนอก กว้าง 1,855 มม. ยาว 4,795 มม. สูง 1,835 มม. ความยาวช่วงล้อ 2,750 มม. ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร

สำหรับสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่นปกติคือ กระจังหน้าสีดำเงา ตัดด้วยโครเมี่ยมสีเงินสองข้าง และมีต่อชายล่าง
ของกันชนหน้า โดยชิ้นตรงกลางจะเป็นสีเงิน ให้ความรู้สึกสปอร์ตกว่ารุ่นปกติอย่างชัดเจน ไฟหน้ายังคงเป็นแบบ
projector พร้อม Daytime Running Light (DRL) ที่ลำแสงสว่างเห็นถนนชัดเจนอย่างดี ตำแหน่งของไฟสูง
และแสบตาเพื่อนร่วมท้องถนนเป็นอย่างดี ซึ่งเป็น Defect อย่างหนึ่งที่ยังไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนแปลง
ยังไงถ้าในรุ่น Minor change ใส่ปุ่มปรับระดับไฟหน้า จะดีมากครับ นอกนั้นถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเกินหน้าเกินตาครับ

ด้านข้าง ยังคงเหมือนรุ่นปกติ มีความแตกต่างจากรุ่นปี 2016 ที่ล้อมีการเปลี่ยนการเล่นสี จากเดิมที่เป็นดำล้วน
เป็นปัดเงาสลับขลิบดำ ทำให้ตัวรถดูสะดุดตาขึ้น ไม่ดูมืดไปหมดทั้งคัน หากกรณีที่เป็นสีดำ(อย่างเช่นรถคันนี้)
ดูเรียบง่าย แต่ลงตัว และทำรถดูเด็กลงกว่ารถยนต์จากค่ายอื่น ที่ไปเน้นความหรูหราจนตัวรถดูแก่เกินวัยไปพอสมควรครับ

ด้านหลัุง มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปกติบริเวณป้าย Fortuner จากพื้นที่เป็นสีโครเมี่ยม เป็นสีดำเงา
และมีโลโก้ TRD Sportivo อยู่ที่ด้านขวาของตัวรถ กันชนหลังมีชายต่อกันชนเป็นลายรังผึ้ง
ตัดกับสีเงิน ให้ความรู้สึกสปอร์ตมากขึ้นจากรุ่นปกติ และเมื่อมองจากด้านข้าง ทำให้รถดูเตี้ยลงครับ

ภายใน : สีเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน ดุดัน เร่าร้อน สมเป็น TRD
สำหรับภายในของ Forutner TRD Sportivo จะใช้สีต่างกันรุ่นปกติ โดยเปลี่ยนจากการใช้สีดำสลับน้ำตาล
เป็นสีดำตัดแดง พร้อมชิ้นใดเป็นลายไม้ในรุ่นปกติ จะถูกเปลี่ยนเป็นลาย Carbon Fiber ในรุ่น TRD Sportivo
มาพร้อมกับพวงมาลัย Multifunction ที่สามารถใช้ควบคุมหน้าจอกลางบนหน้าปัด ระบบเครื่องเสียง
และ Cruise Control และเพิ่มความสนุกด้วยการเพิ่ม Paddle Shift ใช้สำหรับเปลี่ยนเกียร์ในโหมด S อีกด้วย
ตรงกลางเป็นที่อยู่ของจอเครื่องเสียง สวิตช์เครื่องปรับอากาศและคันเกียร์ ซึ่งในความเห็นของทางเรา
ตำแหน่งของสวิตช์ระบบเครื่องปรับอากาศ อยู่เตี้ยไปพอสมควร ทำให้เวลาปรับแรงลมและอุณหภูมิ ต้องละสายตา
จากถนน หากสามารถสูงกว่านี้ได้อีกซักนิด หรือสามารถควบคุมได้จากหน้าจอเหมือน Ford Everest จะดีมากครับ

หน้าปัดของ Fortuner TRD Sportivo II ยังคงรูปแบบ Font ในการจัดวางเหมือนรุ่นปกติ
ที่ออกแบบมาอ่านได้ง่าย สบายตา แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ เข็มวัดค่าถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสีแดง
พื้นหน้าปัดมีการเล่นด้วยลาย Carbon Fiber ตรงกลางเป็นที่อยู่จอ TFT ที่แสดงผลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
เข็มทิศ ระบบเครื่องเสียงและการแจ้งเตือนความปกติของตัวรถ ทุกอย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้เพิ่มความสปอร์ต
สวยขึ้น แต่ยังคงความใช้งานง่าย มีหน้าปัดที่พึงควรมีครบและลงตัวเหมือนเดิม แบบนี้ดีแล้วครับ

ระบบเครื่องเสียง มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 2 DIN พร้อมสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth,USB และมีระบบแผนที่
หน้าตาเหมือนรุ่นปกติทุกอย่าง และยังคงการเชื่อมต่อที่ใช้งานยากเกินเข้าใจพอสมควร แต่เรื่องคุณภาพเสียง
ได้ทาง JBL ช่วยในการปรับจูนคุณภาพเสียงเพิ่มขึ้น โดยในรุ่น TRD Sportivo II จะได้ Subwoofer
ที่บริเวณฝาท้ายเพิ่มจากรุ่นปกติ ทำให้มิติเสียงต่ำมีมากขึ้น แต่อย่าคาดหวังกับคุณภาพเสียงนัก
มีไว้เพียงแค่ฟังแก้เหงาได้ระดับหนึ่ง คุณภาพเสียงของเครื่องเสียง Sony บน Ford Everest ที่มาในชื่อ Ford Sync
ยังคงเป็นมิตรในการใช้งานและคุณภาพดีที่สุดในกลุ่มนี้ครับ

เบาะคู่หน้า มีการเปลี่ยนจากรุ่นปกติที่ใช้หนังสีน้ำตาลอ่อน เป็นสีดำบริเวณปีกและส่วนพนักพิงหลัง
และรองนั่งเป็นสีแดง พร้อมเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง พร้อมปรับได้ด้วยไฟฟ้าที่สองฝั่ง ในส่วนของวัสดุนั้น
ทำออกมาได้ดี สัมผัสอาจจะลื่นนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นลื่นแบบหนัง PVC ราคาถูก ฟองน้ำทรงเบาะนั้น สามารถ
รองรับสรีระของผู้นั่งได้ดี ตั้งแต่ท้ายทอยลงไป 3/4 ของแผ่นหลัง รองนั่งกำลังดี ไม่สั้นและยาวจนเกินไป
โดยรวมสำหรับการนั่งขับขี่ หากปรับท่านั่งขับขี่ให้ถูกต้อง เป็นเบาะที่ดีระดับต้นๆของกลุ่มเลยก็ว่าได้

เบาะแถวสอง ยังคงมีพื้นที่กว้างขวางทั้ง Headroom และ Legroom ตัวพนักพิงหลัง สามารถปรับเอนได้
นั่งสบาย ไม่ชันหลังแต่อย่างใด พนักพิงศรีษะต้องยกขึ้นมานิดนึง ตามประสามรถรุ่นใหม่ที่ห่วงเรื่องทัศนวิสัย
และเรียกว่า เป็นเบาะแถว 2 ที่ดีระดับต้นๆในกลุ่มเดียวกันครับ


เบาะแถว 3 ของ Fortuner ยังคงเป็นรุ่นเดียวที่มีมาให้แล้วสามารถนั่งได้จริง แต่อาจไม่เหมาะกับคนตัวสูง
และขายาว เพราะถ้าหากเบาะแถว 2 ไม่ได้ใจดีขยับไปทางด้านหน้าให้ ก็ไม่สามารถนั่งได้ครับ สำหรับการพับเบาะ
จากที่เคยต้องใช้แรงในการพับเก็บมาก ทาง Toyota เลยออกแบบการพับโดยการดึงสายใต้เบาะ เบาะจะดีดออก
แล้วผู้ใช้เพียงแค่พลักขึ้นไป แล้วคล้องกับตะขอตรงเสาได้เลยแบบไม่ต้องออกแรงมาแบบแต่ก่อน ดีงามครับ


สำหรับการเข้า-ออกตัวรถ เพียงแค่พกกุญแจทรง Biscuit สีดำติดรถ แล้วกดปุ่มสีดำที่มือเปิดประตู
รถก็จะล๊อก/ปลดล๊อกให้ท่านทันที โดยสีจะต่างกันรุ่นปกติคือ ตกแต่งด้วยสีแดงและด้านหลังมีโลโก้
Fortuner TRD Sportivo แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากรุ่นปกติ มาพร้อมกับระบบเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าอีกด้วย


ขุมพลัง
สำหรับ Fortuner TRD Sportivo ไม่ว่ารุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ Sigma 4 จะได้เครื่องแบบเดียวกัน
คือดีเซล 4 สูบแถวเรียงรหัส 1GD-FTV ความจุ 2,755 CC หรือภาษาการตลาดคือ 2,800 CC
ความกว้างกระบอกสูบ 92.0 มม. ระยะชัก 103.6 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 15.6 : 1
พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Commonrail พร้อมระบบเทอร์โบแปรผันแบบคุมครีบแปรผันด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
VN Turbo  ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร์ ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที

จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด +- แบบ Sequential Shift และ Paddle Shift บนพวงมาลัย
อัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 : 3.600 :1
เกียร์ 2 : 2.090 :1
เกียร์ 3 : 1.488 :1
เกียร์ 4 : 1.000 :1
เกียร์ 5 : 0.687 :1
เกียร์ 6 : 0.580 :1
เกียร์ถอยหลัง 3.732 :1
อัตราทดเฟืองท้าย 3.909 :1
รอบเครื่องยนต์
80 กม./ชม. ที่ 1450 รอบ/นาที
90 กม./ชม. ที่ 1480 รอบ/นาที
100 กม./ชม. ที่
120 กม./ชม. ที่ 1500 รอบ/นาที

สมรรถนะ
เช่นเคย เริ่มต้นกันด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ Carsideteam ได้ทำการทดสอบ
ทั้งอัตราเร่งออกตัว-เร่งแซง ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ D
อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียล

สำหรับการตอบสนองของเครื่องยนต์นั้น คันเร่งมีการตอบสนองที่เฉื่อยชาในช่วงแรก ใช้เวลาคิดราว 0.1-0.2 วินาที
และมีความเป็น Linear ของคันเร่งนั้นน้อยกว่าเครื่อง KD ใน Fortuner รุ่นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อกดคันเร่งเกิน 50%
พละกำลังจะค่อยๆมาเพิ่มเรื่อยๆจนไปหมดที่ความเร็ว 180 กม./ชม.

เกียร์มีอาการยื้อๆ ไม่ปล่อยแรงบิดมาหมดเนื่องจากป้องกันชุด Torque Converter เสียหาย และต่อเกียร์ช้ากว่า
คู่แข่งในพิกัดเดียวกัน แต่หากใช้โหมด +- แล้วใช้แป้น Paddle Shift ในการเปลี่ยนเกียร การลากรอบและต่อเกียร์
จะเป็นไปตามใจของท่านคล้ายกับ Nissan Terra

การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ หากสามารถจูนคันเร่งให้เป็นธรรมชาติแบบเครื่องตระกูล KD ก่อนหน้านี้ได้
และการตอบสนองของเกียร์ลดอาการยื้อช่วงรอยต่อระหว่างเกียร์ ปรับปรุงใน 2 เรื่องนี้ จะดีกว่าเดิมและสามารถทวงบัลลังก์ PPV ฝีเท้าจัดกลับมาได้อย่างแน่นอนครับ




ระบบช่วงล่างและเบรก : ปรับจูนช่วงล่างใหม่ ดีกว่ารุ่นปกติ แต่ยังไม่ถึงขึ้นประทับใจ
Fortuner TRD Sportivo II ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง เหล็กกันโคลง
ในด้านหลังเป็นแบบ 4 -Links คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และโช๊คอัพรุ่นพิเศษที่ TRD Asia
(Toyota Racing Development) ปรับแต่งพิเศษจากรุ่นปกติ โดยรถจะเตี้ยกว่ารุ่นปกติ มาพร้อมกับล้ออัลลอย
6 ก้านลายเดิม แต่ก้านล้อเป็นสีเงินปัดเงาสลับดำขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางแก้มเตี้ยขนาด 265/50R20
สงวนไว้เฉพาะรุ่น TRD Sportivo เท่านั้น

ในช่วงความเร็วต่ำ สามารถซับแรงกระแทกได้ดีระดับหนึ่ง มีเก็บรายละเอียดบนถนนบ้างเนื่องจากแก้มยางที่เตี้ยลง
แต่ในความเร็วสูง ช่วงล่างด้านหน้าที่เคยย้วย สามารถคุมได้ง่ายขึ้นและกระชับกว่าเดิม ด้านหลังที่เคยแข็งจนเกินไป
จนดีดและทำให้ผู้โดยสารเกิดอาการเมารถ นิ่งขึ้น กระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่เมื่อใช้ความเร็วเกิน 160 กม./ชม.
ยังคงมีอาการย้วยและส่ายเหมือนรุ่นปกติ ในขณะที่ Everest และ Terra ยังคงรักษามาตรฐานความนิ่งบนความเร็วสูงได้ดีกว่า

ระบบเบรกหน้า เป็นแบบ Disc Brake 4 POT จานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน และด้านหลังแบบ Disc 1 POT
พร้อมจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน

อาการของแป้นเบรก ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน เหยียบแล้วไม่ไหลทื่อๆ ตอบสนองไปตามน้ำหนักเท้าที่เหยียบลงไป
หากขับด้วยความเร็วสูง อาจมีอาการ Brake Fade หากเหยียบเบรกหนักติดๆกัน 2-3 ครั้ง ถ้าท่านเป็นคนที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ ผ้าเบรกและจานเบรกที่ทนอุณหภูมิ เป็นสิ่งแรกที่ควรเปลี่ยน แต่ถ้าถามว่าขับใช้งานปกติดีไหม บอกเลยว่าเหลือๆ
และตัดปัญหาเรื่องเบรกจากรุ่นที่แล้วได้อย่างชัดเจนครับ

พวงมาลัยเป็นแบบ Rack&Pinion พร้อมระบบผ่อนแรงแบบพาวเวอร์ วงเลี้ยวแคบสุด 5.8 เมตร
นับว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Fortuner โฉมนี้เลยก็ว่าได้ การตอบสนองไปตามมือที่บังคับ น้ำหนักพวงมาลัยในช่วงความเร็วต่ำน้ำหนักมากกว่า Everest ที่ใช้เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า แต่ไม่หนักแบบ Terra และในช่วงความเร็วสูง นิ่ง One Center Feeling
อยู่ในระดับต้นๆของกลุ่ม PPV ไม่เบาโหวงจนมีอาการคัดของพวงมาลัย ตรงนี้ดีงามมาก ขอให้รักษาความดีงามนี้ต่อไปครับ

 

อุปกรณ์ความปลอดภัย : มีครบในแบบที่ควรจะมี ทำงานได้ดีจนน่าพอใจ
สำหรับระบบความปลอดภัย Fortuner TRD ยังคงจัดมาให้ครบพอดีใช้งาน
Active Safety
-ระบบป้องกันเบรกล้อล็อค ABS (Anti-lock Brake System)
-ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงแบรก BA
-ระบบรักษาควบคุมทรงตัวของรถ VSC (Vehicle Stability Control)
-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
-ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HAC (Hill-start Assist Control)

Passive Safety
-ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า 2 เบาะหน้า 2 ม่านนิรภัย 2 และหัวเข่าคนขับ 1)
-คอพวงมาลัยแบบยุบตัวได้ขณะเกิดอุบัติเหตุ
-โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA


Carsideteam Eco Mode
นอกจากอัตราเร่งและการขับขี่ที่คนสนใจแล้ว อีกส่วนที่หลายคนรอดูไม่แพ้กันคือ “อัตราสิ้นเปลือง”
แม้กลุ่มลูกค้าที่จะครอบครองรถยนต์ SUV จะมีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอในการใช้ชีวิต แต่เพื่อเกิดการเปรียบเทียบ
ให้คุณผู้อ่านสามารถตัดสินใจรถยนต์แต่ละรุ่นได้ เราจึงทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยให้ได้ดูกัน

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เริ่มต้นจากเติมน้ำมัน Shell Fuel Save ดีเซล จนถึงคอถังน้ำมัน
หลังจากนั้นคาดเข็มขัดนิรภัยเซ็ทระยะทางบนมาตรวัดเป็น 0 สตาร์ทรถ ปรับแอร์เป็น 25 องศาเซลเซียส
แล้วเข้าเกียร์ D ออกจากปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra แล้วตรงไปผ่านแยกศุลกากร
หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนด่านเก็บเงินท่าเรือ 2 แล้วควบคุมเร็วบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากนั้น
เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วนไปชลบุรี ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 หลังจากนั้นขับทางตรงยาวใช้ความเร็ว
110 กม./ชม. แบบคงที่ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีระบบ Cruise Control ทำให้การทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงง่ายขึ้น

หลังจากนั้น ลงทางด่วนตรงบางพลีน้อยแล้วขับตรงไปอีก 1 กม. เพื่อขึ้นสะพานกลับรถ หน้านิคมอุตสาหกรรม
เวลโกรว์ แล้วขึ้นทางด่วนตรงบางพลีน้อยอีกครั้ง แล้วขับไปเรื่อยๆ ผ่านด่านเก็บเงินบางนา กม. 6 ขาเข้า
วิ่งบนทางพิเศษสาย S1 แล้วลงสู่ถนนทางด่วนเฉลิมมหานคร แล้วลงสู่ถนนท่าเรือ เลี้ยวขวาเจอแยกศุลกากร
ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน Big C Extra แล้วกลับรถตรงบริเวณอาคารมาลีนนท์
จากนั้นเข้าเข้าปั้มน้ำมันเชลล์ พระราม 4 ติด Tesco Lotus Extra  หลังจากกลับมาเติมน้ำมันที่หัวจ่ายเดิม
อัดจนเกือบเอ่อล้นถังอีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และผลที่ออกมา

ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมด 91.3 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.07 ลิตร
>>อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.91 กม./ล.<<

การที่ไม่เพลาและ Transfer หรือเกียร์ขับเคลื่อน 4 จึงทำให้อัตราสิ้นเปลืองออกได้ดี
ส่วนการขับขี่ในสภาพการจราจรจริงพบว่า อัตราสิ้นเปลืองในเมืองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.5-10 กม./ล.
ส่วนน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ไกลสุด 590 กม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร
และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล


รวบให้ฟังหลังลองขับ
: หนุ่มจืดคนเดิม เพิ่มเติมคือดูหล่อขึ้น มีดีมากขึ้นกว่าที่คาด

หลังจากที่ Fortuner TRD รุ่นก่อนหน้านี้นั้น มีส่วนที่ดีขึ้นคือช่วงล่าง พร้อมการตกแต่งที่ดูเยาว์วัยขึ้น
อาจจะขาดบางอย่างในเรื่องการขับขี่และอุปกรณ์ความปลอด และในรุ่นนี้ Toyota ได้ทำการปรับปรุงทั้งชุดแต่ง
การเลือกเล่นสีภายในห้องโดยสาร พร้อมทั้งปรับปรุงช่วงล่างและอุปกรณ์ความปลอดภัยในแบบที่ควรจะเป็นมาให้มากขึ้น
ในราคาที่เหมาะสมกับสิ่งที่ให้ พร้อมทั้งความสบายใจในการงานตามประสา Toyota จึงทำให้คนที่เคยใช้ Fortuner
ในรุ่นก่อนๆ ยังจงรักภักดีอยู่กันต่อไปแต่ขึ้นชื่อว่าบทความทดสอบรถยนต์ ทุกคันย่อมมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น
สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านยาวๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ข้อดีที่ควรชม
1.การจัดวางอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร ออกแบบมาให้หยิบจับใช้งานได้ง่าย
เรื่องนี้ถือว่า Toyota สามารถทำได้ดีมาตลอด ถึงแม้ว่าลูกเล่นจะไม่ได้ล้ำหน้าแบบยี่ห้ออื่นในพิกัดเดียวกัน
แต่ตำแหน่งการวางอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกนั้น ทำให้การขับขี่และการใช้งานทำได้สะดวก
ขนาดว่า Ford Everest ทำมาได้ดีแล้ว แต่ในความเห็นของทีมงาน Toyota Fortuner ทำตรงนี้ได้ดีกว่ามาก

2.การตอบสนองของพวงมาลัยที่ดีระดับต้นๆของกลุ่ม
Fortuner ในรุ่นที่ผ่านมานั้น Feeling ของพวงมาลัยนั้น ยังมีอารมณ์ของรถกระบะที่มีระยะฟรีมากๆ
และ On Center Feeling คงความโหวงๆไม่มีผิด แต่พอเป็น Fortuner รุ่นนี้ สามารถ Setting พวงมาลัยมาได้คม
ตอบสนองตามมือ น้ำหนักกำลังดีในช่วงความเร็วต่ำ สามารถจอดเข้าซองหรือช่องจอดได้อย่างง่ายดาย
และคงความมั่นใจได้ดีในช่วงความเร็วสูง อาการพวงมาลัยคัดซ้ายขวาน้อยมาก เป็นความดีงามที่ยี่ห้ออื่นยังมอบให้ไม่ได้
ในพิกัดเดียวหากยังใช้ระบบผ่อนแรงแบบพาวเวอร์ไฮโดรลิก ควรนำ setting ของ Fortuner โฉมนี้ไป Reference
ในการปรับพวงมาลัยให้ดีขึ้นครับ

3.ความสบายใจในเรื่องหลังการขาย และตัวรถที่ดูแลรักษาง่าย
แทบเรียกได้ว่า เป็นจุดขายของ Toyota มาตลอดกาล (ต้องใช้คำนี้เลย) เพราะด้วยเทคโนโลยีของรถ
ที่ไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป อะไหล่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอะไหล่ทั่วไป รวมทั้งบริการหลังการขายที่ดูแลได้ดี
และราคาสมเหตุสมผล ไม่แพงโดดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รวมทั้งหากเกิด Defect กับตัวรถ ช่างเทคนิคประจำศูนย์บริการ
สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันที โดยไม่ต้องรอฝ่ายเทคนิคจากบริษัทแม่ เว้นเสียแต่เป็นเคสที่ไม่เคยเจอเท่านั้นเอง

ข้อเสียที่ควรนำไปปรับปรุง
1.การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ที่ช้าและไม่เป็นธรรมชาติ
การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต KD มาเป็น GD นอกจากมีการลดความจุเครื่องยนต์ลง ถึงแม้ว่าแรงบิด
และแรงม้าเครื่องยนต์จะเพิ่มก็ตาม แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากเครื่องตระกูล KD คือคันเร่งที่เป็นธรรมชาติ
รวมทั้งการตอบสนองเกียร์ที่ยื้อๆยานๆ ขาดความกระชับในการต่อเกียร์ ซึ่งส่วนนี้นอกจากจะมีผลต่อการเร่งแซงแล้ว
อาจส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วย อยากให้ทาง TDEM (Toyota Daihatsu Engineering and Manufacturing)
นำไปปรับปรุงแก้ไขครับ

2.ตำแหน่งไฟหน้าที่สูงจนแยงตาเพื่อนร่วมถนน พร้อมทั้งสวิตช์ปรับระดับไฟหน้า ก็หายไปไหนก็ไม่รู้
ถึงแม้ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่มาจากรุ่นที่แล้วก็ตามที แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำ Chief Engineer เจ้าของโครงการนี้
ถึงได้ปล่อยให้ Designer ออกแบบไฟหน้าให้มีความสูงที่แยงตาเพื่อนร่วมถนนแบบนี้ ซึ่งนั้นก็ยังคงมีวิธีการแก้ไขปัญหาคือ
การปรับไฟหน้าให้ต่ำลงโดยผู้ใช้สามารถปรับได้ แน่นอนว่า Toyota และรถยนต์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะรุ่นย่อยใด
ชุดสายไฟอุปกรณ์ต่างๆจะถูกทำมาเผื่อใส่อุปกรณ์เพิ่มเติมจากโรงงานอยู่แล้ว แต่ไฉน สวิตช์ปรับระดับสูง-ต่ำไฟหน้าจึงหายไป ทั้งที่ราคาหน้าโรงงาน สามารถซื้อกันได้ในราคาน่าจะไม่เกิน 100 บาทด้วยซ้ำ ฝากพิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วน
แล้วใส่มาในรุ่นปรับอุปกรณ์ก็ยังดีครับ ซื้อข้างนอกชุดนึงตั้ง 2,000-3,000 บาทเลยครับ

3.ช่วงล่างที่ความเร็วสูงยังคงที่เป็นที่น่าหวั่นใจ
จริงอยู่ที่รุ่น TRD Sportivo จะได้โช๊คอัพและสปริงที่ดีกว่ารุ่นปกติ แต่นั่น บนความเร็วใช้งานปกติจัดว่าดีมาก
อาการย้วยในด้านหน้าและดีดในด้านหลังหายไปหมด แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง ถึงแม้ว่ารุ่น TRD Sportivo
จะเตี้ยกว่ารุ่นปกติ แต่ความมั่นคงในความเร็วสูง ยังมีอาการส่ายและย้วย ซึ่ง Everest และ Terra สามารถทำได้ดีกว่า
ทั้งที่เป็นรุ่นปกติ ฝากเป็นอีกเรื่องให้ Toyota นำไปเป็นการบ้านในการปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไปครับ



คันต่อคัน : เมื่อน้องแก้วต้องเลือกคู่ออกเดท
ถ้าคุณเป็นน้องแก้ว สาวสวย New Comer ประจำออฟฟิศที่”จืด”ทำงานอยู่ และ “จืด”จะต้องเจอคู่แข่งเป็นใครบ้าง
เรามาดูกันทีละคันเลยว่า Toyota Fortuner TRD SportivoII 2WD ราคา 1,709,000 หากเป็นสีดำ(แบบในบทความ)
และราคา 1,729,000 หากเป็นสีขาว หลังคาสีดำด้าน จะต้องสู้กับเสือสิงห์ในบริษัทคนไหนบ้าง

1. Isuzu Mu-X 3.0 The ONYX Ddi 4X2  DA DVD NAVI Auto ราคา 1,409,000 บาท
ถ้า Mu-X เป็นบุคคลในออฟฟิศของจืด คงจะเป็น”พี่เหน่ง”ผู้จัดการแผนก หัวหน้าของจืด
เป็นชายวัยกลางคนที่ดูไว้ใจได้ แต่ติดพี่เหน่งแกเป็นคนขี้งก ทั้งที่พื้นเพของพี่เหน่งเป็นลูกเศรษฐีต่างจังหวัด
พร้อมเปย์เงินให้กับสาวที่ถูกใจ  ซึ่งพี่เหน่ง ก็คงคล้าย Mu-X ที่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจแบบเดียวกับ “จืด
เพราะศูนย์บริการที่สามารถดูแลลูกค้าได้ดี และไม่ปล่อยให้ปัญหาของลูกค้าเกิดเป็นไฟลามทุ่ง รวมทั้งการที่เป็นรถง่ายๆ
จึงทำให้การนำมาโมดิฟายต่อ ทำได้ง่ายดายและ แต่ด้วยราคากับสิ่งที่ได้ ก็ทำให้ลูกค้าหนีไปหาคู่แข่งค่ายอื่นเช่นกัน

2. Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4X2 10AT  ราคา 1,599,000 บาท
ถ้า Everest เป็นบุคคลในออฟฟิศของจืด คงจะเป็น”พีท”ชายหนุ่มพราวเสน่ห์ คู่แข่งของ”จืด”โดยตรง
พีทเป็นชายหนุ่มหล่อพราวเสน่ห์ ดูแลตัวเอง แต่ด้วยความหล่อนี่แหละ จึงทำให้พีทเป็นหนุ่มเจ้าชู้สุดตัว
ที่เปรียบ Everest ไปแบบนั้น เพราะตัวรถที่มีหน้าตาหล่อ ดูดุดัน การขับขี่ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใส่มาให้นั้น
ท่วมท้นจนคนใช้ Fortuner รุ่นก่อนหน้านี้ ปันใจมาหา Everest กันมากมาย แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือ
การที่ Everest นั้น ยังคงมี Defect ที่น่ากังวล ที่เรื่องเกียร์ที่เชื่อมน๊อต Torque Converter มาไม่ดีจนเกียร์หลุด อาการเครื่องเดินไม่เรียบ แต่ยังไม่ใช่ปัญหาเท่าช่างและฝ่ายเทคนิคที่ยังไม่แข็งแรง ก็ทำให้คนที่เคยใช้ หนีกลับไปซบรถค่ายตลาดเช่นกัน

3. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT-Premium 8AT 2WD ราคา 1,469,000 บาท
หาก Pajero Sport เป็นคนในออฟฟิศของจืด คงเป็นหนุ่ม เพื่อนสนิทของจืด หนุ่มเป็นผู้ชายหล่อเหมือนพีท แต่คงความสบายใจได้ในเรื่องเจ้าชู้ เพราะนัทเป็นคนที่ขยันในการทำงาน และที่สำคัญ ภรรยาของหนุ่ม ก็เป็นหัวฝ่ายแผนกที่แก้วอยู่ ซึ่งแน่นอนว่า หนุ่มไม่มีสิทธิแม้แต่จะเหล่น้องแก้วได้แบบจืดแน่นอน ที่เปรียบเปรยแบบนั้น เนื่องจาก Pajero Sport ในโฉมนี้
สวย ลงตัวในด้านการออกแบบ อุปกรณ์ความปลอดภัยและความสะดวกสบายมาในราคาที่เรียกได้ว่า คุ้มค่าคุ้มราคา เครื่อง 2.4 แรงกำลังดี เป็นรองก็แค่ Nissan Terra การขับขี่อยู่กลางๆกลุ่ม ในความรู้สึกที่มั่นใจกว่า Toyota Fortuner และ Isuzu Mu-X อาการอย่างยอยแร๊คพวงมาลัยในล็อตหลัง ก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น จะเหลือก็เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการเข้าเช็คระยะและซ่อมบำรุงที่แพงแบบไม่เข้าใจ ที่ยังคงให้คิดมากอยู่พอสมควรครับ

4.Nissan Terra 2.3 VL 2WD 7AT ราคา 1,349,000 บาท
หาก Terra เป็นคนในออฟฟิศจืด ก็เป็นอ้วน เพื่อนของจืด เป็นผู้ชายแรงเยอะ สุขุม รักเพื่อน ใครอย่าได้ไปมีเรื่องกับอ้วน หนุ่ม หรือ จืด ขนาดพีท หนุ่มหล่อประจำออฟฟิศที่เคยกร่างใส่จืดในงานเลี้ยงบริษัท อ้วนทนเห็นจืดโดนพีทกระทำแบบนั้น ก็ง้างหมัดทีเดียว พีทถึงกับสลบคาที่ และไม่กล้ากวนจืดอีกเลย Terra เป็นรถที่มีลักษณะที่กล่าวมา ด้วยความดีงามของเครื่องยนต์และเกียร์ที่ประสานการทำงานได้ดีจนคิดว่า ขับรถ PPV จริงอยู่ใช่ไหม ช่วงล่างและเบรกที่ไม่ได้ด้อยประสิทธิภาพ อาจจะมีแค่เรื่องพวงมาลัยที่เบาโหวงในช่วงความเร็วสูง และน้ำหนักมากเมื่อขับความเร็วต่ำ รวมทั้งหน้าตาที่ดูตกยุค และที่สำคัญคือ การสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์ที่ตกม้าตายจนยอดขายในเดือนแรกออกมาเพียง 500 กว่าคัน ตัวรถที่มีความดีงามหลายด้าน มัวแต่ไปขายกล้องที่กระจกมองหลัง หยุดกันก่อนเถอะครับพี่น้องชาว Nissan ยอดขายออกมาขนาดนี้ ควรปรับโฆษณาได้แล้วววววว

5. Chevrolet Trailblazer 2.5 VGT LTZ 4X2 ราคา 1,279,000 บาท
หาก Trailbrazer เป็นคนในออฟฟิศจืด คงเป็นพี่สมชาย GM ประจำแผนกของจืด เป็นคนที่เวลาปกติเป็นหัวหน้าที่น่ารัก
แต่เมื่อเครื่องดื่มมึนเมาเข้าปากไปแล้ว กลายเป็นคนที่ไม่น่ายุ่งด้วยเลย เลยเป็นผู้รั้งท้ายของกลุ่ม
ทั้งที่คุณงามความดีของตัวรถนั้น ไม่ได้ด้อยเลย รวมทั้งราคาที่ดึงดูด
ให้คนจำนวนมากนำไปคิด แต่ด้วยปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเช่น รถนำรถที่ซื้อคืนลูกค้ามาวนขายใหม่
ศูนย์บริการที่หาที่ฝากผีฝากไข้ได้ยากนั้น จึงทำให้พ่อหนุ่มกล้ามใหญ่จากแดนมะกัน กลายเป็นม่าย
สำหรับตลาดในประเทศไทย และเท่าที่ทราบ GM Thailand ก็จะยังคงลากขายรถรุ่นนี้ต่อไป
จนกว่ารถกระบะรุ่นใหม่ของ Chevrolet ที่จะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการประกอบ PPV ในอนาคต
จะมาซึ่งก็คงต้องปล่อยรุ่นพิเศษออกมาเรื่อยๆ จนกว่าจะคิดชื่อรุ่นพิเศษไม่ออกนั่นเอง


บทส่งท้าย ก่อนส่ง”จืด”ไปออกเดทกับน้องแก้ว
แน่นอนว่า กลุ่มคนที่เลือกซื้อรถยนต์กลุ่มนี้ ก็คงคิดเหมือนการเลือกคู่ชีวิต บางคน อาจจะชอบคนสวยหล่อ บางคน
อาจจะชอบคนเก่ง ทำได้สารพัดแต่ แต่อีกหลายๆคน อาจจะเลือก “คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจและอุ่นใจ” ซึ่ง Toyota Fortuner เป็นรถยนต์จำพวกดังกล่าว อาจจะไม่ใช่รถยนต์ที่ขับดีที่สุดในกลุ่ม ไม่ได้มีอุปกรณ์เยอะที่สุดในกลุ่ม ไม่ใช่รถยนต์ที่เมื่อเทียบราคากับสิ่งที่ได้ดูน่าใช้ที่สุด แต่ การบริการหลังการขาย การที่เป็นรถที่ออกแบบมาง่ายๆ ดูแลรักษาง่าย โอกาสงอแงน้อยมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นที่เป็นคู่แข่ง ยังเป็นสิ่งที่ Toyota ยังคงความเป็น Toyota และทำให้หลายๆครอบครัว ยังคงเชื่อใจที่จะเลือก Toyota มาจอดอยู่ในโรงรถบ้านตัวเอง มากกว่ารถยนต์ค่ายอื่นที่มอบทั้งการขับขี่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ครบครันกว่า

ผมเองก็ไม่เคยสัมผัสว่า ชีวิตคู่เป็นอย่างไร เพราะสถานะปัจจุบันที่เป็นโสด แต่จากที่ทำงานประจำเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
After Market รถยนต์ ก็เคยถามว่า “ทำไมพี่ยังเลือก Toyota หละครับ” คำตอบที่ได้คือ “Toyota เป็นรถที่รู้สึกสบายใจ
อาจจะทำแรงสุดกู่ไม่ได้มากนัก ขับก็ไม่ได้ดีกว่าบางยี่ห้อที่เพื่อนๆเปลี่ยนใจไปลองใช้ แต่เชื่อไหมว่า ตั้งแต่ซื้อมา ผมขับไป
ตั้งเยอะ เต็มที่ก็แค่ซ่อมบำรุงตามระยะทาง ในขณะที่เพื่อนๆผม ที่ใช้รถยนต์ยี่ห้ออื่น เคลมนู้นนี่นั่นกระจายเลย ตอนแรก
ก็ทะเลาะกับภรรยาผมตอนซื้อนะ เพราะอยากลองเปลี่ยนยี่ห้อ แต่พอตอนนี้ ต้องขอบคุณภรรยาผมเลย ที่ค้านผมวันนั้น
นี่คงเป็นสิ่งหนึ่งที่ยี่ห้ออื่นให้ไม่ได้”

พอได้ฟังแล้ว ทีม TMT (Toyota Motor Thailand) และ TDEM (Toyota-Daihatsu Engineering and Manufacturing)
ควรดีใจที่ลูกค้าจงรักภักดีกับสินค้าของท่าน ถึงแม้ว่าพักหลังจะเจอเรื่อง Part มีเคลมบ้างเนื่องจากมีการเปลี่ยน Maker
ที่ส่งชิ้นส่วนป้อนเข้าโรงงานบ่อย จึงทำให้คุณภาพชิ้นส่วนในบางล็อตมีปัญหามาให้ได้ยินบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีอิดออด

แต่ถ้าหากในอนาคด สามารถจัดวางอุปกรณ์ความสะดวกสบาย การขับขี่ที่ดีขึ้น เชื่อว่าจากที่ยึดหัวหาดในด้านยอดขายอยู่แล้ว จะมีคนเข้ามาเลือก Toyota เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ดูอย่าง C-HR และ Camry ACV70 ซิครับ Toyota ทำได้และดีได้ดีเลย

คู่ชีวิตที่อยู่แล้วสบายใจก็ดี แต่ถ้ามีดีมากกว่าความสบายใจ พ่อบ้านหลงหัวปักหัวปรำแน่นอน

ขอขอบคุณ
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์สำหรับทดสอบ


ทดลองขับและภาพถ่าย : PunTam
เผยแพร่ครั้งแรก : 4 ตุลาคม 2562
หากต้องการนำไปใช้นอกเหนือจากเผยแพร่ซ้ำ
กรุณาให้เครดิตภาพจากต้นฉบับทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.carside.in.th
อัพเดททุกความเคลื่อนไหวโลกยานยนต์ได้ที่
facebook/instagram : carsideteam

Comments
Loading...